อากาศช่วงกลางเดือนธันวาคมที่เบลเยียมถือว่าหนาวมากขึ้น อุณหภูมิเริมติดลบ อยู่ในบ้านต้องเปิดฮีตเตอร์ตลอด ออกนอกบ้านต้องห่อหุ้มร่างกายอย่างมิดชิด คนไม่สามารถมานอนตามข้างถนน ใต้ร่มไม้ได้เลยเพราะมันหนาวมาก อาจด้วยเหตุนี้ที่เขามีระบบสวัสดิการสังคมที่ดี คนตกงานก็มีรายได้ขั้นต่ำให้เพราะถ้าไม่มีเงินก็อยู่ไม่ได้ ไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีอาหารกิน ทุกอย่างต้องใช้เงินทั้งหมด ไม่สามารถไปเก็บผักริมรั้ว หาปลากลางหนองน้ำหรือไปขออยู่อาศัยตามวัดได้แบบบ้านเรา เมืองไทยจึงน่าอยู่กว่ามาก
ช่วงหน้าหนาวของยุโรปถือว่าหนาวรุนแรงมาก ท้องฟ้ามืดครึ้มเกือบทั้งวันต้องใช้พลังงานทั้งแสงสว่างและความร้อนเยอะมาก ถ้าใช้ฟืนแบบสมัยก่อนก็คงไม่พอใช้ ด้วยเหตุที่เขาต้องต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอดกับสภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้เขาเป็นคนช่างประดิษฐ์คิดค้น สิ่งประดิษฐ์ เทคโนโลยีใหม่ๆเพื่ออำนวยความสะดวกของมนุษย์จึงมาจากชาติตะวันตกเป็นส่วนใหญ่
เข้าสู่สัปดาห์ที่ 15 ของการมาเรียนที่เบลเยียมแล้ว เป็นช่วงของการสอบวัดผลในวิชาที่ได้เรียนจบไปแล้วจำนวน 8 วิชา วิชาประชากรศาสตร์สอบก่อนไปแล้ว เหลือที่ต้องสอบอีก 7 วิชาในช่วงสองสัปดาห์ ก่อนที่จะปิดให้พวกเราได้เฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสและวันขึ้นปีใหม่ 2 สัปดาห์ แต่กว่าจะได้พักก็ต้องเผชิญกับความเครียดระยะยาวกว่าครึ่งเดือน ผมจำได้ว่าสมัยอยู่ชั้นประถมศึกษาไม่เคยรู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลเรื่องสอบเลย แต่พอเริ่มเข้าเรียนชั้นมัธยมเป็นต้นมาจนถึงทุกวันนี้ก็รู้สึกได้ว่าตัวเองมีความเครียดทุกครั้งที่มีการสอบ
วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม ช่วงเช้าสอบระบาดวิทยาทางสถิติ ข้อสอบออกเป็นอัตนัยสามข้อให้เวลาสามชั่วโมงออกโดยอาจารย์วีเริ่ล มีการคำนวณในทุกข้อ มีข้อย่อยสามถึงห้าข้อในข้อใหญ่ อาจารย์ที่ออกข้อสอบไม่ได้เน้นเรื่องการคำนวณมากนักตัวเลขไม่ยุ่งยากซับซ้อน (แต่ก็เห็นทุกคนใช้เครื่องคิดเลขกัน รวมทั้งผมด้วย ขนาดบวกลบคูณหารเลขง่ายๆหลักสองหลักก็ต้องใช้เครื่องคิดเลขเพราะเคยชินกับการพึ่งพอเทคโนโลยีมากกว่าสมองตัวเอง) คำถามเน้นที่การแปลผลตีความค่าสถิติที่ได้ว่าหมายความว่าอย่างไร เอาไปใช้ได้อย่างไร อธิบายกับผู้ที่มีส่วนกำหนดนโยบายหรือนักการเมืองที่จัดสรรงบประมาณอย่างไร ช่วงบ่ายว่างให้อ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ ผมก็ขดตัวอยู่บนเตียงใต้ผ้าห่มในห้องที่เปิดฮีตเตอร์อย่างอบอุ่น อ่านบ้างหลับบ้างสลับกันไป ช่วงค่ำนั่งปรับแก้รายงานตามคำแนะนำที่ได้รับจากอาจารย์ที่ปรึกษา
วันอังคารที่ 18 ธันวาคม ช่วงเช้าสอบสังคม-มานุษยวิทยาของอาจารย์โมนิค ข้อสอบเป็นอัตนัยมีห้าข้อใหญ่ใช้เวลาสามชั่วโมงเช่นกัน ข้อสอบเป็นลักษณะการวิเคราะห์สถานการณ์ทางด้านสังคม-มานุษยวิทยาที่ส่งผลหรือเกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพ ข้อสอบไม่ยากมาก ตอบได้ทุกข้อแต่ไม่รู้ว่าที่ตอบไปจะตรงใจอาจารย์หรือเปล่า ช่วงบ่ายกลับบ้านอ่านหนังสือช่วงเย็นหกโมงเย็นไปเรียนคอร์สภาษาอังกฤษ มีนักเรียนไปเรียนแค่สามคนคือผม พี่เกษมและทุ้ย คนอื่นๆคงอยู่อ่านหนังสือเตรียมสอบกัน เปลี่ยนอาจารย์คนใหม่มาสอนสามครั้งแล้วเป็นผู้ชายชื่อเดิร์ค คลินมัวรส์ (Dirk Clynmours) สอนดีมาก เน้นเรื่องการออกเสียง การพูด การอ่าน มีไวยากรณ์ไม่มากเฉพาะที่เกี่ยวกับการพูด มีสอบทุกครั้งเลย คราวนี้มีสอบเขียนตามคำบอก (Dictation) และอ่านออกเสียง แล้วก็ฝึกออกเสียงคำกริยาที่เปลี่ยนรูปไปเมื่อเปลี่ยนกาลเวลา (Irregular verb) เลิกเรียนประมาณทุ่มครึ่ง เร็วกว่าเวลาปกติ (สามทุ่มครึ่ง) กลับบ้านมานั่งเขียนรายงานจนเสร็จแล้วส่งให้อาจารย์บรูโนทางอีเมล์เพื่ออ่านก่อนพบกันวันพฤหัสบ่าย ทุ้ยบอกผมกับพี่เกษมว่าเปิดเรียนช่วงหลังปีใหม่จะชวนไปทำแหนมเนืองกินกันที่บ้านพัก ทุ้ย (Thuy) เป็นหมอผู้หญิงชาวเวียดนาม ทำงานที่สำนักงานป้องกันโรค กระทรวงสาธารณสุขเวียดนาม เคยมาฝึกงานที่สำนักงานควบคุมโรคที่สระบุรีด้วย อัธยาศัยใจคอดีมาก ทุ้ยเล่าว่าเวลาจะให้สามีโทรหาจากเวียดนามก็ใช้วิธีมิสส์คอลล์ไปให้สามีโทรกลับ ประหยัดเงิน (ตัวเอง) ดี แล้วก็เป็นการเช็คสามีไปในตัวด้วย ผมเองช่วงที่อยู่เมืองไทยโทรศัพท์มือถือกลายเป็นสัมภาระติดตัวที่สำคัญเลย แต่มาที่เบลเยียมผมไม่ได้นำมาด้วย
วันพุธที่ 19 ธันวาคม ช่วงเช้าสอบวิชาระบบสาธารณสุขแห่งชาติ ข้อสอบอัตนัย 8 ข้อใหญ่ โดยมีข้อกำหนดของการตอบข้อสอบไว้ด้วยว่าให้ใช้หลักการทางทฤษฎีไปวิเคราะห์สถานการณ์ในประเทศของตัวเองในการตอบแล้วให้ระบุชื่อประเทศไว้ในคำตอบด้วย อาจารย์วิมเน้นว่าขอให้ตอบสั้นๆกระชับ เท่าที่เว้นช่องไว้ให้ อย่าตอบเกิน ช่วงบ่ายกลับบ้านพักมานอนอ่านหนังสือ สมาธิในการอ่านดีมาก ความหนาวมีส่วนทำให้ไม่อยากหาเรื่องเถลไถลออกไปซุกซนนอกบ้าน
วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม ช่วงเช้าสอบวิชาโภชนาการของอาจารย์แพทริค ข้อสอบออกข้อเดียวเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ของการจัดตั้งคลินิกเด็กดี (Well baby clinic) ของอำเภอแห่งหนึ่งให้เวลาสามชั่วโมง มีคำถามหลักๆอยู่ 6 ข้อให้ตอบสั้นๆไม่เกินสองหน้ากระดาษเอสี่ อาจารย์บอกว่าให้อ่านโจทย์ ตีความให้ชัดแล้วค่อยๆรวบรวมความคิดสรุปเป็นคำตอบให้สั้นและกระชับภายใต้หลักเหตุและผล ประเด็นที่ผมคิดไว้ว่าจะตอบพอมีอยู่ในใจ แต่ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงแล้วก็ยังเริ่มเขียนไม่ได้ ต้องใช้วิธีเขียนคำตอบเป็นภาษาไทยก่อนแล้วจึงแปลเป็นภาษาอังกฤษอีกทีหนึ่ง ผมออกจากห้องสอบเป็นคนที่สามจากท้ายสุด พอสอบเสร็จก็เล่นปิงปองกับเพื่อนเกือบสองชั่วโมง ช่วงบ่ายได้พบอาจารย์บรูโนเรื่องรายงานวิเคราะห์ปัญหา อาจารย์บอกว่าใช้ได้แล้ว เพียงแต่สลับลำดับพารากราฟเท่านั้น นับว่าเป็นการเสร็จสิ้นเทศกาลสอบอันยาวนานของพวกเรา ข้อสอบทุกวิชาคะแนนเต็ม 20 คะแนน ถ้าได้ 12 คะแนนขึ้นไปถือว่าผ่าน
ผมคิดว่าการสอบน่าจะเป็นช่วงที่นักเรียนนักศึกษาทุกคนไม่ชอบแต่ต้องทำ การเรียนโดยไม่สอบก็น่าจะดี แต่มักพบว่าถ้าเรียนโดยไม่มีการสอบอาจทำให้นักเรียนไม่ตั้งใจหรือสนใจเรียน ไม่อ่านหนังสือ การสอบจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้นักเรียนสนใจอ่านหนังสือและเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในประเมินผลการเรียนไปด้วย เป็นวิธีที่ง่ายสำหรับผู้ประเมิน แต่ความไวและความจำเพาะในการประเมินผลการเรียน (รู้) ไม่รู้ว่ามีมากหรือเปล่า การสอบที่ดีจึงควรวัดผู้เรียนได้ทั้งความรู้ ความคิด ทัศนคติและการนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง ผมคิดว่าข้อสอบที่อาจารย์ใช้สอบผมช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นข้อสอบที่ดีมาก
ช่วงบ่ายวันพฤหัสหลังจากพบอาจารย์ที่ปรึกษาแล้วก็กลับบ้านมาคุยกับภรรยาแล้วก็ออกไปเดินซื้อของที่ถนนแมร์ (เมียร์) กับพี่เกษมและเกลนด้า วันพฤหัสนี้เป็นวันแรกที่ตื่นเช้าเดินไปสถาบันพบว่าบนหลังคารถมีหิมะตกลงมาปกคลุมบางๆ เกลนด้าบอกว่ากลางคืนอากาศลบห้าองศาเซลเซียส เมื่อเช้าลบสาม ตอนเดินไปซื้อของอุณหภูมิลบสอง เดินๆไปเอามือจับหูตัวเองแทบไม่รู้สึกเลยต้องแวะร้านขายของเพื่อรับไออุ่น แล้วก็เดินไปดูสวนสนุกที่แกรนด์เพลสและไปเดินหาซื้อของขวัญสำหรับแลกในงานคริสต์มาสปาร์ตี้ของชั้นปีเย็นวันศุกร์นี้ ไปที่ห้างสรรพสินค้ากรีนเพลส ตอนอยู่เมืองไทยอากาศร้อนเดินไปหลบร้อนรับความเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศในศูนย์การค้าแต่มาที่เบลเยี่ยมต้องหลบหนาวไปรับไออุ่นจากฮีตเตอร์แทน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นการเผาผลาญพลังงานจำนวนมหาศาลด้วยกันทั้งคู่ เดินสักพักซื้อของได้แล้วก็แวะทานอาหารเย็นที่ร้านแมคโดนัลด์ ถือเป็นครั้งแรกสำหรับผมที่เข้าร้านนี้ น้องแคนจะชอบอาหารแบบนี้มาก มักบอกผมว่าแคนต้องการจะลองกินไว้เพื่อเป็นการเรียนรู้ ก่อนมาเบลเยียมน้องแคนบอกผมว่าพ่อต้องลองกินอาหารฝรั่งบ้าง พ่อจะได้มีประสบการณ์ ตอนที่ผมตกรถขณะไปเที่ยวอะตอมเมียมต้องขึ้นรถรางกับรถไฟกลับแอนท์เวิป ผมเล่าให้น้องแคนฟัง ลูกบอกผมว่าดีแล้วพ่อจะได้มีประสบการณ์ใหม่ๆ ถ้าไม่มีครั้งแรกพ่อจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาขึ้นกันยังไง
เกล็นด้า อยู่กลุ่มนอร์ทกลุ่มเดียวกับพี่เกษม จึงสนิทกับพี่เกษมแล้วก็เลยสนิทกับผมไปด้วย เกล็นด้าจบทางสาธารณสุขศาสตร์ (โภชนาการ) จากมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของฟิลิปปินส์คือมหาวิทยาลัยมะนิลา ทำงานอยู่ที่สถาบันวิจัยทางด้านสุขภาพแห่งชาติของฟิลิปปินส์ เป็นคนเก่งคนหนึ่ง ผมรู้สึกว่าจะสนิทกับเกล็นด้าเร็วมากในช่วงหลังๆด้วยความที่เขาเป็นคนมีน้ำใจ คุยด้วยได้ง่าย เป็นคนสบายๆ คบๆกันไปก็รู้สึกเหมือนกับเป็นเพื่อนผู้ชายไปเลย ผมยังพูดเล่นกับเขาเลยว่าผมมักจะนึกว่าเขาเป็นเหมือนเพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง เขาก็บอกว่าเขาชอบประดิษฐ์ ชอบซ่อมของเหมือนเด็กผู้ชาย แต่ไม่เรียนวิศวะเพราะเขาไม่ชอบคำนวณ
เราได้ไปเที่ยวกลุ่มเดียวกันที่ลีเว่นกับปารีส ก็ยิ่งสนิทกันมากขึ้น เกล็นด้าเอารูปแฟนเขามาให้ดู แฟนเขาหล่อมาก หน้าตาคล้ายๆหนุ่มเกาหลีเลยแล้วรูปหลานสาวของเขาที่น่ารักมาก พี่เกษมมักจะชวนเกล็นด้ามากินข้าวที่บ้าน ส่วนผมไม่ค่อยกล้าชวนใครเพราะผมทำกับข้าวไม่ค่อยเป็น สามสัปดาห์ก่อนตอนที่ผมรู้สึกเซ็งเบื่อมากๆ เกล็นด้าก็เป็นเพื่อนคนหนึ่งที่เข้ามาทักผมว่าทำไมดูเศร้าจัง มีอะไรหรือเปล่า ผมมาลองคิดดูแล้วว่าทำไมรู้สึกถูกชะตากัน (ตอนเจอครั้งแรกไม่ค่อยคุยกันเท่าไหร่ เกือบไม่ถูกชะตาด้วย)
อาจเป็นไปได้ว่าเกล็นด้ามีลักษณะท่าทางนิสัยใจคอคล้ายๆเพื่อนที่ผมประทับใจมากคนหนึ่งที่เมืองไทย เป็นคนอัธยาศัยใจคอดี ยิ้มง่าย มีน้ำใจต่อคนอื่นๆ เหมือนกับเจ้าป้อม (รัชดา โพธิ์ทอง) นักรังสีเทคนิคที่โรงพยาบาลบ้านตาก ป้อมเป็นเพื่อนนักเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนบ้านตากประชาวิทยาคารกับหมอเบิ๊ด (พิพัฒน์ เคลือบวัง กุมารแพทย์ที่โรงพยาบาลแม่สอด) เพื่อนสนิทของผม ป้อมเป็นคนที่เอาการเอางานดีมากทั้งงานในหน้าที่ งานส่วนรวมของโรงพยาบาลและช่วยเหลือผู้อื่นด้วยมิตรไมตรี ป้อมตัวเล็กแต่เล่นบาสเก็ตบอลเก่งมาก เป็นโคชได้ด้วย ปีก่อนป้อมไปเป็นโคชว่ายน้ำให้ผมตอนไปแข่งกีฬากระทรวงสาธารณสุขทั้งๆที่ตัวเองว่ายน้ำไม่เป็น ป้อมมีน้ำใจกับคนอื่นๆเสมอ เจ้าป้อมมีหลานชายน่ารักมากชื่อข้าวปุ้น นอกจากมีส่วนคล้ายเจ้าป้อมแล้ว ยังคล้ายเจ้าปู (วรวรรณ พุทธวงศ์) น้องพยาบาลที่สนิทกันที่บ้านตาก ที่ช่วยผมดูแลการเรียนการสอนของวิทยาลัยชุมชนตากที่มีความรับผิดชอบในการทำงานสูงมาก เกาะติดงาน คล่องแคล่วและเป็นวิทยากรการจัดการความรู้ด้วย
เวลาผมทำอะไรก็ตาม รวมทั้งการเรียนด้วย ผมจะมองภาพรวมทั้งหมด (Big picture) ของสิ่งที่ผมต้องทำให้ออกว่าเป็นอย่างไรบ้าง มองทั้งระบบจึงเป็นลักษณะของ System approach เพื่อหาความสัมพันธ์เชื่อมโยงของทั้งระบบให้ได้ หลักสูตรที่ผมกำลังเรียนอยู่นี้เป็นหลักสูตรปริญญาโทนานาชาติทางด้านการบริหารระบบสุขภาพและนโยบายสุขภาพ (Master of Public Health: Health system management and policy) ของสถาบันเวชศาสตร์เขตร้อนเจ้าชายลีโอโปลด์ (Prince Leopold Institute of Tropical Medicine, Antwerp) แอนท์เวิป เบลเยียม ซึ่งสถาบันแห่งนี้ตั้งมาครบร้อยปีเมื่อปี 2549 ผู้อำนวยการคนปัจจุบันชื่อ ดร. บรูโน กรีซีลส์ (Bruno Gryseels) สถาบันเปิดสอนสาขานี้ในสังกัดคณะสาธารณสุขศาสตร์ เปิดทุกปีเป็นหลักสูตรสลับกันปีเว้นปีระหว่างภาษาฝรั่งเศสกับอังกฤษ ใช้เวลาเรียนทั้งสิ้น 10 เดือน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">ปีนี้มีผู้อำนวยการ (Director) หลักสูตร 3 คนคือฌอง ปิแอร์ อังเกอร์ (Jean-Pierre Unger) กีย์ คีเกล (Guy Kegels) และแพทริค แวน เดอ สตัฟท์ (Patrick Van de Stuyft) มีผู้ประสานงานหลักสูตร (Co-ordinator of the course) คือทอม โฮรี (Tom Hoeree) และอาจารย์ที่ปรึกษาประจำหลักสูตร (Tutor of the course) คือคอมโพส ดา ซิลเวรา วาลาเรีย (Campos Da Silveira Valeria) คณะสาธารณสุขศาสตร์มีอาจารย์ประจำ 28 คน มีอาจารย์จากประเทศอื่นที่มาร่วมทำงานวิจัยอีกหลายคน มีทีมเลขานุการคณะ 4 คน และทีมบริหารงานทั่วไปอีก 11 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการนักศึกษาของสถาบันอีก 4 คน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">นับว่ามีความพร้อมทางด้านบุคลากรในการเรียนการสอนและการทำงานวิจัยเพื่อสร้างหลักการแนวคิดเนื้อหาของหลักสูตรได้ เพราะเนื้อหาวิชาที่สอนส่วนใหญ่มาจากการศึกษาค้นคว้าแล้วสังเคราะห์ขึ้นโดยอาจารย์ของสถาบันเอง ไม่ได้ไปลอกหรือแปลเอาเนื้อหามาจากตำราของที่อื่นๆ จึงมีลักษณะเป็นสำนักความคิด (School of Thought) ทางด้านสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมีชื่อหลายแห่งในยุโรป อเมริกา ออสเตรเลียก็จะเป็นแบบนี้คือมีหลักการหรือทฤษฎีของสถาบันตัวเองอยู่ หลักสูตรนี้มีเนื้อหาหลักสูตรหลัก (Core components: CC) 5 ส่วนสำคัญคือ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">CC1- Developing Health Systems เน้นเรื่องเกี่ยวกับระบบสุขภาพในภาพรวมทั่วไปของแนวคิดหลักการสำคัญ สถานบริการขั้นต้น โรงพยาบาล ระบบสุขภาพระดับอำเภอ ระบบสุขภาพระดับประเทศและนโยบายสุขภาพ (General Introduction,Vocabulary & Terms, Communication , First Line Health Services , Hospital, Local Health Systems , National Health Systems , Health Policy) ถือเป็นระบบบริการแนวราบหรือบริการในสถานบริการสุขภาพ เรียกว่า Horizontal </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">CC2- Health Problem Management and Disease Control เน้นเกี่ยวกับการบริหารจัดการปัญหาสาธารณสุขในพื้นที่ การควบคุมป้องกันโรคในลักษณะการบริหารแผนงานโครงการเฉพาะเรื่อง เฉพาะโรค เฉพาะปัญหาในลักษณะการบริหารแผนงานโครงการ (Project management) เป็นระบบบริการแนวดิ่งหรือ Vertical program </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">CC3- Analytical perspectives, research, decision making and project planning ประกอบด้วย 4 หัวข้อสำคัญเรียกย่อๆว่า ARDP ส่วนของAเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ทั้งเชิงเส้นตรงและเชิงซ้อนเพื่อเข้าใจ อธิบาย ตัดสินใจและทำนายเหตุการณ์ทางด้านสุขภาพต่างๆที่เกิดขึ้น (understand, explain, decision and predict with linear cause (simple) and generative cause (Complex) analysis.) โดยอาศัยหลักการของเศรษฐศาสตร์ ประชากรศาสตร์ ระบาดวิทยาและสถิติ สังคม-มานุษยวิทยา(Economics, Demography, Epidemiology and Statistics, Socio-anthropology) ส่วนR เน้นเรื่องแนวคิด หลักการ รูปแบบการทำวิจัยต่างๆเพื่อสร้างความรู้มาใช้ในระบบสุขภาพโดยเฉพาะวิจัยปฏิบัติการ (Action research) ส่วน D เน้นเรื่องการตัดสินใจทางด้านสุขภาพที่มีความไม่แน่นนอน (Uncertainty) และความเห็นต่างกัน (Disagreement) สูงและ P เน้นเกี่ยวกับการวางแผนงานโครงการเพื่อการดำเนินงานทางด้านสุขภาพ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">CC4A- Strategic Management (Option) เน้นเรื่องการกำหนดและกลยุทธ์ในการบริหารจัดการระบบสุขภาพและCC4B- Health Policy (Option) เน้นเรื่องการกำหนดนโยบายทางด้านสุขภาพ เป็นตัวเลือกจะเลือกด้านไหนก็ได้เพียงเรื่องเดียว ผมเองเลือกการบริหารเชิงกลยุทธ์ แต่โดยสรุปอาจารย์บอกว่าให้เรียนเหมือนกันคือเน้นการบริหารเชิงกลยุทธ์</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">CC5- Synthesis เป็นบทสรุปของหลักสูตรที่นักศึกษาทุกคนจะต้องนำเอาปัญหาทางด้านสุขภาพที่ตัวเองประสบมาจัดทำเป็นวิทยานิพนธ์ที่มีการประยุกต์ความรู้ที่ตัวเองได้รับร่วมกับประสบการณ์การทำงานที่มีอยู่มาวิเคราะห์และสังเคราะห์เป็นหลักการ แนวทางในการนำไปประยุกต์ใช้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">ช่วงสัปดาห์แรกของการเรียนเป็นการแนะนำหรือปฐมนิเทศเกี่ยวกับค่านิยม วัตถุประสงค์ ประวัติความเป็นมา โครงสร้างหลักสูตร การประเมินผล กระบวนการเรียนการสอนที่ใช้และแบบฝึกหัด (Introductory week : Values, Objectives, History, Structure, Assessment, Didactic approach, Exercise learning)</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">ตอนนี้ผมได้เรียนจนจบเนื้อหาหลักส่วนที่ 1 ไปและบางส่วนของเนื้อหาหลักส่วนที่ 3 และก็เพิ่งถูกประเมินผลไปด้วยการสอบที่ผ่านมา ผลสอบยังไม่ทราบคะแนนที่ได้ แต่ผมมั่นใจว่าผมได้ความรู้ติดตัวกลับไปใช้ประโยชน์แน่นอน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">เมืองไทยมีมหาวิทยาลัยจำนวนมากขึ้น เห็นได้ว่าเริ่มมีการแข่งขันกันหานักศึกษามาเข้าเรียนในแต่ละหลักสูตร หลายมหาวิทยาลัยมีการขยายจำนวนคณะวิชา สำหรับทางด้านสาธารณสุขแล้วการเปิดคณะสาธารณสุขศาสตร์ทำได้ง่ายที่สุด ง่ายกว่าคณะแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ เภสัชศาสตร์หรือเทคนิคการแพทย์ อาจจะสนใจที่จะเปิดสอนคณะสาธารณสุขศาสตร์ ผมคิดว่าการเตรียมที่ดีมากก็คือการเตรียมองค์ความรู้ของสถาบันด้วยการให้คณาจารย์ศึกษาวิจัยระบบสาธารณสุขเพื่อสร้างองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับประเทศไทยและทบทวนวรรณกรรมจากงานวิจัยของประเทศต่างๆเพื่อนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ของสถาบันหรือภูมิปัญญาสถาบัน (Institutional Intelligence) ขึ้นมา </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">ผมมองเห็นโอกาสว่าในการทำงานในพื้นที่ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขสามารถสร้างองค์ความรู้จากการทำงานได้ด้วยการทำวิจัยปฏิบัติการไปด้วยโดยใช้แนวคิดของการพัฒนางานวิจัยจากงานประจำ (R2R: Routine to research) ทำงานประจำด้วยการใช้ข้อมูล (data) ให้เป็นสารสนเทศ (information) เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้ (knowledge) ขึ้น ทำให้เปลี่ยนจากการปฏิบัติ (Practical based) ไปสู่ฐานอ้างอิง (Evidence based) นำสู่หลักการทฤษฎีใหม่ๆ (Theoretical based) ได้ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมเพื่อมาทำวิจัยเลย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">พิเชฐ บัญญัติ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">Verbond straat 52, 2000 Antwerp, Belgium</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNoSpacing">21 ธันวาคม 2550, 21.55 น. ( 03.55 น.เมืองไทย )</p>
สวัสดีค่ะคุณหมอ
ได้รับคำแนะนำว่าถ้าจะทำ km ของหน่วยงานต้องคุณหมอเท่านั้น ได้รับคำแนะนำมาจาก บรรณารักษ์ มช. คุณกรกมล หนูทำงานที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ทางสำนักหอสมุดกลางที่นี่จะทำ km แต่ไม่ทราบว่าจะติดต่อคุณหมอได้อย่างไร รบกวนคุณหมอช่วยติดต่อกลับด่วนน่ะค่ะ ถ้าคุณหมอสะดวก หวังว่าจะได้รับความเมตตาจากคุณหมอน่ะค่ะ
มัชมน สถาพร