GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

การศึกษาปฐมวัย

ความสำคัญของการศึกษาปฐมวัย

หลักสูตรสำหรับเด็กอายุ  3 – 6 ปี                                

   หลักสูตรสำหรับเด็กอายุ 3 – 6 ปี มีสาระสำคัญ  ดังนี้1.      หลักการ เป็นการจัดโดยยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่เด็กอายุ 3 – 6 ปี ทุกคน ทั้งเด็กปกติ เด็กด้อยโอกาสและเด็กพิเศษ  เพื่อให้เด็กพัฒนาทั้งทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ผ่านกิจกรรมการเล่นที่เหมาะสมกับวัย และความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยุบุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจในการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาและเป็นการร่วมมือกันระหว่างบ้าน สถานศึกษา  และชุมชน

2.      จุดมุ่งหมาย  มุ่งให้เด็กมีพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัย

และความแตกต่างของแต่ละบุคคล ทั้งทางด้านร่างกายอารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา  โดยแบ่งออกเป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์  10  ประการ  และคุณลักษณะตามวัย แยกตามพัฒนาการของเด็กกลุ่มอายุ 3 – 4 ปี , 4 – 5 ปี และ 5 – 6 ปี ตามลำดับ ดังนี้                                   คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1.       มีสุขภาพดี  เจริญเติบโตตามวัยและมีพฤติกรรมอนามัยที่เหมาะสม2.     ใช้กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล้กได้อย่างคลล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์กัน3.    ร่าเริง  แจ่มใส มีความสุข และความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น4.    มีคุณธรรมและจริยธรรม มีวินัยในตนเอง และมีความรับผิดชอบ5.    ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับสภาพและวัย6.    อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข7.    รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมในท้องถิ่น และความเป็นไทย8.    ใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย9.   มีความสามารถในการคิด การแก้ปัญหาได้เหมาะสมกับวัย และมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ10.  มีจินตนาการและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คุณลักษณะตามวัย  
อายุพัฒนาการ  อายุ 3 – 4 ปี  อายุ 4 – 5 ปี  อายุ 5 – 6 ปี
ด้านร่างกาย -         เดินขึ้นบันไดสลับเท้าได้-         วิ่งแล้วหยุดได้โดยไม่ล้ม-         ใช้กรรไกรมือเดียวได้-         วาดและระบายสีอิสระได้ -         เดินวิ่ง กระโดด ได้ดีเพราะกล้ามเนื้อเริ่มประสาน-         กระฉับกระเฉงไม่ชอบอยู่เฉย-         ตัดกระดาษเป็นเส้นตรงได้ -         เดินขึ้นลงบันได้สลับเท้าได้อย่างคล่องแคล่ว-         กระฉับกระเฉงไม่อยู่เฉย-         ใช้กล้ามเนื้อเล็กได้ดี เช่นติดกระดุม ผูกเชือกรองเท้าได้ ฯลฯ-         ยึดตัว คล่องแคล่ว
ด้านอารมณ์ จิตใจและสังคม -         พอใจคนทีตามใจ-         ชอบที่จะทำให้ผู้ใหญ่พอใจและได้คำชม-         ช่วยตนเองได้-         ชอบเล่นแบบคู่ขนานเล่นของเล่นชนิดเดียวกันแต่ต่างคนต่างเล่น -         มีความมั่นใจในตนเองสูงขึ้นมาก-         ชอบท้าทายผู้ใหญ่-         ต้องการให้มีคนฟัง คนสนใจ-         สนใจผู้อื่น-         ชอบเล่นบทบาทสมมติ-         ชอบเล่นเป็นกลุ่ม -         อายง่าย-         ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางน้อยลง-         ชอบเล่นกับเด็กอื่น-         ช่วยตัวเองได้-         ชอบสร้างความพอใจให้ผู้อื่น-         ชอบแสดงออกและทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อให้ผู้ใหญ่ชมเชย
ด้านสติปัญญา -         สนใจนิทานและเรื่องราวต่าง ๆ-         สมาธิสั้นเนื่องจากอยากรู้อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว-         ชอบทาย ทำไมตลอดเวลา-         ร้องเพลงง่าย ๆ แสดงท่าทางเลียนแบบ-         พูดประโยคยาวขึ้น-         ยังคิดสิ่งที่เป็นนามธรรมไม่ได้ -         เปรียบเทียบได้-         เรียงลำดับเหตุการณ์ได้-         เริ่มเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม-         ชอบถาม ทำไมเนื่องจากเริ่มเรียนรู้ได้แล้ว-         เข้าใจความเป็นเหตุเป็นผลได้-         พูดเป็นประโยคได้ -         พูดประโยคได้ยาวขึ้น-         รู้คำศัพท์มากขึ้น-         ร้องเพลง ท่องคำคล้องจองได้-         บอกชื่อ นามสกุล ของตนเองได้-         นับ 1 – 20 ได้-         บอกความแตกต่างของกลิ่น สี เสียง รส รูปร่าง และจัดหมวดหมู่สิ่งของได้
  การจัดกิจกรรมและตารางกิจกรรมประจำวัน             การจัดกิจกรรม             การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กระดับก่อนประถมศึกษา จะไม่จัดเป็นรายวิชา แต่จัดในรูปของกิจกรรมบูรณาการผ่านการเล่น เพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง เกิดการเรียนรู้ได้พัฒนาทั้งทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา กิจกรรมที่จัดให้เด็กในแต่ละวัน อาจใช้ชื่อเรียกกิจกรรมแตกต่างกันไปในแต่ละหน่วยงาน แต่ทั้งนี้ประสบการณ์ที่จัดจะต้องครอบคลุมประสบการณ์สำคัญ 9 ประการ ตามหลักสูตรและควรให้ยึดหยุ่นตามเนื้อหาที่เด็กสนใจหรือที่ครูมีส่วนริเริ่มกำหนดให้ เมื่อเด็กได้รับประสบการณ์สำคัญ และทำกิจกรรมในแต่ละหัวข้อเนื้อหาแล้ว เด็กควรจะเกิดแนวคิดตามที่ได้เสนอแนะไว้ในหลักสูตร ดังนั้นการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กระดับก่อนประถมศึกษา จึงควรยึดหลักการ ดังนี้1.       กิจกรรมที่จัดควรคำนึงถึงตัวเด็กเป็นสำคัญ เด็กแต่ละคนมีความสนใจแตกต่างกัน จึงควรจัดให้มีกิจกรรมหลายประเภทที่เหมาะสมกับวัย ตรงกับความสนใจและความต้องการของเด็กเพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเลือกตามความสนใจและความสามารถ2.       กิจกรรมที่จัดควรมีทั้งกิจกรรที่ให้เด็กทำเป็นรายบุคคล กลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ ควรเปิดโอกาสให้เด็กริเริ่มกิจกรรมด้วยตนเองตามความเหมาะสม3.       กิจกรรที่จัดควรมีความสมดุล คือ ให้มีทั้งกิจกรรมในห้องเรียนและนอกห้องเรียน กิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวและสงบกิจกรรมที่เด็กริเริ่มและครูริเริ่ม4.       ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมควรเหมาะสมกับวัย มีการยืดหยุ่นได้ตามความต้องการและความสนใจของเด็ก เช่น             5.       กิจกรรมที่จัดควรเน้นให้มีสื่อของจริงให้เด็กได้มีโอกาสสังเกต สำรวจ ค้นคว้า ทดลอง แก้ปัญหาด้วยตนเอง มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับเด็กอื่น ๆ และผู้ใหญ่  กิจกรรมประจำวัน             การจัดกิจกรรมประจำวันในแต่ละวันให้ครอบคลุมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ดังนี้       การพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่       การพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก       การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์       การพัฒนาการคิด       การส่งเสริมการเลือกและตัดสินใจ       การส่งเสริมลักษณะนิสัยและทักษะพื้นฐานในชีวิตประจำวันลักษณะการจัดให้จัดในรูปของกิจกรรมผ่านการเล่น กิจกรรมที่จัดอาจเรียกชื่อแตกต่างกันไป ได้แก่ กิจกรรมเสรี กิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมเสริมประสบการณ์ กิจกรรมการเล่นกลางแจ้ง เกมการศึกษา และกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ  ดังนี้ 1.      กิจกรรมเสรี กิจกรรมเสรีเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กเล่นตามมุมการเล่นหรือมุมประสบการณ์หรือศูนย์การเรียนที่จัดไว้ภายในห้องเรียน เช่น มุมบล็อก มุมหนังสือ มุมวิทยาศาสตร์หรือมุมธรรมชาติศึกษา มุมบ้าน มุมร้านค้า เป็นต้น มุมต่าง ๆ เหล่านี้ เด็กมีโอกาสเลือกเล่นได้อย่างเสรีตามความนใจและความต้องการของเด็กทั้งเป็นรายบุคคลและเป็นรายกลุ่มย่อย            อนึ่ง  กิจกรรมเสรี นอกจากให้เด็กเล่นตามมุมแล้ว อาจให้เด็กเลือกทำกิจกรรมที่ครูจัดเสริมขึ้น เช่น เกมการศึกษา เครื่องเล่นสัมผัส กิจกรรมสร้างสรรค์ประเภทต่าง ๆ จุดประสงค์ 1.       ส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็ก  และการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา2.       ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านภาษา3.       ส่งเสริมให้เด็กมีนิสัยรักการอ่าน4.       ส่งเสริมให้เด็กพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการ5.       ส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองจากการสำรวจ การสังเกตและการทดลอง6.       ส่งเสริมให้เด็กรู้จักปรับตัวอยู่ร่วมกับผู้อื่น รู้จักรอคอย เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และให้อภัย7.       ส่งเสริมให้มีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์8.       ส่งเสริมการคิดแก้ปัญหา การคิดอย่างมีเหตุมีผลเหมาะสมกับวัย9.       ส่งเสริมให้เด็กรู้จักคิดวางแผน และตัดสินใจในการทำกิจกรรม10.    ส่งเสริมให้เด็กมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน  ครู  และสิ่งแวดล้อม แนวการจัดกิจกรรม 1.       แนะนำมุมเล่นใหม่ ให้เด็กรู้จักและเสนอแนะวิธีใช้/  เล่นเครื่องเล่นบางชนิด เช่น แว่นขยาย เครื่องชั่ง เครื่องเล่นสัมผัสบางชนิด ฯลฯ2.       เด็กและครูร่วมสร้างข้อตกลงเกี่ยวกับการเล่น เช่น3.       ครูเปิดโอกาสให้เด็กคิด  วางแผนตัดสินใจเลือกเล่นอย่างอิสระในมุมเล่น หรือเลือกทำกิจรกรมที่จัดขึ้นตามความสนใจของเด็กแต่ละคน ขณะเด็กเล่น / ทำงาน ครูอาจชี้แนะ และมีส่วนร่วมในการเล่นกับเด็กได้ หากพบว่าเด็กต้องการความช่วยเหลือและคอยสังเกตพฤติกรรมการเล่นของเด็กพร้อมทั้งจดบันทึกพฤติกรรมที่น่าสนใจเพื่อดูว่าเด็กมีพัฒนาการแต่ละด้านเป็นอย่างไร4.       เตือนให้เด็กทราบล่วงหน้าก่อนหมดเวลาเล่น ประมาณ 5 – 10  นาที5.       ให้เด็กเก็บของเล่นเข้าที่ให้เรียบร้อยทุกครั้งเมื่อเสร็จสิ้นกิจกกรรม 2.      กิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่ช่วยเด็กให้แสดงทางอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจินตนาการ โดยใช้ศิลปะ เช่น การวาดภาพระบายสี การปั้น การฉีก ตัดปะ การพิมพ์ภาพ การร้อย การประดิษฐ์ หรือวิธีการอื่นที่เด็กได้คิดสร้างสรรค์และเหมาะกับพัฒนาการ เช่น การเล่นพลาสติกสร้างสรรค์ การสร้างรูปจากกระดานปักหมุด ฯลฯ จุดประสงค์ 1.       ส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจินตนาการ2.       ให้เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ผ่อนคลายความเครียด3.       ส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อมือ และพัฒนาประสาทสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา4.       ส่งเสริมพัฒนาการทางภาษา5.       ฝึกทักษะการสังเกต การคิด และการแก้ปัญหา6.       ส่งเสริมการแสดงออก และมีความมั่นใจในเอง7.       ส่งเสริมให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น8.       ส่งเสริมการปรับตัวในการทำงานร่วมกับผู้อื่น9.       ส่งเสริมคุณธรรมในด้านความอดทน การรอคอย ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความรับผิดชอบและความมีวินัยในตนเอง  แนวการจัดกิจกรรม             การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ ควรจัดให้เด็กทำทุกวัน โดยอาจจัดวันละ 3 – 5 กิจกรรม ให้เด็กเลือกทำอย่างน้อย 1 – 2 กิจกรรม ตามความสนใจดังตัวอย่างการดำเนินการดังนี้1.       เตรียมจัดโต๊ะและวัสดุอุปกรณ์ให้พร้อมโดยอาจมอบหมายให้เด็กรับผิดชอบช่วยจัดในแต่ละวัน2.       สร้างบรรยากาศในการทำกิจกรรมให้มีความสดชื่นแจ่มใส และมีอิสระให้เด็กเลือกทำกิจกรรมอย่างมีระเบียบ โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น3.       ให้เด็กเลือกทำกิจกรรมอย่างอิสระตามความสนใจของตน อย่างน้อย 1 – 2 กิจกรรม4.       การเปลี่ยน / หมุนเวียนการทำกิจกรรม ครูต้องกำหนดข้อตกลงกับเด็กว่าในกรณีที่โต๊ะ / กลุ่มใดมีเด็กครบหรือเต็มตามจำนวนที่กำหนดหรือจัดไว้แต่เด็กสนใจที่จะทำกิจกรรมนั้นบ้าง เด็กจะต้องคอยจนกว่าจะมีที่ว่าง หรือให้เลือกเล่นในมุมเล่นก่อน เมื่อมีที่ว่างจึงจะสามารถเข้าทำกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ตนสนใจได้5.       กิจกรรมใดเป็นกิจกรรมใหม่สำหรับเด็ก ครูควรแนะนำอุปกรณ์และวิธีใช้ เล่น การละเลงสีด้วยนิ้วมือ ซึ่งจะต้องใช้น้ำทาโต๊ะแล้วทาบกระดาษลงไป (เพื่อกันไม่ให้กกระดาษเลื่อนไปมา) ตักแป้งที่ผสมสีลงบนกระดาษใช้ส่วนต่าง ๆ ของมือ เช่น นิ้วมือ ฝ่ามือ สันมือ ฯลน วาดแป้งเป็นรูปต่าง ๆ และควรแนะนำให้เด็กสวมพลาสติกกันเปื้อนเพื่อไม่ให้เลอะเทอะเสื้อผ้า6.       ขณะเด็กทำกิจกรรมครูต้องคอยดูแล ชี้แนะหรือให้คำปรึกษาเมื่อเด็กต้องการ ครูไม่ควรบอกหรือสั่งให้เด็กทำตามความคิดเห็นของครู หรือให้ทำกิจกรรมเหมือนกันหมดทั้งห้อง และต้องคอยให้กำลังใจแก่เด็ก อย่าติดเตียนจนเด็กหมดกำลังใจ7.  &nbs

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 117080
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 3
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (3)

คนตัวเล็กครับ  เนื้อหาที่นำเสนอน่าสนใจ  แต่เป็นหลักสูตรปฐมวัยทั้งหมด  ควรจะนำเทคนิค  วิธีการต่างๆ ที่ใช้กับเด็กปฐมวัยมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์  น่าจะดูดีนะ  เช่น  เทคนิคการเก็บเด็กรูปแบบต่างๆ  หรือสิ่งที่ใช้ได้ผลกับเด็กกลุ่มพิเศษในห้องเรียน  ขอเป็นกำลังใจครับ

การศึกษาปฐมวัยมีความสำคัญต่อรากฐานการศึกษาไทยอย่างไรคะ

การศึกษาปฐมวัยใครก็ว่าสำคัญแต่คนที่ปฏิบัติหน้ากับเด็กปฐมวัยโดยตรงไม่เห็นความสำคัญ ได้แต่พูดแต่ยังไม่ลงมือปฏิบัติก็คงจะไม่เป็นผล