“สร้างครอบครัวเรียนรู้อยู่อย่างเรียบง่าย บนพื้นฐานของความไม่ประมาท”

 

ในท่ามกลางความโกลาหลและการใช้ชีวิตอย่างรีบเร่ง บวกกับกระแสบริโภคนิยมในยุคทุนเสรีสุดโต่ง ทำให้คนส่วนใหญ่บ้าคลั่งและหมุนตามกระแสอย่างไม่ลดละ และกลายเป็นคลื่นใหญ่ของสังคมที่จมจ่อมอยู่ทางสายนั้น บางคนไปถึงฝั่งฝัน บางคนต้องอยู่อย่างหนาวเหน็บและปวดรวดร้าว บางคนอยู่แบบไม่รู้ชะตากรรม สำหรับผมก็เคยจมอยู่ในกระแสธารน้ำพุร้อนเหล่านั้นกับเขา แต่ด้วยชีวิตที่เรียนรู้ความเป็นไปของโลกและชีวิตมาระยะหนึ่ง ทำให้ผมได้เรียนรู้แก่นแท้ของการอยู่ มิใช่อยู่อย่างไร้เข็มทิศ หากแต่มีหนทางและเป้าหมายของการอยู่ที่ สร้างครอบครัวเรียนรู้อยู่อย่างเรียบง่าย บนพื้นฐานของความไม่ประมาท

 เดิมผมเองก็มีชีวิตไม่แตกต่างจากคนทั่วไป มีชีวิตไปวันๆ อย่างไร้จุดหมาย แต่วันหนึ่งชีวิตผมก็เริ่มคิดได้ จากการได้พบคู่ชีวิตที่ดี ได้รู้จักกัลยาณมิตรที่ดี และได้มาอ่านหนังสือดีดีที่ทำให้ผมเริ่มเรียนรู้จากแนวคิด วิธีการ และตัวอย่างจากหนังสือดีดีที่สร้างชีวิตที่เรียบง่ายให้กับตัวผม หนังสือเหล่านี้เป็นดังสายธารแห่งความคิดที่ช่วยชโลมเอาหัวใจของผมชุ่มฉ่ำ และแน่ใจในแนวทางที่ตนเองมุ่งมั่น และนำมาฝึกฝนตนเองในการเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างเรียบง่าย แน่นอนครับมีหนังสืออยู่หลายสิบเล่มที่ผมเลือกซื้อมาอ่าน และเรียนรู้ แต่มี ๑๐ เล่มในใจที่ผมอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยไม่รู้สึกว่าเบื่อ หรือว่าจำเจ ซ้ำซาก แต่อย่างใด หากแต่อ่านเมื่อใดก็รู้สึกเป็นสุขเมื่อนั้น และเป็นการตอกย้ำแนวทางของเราไปในตัวด้วย 

        คืนชีวิตสู่ความเรียบง่าย หนังสือเล่มแรกที่ผมสะดุดตา เมื่อครั้งไปกราบท่านพระอาจารย์สมคิด จารณธัมโมเจ้าอาวาสวัดโป่งคำ ราวๆ ปี๒๕๔๐ เมื่อตอนไปสัมภาษณ์ท่านและแกนนำกลุ่มออมทรัพย์บ้านโป่งคำ เมื่อคราวทำวิจัยเรื่อง การพัฒนาประชาคมจังหวัดน่าน ผมเห็นหนังสือเล่มนี้วางอยู่ จึงขอท่านมาหยิบอ่านดู และรู้สึกว่าน่าสนใจ จึงหาซื้อมาเป็นของตนเอง หนังสือเล่มนี้ให้ข้อคิดที่สำคัญคือเราสามารถใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายได้ในโลกของความเป็นจริง ในทุกปัจจุบันขณะ โดยที่ไม่ต้องไปบวช หรือปลีกวิเวกแต่อย่างใด หากแต่ยังอยู่ในสังคมของการบริโภคนิยมนี่แหละ ไม่ว่าจะเป็นการกิน การอยู่ การทำงาน การจับจ่ายใช้สอย การหยุดพักผ่อน ฯลฯ เราสามารถสร้างชีวิตที่เรียบง่ายได้จากการปฏิบัติชีวิตประจำวันเหล่านี้ อย่างมีสติรู้เท่าทัน จากหนังสือเล่มนี้เองนำผมไปหาอ่านหนังสือเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายเล่มอื่นๆ ตามมาอีก หลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น ธรรมดาและเรียบง่ายคืนชีวิตภายในสู่ความเรียบง่ายความเรียบง่ายไร้กาลเวลาความเงียบวอลเดน และอีกหลายเล่มที่ไม่อาจเอ่ยได้หมดครับ อาจกล่าวได้ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นใบเบิกทางความคิดของผมในแง่มุมที่เรียบง่าย หันมามุ่งมั่นมากขึ้น แม้เดิมจะชมชอบแนวทางเพื่อชีวิตและปรัชญาอยู่สมควรแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ตกผลึกทางความคิดจนนำไปสู่การปฏิบัติได้

              ธรรมดาและเรียบง่าย เป็นหนังสืออีกเล่มที่ผมสะดุดจากชื่อหนังสือ ขณะอ่านในร้านหนังสือ ผมไม่รีรอที่จะเปิดอ่านดูและไม่ลังเลใจที่จะหยิบซื้อมาเป็นของตนเอง หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมได้รู้จักการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายของ ชุมชนอามิช ที่อยู่ในประเทศอเมริกาที่ทั่วโลกต่างซูฮกในความเป็นสังคมบริโภคนิยมและร่ำรวยทางวัตถุนิยมสุดๆ แต่ที่น่าสนใจกลับพบว่ามีชาวอามิชที่เคร่งในศาสนาและความเชื่อดำรงตนเองอยู่อย่างสมถะและเรียบง่าย ไม่มีเทคโนโลยีใดๆ แม้กระทั่งไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งอำนวยความสะดวก ขนาดบ้านเราบ้านนอกสุดๆ อยู่ป่าดงพงไพรแค่ไหน ไฟฟ้ายังพาสิ่งอำนวยความสะดวกไปหาจนได้ แต่ชุมชนชาวอามิชกลับปฏิเสธสิ่งเหล่านี้และดำรงตนอยู่อย่างเรียบง่าย ใช้แรงงานคน แรงงานสัตว์ในการเพาะปลูก สร้างโรงเรียนสอนกันเอง ดำรงตนตามแนวทางของความศรัทธาในศาสนาที่ไม่ได้บูชาแค่เปลือกนอก เพราะชาวอามิชไม่มีเครื่องรางของขลัง ไม่มีแม้แต่โบสถ์ หากแต่ใช้โรงนาของแต่ละครอบครัวหมุนเวียนกันไป เป็นการเข้าถึงแก่นแท้ของศาสนาแบบไม่ยึดติด ผู้เขียนได้เล่าถึงการเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนอามิช และได้เล่าถึงวิถีชีวิตของชาวอามิช การปักผ้า การทำตุ๊กตาของเล่นที่แสดงให้เห็นความเรียบง่ายของชาวอามิช จากหนังสือเล่มนี้ทำให้ผมไปค้นหาเรื่องราวของชาวอามิชเพิ่มเติมจากอินเตอร์เน็ต และได้ทึ่งในภาพชีวิตจริงของชาวอามิชผ่านโลกทางอินเตอร์เน็ตนี้เอง

             อเมริกาที่ยังใช้ม้าเทียมไถเป็นหนังสืออีกเล่มที่ได้เล่าถึงชีวิตของชุมชนชาวอามิช ผมได้หนังสือเล่มนี้มาอย่างโชคดีมากๆ คือจู่ๆ วันหนึ่งคู่ชีวิตผมได้ไปซื้อหนังสือ โต้คลื่นลูกที่สี่เมื่อความพอเพียงคือคำตอบ (เขียนโดย ดร.ไสว  บุญมา อดีตเศรษฐกรอาวุโสของธนาคารโลก ที่ไปปักหลักใช้ชีวิตในอเมริกา) มาอ่าน ในหนังสือเล่มนี้ได้เขียนถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง และยกตัวอย่างการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงของชุมชนอามิชอยู่ด้วย และในหนังสือเล่มนี้เองท่านอาจารย์ ดร.ไสว ได้แนะนำหนังสือ อเมริกาที่ยังใช้ม้าเทียมไถ ซึ่งท่านได้เขียนมาก่อนหน้านี้แล้วเป็นหนังสืออ่านเพิ่มเติม ทำให้ผมดั้นด้นเขียน E-mail ไปขอซื้อหนังสือเล่มนี้จากท่านอาจารย์มาอ่าน เพราะหนังสือไม่มีวางขายตามร้านหนังสือแล้ว และก็ได้มาสมใจอยากด้วยความกรุณาจากท่านอาจารย์ ดร.ไสว บุญมา ที่แนะนำให้ไปซื้อที่ อ.ทัศนีย์ กระต่ายอินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเทพกษัตรี ด้วยความขอบคุณจริงๆหนังสือเล่มนี้ทำให้เราเข้าใจเรื่องราวเกี่ยวกับชาวอามิชเพิ่มมากขึ้นจากหนังสือ ธรรมดาและเรียบง่าย ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ วิธีคิด ความศรัทธา วิถีการปฏิบัติ การกิน การอยู่ การเข้าสังคม และการแสดงออกต่างๆ ของชาวอามิช รวมทั้งการสืบทอดความเป็นอามิชสู่ลูกหลาน เรื่องราวชาวอามิชในหนังสือสองเล่มนี้ทำให้ผมเกิดความอยากไปสัมผัสกับชาวอามิชสักครั้งถ้ามีโอกาส แต่ผมคิดว่าผมก็ได้สัมผัสพวกเขาผ่านหนังสือและโลกอินเตอร์เน็ตแล้ว

             เต๋า เต็ก เก็งเป็นหนึ่งในหนังสือแนวปรัชญาตะวันออกที่ผมซื้อมาอ่าน ผมสนใจเรื่องเต๋า เซน ขงจื้อ มาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะชอบอ่านหนังสือกำลังภายในของโกวเล้งซึ่งมักจะมีปรัชญาชีวิตแฝงไว้อยู่เสมอ และเมื่อมาเจอหนังสือ เต๋าเต็กเก็ง ที่แปลโดย โชติช่วง นาดอน เล่มนี้ทำให้ผมรีบซื้อมาอ่าน หนังสือเล่มนี้ได้สอนเรื่องการใช้ชีวิตที่ไม่ยึดติดในลาภ ยศ สรรเสริญ และความเป็นตัวกูของกู ดั่งที่ท่านพุทธทาสได้พร่ำสอน ด้วยการเขียนในลักษณะคล้ายกลอนเปล่า หรือคำคม ทำให้อ่านง่าย ไม่ดูหนักเกินไป แต่ต้องตีความหมายของแต่ละคำ แต่ละวรรค แต่ละตอนไป ทำให้หนังสือนี้ไม่หนักเกินไปสำหรับผู้มีมุมมองว่าเรื่องปรัชญาเป็นเรื่องเข้าใจยาก และหันมาอ่านหนังสือแนวนี้ ผมเองหยิบเอาคำสอนในคัมภีร์เต๋าเต็กเก็งมาเตือนตัวเองอยู่เสมอ รวมทั้งการนำไปบอกกล่าวในการอบรมต่างๆ โดยเฉพาะการอบรมเรื่องของความพอเพียง และศิลปะการใช้ชีวิต เช่น

ไม่มีความผิดพลาดใดใหญ่ยิ่งกว่าตัณหาความทะยานอยาก

ไม่มีภัยพิบัติใดยิ่งใหญ่กว่าความไม่รู้จักพอ          

ม่มีความหายนะใดยิ่งใหญ่กว่าความโลภ            

ความสมบูรณ์เนื่องจากการ รู้จักพอ เป็นความสมบูรณ์ที่นิรันดร์

                         ผู้ที่เข้าใจคนอื่น คือ ผู้รอบรู้

                    ผู้ที่เข้าใจตนเอง คือ ผู้รู้แจ้ง

                    ผู้ที่ชนะคนอื่น คือ ผู้มีกำลัง

                    ผู้ที่ชนะตนเอง คือ ผู้เข้มแข็ง

ผู้รู้จักพอ คือ ผู้ร่ำรวย

 

มีอีกหลายบทหลายตอนที่น่าสนใจเลยทีเดียว

เข็มทิศชีวิตเป็นหนังสือออกแนวธรรมะสมัยใหม่ผสมผสานกับปรัชญาการใช้ชีวิตอย่างมีจุดมุ่งหมาย หนังสืออ่านและเข้าใจง่าย ผมสะดุดหนังสือเล่มนี้ตรงที่ได้ขึ้นไตเติ้ลว่า ทำไมผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังถูกฟ้องล้มละลาย มีหนี้สินเกือบร้อยล้าน จึงสามารถยืนหยัดอยู่ได้และสามารถปลดหนี้และมายืนหยัดสร้างธุรกิจร้อยล้านได้เพียงแค่สามสี่ปี และที่สำคัญหนังสือเล่มนี้ได้พระไพศาล วิศาโล มาเขียนคำนิยมให้ ทำให้ผมซึ่งมีความศรัทธาและชื่นชอบงานเขียนของท่านเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่ลังเลใจที่จะซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน หนังสือได้เขียนถึงเรื่องการรู้จักวางเข็มทิศชีวิตของตนเอง รู้จักใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท มีประโยคที่ผมชอบใจอยู่หลายตอนมากเช่น

กำหนดเป้าหมายผิดชีวิตอาจดิ่งเหว

ชีวิตที่ดีเริ่มต้นจากการกิน-อยู่เป็น

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เราจะรู้สึกว่าไม่พอ ต้องมีนั่น มีนี่เสียก่อน แล้วเราจะอิ่ม จะเต็ม สิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยถูกสอนก็คือ ไม่ว่าเราจะพัฒนาความสามารถในการหาเงิน หาของ หาความรักให้ได้มากสักเท่าไหร่ก็ตาม น้ำในแก้วไม่มีวันเต็มเพราะความอยากในใจเราไม่เคยหยุด แก้วของเราก็จะโตขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่เคยพอ

 

จากหนังสือเล่มนี้เองทำให้ผมไปค้นหาเรื่องราวของคุณฐิตินาถ จากอินเตอร์เน็ต และได้พบเรื่องราวที่เธอให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งรายการเจาะใจ ทำให้ผมได้คลิปรายการนี้มาด้วย รวมทั้งเสียง Mp3 มาฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก ที่สำคัญคือการดั้นด้นไปหาหนังสืออ่านและเข้าไปในเวปไซด์แนะนำในหนังสือเล่มนี้ ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องราวธรรมะและการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอีกอย่างหลากหลาย

 

 ปล่อยวางอย่างเซน ผมเองสนใจเรื่องราวของเซนศิลปะการใช้ชีวิตแบบเซน เรื่องราวของการชงชา หรือแม้แต่หนังสือ เซนในสวนโมกข์ ที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้เขียนไว้ ผมชอบอ่านนิทานแบบเซน และปริศนาธรรมของเซน การขบคิดโกอาน การบรรลุธรรมหรือซาโตริ และการฝึกปฏิบัติแบบเซน รวมทั้งการอยู่แบบไม่เป็นชาล้นถ้วย ผมจึงมีหนังสือที่เกี่ยวกับเซนอยู่หลายเล่ม แต่ที่ผมหยิบมาอ่านบ่อยๆ โดยไม่รู้สึกว่าเคยอ่านมาแล้ว คือ ปล่อยวางอย่างเซน แค่ชื่อหนังสือก็น่าสนใจแล้ว หนังสือเล่มนี้ได้บอกเล่าเรื่องราวของนิทานเซน โกอาน และการวิธีการบรรลุธรรม (ซาโตริ) ของพระเซนอย่างหลากหลาย รวมทั้งให้สติของการใช้ชีวิตด้วย หัวใจของเซนน่าจะอยู่ที่การสติทุกย่างก้าว การไม่ยึดติด และสอนให้เรารู้ว่าเราสามารถบรรลุธรรมได้แม้จะไม่ได้บวชก็ตาม

  ปาฎิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอเป็นหนังสือเล่มแรกของท่านติชนัทฮันท์ที่ผมซื้อมาอ่าน หนังสือเล่มนี้สอนให้เรารู้จักการอยู่กับปัจจุบันขณะ การมีสติอย่างรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลา โดยไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิภาวนาอยู่เท่านั้น หากแต่มีสติอยู่กับลมหายใจของตนเองทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งการกิน การอยู่ การทำงาน และการนอน ดังที่ท่านติชได้พูดถึงเรื่อง ล้างจานเพื่อล้างจาน และท้ายเล่มได้สอนวิธีการปฏิบัติเรื่องฝึกเจริญสติด้วย จากหนังสือเล่มนี้ทำให้ผมสนใจค้นหาเรื่องราวของท่านติชนัทฮันท์มาอ่านจากอินเตอร์เน็ต และหาซื้อหนังสือเล่มอื่นๆ ของท่านมาอ่านอีกหลายเล่ม และทำให้ผมได้รู้จักหมู่บ้านพลัมและสังฆะของท่านผ่านอินเตอร์เน็ตนี้ และในโอกาสที่ท่านมาเยือนเมืองไทยในปีนี้ ทำให้ผมได้ติดตามเรียนรู้ และนำเอาแนวทางการปฏิบัติภาวนาของหมู่บ้านพลัมมาอ่าน มาฟัง และมาฝึกปฏิบัติ รวมทั้งไปหาโหลดเสียงการบรรยาย และเพลงของหมู่บ้านพลัมที่ใช้ในการภาวนาเมืองไทยครั้งนี้มาฟังและนำผมไปพบหนังสือ เริ่มต้นใหม่ ที่เขียนโดยคุณ หนอนไม้ โดยบังเอิญอีกด้วย

เริ่มต้นใหม่ (Beginning A New) หนังสือนี้ออกมาในช่วงที่ท่านติชนัทฮันท์และสังฆะของท่านได้มาจัดภาวนาที่เมืองไทย หนังสือเล่มนี้ช่วยให้เราเข้าใจเรื่องราวของท่านและสังฆะของท่านมากขึ้น โดยเฉพาะวิธีคิดวิธีการปฏิบัติ การภาวนา และคำสอนต่างๆ ของท่านและเหล่าสังฆะของท่าน เราได้รู้จักภิกษุณี ภิกษุชาวไทยที่ได้ติดตามหลวงปู่อย่างใกล้ชิด คุณหนอนไม้ถ่ายทอดเรื่องราวของท่าน สังฆะหมู่บ้านพลัมได้อย่างน่าอ่าน น่าติดตาม ราวกับว่าได้ไปอยู่กับสังฆะหมู่บ้านพลัมเลยทีเดียว เรียกว่าเราเป็นดั่งกันและกัน หัวใจของหนังสือเล่มนี้น่าจะอยู่ที่สอนให้เรารู้จักการเจริญสติภาวนาของหมู่บ้านพลัมและการมีสติทุกปัจจุบันขณะหรือทุกย่างก้าวของชีวิต เรารู้จักการโอบรัดความโกรธด้วยความรัก การเริ่มต้นใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างสังฆะ การดูแลทุกข์สุขของกันและกัน

 การเริ่มต้นใหม่ในความสัมพันธ์
คือ วิถีทางในการดูแลความรู้สึกของกันและกัน
ด้วยการมองและรับฟังกันและกันอย่างลึกซึ้ง
ด้วยสายตาแห่งสติและความรัก การเริ่มต้นใหม่
เริ่มต้นด้วยการหว่านวาจาแห่งรัก
รดน้ำดอกไม้แห่งการชื่นชมจากใจจริง
บอกเล่าความทุกข์ในใจ
แบ่งปันความเจ็บปวด
และขอความช่วยเหลือจากเพื่อน
การกระทำเช่นนี้ก่อให้เกิดความเข้าใจ
และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง 

นี่เป็นส่วนหนึ่งของคำสอนที่น่าสนใจของท่านติชนัทฮันท์ 

             เท้าที่ย่างทางที่เลือกเป็นหนังสือที่ผมค้นพบโดยบังเอิญจากอินเตอร์เน็ต เพราะคุ้นกับชื่อคุณศิริพร ผู้เขียนมาก จำได้ว่าคุณศิริพรเขียนคำนิยมให้กับหนังสือ ธรรมดาและเรียบง่าย ซึ่งคุณศิริพร ได้เล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายของตนเองผ่านคำนิยมในหนังสือเล่มนี้ ทำให้ผมสนใจมากว่าอยู่ดีๆ ผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำงานในเมืองหลวงมีหน้ามีตาในสังคม ไม่เคยใช้ชีวิตอยู่กับชนบทหรือแบบชาวสวนเลย กลับสวนกระแสของสังคมลาออกจากราชการในวัยที่กำลังสาวไปเริ่มต้นใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายโดยไม่หวั่นเกรงอุปสรรคใดๆ และสามารถสร้าง อาศรมวงศ์สนิท ขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก คุณศิริพรได้เขียนหนังสือบอกเล่าเรื่องราววิธีคิดของตนเองจากประสบการณ์ที่เรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายมาบอกเล่าให้คนอื่นได้รับรู้ เรื่องราวของคุณศิริพรเป็นการเลือกทางเดินชีวิตของตนเองที่กล้าหาญมาก กล้าที่จะแหวกวงล้อมของสังคมบริโภคนิยมออกมาสู่สังคมแห่งการพึ่งตนเอง เป็นทางเลือกที่โดนใจผมสุดๆ ในวันที่คุณปัทมา  ธนามี (นกเสรี) เพื่อนผู้เป็นพี่ที่ทำงานด้วยกันกำลังอยู่ระหว่างตัดสินใจที่จะรีไทร์ตนเองจากการเป็นข้าราชการ ผมไม่ลังเลที่จะหยิบยื่นหนังสือเล่มนี้ให้คุณนกเสรีได้ยืมอ่าน แม้ว่ามันไม่ได้เป็นส่วนใดๆ กับการตัดสินใจของเขา แต่ผมเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้ก็ให้แง่คิดได้ไม่น้อย และเพราะหนังสือเล่มนี้เองทำให้ผมเข้าไปศึกษาเรื่องราวของชาวอาศรมวงศ์สนิทต่ออีกมากมาย และผมก็มาทราบตอนหลังว่าคุณสุภาพร ผู้แปลหนังสือ ธรรมดาและเรียบง่าย ก็เป็นคนหนึ่งที่มาใช้ชีวิตในอาศรมวงศ์สนิท และเป็นกัลยาณมิตรที่ดีคนหนึ่งของคุณศิริพร ผมเลยถึงบางอ้อ....  

              เงินหรือชีวิตหนังสือเล่มสุดท้ายที่จะบอกกล่าวเล่มนี้ผมไม่ได้หาซื้อมาเอง หากแต่เป็นคู่ชีวิตของผมต่างหากที่ซื้อมา เพราะเธอจะสนใจหนังสือในแนวเรื่องของการจัดการเงินทองๆ ซึ่งก็เป็นข้อดีที่ทำให้ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือแนวนี้ด้วย จากเดิมที่ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่นัก มีหนังสือแนวนี้ที่น่าสนใจอยู่หลายเล่มที่เธอซื้อมาอ่าน เช่น หนังสือตระกูลพ่อรวยสอนลูก ออมก่อนรวยกว่า รวยก่อนเกษียณ บุรุษผู้มั่งคั่งในบาบิโลน ฯลฯ สำหรับหนังสือเงินหรือชีวิตเป็นหนังสือแปลที่พูดถึงเงินในฐานะของการเป็นทาสของสังคมบริโภคนิยม การมีเงิน การร่ำรวยไม่ใช่คำตอบของชีวิตและความสุข คนจำนวนไม่น้อยที่มีเงินมากหากแต่กลับไม่มีความสุขเลย รวมทั้งประเทศที่ร่ำรวยก็ไม่ได้มีดัชนีความสุขสูงตามไปด้วย หากแต่คนที่รู้จักพอเพียงต่างหากกลับสามารถสร้างชีวิตที่มีความสุขได้มากกว่า เงินจึงไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับความสุขที่แท้จริง การบูชาเงินจึงตกเป็นทาสของการต้องดิ้นรนไขว่คว้าหามา แต่ก็ต้องแลกกับความสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตไปเช่น เวลาและครอบครัว เงินหรือชีวิต คือการเลือกทางเดินหรือจุดยืนของตนเองว่าจะเลือกอะไร แน่นอนว่าหลายคนบอกว่าเลือกทั้งสองอย่าง ครับผมเองก็คิดเช่นนั้น เพียงแต่ความลงตัวที่พอเหมาะระหว่างสิ่งทั้งสองอยู่ตรงจุดไหนต่างหากที่เราต้องเลือก

             ที่ร่ายมายาวมิใช่จะโฆษณาขายหนังสือใดๆ เพราะผมเองไม่รู้จักผู้เขียนและบริษัทผู้จัดขายใดๆ เลย แต่รู้จักพวกเขาในฐานะของผมนำทางของความคิด ที่หยิบยื่นให้กับคนอ่าน ทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นดั่งกันและกันและเรารู้สึกอยากทำอย่างพวกเขาเหล่านั้นบ้าง แม้จะเป็นส่วนเสี้ยวหนึ่งของพวกเขาก็ตาม แต่ก็ยังดีกว่าที่ไม่ได้ทำอะไรเสียเลย แน่นอนครับทำให้ผมและคู่ชีวิตมุ่งมั่นที่จะอยู่อย่างเรียบง่ายและมีสติอยู่กับปัจจุบันขณะโดยไม่ประมาทในการดำรงอยู่ของทุกลมหายใจที่มีอยู่.........................................................................................................................................................ถนัด  ใบยาบันทึกเรื่องราว๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๐