"......และตั้งใจว่าวันหนึ่งที่เธอสามารถตอบแทนได้ก็จะตอบแทนความเอื้ออารีของโรงพยาบาลศิริราช บัดนี้เธออยู่ในฐานะเช่นนั้นแล้ว......"
ขอนำบทความพิเศษ ปาฐกถาเรื่อง “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล” โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์ณัฐ ภมรประวัติ ลงเผยแพร่ในสารศิริราช ปีที่ 54 ฉบับที่ 9 เดือนกันยายน 2545 มาลงในบล็อกเพื่อเผยแพร่ให้สาธารณชนทราบประวัติความเป็นมาถึงการก่อตั้งมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ค่ะ
*******************************************
ปาฐกถาเรื่อง “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล”
วันอังคารที่ 24 กันยายน 2545 ณ ห้องประชุมอทิตยาทรกิติคุณ ตึกสยามมินทร์ ชั้น 7
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ณัฐ ภมรประวัติ พ.บ.
ท่านคณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและท่านผู้มีเกียรติ ผมรู้สึกประทับใจ และขอขอบคุณในการที่ท่านคณบดีได้เชิญผมมากล่าวสุนทรพจน์ ในเรื่องนี้ ผมขอกราบเรียนท่านผู้ฟัง ผมขอพูดในข้อสังเกตส่วนตัวของกิจการต่างๆ ของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลเท่านั้น
ท่านคงทราบถึงพระเกียรติคุณนานับประการซึ่งสมเด็จพระบรมราชชนกได้กระทำให้แก่ประเทศไทยและประชาชนคนไทย โดยเฉพาะในพระสมัญญาที่ได้รับว่า “พระบิดาของการแพทย์ไทยแผนปัจจุบัน” สมเด็จพระบรมราชชนกได้ทรงไม่เพียงแต่นำการแพทย์แผนปัจจุบันเข้ามาในประเทศไทยเท่านั้น แต่ได้ทรงยืนยันหลักการที่ให้โรงเรียนแพทย์เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย คือทรงยึดมั่นในหลักการ University Based Medical School อย่างแน่นแฟ้น ซึ่งเป็นการแตกต่างจากหลักที่โรงเรียนแพทย์เป็น Medical College แต่ไม่ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัย และผลิตแพทย์ออกไปเพื่อบริการอย่างเดียว ซึ่งเป็นวิธีที่ประเทศที่มีอาณานิคมหลายแห่งในเอเซียและอาฟริกาใช้อยู่ สำหรับประเทศไทยกองทัพบกก็ได้นำวิธีการนี้มาใช้ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง หลักสูตรของ University Based Medical College นี้เป็นการเตรียมแพทย์ให้ไปทำงานบริการ สอนและทำการวิจัยได้ด้วย ซึ่งพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านในมากกรณีก็ทำเพื่อสนับสนุนพระปณิธานดังกล่าว
ฉะนั้นในโอกาสที่ครบร้อยปีจากการที่สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลทรงมีประสตูติการในวันที่ 1 มกราคม 2435 นั้น รัฐบาลได้กำหนดให้มีการเฉลิมฉลองหลายประการและได้จัดตั้งคณะกรรมการในเรื่องนี้ขึ้น 1 ชุด โดยมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในขณะเดียวกันนี้ก็มีการพูดจากันอย่างไม่เป็นทางการในหมู่อาจารย์ต่างๆ ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลของมหาวิทยาลัยมหิดลว่าในวาระอันเป็นมงคลเช่นนี้ ควรจะดำเนินการให้มีรางวัลซึ่งเรียกในตอนแรกว่า “รางวัลมหิดล” ขึ้น แต่ยังไม่ได้ตกลงกันว่าจะเป็นรางวัลซึ่งให้กับผู้ได้รับจากในประเทศหรือทำเป็นรางวัลนานาชาติ และปัญหาใหญ่ที่มีการพูดถึงกันแต่ไม่มีคำตอบก็คือ จะหาเงินที่มาให้รางวัลมหิดลนี้จากที่ใด
วันหนึ่งในปี 2543 นั้นเอง มีสุภาพสตรีจากชนบทท่านหนึ่งเข้ามาขอพบท่านคณบดีของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เจ้าหน้าที่ก็ถามว่ามาพบเรื่องอะไร เธอก็ตอบว่าเธอได้รับการรักษาพยาบาลอย่างดีจากอาจารย์ของศิริราชเมื่อ 20 ปีก่อนหน้านี้ และตั้งใจว่าวันหนึ่งที่เธอสามารถตอบแทนได้ก็จะตอบแทนความเอื้ออารีของโรงพยาบาลศิริราช บัดนี้เธออยู่ในฐานะเช่นนั้นแล้ว เพราะเธอขายที่ดินของเธอได้ในราคาดีพอสมควร เหตุการณ์ตอนนั้นอยู่ในระยะที่เมืองไทยอยู่ในฐานะที่เศรษฐกิจดี ก่อนที่เศรษฐกิจจะตกต่ำใน 5 ปีหนัง รู้สึกว่าเธอจะเอ่ยถึงตัวเลขของเงินที่จะมอบให้คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาลว่าเป็นตัวเลขในระดับ 8 หลัก เจ้าหน้าที่ก็จัดให้พบกัน ศาสตราจารย์นายแพทย์ประดิษฐ์ เจริญไทยทวี ซึ่งเป็นคณบดีในขณะนั้น ศาสตราจารย์นายแพทย์ประดิษฐ์ ได้แนะเธอว่าน่าจะนำเงินนี้ขึ้นถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็จะเป็นการดี ซึ่งสุภาพสตรีผู้นี้ก็ยินยอมตาม
เมื่อการถวายต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสร็จสิ้นลงแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงถามศาสตราจารย์นายแพทย์ประดิษฐ์ ว่าจะเอาเงินนี้ไปใช้อะไร ซึ่งศาสตราจารย์นายแพทย์ประดิษฐ์ ก็กราบทูลตอบในทันทีว่าใช้เพื่อเป็นเงินของมูลนิธิฯ ในสมเด็จพระบรมราชชนก ซึ่งในเวลานั้นเรียกว่า “มูลนิธิรางวัลมหิดล” ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงยินยอมตามนั้น
เรื่องนี้เป็นเรื่องเพื่อจะให้เห็นว่ามูลนิธิฯ ได้เงินขั้นแรกอย่างไร……..
(โปรดติดตามต่อไป)
*******************************************
แรงบันดาลใจที่นำปาฐกถาเรื่อง “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล” นี้มาลงบล็อก ส่วนหนึ่งต้องสารภาพว่ารู้สึกประทับใจกับสุภาพสตรีท่านนี้ด้วยค่ะ ที่แม้เวลาจะผ่านล่วงเลยไปนานกว่า 20 ปี แต่เธอก็ไม่เคยลืมความตั้งใจที่จะตอบแทนโรงพยาบาลศิริราชเลยค่ะ
โปรดติดตามต่อไปนะคะ............ @^_^@