อัตตลักษณ์ของเด็กจะถูกรังสรรค์ขึ้นมาจากสิ่งที่พวกเขาได้ยินเกี่ยวกับตัวเอง ... ข้อความที่สื่อความไม่ดีนี้จะมีพลังรุนแรงเมื่อได้รับจากผู้ที่ใกล้ชิดเรามากที่สุด

หลายวันก่อนมีกระดาษสองแผ่นมาวางบนโต๊ะทำงาน  เมื่อได้อ่านจึงรีบตามหาเจ้าของซึ่งเป็นผู้ปกครองเพื่อขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อไป  ขอนำมาเล่าต่อเลยนะคะ

ให้ลูกเป็น เด็กดีต้องจ่ายอะไร? <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">ถอดความโดย ป๊าคม พ่อน้องพล อนุบาล 1/1</p> ต้นทุนแอบแฝงของการลงโทษด้วยคำพูด <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">พวกเราเคยใช้คำพูดเหล่านี้กับลูกไหม?  ลูกทำอย่างนี้ อายเขาไหม  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">หรือ ซนจังเลย หยุดเดี๋ยวนี้นะ  เด็กดื้อ  หยุดงอแงซะทีได้ไม๊ฯลฯ   </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">พวกเราใช้การลงโทษด้วยคำพูด (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดุด่าว่าให้อาย – SHAMING) </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">กันเป็นประจำไม่ว่าทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน และที่อื่นๆ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">บางคนบอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่จำเป็นต้องทำ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เพื่อที่จะสอนให้เด็กๆรู้ว่า สิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิด </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สิ่งไหนเป็นพฤติกรรมที่ ดีสิ่งไหนเป็นพฤติกรรมที่ เลว   </p>การลงโทษด้วยคำพูดเป็นการใช้ความ น่าอาย เป็นตัวหยุดยั้งพฤติกรรมของเด็ก ซึ่งเหมือนกับการเฆี่ยนตีที่ใช้ ความเจ็บปวด เป็นตัวหยุดยั้งพฤติกรรม  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แล้วการลงโทษด้วยคำพูดแบบนี้ใช้ได้จริงหรือเปล่า?  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จะเกิดอะไรขึ้นถ้าการลงโทษแบบนี้กำลังทำร้ายเด็กๆของเรา?  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ถ้าเราดุด่าว่ากล่าวซ้ำๆกันแบบนี้เรื่อยๆ    </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จะทำให้เด็กๆฝังใจว่าเขาเป็นคน เลวหรือเปล่า? </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ถ้าเป็นอย่างนั้นเราจะทำยังไงกันดี?</p> ธรรมชาติของการลงโทษด้วยคำพูด <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การลงโทษด้วยคำพูดถูกออกแบบมาให้ยับยั้งการกระทำของเด็ก </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โดยทำให้เด็กมีความคิดและความรู้สึกเชิงลบต่อตัวเอง </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การลงโทษลักษณะนี้ ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม </p>เป็นการแสดงความเห็นถึงภาพด้านลบของตัวเด็ก   มากกว่าที่จะแสดงถึงผลกระทบของพฤติกรรมของเด็กๆที่แสดงออกมา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เช่น เมื่อเด็กตีน้อง </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เรามักจะดุว่าเด็กว่า ทำอย่างนี้นิสัยไม่ดีนะลูก </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ซึ่งจะแสดงให้เห็นด้านลบกับตัวเด็ก มากกว่าที่เด็กจะรับรู้ว่า </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">พฤติกรรมที่เด็กตีน้องจะทำให้น้องเจ็บ น้องเสียใจ น้องกลัว </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">หรือ น้องไม่อยากที่จะเล่นด้วย  </p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การลงโทษด้วยคำพูดทำให้เด็กรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองรู้สึก ต้องการ หรือ ปรารถนา  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อาจมีหลายรูปแบบ </p> ตัวอย่างเช่น คำพูดกดขี่: <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">   เด็กดื้อ  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">   พ่อหมดหวังกับเธอแล้ว  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">   เด็กงก</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">   เจ้าเด็กขี้แย  </p>คำพูดเชิงศีลธรรม: <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">   เด็กดีไม่ทำอย่างนั้นนะลูก</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">   เธอเป็นเด็กไม่ดี  </p>คำพูดคาดหวังเชิงอายุ: <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">   โตซะทีสิ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">   อย่าทำเป็นเด็กอมมือได้มั๊ย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">   คนโตแล้วเขาไม่ร้องไห้กันนะลูก  </p>คำพูดคาดหวังเชิงเพศ: <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">   อย่าขึ้แยเหมือนเด็กผู้หญิงหน่อยเลย  </p>คำพูดเชิงเปรียบเทียบ: <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">   ทำไมไม่ทำแบบน้องล่ะ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">   เพื่อนคนอื่นไม่เห็นทำอย่างหนูเลย  </p>  เมื่อเราว่ากล่าวเด็กๆ อารมณ์อย่างแรกที่จะเกิดกับเขาก็คือ ความอาย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">หลายคนมองว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องธรรมดาและยอมรับได้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ไม่ได้เกิดเฉพาะกับครอบครัวที่มีความรุนแรงเท่านั้น  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แม้แต่ในครอบครัวที่ ดีมากและในโรงเรียนที่สภาพแวดล้อมดีก็ยังเกิดขึ้นได้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แล้วความรู้สึกอายหรือความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีในเด็กที่ถูกว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร?  </p>  พวกเราทุกคนเกิดมาไม่มีความรู้สึกอายติดตัวมาด้วย  มันเป็นสิ่งที่เราเรียนรู้หลังจากเกิดมา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เป็นอารมณ์ในสำนึก (Self-conscious Emotion) </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ซึ่งเริ่มต้นมีเมื่ออายุ ประมาณ 2 ขวบ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เมื่อเราเริ่มรับรู้ถึงภาษาที่ใช้สื่อสารและภาพพจน์เกี่ยวกับตัวเอง  </p>เราเรียนรู้ที่จะรู้สึกอายหรือรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีจากสถานการณ์ภายนอก  นั่นแปลว่าเมื่อไรก็ตามที่มีความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดี ก็ย่อมมี ผู้ที่บอกเราเช่นนั้น  ข้อความที่สื่อความไม่ดีนี้จะมีพลังรุนแรงเมื่อได้รับจากผู้ที่ใกล้ชิดเรามากที่สุด  ดังนั้นการที่พ่อแม่ดุด่าว่าลูกจึงมีอิทธิพลมากที่สุดต่อตัวลูก   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แล้วทำไมการดุด่าถึงเกิดขึ้นได้ทั่วๆไป?  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เพราะการดุด่าเป็นการปลดปล่อยความโกรธของพ่อแม่  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">มันทำให้ผู้ดุด่ามีความรู้สึกดีขึ้น (ถึงแม้เพียงชั่วขณะ)  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เมื่อเด็กๆรู้สึกด้อยค่าจากการถูกว่ากล่าว </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">พวกเขาก็จะพยายามมากขึ้นเพื่อทำให้พ่อแม่พอใจ  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ซึ่งทำให้พ่อแม่คิดว่าการดุด่าว่าให้อายนี้ได้ผล  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่ว่ามันได้ผลจริงหรือ?</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">มีข้อถกเถียงกันมากมายเกี่ยวกับการลงโทษทางร่างกายต่อเด็กๆ(เช่นการตี)  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">หลายๆประเทศมีกฎหมายห้ามลงโทษทางร่างกายต่อเด็ก  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โรงเรียนส่วนใหญ่ก็เลิกใช้วิธีนี้  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นักจิตวิทยามีเอกสารวิจัยเป็นปึกที่ชี้ให้เห็นถึงผลเสียของการลงโทษทางร่างกาย  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ในขณะเดียวกันพวกเรากลับมองข้ามการลงโทษด้วยคำพูด </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จนเมื่อไม่นานมานี้เองที่นักจิตวิทยาพบว่า </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การลงโทษแบบนี้ก็มีผลกระทบรุนแรงไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อารมณ์ความอายเหล่านี้เป็นสิ่งใหม่สำหรับนักจิตวิทยา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ที่จะศึกษาถึงผลกระทบของการลงโทษด้วยคำพูด ซึ่งไม่ง่ายนัก  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียผู้หนึ่งบอกว่า </p>ความอายเป็นอารมณ์ส่วนตัวที่สุดของคน ดังนั้นพวกเราจึงอาจจะไม่ได้รับรู้ว่า
เด็กๆของเรากำลังทนทุกข์ทรมานกับอารมณ์ที่อยู่ส่วนลึกนี้อย่างไร
 ผลเสียหายที่เกิดจากการถูกลงโทษด้วยคำพูด <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ถ้าเราคิดว่าการลงโทษด้วยคำพูดใช้การได้ดี </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เพราะว่ามันสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมที่เด็กๆของเราทำ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เราก็กำลังจำกัดตัวของพวกเราอยู่แค่พฤติกรรมของเด็กที่เรามองเห็นเท่านั้น  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">มันง่ายสำหรับผู้ใหญ่ที่จะละเลยโลกภายในของเด็กๆ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อารมณ์ที่อยู่เบื้องหลังของพฤติกรรม </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ความทนทุกข์ทรมานของเด็กๆที่เกิดจากความอาย  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เรามักจะมองไม่เห็นถึงพฤติกรรมของเด็กๆหลังจากที่เราลงโทษเขาด้วยคำพูด  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">พวกเราประเมินค่าความไวของเด็กต่อคำดุด่าว่าให้อายต่ำเกินไป  </p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">มีหลักฐานเป็นจำนวนมากที่ชี้ให้ เห็นว่า  </p>คำพูดที่เราคิดว่าไม่เป็นอันตรายมีพลังเพียงพอที่จะสั่นคลอนความเชื่อมั่นในตัวเอง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">หรือสำนึกในคุณค่าของตัวเอง (Self-esteem) เมื่อพวกเขาโตขึ้นได้ </p>อัตตลักษณ์ของเด็กจะถูกรังสรรค์ขึ้นมาจากสิ่งที่พวกเขาได้ยินเกี่ยวกับตัวเอง   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ถ้าหากพวกเราละเลยความต้องการทางอารมณ์ (Emotional needs) ของเด็ก </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ถ้าหากประสบการณ์ของพวกเขาถูกมองว่าไม่สำคัญ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">พวกเขาจะโตขึ้นมา โดยมีความรู้สึกว่าพวกเขาไม่สำคัญติดตัวไป  </p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ถ้าหากพวกเขาได้รับคำบอกกล่าวอยู่เสมอว่าพวกเขา เลวและ ไม่เชื่อฟัง  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">พวกเขาก็จะดูดซับข้อความเหล่านี้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่พร้อมด้วยความเชื่อที่ได้รับการบอกกล่าวนี้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ความอายทำให้เรารู้สึกว่าไม่มีกำลังที่จะกระทำการอย่างที่อยากทำ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อย่างที่อยากจะแสดงออก  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เราอยากจะเต้นรำ แต่ก็ถูกหยุดด้วยความจำที่เคยถูกดุว่า </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อย่าเต้นแร้งเต้นกาเหมือนเด็กๆสิ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เราอยากหาความบันเทิงในชีวิตบ้าง </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่ก็ถูกหยุดด้วยเสียงจากข้างในว่าอย่า ขึ้เกียจนะ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เรามุ่งหาความเป็นเลิศหรืออยากจะพูดจาแสดงความเห็น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่เราก็ไม่ทำเพราะสงสัยว่า เราจะเก่งพอหรือเปล่า</p>ความอายบดขยี้ความมีชีวิตชีวา ความอยากรู้อยากเห็น และความปรารถนาที่จะทำอะไรด้วยตนเองของเด็กๆ  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นักสังคมวิทยาที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียบอกว่า </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ความอายขัดขวางการแสดงออกของอารมณ์</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">(ยกเว้นบางครั้งเราจะแสดงความโกรธออกมาเพื่อปกปิดความอาย) </p>คนที่รู้สึกอายจะมีการแสดงออกสองขั้ว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">คือความเฉื่อยชาและเป็นอัมพาตทางอารมณ์ หรือ </p>ความไม่เป็นมิตรและความโกรธ  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">บางคนอาจสลับไปสลับมาระหว่างสองขั้วนี้  </p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เวลาเราเสียใจเราสามารถปลดปล่อยได้โดยการร้องไห้  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เวลาเราโกรธเราอาจจะตะโกนออกมา  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อารมณ์โดยส่วนมากสามารถแสดงออกทางกายได้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ซึ่งทำให้มีความผ่อนคลายจากอารมณ์นั้นๆ  </p>แต่ความอายไม่มีทางแสดงออก  เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าทำไมผลของความอายจึงอยู่กับเราอย่างยาวนาน  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">งานวิจัยใหม่ๆบอกเราว่าความอายกระตุ้นให้คนถอนสัมพันธภาพจากคนอื่น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">(ไปบอกพ่อทำไม เดี๋ยวพ่อก็ดุเราอีก!) และจะกลายเป็นคนโดดเดี่ยว  </p>บางครั้งความอายนำไปสู่ความประสงค์มุ่งร้ายหรือความโกรธ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จนอยากจะทำการรุนแรงเพื่อลงโทษคนอื่น  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นักจิตเวชคนหนึ่งเคยให้ความเห็นว่า </p>คนเราจะเบี่ยงเบนความอายที่อยู่ในส่วนลึกของเราด้วยการ
ดูถูกคนอื่น   ความรู้สึกว่าตัวเองเหนือคนอื่น   ความดื้อดึง  การปฏิเสธตนเอง
และการเป็นนักสมบูรณ์แบบ (Perfectionist)เมื่อมีความอายอย่างรุนแรง ความอายอาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยทางจิต เช่นความหดหู่ (depression) ความกระวนกระวาย (anxiety) ความผิดปกติทางบุคคลิกภาพ (personality disorders) ฯลฯ   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การลงโทษด้วยคำพูดมีพลังที่จะควบคุมพฤติกรรมก็จริง </p>แต่ไม่มีพลังที่จะสอนถึงความเข้าอกเข้าใจความคิดและอารมณ์ของผู้อื่น (Empathy)  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เมื่อเราตราหน้าเด็กๆของเราบ่อยๆด้วยคำว่า เด็กไม่ดี  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เราสร้างเงื่อนไขให้เขามุ่งเข้าหาตัวเอง </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">พวกเขาจะสนใจในตัวเองและพยายามหาว่าพวกเขาล้มเหลวที่จะทำให้เราพอใจอย่างไร  </p>เด็กๆจะเรียนที่จะตีตราตัวเอง แต่จะไม่ได้เรียนรู้ถึงการเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น  ถ้าต้องการให้เกิดความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น เขาต้องได้รับรู้ว่าคนอื่นรู้สึกอย่างไร  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ยกตัวอย่างเช่น </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เมื่อเราว่าลูกว่า หนูเป็นเด็กไม่ดี</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่เราไม่ได้บอกอะไรกับเขาเลยว่า เรารู้สึกอย่างไรกับการกระทำของเขา  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เด็กๆจะไม่สามารถเรียนรู้ที่จะแคร์ความรู้สึกของคนอื่น </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">หรือไม่สามารถเรียนรู้ได้ว่าพฤติกรรมของเขามีผลกระทบต่อคนอื่นอย่างไร </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ตราบใดที่เขายังมัวแต่คิดว่า มันต้องมีอะไรบางอย่างผิดในตัวฉันแน่ๆ ถึงได้ถูกดุ</p>  พวกเราต้องระวังอย่าสับสนระหว่างพฤติกรรมที่ได้รับผลจากการใช้คำพูด <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">กับ พฤติกรรมที่ได้จากการขับเคลื่อนของจริยธรรมจริงๆ  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อย่างดีที่สุดการลงโทษด้วยคำพูดทำให้เราได้รับการปฏิบัติตามอย่างตื้นๆ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่เห็นด้วยของผู้ใหญ่และการแสวงหารางวัล  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เด็กๆยอมจำนนและทำตามเพื่อหลีกเลี่ยงการลงโทษ (ทางร่างกาย หรือ ด้วยคำพูด)  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ความประพฤติดีที่เราเห็นอาจไม่ได้มาจากใจจริงหรือความเคารพระหว่างกันและกัน</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แล้วเราจะตัดสินอย่างไรว่า</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">พฤติกรรมไหน ดีหรือ ไม่ดี” “น่าอายหรือ ไม่น่าอาย”?  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">คำจำกัดความของ ความไม่ดีหรือ ความอาย</p>แตกต่างอย่างมากถ้าอยู่ต่างวัฒนธรรม และต่างครอบครัว  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สิ่งที่เราเห็นว่าน่าอายในที่ที่หนึ่ง อาจเป็นที่ยอมรับได้ หรือไม่แปลก </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">หรือแม้กระทั่งเป็นที่นิยมในอีกที่หนึ่งก็ได้  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เวลาเด็กๆเล่นกันส่งเสียงดัง อาจเป็นที่ยอมรับได้ในครอบครัวหนึ่ง </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ในขณะที่พ่อแม่ของอีกครอบครัวหนึ่งอาจขมวดคิ้วเมื่อเห็นพฤติกรรมดังกล่าว  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">คนไทยเวลารับประทานอาหาร ถ้ายกชามขึ้นซดถือว่าไม่สุภาพ  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สำหรับคนญี่ปุ่นเวลาจะดื่มน้ำแกงคนญี่ปุ่นจะยกขึ้นซด </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">(นั่นเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงขำกลิ้งเวลาคนไทยเข้าร้านอาหารญี่ปุ่นแล้ว</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ขอช้อนมาตักน้ำแกงมิโซะ)  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ตัวอย่างเหล่านี้ชี้ให้เราเห็นว่า สิ่งที่เราฟันธงว่าเป็นพฤติกรรมน่าอายหรือไม่ดีนั้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เป็นสิ่งที่เราตั้งเอาเองซึ่งมันสามารถแปรเปลี่ยนไปได้แล้วแต่สถานที่หรือสภาวะของแต่ละครอบครัว</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ถ้าอย่างนั้นจะทำยังไงดี</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">การกำหนดขอบเขตระหว่างเด็กกับพ่อแม่สามารถทำได้แน่นอน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โดยไม่ต้องใช้วิธีรุนแรงเช่น การตี หรือการลงโทษด้วยคำพูด  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทัศนคติของเราต่อเด็กๆ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โดยเริ่มต้นประเมินกันใหม่ว่า </p>พวกเราคิดว่า อะไรที่เป็นแรงจูงใจให้เด็กๆ กระทำพฤติกรรมต่างๆที่เกิดขึ้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โดยธรรมชาติแล้ว</p>เด็กๆมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะพัฒนาคุณธรรมในสังคมให้มีในตัวพวกเขาเอง  เมื่อผู้ใหญ่ปฏิบัติต่อเด็กด้วยความเคารพเหมือนกับปฏิบัติต่อผู้ใหญ่ด้วยกันเอง และเมื่อเด็กๆได้เห็นตัวอย่างที่ผู้ใหญ่ต่างปฏิบัติตนต่อกันด้วยความเคารพ  เด็กๆจะพัฒนาความสามารถที่จะเข้าอกเข้าใจผู้อื่น แคร์ความรู้สึกผู้อื่น และสามารถมีความเคารพต่อผู้อื่นได้โดยธรรมชาติ <p>(มีต่อตอนที่ ๒) </p><p>—————————————————————————–</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">หมายเหตุ  ถอดความจากบทความ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">“Good” Children – at What Price?</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> The Secret Cost of Shame</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โดย Robin Grille and Beth Macgregor </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จาก Website http://www.naturalchild.com/robin_grille/good_children.html</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ทั้งคู่เป็นนักจิตวิทยาชาวออสเตรเลีย โดย Robin Grille ยังเป็นนักจิตบำบัด (Psychotherapist) </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เขามีเขียนบทความเกี่ยวกับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">พัฒนาการของเด็ก วิธีการเป็นพ่อแม่ (Parenting) สัมพันธภาพในครอบครัว </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ผลงานล่าสุดของเขาคือหนังสือที่ชื่อว่า Parenting for a Peaceful World </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ซึ่งเขาได้อธิบายถึง modeต่างๆของการเลี้ยงดูเด็กในประวัติศาสตร์ ที่ผ่านมา, </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">วิธีการเลี้ยงลูกมีอิทธิพลต่อชะตากรรมของชาติและสังคมอย่างไร, </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ธรรมชาติของการเลี้ยงลูกแบบอำนาจนิยมและเราจะเปลี่ยน mode</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จากการเป็นอำนาจนิยมไปสู่ modeช่วยเหลือได้อย่างไร, </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">อารมณ์และบุคคลิกภาพของเด็กมีความเกี่ยวพันกับพัฒนาการของสมองอย่างไร </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">และพัฒนาการของอารมณปัญญา(Emotional Intelligence)ของเด็กๆเกิดขึ้นได้อย่างไร</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ถอดความโดย ป๊าคม พ่อน้องพล อนุบาล 1/1 (โรงเรียนเพลินพัฒนา-www.plearnpattana.com)</p>