ภูมิปัญญาที่จับต้องได้ทางวิทยาศาสตร์.........ใน “ค่ายวิทยาศาสตร์กับวิถีชีวิตพอเพียง “

ภูมิปัญญาที่จับต้องได้ทางวิทยาศาสตร์.........ใน  "ค่ายวิทยาศาสตร์กับวิถีชีวิตพอเพียง "

               

            ชุมชนท้องถิ่นในชนบทโดยเฉพาะภาคอีสาน วิถีการดำเนินชีวิตที่มีมาแต่อดีต เกิดจากการเรียนรู้และปรับตัว ก่อเกิดเป็นประสบการณ์ความชำนาญ สั่งสมมาเป็นภูมิปัญญา กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดจากการเอาตัวรอด เพื่อเลี้ยงชีพเป็นหลัก วิถีคนท้องถิ่นที่มีวิถีเรียบง่าย พึ่งพากัน มีวัฒนธรรมที่ดีงามผ่านการปลูกฝังและถ่ายทอดรุ่นต่อรุ่น ทรัพยากรท้องถิ่นคือฐานชีวิตที่สำคัญต่อการตั้งรกราก และก่อเกิดเป็นหมู่บ้านชุมชน ฐานทรัพยากรด้านต่างๆคือสายเลือดที่หล่อเลี้ยงคนท้องถิ่น สายน้ำ  ผืนป่า เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตได้อย่างลงตัว เป็นนิเวศน์ที่แยกขาดกันไม่ได้ ทุกอย่างต่างพึ่งพาอาศัยกัน ทำให้คนชนบทมีวิถีการดำเนินชีวิตที่หลากหลาย และแตกต่างตามบริบทของชุมชนนั้นๆ กิจกรรมที่ทำเพื่อดำรงชีพและการคงอยู่ของวัฒนธรรมท้องถิ่น  เช่นการทำนา ประมงพื้นบ้าน การปลูกพืชผัก ฯ วิถีการหาอยู่กินเหล่านั้นของคนในชุมชน  เป็นกระบวนการเรียนรู้และการแก้ปัญหา จนก่อเกิดเป็นองค์ความรู้ของชุมชน ที่ไม่สามารถอธิบายเป็นหลักทางวิทยาศาสตร์ได้  ปรากฏการณ์การดำเนินชีวิตของคนท้องถิ่นอีสานยังเป็นที่ยอมรับและเข้าใจยากในสายตาคนเมืองและโดยเฉพาะ นักวิทยาศาสตร์  ความคุ้นชินที่เกิดจากการสั่งสมของระยะเวลาและจากการปฏิบัติซ้ำๆ นั่นคือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือไม่....มีคำตอบ....

            เมื่อวันที่ 24-25 มีนาคม 2550 ที่ผ่านมา คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นเจ้าภาพการเข้าค่ายภาคฤดูร้อนครั้งที่ 21 ของนักศึกษาที่ได้รับทุน พอสว.จากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศจำนวน กว่า 300 คนได้มีกิจกรรมเรียนรู้ชุมชนภายใต้กิจกรรม ค่ายวิทยาศาสตร์กับวิถีชีวิตพอเพียง ที่ลงไปใช้ชีวิต ในหมู่บ้าน เพื่อเรียนรู้และซึมซับวิถีท้องถิ่น โดยการเข้าค่ายในหมู่บ้านครั้งนี้ได้มีการประสานงานร่วมกับ สำนักงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้เป็นผู้ประสานและจัดเตรียมชุมชนเพื่อเป็แหล่งเรียนรู้ของนักศึกษา จากกิจกรรมที่หลากหลายในแต่ละหมู่บ้าน ได้ก่อเกิดมุมมองต่างๆนาๆ ทั้งกับตัวนักศึกษาเองและตัวชาวบ้าน  บางคนที่มาจากสังคมเมือง ไม่รู้จักควาย  ไม่รู้จักต้นข้าวโพดก็มี ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพระยุคสมัยที่สังคมเมืองกับชนบทมีช่องว่างห่างกันมากเหลือเกิน แม้เทคโนโลยีจะพยายามทำให้ดูเหมือนจะใกล้เคียงกัน แต่ดูแล้วก็ทำให้ดูยิ่งห่าง ด้วยวิถีที่ต่างกัน จากกรอบคิดที่นักศึกษาติดตัวลงชุมชนเป็นกรอบคิดทางวิทยาศสตร์ เมื่อเขาเจอหรือได้สัมผัสอะไรในชุมชน เข้าก็เลยเอาหลักวิทยาศาสตร์มาจับและวิเคราะห์ ตามความรู้ที่เรียนมา ทำให้เกิดความรู้ใหม่ขึ้นมา นักวิทยาศาสตร์น้อย สามารถอธิบายวิถีชีวิตและกิจกรรมที่ชาวบ้านทำกันทั้งเพื่อพึ่งตนเองและเป็นไปเพื่อก่อเกิดรายได้  วิถีเหล่านั้นอธิบายเป็นหลักวิทยาศาสตร์ได้ชัดเจน ทำให้วิทยาศาสตร์กับวิถีชีวิตเป็นเรื่องเดียวกัน สมัยก่อนเรามองหลักวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่เหนือการทำความเข้าใจ เพราะโดยหลักการและการอธิบายมันช่างสลับซับซ้อนซะเหลือเกิน  จากการจัดค่ายทำให้เกิดการบูรณาการความรู้ องค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างลงตัว ทำให้เกิดการตอกย้ำได้ว่าชาวบ้านคือนักวิทยาศาสตร์ หากแต่เป็นนักปฏิบัติการโดยตรง เช่นการทำนาคือหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ชาวบ้านมีวิธีการ เรียนรู้ ทดลองปฏิบัติการ สังเกตุ และแก้ปัญหา และปรับเปลี่ยน นี่คือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  และองค์ความรู้ในการทำเกษตรปลอดสาร ต่างๆเหล่านี้เกิดจากการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ทั้งนั้น  จากการเข้าค่ายของนักศึกษาครั้งนี้ทำให้ ภูมิปัญญามันจับต้องได้ทางวิทยาศาสตร์  จากการสรุปผู้ที่เข้าค่าย ได้มีคำที่นักศึกษาได้สรุปทิ้งท้ายไว้ว่า วิทยาศาสตร์ต้องเกื้อหนุนกับการพัฒนาสังคม ชุมชน นักวิทยาศาสตร์ต้องคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ และเรียนรู้ภูมิปัญญาของชุมชนเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนา ที่ยั่งยืนสืบไป …..