ที่กระบี่และเชียงรายเรามีการจัดทำยุทธศาสตร์สำหรับแรมซาร์ไซต์ โดยในส่วนของนโยบายเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ในช่วงลงมือปฏิบัติ
| |
|
แรมซาร์ไซต์กับการอนุรักษ์ของไทย(2)
ลุ่มน้ำสงครามตอนล่างพื้นที่ต้นแบบ
ปัญหาการลดลงของพื้นที่ชุ่มน้ำที่ยังคงมีอยู่แม้ว่าจะมีการประกาศให้พื้นที่หลายแห่งอยู่ในแรมซาร์ไซต์
ทำให้ต้องมีการทบทวนถึงการจัดการก่อนที่จะมีการอนุรักษ์อย่างจริงจัง
“10 พื้นที่ที่ประกาศไปแล้วยังไม่มีแผนการจัดการเป็นของตัวเอง
บางแห่งชุมชนเองก็ไม่อยากให้มีการประกาศ
เพราะมีข้อจำกัดบางอย่างที่ทำให้เขาไม่อยากยอมรับ”
ดร.นวรัตน์ ไกรพานนท์
ผู้จัดการโครงการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชุ่มน้ำลุ่มน้ำโขง
ระบุ
ปัญหาที่หนักที่สุดที่พื้นที่ชุ่มน้ำทั่วประเทศกำลังเผชิญอยู่ก็คือ
การบุกรุกเพื่อการเกษตร
โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่มีการบุกรุกเพื่อปลูกปาล์มน้ำมันหลังจากปาล์มน้ำมันมีราคาดีขึ้นเรื่อย
ๆ !!! ขณะที่พื้นที่ชุ่มน้ำอื่น ๆ
ยังไม่มีแผนการจัดการที่แน่ชัด
สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ได้จัดทำแผนการเชิงรุกโดยได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลเดนมาร์ก
เพื่อจัดทำแผนการจัดการใน 2 พื้นที่นำร่องคือ
กระบี่และเชียงราย
“ที่กระบี่และเชียงรายเรามีการจัดทำยุทธศาสตร์สำหรับแรมซาร์ไซต์
โดยในส่วนของนโยบายเสร็จเรียบร้อยแล้ว
อยู่ในช่วงลงมือปฏิบัติ”
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดโครงการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชุ่มน้ำลุ่มน้ำโขง
(Mekong Wetlands Biodiversity Conservation and Sustainable Use
Programme : MWBP)
ขึ้นโดยโครงการนี้เป็นโครงการในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ดำเนินการโดย 4 ประเทศในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ได้แก่ ลาว กัมพูชา
เวียดนาม และไทยโดยมีโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)
สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN) และคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC)
ร่วมบริหารโครงการ มีระยะเวลาในการดำเนินการ 5 ปี
(2547-2552) ในพื้นที่นำร่องของแต่ละประเทศ
สำหรับประเทศไทยพื้นที่ที่ได้รับการคัดเลือกก็คือ
พื้นที่ลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง
ซึ่งในขณะนี้ยังไม่ได้ประกาศให้เป็นแรมซาร์ไซต์
แม้ว่าในพื้นที่ดังกล่าวนี้จะมีความเหมาะสมในหลาย ๆ
ด้านพร้อมอยู่แล้วก็ตาม
สำหรับลาวได้เลือกจังหวัด Attapeu
เป็นพื้นที่นำร่อง ส่วนกัมพูชาเลือกพื้นที่แรมซาร์ Stung
Treng และเวียดนามคือพื้นที่ Plain of
Reeds พื้นที่ลุ่มน้ำสงครามตอนล่างเป็นบริเวณที่แม่น้ำสงครามไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขง
เป็นที่ราบน้ำท่วมถึงหรือพื้นที่ชุ่มน้ำ
มีอาณาเขตอยู่ในจังหวัดอุดรธานี หนองคาย สกลนคร และนครพนม
มีพื้นที่ทั้งหมด 12,367 ตารางกิโลเมตร
ถือเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากบริเวณหนึ่ง
โดยเฉพาะในฤดูน้ำหลากจะมีระบบนิเวศน้ำท่วมกินพื้นที่
500,000-600,000 ไร่ ความยาวประมาณ 200 กิโลเมตร
นับจากปากแม่น้ำขึ้นไป
น้ำท่วมนี้เกิดจากการที่แม่น้ำโขงไหลย้อนกลับคล้ายกับทะเลสาบเขมร
รวมกับภาวะน้ำหลากจากทางเหนือ “พื้นที่นี้จะเป็นตัวอย่างให้กับโครงการ
MWEP เพราะเป็นพื้นที่แรกที่ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร
ซึ่งอีก 3
ประเทศที่เข้าร่วมโครงการนี้ก็จะนำตัวอย่างที่ได้จากลุ่มน้ำสงครามตอนล่างนี้ไปใช้ในพื้นที่ของตัวเองด้วย”
การดำเนินการเพื่อหาแนวทางในการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้
นอกจากจะต่างกับแห่งอื่น ๆ
ตรงที่ความพยายามหาแนวทางที่เหมาะสมก่อนการประกาศให้เป็นแรมซาร์ไซต์แล้ว
ความแตกต่างอีกอย่างก็คือ
ลักษณะวิธีการทำการวิจัยที่ให้ชุมชนเข้ามาเป็นส่วนหลัก
ผ่านการวิจัยที่เรียกกันว่า
“วิจัยไทบ้าน”
โดยมีตัวแทนชุมชนจาก 4 หมู่บ้านในลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง
คือบ้านท่าบ่อ บ้านอ้วน บ้านปากยาม และบ้านยางอย อ.ศรีสงคราม
จ.นครพนม
หลังงานวิจัยที่จัดทำขึ้นโดยนักวิชาการไม่เคยแก้ไขปัญหาของชุมชนได้อย่างแท้จริง
และบางครั้งยังก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งตามมาอีกหลายระลอก
ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 8
กุมภาพันธ์ 2549
|
|
|