ในแวดวงการศึกษาด้านการบริหารจัดการทุกวันนี้ มองว่า “ภาวะผู้นำ” เป็น “ทักษะ” ชนิดหนึ่งที่มนุษย์สามารถเรียนรู้ และ “ฝึก” ได้ ไม่เหมือนกับภาวะผู้นำแบบเก่า ที่มักเน้นเรื่องของ “บารมี” ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่มีอยู่ดั้งเดิม
ถ้าจะใช้ภาษาแบบการจัดการความรู้ (Knowledge Management) ความเป็นผู้นำแบบโบราณนั้นเป็น Tacit Knowledge คือ ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคล เกิดจากพรสวรรค์ เกิดจากประสบการณ์การเรียนรู้ แต่วิทยาการสมัยใหม่พยายามที่ใช้กระบวนการต่างๆ รวบรวมและถ่ายทอดความรู้ที่ฝังอยู่ในบุคคลในเรื่องของภาวะผู้นำให้สามารถอธิบาย หรือถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรได้ เป็นทักษะที่สามารถฝึกได้ หรือที่เรียกว่า Explicit Knowledge ความรู้ที่แจ้งชัด
นพลักษณ์ เป็นเครื่องมือในการช่วยวิเคราะห์ศักยภาพของปัจเจกบุคคล ว่าในตัวบุคคลนั้นมีภาวะผู้นำแบบใดแฝงอยู่ เช่น
ผู้นำแบบทุกอย่างถูกต้องสมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติ แบบลักษณ์ 1
ผู้นำแบบ “พี่มีแต่ให้” งานบริการคืองานของเรา แบบลักษณ์ 2
ผู้นำที่ไร้ข้อจำกัด “ทำได้ทุกกระบวนท่า” แบบลักษณ์ 3
ผู้นำแบบสร้างสรรค์ แปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร แบบลักษณ์ 4
ผู้นำแบบสุขุมนุ่มลึก บริหารด้วยข้อมูล แบบลักษณ์ 5
ผู้นำที่เป็นวีรบุรุษ รอบคอบ ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว แบบลักษณ์ 6
ผู้นำที่ ลื่นเป็นปลาไหล ไอเดียบรรเจิด ตลอดเวลา อย่างลักษณ์ 7
ผู้นำแบบเจ้านายที่กล้าได้กล้าเสีย ชอบทำงานใหญ่ ลุยลูกเดียว อย่างลักษณ์ 8
ผู้นำแบบนักการเมือง มือประสานรอบทิศ อย่างลักษณ์ 9
โดยทั่วไป เราก็มักจะพบว่า คนลักษณ์ 2 ลักษณ์ 5 และลักษณ์ 6 มักจะหลีกเลี่ยงภาวะที่จะต้องขึ้นมาเป็นผู้นำอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่เขาเป็นไม่ได้ แต่เขาหรือเธอเหล่านั้นมีความเชื่อ หรือกลไกทางจิตบางประการ ที่ทำให้ทั้ง 3 ลักษณ์ มีอาการ “ไม่ชอบ” หรือ “ไม่อยาก” ลุกขึ้นมาเป็น “ผู้นำ”
จากประสบการณ์ที่ดิฉันไปจัดการฝึกอบรมนพลักษณ์ให้กับผู้บริหาร ทั้งจาก มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ก็พบว่าทุกลักษณ์สามารถทำงานในตำแหน่งบริหารได้ทุกลักษณ์ โดยทำในสไตล์ของตนเอง หรือบางท่านก็มีลักษณะของการผสมผสานทักษะความเป็นผู้นำของลักษณ์อื่นในการทำงานด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับของความรู้จักตนเอง ที่จะผสมผสานพลังงานทั้ง 3 ศูนย์ คือ หัว ใจ และท้อง (Head Heart and Gut) ของแต่ละคน
ผู้บริหารหรือผู้นำท่านใดที่ยังไม่สามารถประสานพลังได้อย่างสมดุล ก็อยู่ระหว่างการเผชิญหน้ากับภาวะอึดอัดประจำลักษณ์ของตนเองอยู่ พอได้ศึกษานพลักษณ์ก็เห็นประเด็นที่จะต้องข้ามพ้นได้ชัดเจนขึ้น คือรู้จุดอ่อนของตัวเองนั่นเอง ว่าที่ผ่านมาคนแต่ละลักษณ์สร้างความเคยชินกับวิธีคิด วิธีทำงาน ความเชื่อ ความรู้สึก ที่จำกัดตัวเองไว้อย่างไร
<p style="margin: 0in 0.2in 0pt 0in; text-indent: 0in" class="MsoBodyTextIndent"> เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเราเคยชินอะไร เราก็ทำอย่างนั้นเป็นประจำ เมื่อผู้บริหารที่ใช้หัว ( ความคิด เหตุผล ตรรกะ) บ่อยๆ แล้วพบว่า มันแก้ปัญหาบางอย่างไม่ได้ ก็เกิดการเรียนรู้ที่จะหันไปใช้วิธีอื่นๆ (แม้ว่าในเบื้องต้นอาจจะไม่ถนัด หรือไม่ชอบก็ตาม) </p> เช่นผู้บริหารที่เป็นลักษณ์ 5 เมื่อฝึกที่จะทำอะไรตามสัญชาติญาณบ้าง ก็รู้สึกดีขึ้น หรือผสมผสานการรับรู้ และส่งอารมณ์ความรู้สึกให้กับคนอื่นๆ ก็เกิดความลื่นไหลในการทำงานได้มากขึ้นไปกว่าการยึดติดกับตัวตน และสไตล์ของตนเองจนแข็งตัว ตายตัว กลายเป็นข้อจำกัด สร้างความอึดอัดให้กับตัวเอง และผู้อื่น <p style="margin: 0in 0.2in 0pt 0in; text-indent: 0in" class="MsoBodyTextIndent"> </p> <p style="margin: 0in 0.2in 0pt 0in; text-indent: 0in" class="MsoBodyTextIndent"> หลายท่านที่อ่านข้อเขียนดิฉันมาระยะหนึ่ง อาจจะเกิดไอเดียบรรเจิด วางแผนจะนำศาสตร์ “นพลักษณ์” ไปใช้ในทำนองใช้คนตามลักษณ์ หรือคัดเลือกคนเข้าทำงานตามลักษณ์ เรื่องนี้ “ท่านสันติกโร” ซึ่งเป็นผู้นำศาสตร์นพลักษณ์เข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทยเป็นคนแรก มักจะเตือนว่า นพลักษณ์ไม่ใช่เครื่องมือในการคัดคนเข้าทำงาน แต่เป็นเครื่องมือที่จะให้คนพัฒนาตนเอง ในการที่แต่ละคนจะทำงานอย่างมีความสุข และสร้างประสิทธิภาพให้กับองค์กรอย่างยั่งยืนมากกว่า </p><p style="margin: 0in 0.2in 0pt 0in; text-indent: 0in" class="MsoBodyTextIndent"></p><p> </p><p> ในประเด็นนี้ต้องขอนำคำพูดของคุณสัมพันธ์ ศิลปนาฎ รองประธานบริษัทซีเกท พูดไว้ว่าการนำนพลักษณ์มาอบรมในองค์กร เห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นคือ “ส่งเสริมความสุข และลดความขัดแย้ง ของคนในองค์กร” และ “ความสุขของคนทำงาน มีมูลค่ามากกว่า Dollar Asset” </p><p> ถ้าอย่างนั้นท่านผู้อ่าน ก็จะถามกลับดิฉันอีกว่า อ้าว!!! แล้วจะลงทุนเขียนเรื่องความเป็นผู้นำของคน 9 ลักษณ์ เสียยืดยาวไปทำไมกัน </p><p style="margin: 0in 0.2in 0pt 0in; text-indent: 0in" class="MsoBodyTextIndent"> ดิฉันจะลองพยายามชี้แจงดูว่า ท่านจะนำความรู้นี้ไปใช้ประโยชน์อย่างไร โดยไม่ให้ขัดกับจรรยาบรรณของนพลักษณ์ </p><p></p><p>1. หากท่านเป็นผู้บริหาร และท่านรู้ลักษณ์ของลูกน้องแล้ว ท่านสามารถวาง Succession Plan ให้ลูกน้องท่านได้ โดยเป็นผู้กระตุ้น (Catalyze) ให้เขาค้นพบศักยภาพความเป็นผู้นำในสไตล์ของเขา และพัฒนาขึ้นมา รวมถึงแก้ไขจุดอ่อนของคนลักษณ์นั้นๆ โดยคัดเลือกการมอบหมายงาน ในลักษณะของการส่งเสริมและพัฒนาเขาอย่างเป็นขั้นตอน </p><p style="margin: 0in 0.2in 0pt 1.25in; text-indent: -0.25in; tab-stops: list 1.25in" class="MsoBodyTextIndent" align="left"></p><h6> งานนี้ท่านเป็นเพียงตัวประกอบที่ทำหน้าที่ กระตุ้น และมอบหมายงานที่ให้เขา หรือ เธอ เพิ่มทักษะในการปิดจุดอ่อนเท่านั้น ท่านก็ทำหน้าที่เป็น นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรอย่างเต็มรูปแบบแล้ว คือทำให้เกิด ID OD และ CD ตามแนวคิดของแนดเล่อร์ เต็มขั้นตอน </h6><h6> ID = Individual Development พนักงานพัฒนาตนเอง </h6><h6>OD = Organizational Development องค์กรเอื้อต่อการพัฒนาตนเองของพนักงาน</h6><h6> CD = Career Development พนักงานได้พัฒนาสายอาชีพ ความก้าวหน้าในอาชีพของตนเองในองค์กรได้ </h6><p style="margin: 0in 0.2in 0pt 1in; text-indent: 0in" class="MsoBodyTextIndent"></p><p> 2. หากท่านเป็นผู้บริหารเอง เมื่อท่านศึกษานพลักษณ์แล้ว ท่านจะค้นพบด้วยตนเองว่า ท่านมีเรื่องสนุกๆ ในชีวิตให้ทดลองฝึกข้ามพ้น (Transformation) และเมื่อทดลองแล้วท่านจะค้นพบศักยภาพหลายๆ อย่างที่ท่านเองเคยปฏิเสธมาก่อนว่า “ทำไม่ได้” หรือ “ไม่อยากทำ” และมีความสุขกับเรื่องราวเหล่านั้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ท่านก็จะกลายเป็นผู้นำที่มีความสุขกับชีวิต กับงาน และกับผู้คนที่แวดล้อมมากขึ้นไปจากเดิม ง่ายๆ แค่เปลี่ยนแว่น หรือ กรอบในการใช้ชีวิต เมื่อท่านเข้าใจแผนที่ชีวิตของตนเอง ด้วยนพลักษณ์เท่านั้นเอง </p><p> </p><p style="margin: 0in 0.2in 0pt 0in; text-indent: 0in" class="MsoBodyTextIndent"> และท้ายสุด ทุกท่านสามารถเป็นผู้นำที่หลากความสามารถได้ ด้วยขั้นตอนง่ายๆ คือ รู้จักตนเอง (ด้วยนพลักษณ์ และอ่านแผนที่ชีวิตของตัวเองให้แตก) พัฒนาจุดแข็ง ฝึกทักษะปิดจุดอ่อนของตัวเอง (ด้วยการฝึกใช้ทักษะที่ไม่คุ้นเคย)</p><p style="margin: 0in 0.2in 0pt 0in; text-indent: 0in" class="MsoBodyTextIndent"></p><p> เช่น คนศูนย์หัว ฝึกใช้สัญชาติญาณ และอารมณ์ความรู้สึกให้มากขึ้น ขณะที่คนศูนย์ใจ ฝึกลดการใช้อารมณ์ความรู้สึกในการตัดสินเรื่องราวในชีวิต หรือคนศูนย์ท้อง ฝึกที่จะชะลอการกระทำให้ช้าลง เพิ่มการไตร่ตรองอีกเล็กน้อย) ท่านก็จะพบว่า ภาวะผู้นำแต่ละประเภทล้วนไม่เกินศักยภาพของท่านที่จะ “ฝึกทักษะ” นั้นๆ ขึ้นมา เมื่อรู้จุด และจังหวะของการฝึกแต่ละเรื่องนั่นเอง </p><p style="padding-right: 7.2pt; padding-left: 7.2pt; text-justify: distribute; padding-bottom: 3.6pt; margin: 0in 0in 0pt; padding-top: 3.6pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ศึกษาข้อมุลเพิ่มเติมได้ใน </p>
</font></span>
สวัสดีค่ะ อาจารย์อัญชลี
วันนี้พอมีเวลาดิฉันเลยมานั่งอ่านบันทึกของอาจารย์อีกครั้งค่ะ พอดีอยากรู้เหมือนกันว่าตัวเองเป็นคนลักษณ์ใด แต่ก็ยังฟันธงไม่ได้สักทีค่ะ สงสัยคงต้องเข้าไปอ่านข้อมูลในเว็บไซต์ของสมาคมเพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมให้มากกว่านี้ก่อนค่ะ :)
ขอบคุณมากนะค่ะ
ขอบคุณที่แวะมาคุยค่ะ