โกหก..  แม้จะเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย  ก็อาจมีผลกระทบที่ไม่คาดหวังตามมา

     ถ้าสวรรค์มีจริงและรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา  เมื่อใดที่เราพูดโกหก  เราก็น่าจะถูกลงโทษให้จมูกยื่นยาวออกมาทุกครั้งเหมือนพินอคคิโอ
     แต่ความจริงก็คือ  เวลาโกหกไม่มีใครมาลงโทษเราโดยตรง  และน้อยคนนักที่จะมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่โกหก  ส่วนใหญ่จะทำเพื่อรักษาน้ำใจของบุคคลอื่น  ไม่อยากทำร้ายความรู้สึก  หรือเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
     การโกหก  แม้จะเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย ก็อาจมีผลกระทบที่ไม่คาดหวังตามมา และผลที่ว่านี้สามารถสร้างความเดือดร้อนได้มากกว่าการบอกความจริง  เมื่อคุณไม่สามารถที่จะแก้ไขเรื่องที่โกหกไปแล้วให้เกิดความถูกต้องได้  คุณก็จำต้องสร้างเรื่องโกหกต่อไปอีก  เพื่อให้สิ่งที่พูดไปแล้วดูน่าเชื่อถือ  ตรงนี้แหละที่ยาก
     เซอร์วอลเตอร์ สกอต  นักประพันธ์ที่ฉันชื่นชมพูดถึงการโกหกได้ถูกใจนัก เธอว่า  “O What a tangled web we weave. When first we practise to deceive”  การโกหกที่เราคิดว่า “ไร้อันตราย” จึงสามารถสร้างผลกระทบที่คาดไม่ถึง หรือความวุ่นวายแบบลูกโซ่ หรือแบบโยงใยพัวพันเป็นเขาวงกตได้

     เมื่อจำแนกการโกหกของคนเราออกเป็นรูปแบบต่างๆ จะพบว่ามีดังนี้  และเราทุกคนต้องเคยทำมาแล้วอย่างน้อยก็แบบหนึ่ง... ถ้าไม่โกหกตัวเอง?!?
 
     โกหกแบบแก้ตัว
     ลักษณะนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมากที่สุดในภาวะการทำงาน  โกหกเพื่ออธิบายว่าทำไมงานจึงไม่เสร็จตามเวลาที่กำหนด  หรือเกิดในสังคม เมื่อต้องการบอกปฏิเสธการเชิญชวน หรือหนีภาระความผูกพันต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด
     กรณีที่ไม่ถือว่าหนักหนาสาหัสนักคือ การโกหกเพื่อให้ตนเองดูดีในสายตาคนอื่น แต่ที่สาหัสคือ การโกหกในที่ทำงานซึ่งแสดงถึงการขาดความรับผิดชอบ ต้องการหลีกเลี่ยงการถูกว่ากล่าว หรือ ต่อว่า    หากเกิดความผิดพลาดในสถานการณ์การทำงาน  ไม่มีใครต้องการคำแก้ตัว  ยิ่งถ้าคำแก้ตัวนั้นถูกจับได้ว่าเป็นเรื่องโกหก  บุคคลนั้นก็จะไม่ได้รับความไว้วางใจอีกต่อไป และถูกมองว่าไร้เสมรรถภาพ
     ความผิดพลาดเป็นเรื่องที่มักแก้ไขได้  แต่เราไม่มีทางที่จะแก้ไขความรู้สึกของบุคคลอื่นที่มองว่าเราเป็นคนที่ชอบโกหกเพื่อเอาตัวรอดจากปัญหา
 
     โกหกแบบเบนเรื่อง
     การโกหกแบบนี้คล้ายกับแบบแรก เพียงแต่แทนที่จะอ้างโน่นอ้างนี่ เช่น รถติด  ไฟไหม้ ฯลฯ เป็นการโยนความผิดไปให้สิ่งอื่นหรือบุคคลอื่นที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ คนที่เป็นแบบนี้คือพวกที่กลัวและขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่เชื่อว่าจะมีใครได้รับโอกาสครั้งที่สองเพื่อแก้ไขความผิด  ดังนั้นแทนที่จะยอมรับความผิด ก็ใช้การโกหกแทน
     การแอบอ้างเอาความคิด ผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มนี้ บางคนรับคำยกย่องชมเชยในสิ่งที่ตนเองไม่สมควรจะได้รับ  โดยโกหกตนเองว่าเหมาะสมที่จะได้  เลือกที่จะไม่แก้ไขความเข้าใจผิดนั้นโดยทำเฉย ปล่อยให้คนอื่นคิดว่าจริง
 
     โกหกแบบสร้างภาพลวงตา
     บางครั้งเราเปลี่ยนข้อเท็จจริงบางอย่างไปจากเดิมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดี ให้ผู้อื่นประทับใจ
     การโกหกแบบนี้มักจะเกี่ยวกับสิ่งที่เราเองขาดความมั่นใจอยู่เดิม อาทิ อายุ น้ำหนัก การศึกษา เงินเดือน ตำแหน่งการงาน ฯลฯ คนที่โกหกในลักษณะเช่นนี้จะเหมือนติดกับ   ดิ้นไม่หลุด   เพราะต้องโกหกต่อเนื่อง
     การแก้ไขที่ดีคือบอกความจริงไปซะ  ตัดเส้นใยของการโกหกให้ขาดสะบั้นลง  เพื่อนแท้จริงไม่เลิกคบกันเพราะเราเกิดเป็นลูกคนขับสามล้อ หรือเรียนจบโรงเรียนวัดหรอก แต่ถ้าจะมีคนคิดอย่างนั้น  เรายังจะคบเป็นเพื่อนอีกหรือ?
 
     โกหกโดยปิดบังข้อมูลบางส่วน 
     แบบนี้เกิดขึ้นมากในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน  เพื่อบิดบังความจริงที่จะทำให้เราไม่ได้ทำงานนั้น หรือการบอกความจริงไม่หมดเมื่อมีคนถาม  จนทำให้เกิดความเข้าใจผิด  หรือทำให้อีกฝ่ายสรุปไปเองในลักษณะที่ไม่ใช่ความเป็นจริง
     การโกหกเช่นนี้อาจทำร้ายหรือเป็นอันตรายกับคนอื่นที่รับข้อมูลแล้วไปตีความแบบผิดๆ หรือรับรู้ข้อมูลไม่ครบ   นอกจากนี้ การไม่บอกความจริงเมื่อมีคนโทษว่าเป็นความผิดของอีกคนหนึ่ง ทั้งๆที่เป็นความผิดของเรา ก็ถือว่าเป็นการโกหกด้วยเช่นกัน  แม้ว่าจะไม่พูดอะไร 

     โกหกแบบบริสุทธิ์ 
     โกหกด้วยการพูดให้ผู้อื่นรู้สึกดีเมื่อเรื่องจริงเป็นสิ่งที่ทำร้ายจิตใจ    นักจิตวิทยาเห็นด้วยว่า การโกหกแบบบริสุทธิ์ ซึ่งมีคำเรียกเฉพาะว่า โกหกสีขาว (white liar) บางกรณีก็เป็นสิ่งดี  เนื่องจากการพูดความจริงบางครั้งก็เป็นการทำร้ายจิตใจผู้อื่น  แต่หลายคนก็อยากได้ฟังความเห็นที่เป็นจริง แม้ว่าจะเจ็บปวดในใจ  

     การโกหก ไม่ว่าจะขาว เทา หรือดำ  มีผลกระทบต่อจิตใจทั้งสิ้น  ดังนั้นการได้สารภาพว่าโกหก
จึงเป็นความเจ็บปวดที่นำไปสู่ความสบายใจ  การโกหกเป็นกระบวนการที่ดูดพลังสมองและทักษะของคนเราไปใช้อย่างไม่ถูกทาง โดยต้องอาศัยพลังงานทางอารมณ์ปริมาณมาก 
     เอาพลังนี้ไปใช้สร้างสรรค์และพัฒนาชีวิตของเราเองโดยยึดนโยบายอยู่กับความจริงน่าจะดีกว่า  จริงมั๊ย?!?