ในตอนที่ 1 และ 2 ผมได้นำเสนอแนวคิดเรื่องกระแสเงินสด   และได้พูดถึงประเภทของกระแสเงินสดว่าแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ
  1. กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Cash Flow from Operating Activities)
  2. กระแสเงินสดจากการลงทุน (Cash Flow from Investing Activities)
  3. กระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน (Cash Flow from Financing Activities)

และผมก็ได้พูดถึงเรื่องกระแสเงินสดจากการดำเนินงานและกระแสเงินสดจากการลงทุนไปแล้ว ตอนนี้ จะมาพูดถึงเรื่องกระแสเงินสดจากการจัดหาเงินครับ

(หมายเหตุ ดูความตอนที่ 1 และ 2 ได้ที่นี่ http://gotoknow.org/blog/wachirachai/120409 และ http://gotoknow.org/blog/wachirachai/120663)

ในแง่ของบริษัท การจัดหาเงินเป็นเรื่องสำคัญมากครับ แล้วก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่บริษัทเริ่มก่อกำเนิดเลยครับ   ผมก็อยากจะขยายความดังนี้ ก่อนอื่น คิดว่าทุกคนถ้าเคยได้ยินคำว่า นิติบุคคล มาบ้างแล้ว บริษัทก็เป็นนิติบุคคลแบบหนึ่ง เป็นนิติบุคคล หมายความว่า เป็น บุคคลสมมุติ คือ เราสมมุติให้เป็นบุคคลขึ้นมาคนหนึ่ง แต่เป็นบุคคลในแง่ของการประกอบธุรกิจ ต้องมีความรับผิดชอบเป็นของตัวเอง มีรายได้เป็นของตัวเอง มีภาระต้องจ่ายภาษีเอง ฯลฯ

แล้วเรื่องที่บริษัทเป็นนิติบุคคล เกี่ยวกับการจัดหาเงินอย่างไร

ก็เพราะบริษัทจัดตั้งขึ้นมาได้ก็ต้องมีทุนประเดิมครับ คนเราเกิดมามีทุนเดิมก็คือตัวของเรา แรงงานของเรา ความคิดของเรา   แต่บริษัทไม่มีอะไรเลยครับ เป็นบุคคลสมมุติ   เพราะฉะนั้น เวลาที่มีกลุ่มคนเริ่มจะจัดตั้งบริษัท ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการระดมทุนเป็นทุนจัดตั้งบริษัทหรือทุนจดทะเบียนเสียก่อน บริษัทถึงจะมีเงินไปลงทุนในเครื่องจักร หรือจ้างพนักงาน ฯลฯ เพื่อเริ่มดำเนินการได้   (หมายเหตุ กลุ่มคนที่เริ่มจะจัดตั้งบริษัท ประกอบด้วยคนอย่างน้อย 7 คน เรียกว่า ผู้เริ่มก่อการ ซึ่งชื่อฟังดูแปลกดีเหมือนกันครับ)   กลุ่มคนที่ลงทุนในบริษัท ก็จะกลายเป็น ผู้ถือหุ้น   เวลาที่บริษัทประกอบการแล้วมีกำไร ก็ต้องจ่ายผลตอบแทนคืนให้กับผู้ถือหุ้นเป็น เงินปันผล

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัทและกฎหมายกฎระเบียบต่างๆ ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.dbd.go.th/thai/law/law_index.phtml

นอกจากจะจัดหาเงินเป็น ทุน อย่างที่พูดถึงข้างต้นแล้ว   บางครั้ง บริษัทก็ต้องการจะลงทุนในเครื่องจักรอุปกรณ์หรือสินทรัพย์อื่นๆ มากกว่าทุนที่มี (ระวังสับสนนะครับ ระหว่างคำว่า ทุน ซึ่งหมายถึง ที่มาของเงินของบริษัทที่มาจากผู้ถือหุ้น กับคำว่า การลงทุน ซึ่งหมายถึง เงินที่บริษัทใช้ลงทุนไปในสินทรัพย์)   ในกรณีนี้ บริษัทก็ต้องกู้ครับ คือจัดหาเงินในรูปของ หนี้สิน หรือยอมเป็นหนี้นั่นเอง  คนที่บริษัทไปกู้ก็กลายเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท แล้วบริษัทก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทนให้กับเจ้าหนี้ แล้วก็ต้องคืนเงินต้นให้กับเจ้าหนี้ด้วย (ต่างกับทุน ที่ไม่ต้องคืนให้กับผู้ถือหุ้น เรียกได้ว่า ลงแล้วลงเลย ยกเว้นกรณีที่บริษัทต้องการลดทุนหรือเลิกบริษัท) 

กรณีของตัวเรา บุคคลธรรมดา เราไม่มีผู้ถือหุ้นครับ (เรื่องนี้น่าสนใจนะครับ อาจจะมองอีกมุมก็ได้ แล้วผมจะเขียนถึงเรื่องนี้ในตอนต่อไปครับ)   เพราะฉะนั้น เวลาที่เราพูดถึงการจัดหาเงิน ก็คือการกู้หนี้ยืมสินหรือก่อหนี้นั่นเอง   ซึ่งบางครั้งก็เป็นเรื่องที่เป็นความจำเป็น แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องที่จะก่อปัญหาในอนาคต

  1. บางครั้ง เราต้องการลงทุนประกอบธุรกิจเพื่อหารายได้ แต่มีเงินที่เก็บออมไว้ไม่เพียงพอ ถ้าไม่ลงทุนในตอนนี้ ก็อาจจะเสียโอกาส   คิดแล้ว ก็อาจจะกู้เงินเพื่อนำเงินมาลงทุนได้ แล้วเอากำไรจากการทำธุรกิจไปจ่ายคืนดอกเบี้ยและเงินต้นต่อไป
  2. บางครั้ง เราต้องการลงทุนประกอบธุรกิจเหมือนกัน แต่มีเงินออมไม่พอ   พอรู้ว่า สามารถกู้เงินมาลงทุนได้ ก็ได้ใจ กู้มามากๆ เพื่อลงทุนใหญ่ๆ ลงทุนเกินตัว เพราะหวังว่าจะได้กำไรมากๆ   แต่เพราะใจติดในความโลภทำให้ประเมินผิดพลาด   สุดท้ายกำไรที่ได้มาก็ไม่พอที่จะจ่ายคืนดอกเบี้ยและเงินต้น ทำให้มีปัญหา
  3. แต่บางครั้ง ก็อาจจะไม่เกี่ยวกับการลงทุน   บางครั้ง เรามีความจำเป็นต้องใช้จ่าย (หรือบางครั้ง ก็อาจจะไม่ใช่ความจำเป็น แต่เป็นความต้องการ) แต่ขัดสน มีเงินไม่พอ ก็ไปกู้เงินมาใช้จ่าย แล้วหวังว่าจะหาเงินไปคืนในอนาคต

กรณีที่ 2 และ 3 นี่แหละครับที่จะเป็นปัญหา โดยเฉพาะกรณีที่ 3 จะเป็นปัญหามาก   ในตอนที่ 1 (http://gotoknow.org/blog/wachirachai/120409มีตอนหนึ่ง ผมได้พูดถึงการแก้ปัญหาหนี้สินไว้ว่า ถ้าไม่แก้ไขอย่างถูกวิธีให้ทันการณ์ ก็มีโอกาสจะล้มละลายได้ (ไม่ว่าจะเป็นบริษัท หรือตัวเราเอง)   เพราะการกู้เงินมาโปะเงินที่ไม่พอใช้จ่าย จะทำให้เกิดหนี้มากขึ้น ทำให้มีภาระดอกเบี้ยมากขึ้น แล้วจะทำให้เงินในอนาคตยิ่งขัดสนขึ้นไปอีก เงินที่กู้มาโปะ ก็ไม่ได้เกิดผลงอกเงยอะไร เพราะเอาไปโปะค่าใช้จ่ายที่จ่ายแล้วจ่ายเลย ไม่ได้อะไรกลับมา   ยิ่งถ้าได้ใจ ว่าสามารถหมุนเงินได้จากการโยกซ้ายไปโปะขวา ก็จะปล่อยให้สถานการณ์บานปลาย หนี้สินก็จะโตขึ้นเรื่อยๆ   สุดท้ายก็หนี้ท่วม บางครั้ง ทำงานจนชั่วชีวิตชาตินี้ ก็ยังคืนหนี้ไม่หมด

สุดท้าย ผมเลยอยากจะทิ้งท้ายอย่างนี้ครับ

ความไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ