เมื่อวานนี้ (6 กพ. 49)  ผมได้มีโอกาสไปร่วมสังเกตสังกาเวทีสรุปบทเรียน "โครงการวิจัยพัฒนากลไกการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาท้องถิ่นระดับตำบล"  โดยมี รศ.สุจินต์ สิมารักษ์เป็นหัวหน้าโครงการ   สนับสนุนโครงการโดย  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย   ทราบว่าโครงการนี้ครบอายุ 2 ขวบ      ผลผลิตหลักของโครงการคือ  การสร้าง "วิทยากรกระบวนการ" ที่พาชุมชน  ชาวบ้านเรียนรู้บนวิถีชีวิตของตัวเอง    ครอบคลุม 3 อำเภอ  คือ อำเภอภูเวียง  หนองเรือ  ภูผาม่าน  จังหวัดขอนแก่น

ร่องรอยการเรียนรู้ที่ปรากฏ :   

ระยะแรกวิทยากรกระบวนการ 13 คน  แจ้งเกิดจากจำนวนทั้งหมด 21  คนในตอนเข้าเริ่มโครงการ   ซึ่งว่าไปแล้วกลุ่มคนเหล่านี้ก็คือ  "คุณอำนวย" (Knowledge Facilitator) ตามภาษา สคส. ที่เราเรียกกัน      หลังจากนั้นมีการพัฒนา"คุณอำนวย" ต่อมาเรื่อยจนมีทักษะหลากหลายระดับ   แบ่งออกเป็น

ดี 1 ประเภท 1  มีทั้งหมด 14 คน

ดี 1 ประเภท 2  มี 10 คน

ดี 1 ประเภท 3   มี 25 คน

กลุ่มวิทยากรกระบวนการที่ผ่านการติดอาวุธทางความคิดทั้งหมดล้วนเป็นชาวบ้านในชุมชน  โดยมีพี่เลี้ยงที่เป็นนักวิจัยร่วมในสายงานวิจัยท้องถิ่น      วิทยากรกระบวนการเหล่านี้สามารถจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้  พาชาวบ้านเรียนรู้บนฐานการทำมาหากินในหมู่บ้านของตน   ซึ่งมีผลงานที่เกิดจากการเรียนรู้หลายอย่างที่น่าสนใจ  อาทิ

กลุ่มแม่บ้าน,  ตลาดชุมชน,  กลุ่มเยาวชน, เครื่องอัดปุ๋ยชีวภาพ, ร้านค้าชุมชน, พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน, ป่าชุมชนโคกห้วยบง, นาข้าวปลอดสารพิษและพันธุ์ข้าวพื้นเมือง, ความรู้เรื่องกบภูเขา, ชุดความรู้เรื่องกล้วย, ชุดความรู้เรื่องไผ่  อื่นๆอีกมากมาย

ดูตามชื่ออาจคิดว่าที่อื่นก็มีกลุ่มแบบนี้  ไม่เห็นพิเศษกว่าตรงไหน    ที่จริงแต่ละรายชื่อกลุ่มหรือกิจกรรมที่กล่าวมานั้น  มีการอธิบายรายละเอียดไว้อย่างสนใจ  แต่ผมไม่นำขึ้นมาในบันทึกนี้ เอาไว้บันทึกต่อๆไปนะครับจะทะยอยเอามาให้ดู  ให้อ่านเพิ่มเติมอีก

จากการสอบถามพูดคุย  และเห็นสิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างสำคัญในภาษาการจัดการความรู้  คือ  ขุมความรู้  หรือคลังเรื่องเล่าความสำเร็จของชุมชน   มีการบันทึก  แต่บันทึกโดยบุคคลภายนอก  ไม่ใช่คนในชุมชนเอง    ตรงนี้ถึงแม้ว่า  วัฒนธรรมการเรียนรู้ของชาวบ้านมีถ่ายโอนความรู้จาก Tacit สู่ Tacit  โดยตรง  แต่หากเราจะเคลื่อนกระบวนการให้ขยายไปยังกลไกต่างๆในชุมชนเช่น  โรงเรียน  อบต.  หน่วยงานส่งเสริมอื่นๆที่เข้ามา  จำเป็นต้องมีการเก็บเรื่องเล่าดีๆเหล่านั้นเอาไว้ในรูปแบบของ Explicit บ้างเช่นกัน    จุดนี้ผมมองเห็นศักยภาพของกลุ่มเยาวชนที่มีไม่น้อยเลยทีเดียว  กลุ่มนี้มีพื้นฐานการขีดเขียนอยู่แล้ว  แต่หากจับมาพัฒนาทักษะ "คุณลิขิต" ต่ออีกนิดก็จะช่วยเสริมพลังการจัดการความรู้ของกลุ่มนี้ได้มากทีเดียว

ที่ประทับใจจากเวทีในช่วงการเสวนา   วิทยากรกระบวนการได้สะท้อนความคิด  ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการเข้าร่วมโครงการ  ผมถือว่าเป็นการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขาเหล่านั้น  เช่น 

เขาบอกว่ารู้จักฟังคนอื่นมากขึ้น  ฟังแล้วเก็บมาคิด  แล้วค่อยมาหารือกัน ทั้งๆที่ชาวบ้านเหล่านี้ไม่เคยรู้เรื่อง "สุนทรียสนทยา" เลย  แต่เชื่อว่าพวกเขาเข้าใจมัน  ทั้งๆที่ไม่รู้จักมัน

รู้จักตัวเองมากขึ้น   รู้จักความพอเพียงมากขึ้น

เริ่มต้นที่ตัวเองก่อน  แล้วค่อยไปคุยกับคนอื่น    เป็นต้น

อีกท่านหนึ่งที่ไม่กล่าวถึงคงไม่ได้....

คุณมาร์ติน  มิลเลอร์   เขยอีสานที่บินข้ามน้ำ  ข้ามทะเลมาจากประเทศอังกฤษ   มาตั้งรกรากอยู่ในชนบทอีสาน  จนเรียนรู้การต่อสู้เพื่อพึ่งพาตนเองได้จนแตกฉานพอสมควร   ทำนา 1 ไร่เก็บข้าวไว้กินกันครอบครัว  ปลูกมะละกอเอาไว้กินเอง  เพราะภรรยาโปรดปราน "ตำบักฮุ่ง" สร้างเถียงนาที่เรียกมันว่าบ้านที่แสนอบอุ่นของเขา   มาร์ตินอ่านทุนเดิมของชุมชนออก  ในขณะที่คนไทยหลายพัน หลายหมื่นคนยังอ่านทุนเดิมเหล่านั้นไม่เป็น   ทุนเดิม ที่ว่าคุณมาร์ตินอธิบายว่า  คนชนบทมีบ้านของตัวเอง  สามารถมีอาชีพได้ทุกวัน   อาหารของกินหาได้ง่ายแทบไม่ต้องซื้อ   อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี   ถึงแม้เงินทองจะไม่ค่อยมี  แต่มีความสุขมาก  อยู่ในชุมชนที่ปลอดการพนัน  ปลอดสิ่งเสพติด  ผู้คนเป็นกันเอง      ที่น่าสนใจมากตรงที่คุณมาร์ตินพูดว่า  "การเรียนรู้จากการปฏิบัติเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต  เป็นการเรียนรู้แบบที่ชาวบ้านเป็นอยู่   เป็นความรู้ที่ส่งต่อถึงลูกถึงหลานได้"

ความท้าทายในอนาคตของชาวภูเวียง

ชาวบ้านที่นี่เริ่มมี "คุณอำนวย"    สามารถสร้างเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็น   จับฉวยทุนเดิมของชุมชนได้  เริ่มเรียนรู้สร้างความรู้ใหม่ขึ้นมาเสริมได้บ้างแล้ว   ทุกคนเห็นแล้วว่ากระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเองตอบโจทย์การพึ่งตนเองของชุมชนได้       แต่ที่ผ่านมามีปัจจัยพิเศษที่มาจากการสนับสนุนของ สกว. ภายใต้โครงการวิจัยท้องถิ่น     หลังจาก 2 ปีนี้ไปแล้ว  ทำอย่างไรจะให้กระบวนการเรียนรู้ของชาวบ้านที่นี่ยังคงดำเนินต่อไปเหมือนเช่นเก่าที่ทำมา    ดูเหมือนว่าทุกคนในเวทีนี้ประจักษ์ถึงคุณค่าของมัน     นับจากจุดสิ้นสุดโครงการกลุ่มชาวบ้านทั้งหมดที่ร่วมกิจกรรมกันมาจะรักษากระบวนการเหล่านี้ได้อย่างไร?   กระบวนการเรียนรู้ทำได้โดยไม่ต้องมีเงินภายนอกสนับสนุน (เป็นส่วนใหญ่) ได้หรือไม่?     ชาวบ้านจะร่วมกันสร้างความรู้อีกชุดหนึ่งที่ว่าด้วย "การปฏิสัมพันธ์กับกลไกอื่นในชุมชนของตน" ได้หรือไม่  ทำอย่างไร?   และชาวภูเวียงจะสร้างชุดความรู้ว่าด้วย "การอยู่ในชุมชนตัวเองอย่างมีความสุข"  ได้หรือไม่?

เหล่านี้ยังเป็นคำถามที่ต้องติดตามดูกันต่อไป   เสมือนหนึ่งการอ่านตำราเล่มหนึ่ง  ที่ยังไม่จบและยังไม่รู้ว่ามันจะลงท้ายอย่างไร