เอกสาร เรื่องราวข่าวสารจากชาวบ้านนั้น หลายชิ้นจะได้รับการเผยแพร่ในวงจำกัด เช่น ในงานนิทรรศการ การประชุม สัมมนา เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมงานจะได้รับเอกสารข้อมูล รวมถึงได้ซักถามกับเจ้าของข้อมูลโดยตรง

นี่คือข้อมูลส่วนหนึ่งที่ถูกเผยแพร่ในรูปแบบของเอกสาร ซึ่งถูกนำมาเผยแพร่ในงานมหกรรมสร้างสุขภาคอีสาน ครั้งที่ ๒ ในระหว่าง ๑๖-๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ในส่วนของลานกิจกรรม บริเวณชั้น ๑ กลุ่มที่ ๔ หัวข้อ สุขภาวะ (นวัตกรรมหมูหลุม, สาธิตการทำน้ำหมัก, การกู้ชีพ) ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม <p>
เทคนิคการปรับปรุงบำรุงดิน
</p> <p>1. ปุ๋ยหมักชีวภาพ (ปุ๋ยชีวภาพในท้องถิ่น ที่นอกเหนือจากการใช้ขยะเปียก) มีขั้นตอนในการเตรียมดังนี้</p> <p>- เลือกวัสดุที่จะใช้ทำปุ๋ยหมัก ควรเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในแปลงหรือพื้นที่ ย่อยสลายง่าย เป็นวัสดุเหลือใช้ในการเกษตรหรือครัวเรือน วัสดุเหลือใช้จากโรงงานที่ใกล้เคียง เช่น ฟางข้าว ผักตบชวา หญ้า ส่วนต่างๆของมันสำปะหลัง ต้นและซังข้าวโพด เถาและเปลือกถั่วลิสง เมื่อเป็นปุ๋ยหมักจะให้ธาตุอาหารหลักแก่พืชในปริมาณที่สูง หรืออาจจะเป็นวัสดุที่ย่อยสลายยาก เช่น ขี้เลื่อย แกลบ กากอ้อย ขุยมะพร้าว ซึ่งเมื่อเป็นปุ๋ยหมักจะให้ธาตุอาหารหลักต่ำกว่า แต่ให้สารปรับปรุงดินมากกว่าปุ๋ยหมักจากวัสดุที่ย่อยสลายง่าย ซึ่งจะส่งผลดีต่อดินและพืชในระยะยาว โดยในการทำปุ๋ยหมักอาจจะใช้วัสดุหลายชนิดทำการหมักร่วมกัน โดยใช้วัสดุย่อยสลายยากและง่ายร่วมกัน โดยวิธีการนี้จะทำให้ใช้ระยะเวลาในการย่อยสลายสั้นลงกว่าการใช้แต่เพียงวัสด ุย่อยสลายยาก และยังทำให้ปุ๋ยมีทั้งธาตุอาหารและสารปรับปรุงดิน

- นำเศษวัสดุมากองรวมกันบนพื้นที่ราบ หรือในหลุม ให้ขนาดกว้างประมาณ 2-3 เมตร สูงประมาณ 1-1.5 เมตร ผสมเศษวัสดุคลุกเคล้าให้ทั่วถึง รดด้วยน้ำหมักชีวภาพ กากน้ำตาล ผสมน้ำในอัตราส่วน 1 : 10 ให้ชุ่มพอสมควร บีบเศษวัสดุไม่ให้ออกตามนิ้วมือ เมื่อคลายมือออกวัสดุยังจับตัวเป็นก้อน</p> <p>
- คลุมกองปุ๋ยด้วยพลาสติก ทางมะพร้าว ฟาง หรือเศษพืช เพื่อลดการระเหยของน้ำ

- ดูแลกองปุ๋ยหมักให้มีความชื้นที่พอเหมาะอยู่เสมอ ถ้ากองปุ๋ยแห้งเกินไป (บีบดูแล้วไม่มีน้ำติดมือ) ต้องรดน้ำเพิ่ม เพราะถ้าความชื้นน้อยเกินไปจะทำให้กระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์เกิดขึ้นไ ด้ช้า รวมทั้งถ้าแฉะเกินไป ทำให้เกิดการขาดออกซิเจน กระบวนการย่อยสลายที่เกิดขึ้นก็เกิดได้ช้าเช่นกัน</p> <p>
- ระบายอากาศแก่กองปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ โดยสอดท่อเจาะรูในกองปุ๋ยตั้งแต่แรกเริ่ม หรือกลับกองปุ๋ยทุก 5-7 วัน เนื่องจากจุลินทรีย์ต้องใช้ออกซิเจนในการสร้างพลังงาน และโดยเฉพาะถ้าใช้วัสดุที่มีขนาดใหญ่ทำการกองเป็นชั้นๆ การกลับกองจะช่วยคลุกเคล้าเศษวัสดุให้เข้ากัน</p> <p>
- เมื่อกระบวนการหมักเสร็จสมบูรณ์แล้ว (ประมาณ 3 เดือน) ก็สามารถนำไปใช้ได้ โดยสังเกตจาก สีของเศษวัสดุจะเป็นสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำ อ่อนนุ่ม ยุ่ย ไม่มีกลิ่นเหม็นหรือฉุน อุณหภูมิภายในกองปุ๋ยใกล้เคียงกับภายนอก</p> <p>การใช้
1) ใส่แบบหว่านทั่วแปลง ประมาณ 1-3 ตัน / ไร่ โดยหว่านในช่วงเตรียมดินแล้วไถกลบทันที
2) ใส่แบบโรยเป็นแถว ประมาณ 1-3 ตัน/ไร่ โดยโรยในช่วงเตรียมดินแล้วพรวนดินกลบ หรือโรยใส่แถวพืช / แปลงผักแล้วพรวนดินกลบ
3.) ใส่แบบหลุม ประมาณ 20-50 กก./ หลุมแบ่งใส่เป็น 2 ระยะ
- ระยะเตรียมหลุม ใส่ปุ๋ยหมักลงในหลุมคลุกเคล้าด้วยหน้าดิน แล้วจึงใส่ต้นไม้
- ระยะที่พืชเจริญแล้ว ขุดเป็นร่องรอบๆต้น ตามแนวทรงพุ่ม ใส่ปุ๋ยหมักลงในร่องแล้วกลบด้วยดิน ในกรณีไม้ผลที่เติบโตแล้วอาจเพิ่มปริมาณปุ๋ยหมักมากขึ้น และมักใส่ปีเว้นปี</p> <p>2. ปุ๋ยหมักเร่งด่วน (โบกาชิ)
ส่วนผสม ประกอบด้วย</p> <p>- มูลสัตว์แห้ง 1 ส่วน + แกลบดิน 1 ส่วน + รำละเอียด 1 ส่วน หรือ มูลสัตว์แห้ง 5 ส่วน + แกลบดิน 5 ส่วน + แกลบเผา 3 ส่วนรำละเอียด 2 ส่วน

การเตรียม
คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันดี รดด้วยน้ำหมักชีวภาพ (น้ำหมัก 1 แก้ว + กากน้ำตาล 1 แก้ว + น้ำ 10 ลิตร) ให้พอหมาด เอาไปกองไว้ในที่ร่มให้หนา 1 ฟุต คลุมกองด้วยกระสอบป่านหรือเศษพืช คอยกลับกองไม่ให้ร้อนจัด ประมาณ 7-10 วัน จะมีกลิ่นหอมคล้ายเห็ด มีราสีขาว และกองปุ๋ยเย็นลง ผึ่งให้แห้ง เก็บใส่กระสอบไว้ใช้ได้

การใช้ - เช่นเดียวกับปุ๋ยหมัก แต่ลดปริมาณเพียง 1 ใน 5 เช่น หว่านใส่นาข้าว ถ้าปุ๋ยหมักต้องใช้ 1 ตจัน/ไร่ ถ้าใส่โบกาชิ ใช้เพียง 200 กก./ไร่ โดยแบ่งใส่ช่วงไถ 100 กก. หลังปักดำ 7 วัน 30 กก. ข้าวอายุ 1 เดือน 30 กก. และก่อนข้าวตั้งท้องอีก 40 กก.</p> <p>3. ปุ๋ยพืชสด

คือการไถกลบหรือคลุกพืชที่ยังสด และมีสีเขียวอยู่ลงไปในดิน เพื่อปรับปรุงดินและเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน ซึ่งส่วนมากนิยมใช้พืชตระกูลถั่ว เนื่องจากมีปมรากเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์ที่สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้ ปุ๋ยพืชสดส่วนใหญ่จะประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ย่อยสลายได้รวดเร็ว มีประมาณ 50-80% เป็นส่วนที่ให้ไนโตรเจนแก่พืชที่ปลูกตามมา อีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนที่ย่อยสลายช้า จะช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ชนิดของปุ๋ยพืชสด ได้แก่ พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า ถั่วขอ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง และถั่วอื่นๆ , โสนอัฟริกัน, ปอเทือง, กระถิน, แค, ชะอม, ฉำฉา, อะราง ตลอดจนพืชน้ำ เช่น จอก ผักตบชวา เป็นต้น</p> <p style="background-color: #ffff99">วิธีการ
1) ปลูกพืชหมุนเวียน โดยปลูกสลับกับพืชหลัก เช่น หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้วก็ปลูกพืชปุ๋ยสด และไถกลบเมื่อพืชปุ๋ยสดเริ่มออกดอกจนถึงดอกบาน (ส่วนใหญ่ประมาณ 45-60 วัน) ซึ่งเป็นช่วงที่มีธาตุไนโตรเจนสูงสุด และน้ำหนักสดก็สูงด้วย ถ้ารอจนเก็บเกี่ยวเมล็ดแล้วไถกลบเศษพืชที่ยังเขียวอยู่ก็ได้ แต่จะได้ประโยชน์น้อยลง

2) ปลูกก่อนปลูกข้าวประมาณ 3 เดือน คือ ปลูกพืชปุ๋ยสดประมาณปลายเดือนเมษายน แล้วไถกลบปลายเดือนมิถุนายน แล้วจึงดำข้าวตาม</p> <p style="background-color: #ffff99">
3) ปลูกเป็นพืชแซม โดยปลูกแซมในแถวพืชหลัก เช่น ปลูกข้าวโพดแซมด้วยถั่วพร้า เมื่อพืชปุ๋ยสดได้อายุพอแล้วก็สับกลบลงในดินเพื่อให้พืชหลักได้รับธาตุอาหาร</p> <p>
4. การใช้วัสดุคลุมดิน
วิธีการ
1) การใช้เศษอินทรียวัตถุ เช่น ใบไม้ หญ้า ฟาง แกลบ ขี้เลื่อย ชานอ้อย อินทรียวัตถุสดจากต้นไม้ ขยะอินทรีย์จากครัวเรือน มูลสัตว์แห้ง คลุมดินในบริเวณที่ปลูกพืช หรือ บริเวณที่ไม่ต้องการให้เกิดการชะล้างพังทลาย

2) การปลูกพืชคลุมดิน นิยมใช้พืชตระกูลถั่ว เนื่องจากพืชหลักจะได้รับแร่ธาตุจากการร่วงหล่นของใบพืชคลุมดิน และได้ไนโตรเจนโดนการตรึงของปมรากพืชตระกูลถั่ว</p> <p>ประโยชน์
1) ปรับปรุงบำรุงดิน อินทรียวัตถุที่คลุมดินจะค่อยๆย่อยสลายให้ฮิวมัส และปลดปล่อยแร่ธาตุอาหารให้แก่พืชอย่างช้าๆ เปรียบเหมือนการทำ “ปุ๋ยหมักที่ผิวหน้าดิน”
2) เพิ่มปริมาณสิ่งมีชีวิตในดิน และช่วยเพิ่มผลผลิตพืช
3) รักษาความชื้นภายในดิน ทำให้พืชไม่เหี่ยวเฉา และประหยัดน้ำในการเกษตร
4) ทำให้อุณหภูมิของผิวดินไม่สูงมากนัก จึงมีอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสมต่อพืช รวมทั้งจุลินทรีย์ต่างๆ
5) ป้องกันการชะล้างของผิวดินเนื่องจากน้ำและลม
6) ช่วยควบคุมวัชพืช และลดความจำเป็นในการไถพรวน</p> <p>ข้อควรระวัง
1) วัสดุที่ใช้คลุมดินควรมีลักษณะแห้ง เพื่อมิให้เกิดการหมักจนเกิดความร้อน
2) วัสดุคลุมดินที่ย่อยสลายยาก เช่น แกลบ ขี้เลื่อย ควรใช้วัสดุที่มีการย่อยสลายแล้วบางส่วน เพื่อป้องกันการแย่งไนโตรเจนจากพืช และไม่ควรทับถมกันแน่นจนเกินไป เพราะจะเกิดสภาพการย่อยสลายแบบไร้ออกซิเจน ซึ่งจะทำให้เกิดกรดที่เป็นพิษต่อพืช</p> <p>5. การไถกลบเศษวัสดุ</p> <p>คือ การนำเศษวัสดุเหลือใช้ เช่น ฟางและตอฟาง เถาและเปลือกถั่วลิสง ใบและยอดอ้อย ใบไม้แห้ง แกลบ คายข้าว ขี้เลื่อย กากอ้อย ขี้อ้อย ไถกลบลงในดินในระหว่างการเตรียมพื้นที่เพาะปลูก แล้วทิ้งไว้ระยะหนึ่ง เพื่อให้เกิดกระบวนการย่อยสลายวัสดุในดินก่อนที่จะทำการเพาะปลูกต่อไป

วิธีการ
หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วควรทิ้งเศษพืชไว้ในแปลงเพื่อรักษาผิวหน้าดิน ก่อนทำการเพาะปลูกประมาณ 1 เดือน ก็ทำการไถกลบเศษวัสดุ ซึ่งอาจมีการนำเศษวัสดุนอกแปลงมาเพิ่มเติมด้วย ในพื้นที่ทำนา หลังจากไถกลบแล้ว 1 เดือน จึงทำการปล่อยน้ำเข้านาเพื่อเตรียมดำต่อไป ในพื้นที่ที่มีการปลูกพืชหมุนเวียนตลอด เศษพืชแต่ละชนิดก็ทำการไถกลบก่อนปลูกพืชต่อไป</p> <p>ประโยชน์
1) เพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน และช่วยปรับปรุงสภาพดิน
2) รักษาความเป็นกรดด่างของดินให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมกับพืช
3) เพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารในดิน
4) ลดการสูญเสียธาตุอาหารในดิน ซึ่งจะติดไปกับเศษพืชที่ถูกเผาหรือนำออกจากแปลงถ้าไม่มีการไถกลบ
5) เพิ่มกิจกรรมของจุลินทรีย์ในดิน และลดปริมาณศัตรูพืชในดิน
6) เพิ่มผลผลิตพืชที่เพาะปลูก</p> <p> </p>
<p>
ที่มา : เอกสารเผยแพร่ในงานมหกรรมสร้างสุขภาคอีสาน ครั้งที่ ๒
ระหว่าง ๑๖-๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ในส่วนของลานกิจกรรม บริเวณชั้น ๑กลุ่มที่ ๔ หัวข้อ สุขภาวะ (นวัตกรรมหมูหลุม, สาธิตการทำน้ำหมัก, การกู้ชีพ)ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม</p> <p>








</p>