17 หมู่ 4 ชุมชนบ้านหัวฝาย ต. นาครัว อ. แม่ทะ จ. ลำปาง ประวัติการรวกลุ่มทำปุ๋ยหมัก จากการที่ทางสำนักงานเกษตรอำเภอได้มาให้ความรู้ในการทำปุ๋ยหมักชีวภาพและการทำการเกษตรแบบผสมผสานทำให้ชาวบ้านได้รวมกลุ่มกันทำปุ๋ยหมักขึ้นใช้เองและหลังจากได้รวบรวมข้อมูลครัวเรือนในการทำแผนแม่บทชุมชนของบ้านหัวฝายจึงได้ทราบถึงค่าใช้จ่ายในการใช้ปุ๋ยเคมีว่ามีจำนวนมากและทราบถึงผลกระทบจาการใช้ปุ๋ยเคมีเช่นทำให้ดินเสีย และเป็นอันตรายต่อร่างกายจึงทำให้ชาวบ้านได้รวมกลุ่มจัดทำปุ๋ยหมักชีวภาพและปุ๋ยน้ำชีวภาพขึ้นใช้เองเพื่อเป็นการลดรายจ่ายของแต่ละครอบครัวและไม่มีผลต่อสิ่งแวดล้อมและยังสามารถใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีในชุมชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อีก รายชื่อคณะกรรมการ <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">1. นายยัง วงศ์ฟู ประธาน</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">2. นายอินปัน สายสุวรรณ รองประธาน</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">3. นายผาย กิ่งคำ รองประธาน</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">4. นางจันทร์ทนา วงศ์จักร เลขานุการ</p>5. นางสุนีย์ เถาเปียง เหรัญิก6. นางเรืองศรี วงศ์เรือน กรรมการ7. นางบัวพิศ เครือดวงคำ กรรมการ8. นายสุพล บุญภา กรรมการ 9. นายศรีรัตน์ ใจดี ผู้ทรงคุณวุฒิ วิสาหกิจชุมชน เป็นการประกอบการโดยคนในชุมชนเพื่อการจัดการ “ทุน” ของชุมชนอย่างสร้างสรรค์ เพื่อตอบสนองการพึ่งตนเองและความพอเพียงของครอบครัวของชุมชนมีทั้งทุนที่เป็นเงินและทุนที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ ทุนความรู้ ภูมิปัญญา ทุนทางสังคม ดังเช่นการทำปุ๋ยหมักชีวภาพและการทำปุ๋ยน้ำชีวภาพของกลุ่มชุมชนบ้านหัวฝายซึ่งแต่เดิมชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร ปลูกพืชผักสวนครัวแต่ละครอบครัวมุ่งเน้นให้ได้ผลผลิตมาก ๆ จึงนิยมใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีมาช่วยในในการเกษตรเพราะเข้าใจว่าจะเป็นการช่วยเพิ่มผลผลิตแต่ไม่ได้คำนึงถึงผลเสียที่ตามมาทำให้เป็นการเพิ่มภาระหนี้สินเพราะต้องไปกู้เงินจากที่ต่าง ๆ มาลงทุน เช่นกู้เงินมาซื้อรถไถนา ซื้อปุ๋ย ซื้อยาฆ่าแมลง ยาคุมหญ้า นอกจากจะเป็นการเพิ่มหนี้สินแล้วยังเป็นผลเสียต่อสุขภาพเป็นโรคร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตอีกด้วยเพราะคลุกคลีกับสารเคมีหรือยาฆ่าแมลงจากการที่ได้ทำการวางแผนแม่บทชุมชน ทำบัญชีครัวเรือนแล้วนั้นทำให้ได้รู้ถึงปัญหาและได้มีเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอมาให้ความรู้เกี่ยวกับปุ๋ยหมักชีวภาพและปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ทำขึ้นเองจากวัสดุเหลือใช้จากธรรมชาติจึงทำให้ชาวบ้านมองเห็นประโยชน์ของปุ๋ยที่หมักเองและไม่มีอันตรายจึงได้รวมกลุ่มกันทำปุ๋ยขึ้นใช้เองและได้ให้นายยัง วงศ์ฟู เป็นประธานกกลุ่มและได้ไปอบรมดูงานจากที่ต่าง ๆมาทดลองทำขึ้นใช้เอง นำมาใช้กับพืชผักสวนครัวผลผลิตที่ออกมาเป็นเป็นที่น่าพอใจและยังปลอดสารพิษและยังเป็นการลดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยเคมีอีกเป็นจำนวนมาก การทำปุ๋ยหมักชีวภาพและปุ๋ยน้ำชีวภาพได้รวมกลุ่มกันทำของชาวบ้านที่เป็นสมาชิกมีสมาชิกประมาณ 35 คน สถานที่ใช้ทำอยู่ที่บ้านนายยัง วงศ์ฟู เลขที่ 17 หมู่ที่4 ต.นาครัว อ.แม่ทะ จ.ลำปางและยังใช้เป็นศูนย์เรียนรู้ของชาวบ้านด้วย องค์วามรู้ด้านสาระคุณค่า1. เพื่อลดการพึ่งพาตลาดภายนอกซึ่งแพงกว่าและอาจไม่ปลอดภัยเท่ากับที่ชุมชนผลิตเอง2. เพื่อเป็นการพึ่งตนเองของชุมชนและครอบครัวโดยมุ่งประโยชน์แก่ชุมชน มุ่งการอยู่ รวมกันอย่างสงบและมีสุขภาพอนามัยที่ดี3. สามารถนำวัตถุดิบ ทรัพยากรหรือภูมิปัญญาของชุมชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทดแทนการซื้อจากตลาดให้มากที่สุด4. ได้ใช้ปุ๋ยที่มีคุณภาพและไม่มีสารพิษ ,ไม่ทำลายในการทำปุ๋ยหมักสิ่งแวดล้อม <p>การทำปุ๋ยน้ำชีวภาพจากรำข้าวและมูลสัตว์</p>1.รำละเอียด 60 กิโลกรัม2. มูลสัตว์ 40 กิโลกรัม3. เชื้อ พด.-1 1 ซองขั้นตอนการทำ1. นำรำละเอียดและมูลไก่ไข่มาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน2. เตรียมเชื้อจุลินทรีย์ โดยนำเชื้อพด.-1 เทใส่ในน้ำ 20 ลิตร ใช้ไม้คนอย่างสม่ำเสมอ เป็นเวลา 15-20 นาที3. เทเชื้อ พด.-1 ที่เตรียมไว้ลงไปที่กองรำและมูลไก่ไข่ที่ผสมกันไว้แล้วพร้อมทั้งพรมน้ำเพื่อให้ความชื้นกองปุ๋ยใช้พลั่วคลุกเคล้ากองปุ๋ยจนวัสดุต่างๆผสมกันดี และมีความชื้นประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์4. ทดสอบความชื้นในกองโดยใช้มือกำวัสดุ แล้วคลายมือออก ก้อนวัสดุก็ยังไม่แตกจากนั้นใช้กระสอบป่านคลุมกองไว้5. การดูแลกองปุ๋ยให้กลับกองปุ๋ยทุกวัน เป็นเวลา 7 วัน โดยทุกครั้งที่กลับกองแล้วให้คลุมกองปุ๋ยด้วยกระสอบป่านไว้อย่างเดิม (ในระหว่าง 7 วันจะสังเกตเห็นเชื้อราสีขาวขึ้นที่ส่วนผิวนอกกองปุ๋ยก่อนแล้วค่อยๆลุกลามเข้ามาในกองปุ๋ย) เมื่อครบ 7 วันแล้ว ให้แผ่กองปุ๋ยออกผึ่งในร่มจนแห้ง <p>6.หลังจากผึ่งในร่มจนแห้งแล้วควรเก็บใส่ถุงกระดาษหรือกระสอบที่มีการระบายอากาศได้ เพื่อให้เก็บไว้ใช้นานๆควรเก็บในที่ร่ม ไม่ตากแดดตากฝนและมีการถ่ายเทอากาศดี</p>การใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพ1. เตรียมปุ๋ยน้ำ โดยใช้ปุ๋ยแห้ง 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ใส่ลงไปในถังหรือโอ่ง แล้วปั๊มอากาศเข้าไปหรือใช้ไม้คนบ่อยๆอย่างน้อยวันละ 3-4 ครั้ง เป็นเวลา 5-7 วันจะได้ปุ๋ยน้ำที่เข้มข้น ดังนั้น ก่อนนำไปใช้จะต้องผสมน้ำ 20-40 เท่า (ปุ๋ยแห้ง 1 กก. จะทำเป็นปุ๋ยน้ำได้ 400-800 ลิตร)2. ปุ๋ยน้ำใช้กับต้นพืชได้ 3 วิธีคือ2.1 รดที่โคนหรือปล่อยตามร่องโดยใช้ทุกๆ 3 วัน สำหรับผักอายุสั้น เช่นผักบุ้ง ใช้ทุกๆ 7 วัน หรือสำหรับผักทั่วไปใช้เดือนละ 1 ครั้งสำหรับไม้ผล2.2ใช้อัดลงดินโดยใช้หัวอัดต่อกับรถไถเดินตามวิธีนี้จะช่วยนำปุ๋ยน้ำไปสู่บริเวณรากพืชและแรงอัดจะช่วยทำให้ดินโปร่งขึ้นถ้าใช้วิธีอัดลงดินจะทำทุกๆ 15-20 วัน2.3ใช้ฉีดพ่นใบโดยอาจผสมกับยาสมุนไพรฉีดไปพร้อมกันเลยก็ได้ การถ่ายทอดเผยแพร่และการจัดเก็บความรู้ 1. ประธานกลุ่มคือนายยังวงศ์ฟูจะเป็นผู้นำในการทดลอง และสาธิต 2. ในบางครั้งจะมีนักเรียนโรงเรียนใกล้เคียงมาดูขั้นตอนการทำปุ๋ย 3. มีการถ่ายทอดความรู้ในการทำปุ๋ยในระบบเครือญาติก่อนและในชุมชน 4. มีการอบรมให้ความรู้แก่ชุมชนใกล้เคียง (ผู้ที่สนใจ)ลักษณะของความรู้ 1. เป็นความรู้ทางทฤษฏีเช่น การจัดให้มีการอบรม2. เป็นความรู้ในทางปฏิบัติเช่นมีการทำร่วมกันและสามารถนำไปทำเองการพัฒนาสร้างสรรค์ความรู้เพิ่ม1. หาความรู้ใหม่เพิ่มเช่นการไปศึกษาดูงานจากที่อื่น2. จัดเก็บข้อมูลใหม่และเทคนิคมาปรับปรุงให้ดีขึ้น3. ให้สมาชิกในกลุ่มได้แสดงความคิดเห็น4. ขอคำแนะนำจากองค์กรต่าง ๆเช่น เกษตรอำเภอ ผลการดำเนินการ 1. ผลผลิตที่ออกมามีคุณภาพและปลอดสารพิษ2. ทำให้สมาชิกเกิดความสามัคคีกัน3. สมาชิกมีความรู้เรื่องการทำปุ๋ยหมักสามารถนำมาทำใช้เองได้4. เป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยเคมีปัญหาและอุปสรรคจากการรวมกลุ่มทำปุ๋ยหมักขั้นตอนการทำและวิธีการหมักไม่ค่อยมีปัญหาเพราะวัสดุที่ใช้มีในชุมชนและหาได้ง่ายโดยการนำมารวมกันแต่วิธีการนำปุ๋ยหมักไปใช้มีปัญหาอยู่บ้างคือถ้าผสมมากเกินไปจะทำให้ต้นไม้และพืชผักตายได้เพราะถ้าใส่มากดินจะเค็มสรุป ต้นทุนการผลิตพืชผลทางการเกษตรส่วนหนึ่งมาจากการจัดหาปุ๋ยซึ่งถ้าขาดปุ๋ยจะทำให้ผลผลิตออกมาไม่ได้ผลเต็มที่และนับวันราคาปุ๋ยในท้องตลาดยิ่งสูงขึ้นการทำปุ๋ยหมักจึงเป็นการแสวงหาความรู้และมีความสามัคคีร่วมมือกันรู้จักการนำส่วนที่เหลือจากไร่นา มูลสัตว์ ผลไม้กลับมาใช้ประโยชน์เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตในการเกษตรและยังเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติได้อีกด้วย
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p></div></td></tr></tbody></table>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p></div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div></div></td></tr></tbody></table> <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr></tr></tbody></table> <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"></p></div></td></tr></tbody></table><table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8"><div></div></td></tr></tbody></table>
บ้านหัวฝาย;การทำปุ๋ยหมักชีวภาพและปุ๋ยน้ำชีวภาพ
อยากรู้ว่ามหาวิทยาลัยชีวิต จ.ลำปางมี่กี่แห่งและเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่