รัก อักษร สำเนียง เสียงสูงต่ำ
ชาติ ไทยนำ ล้ำดี มีขานไข
รัก ควบกล้ำ คำเพราะ เหมาะพูดไป
ภาษา ภาษาไทย ใช้ถูก ปลูกนิยม
พูด ชัดถ้อย ค่อยหัด สัมผัสจิต
อ่าน ไม่ผิด คิดครวญ ล้วนเหมาะสม
เขียน ให้ถูก ตามหลัก นักชื่นชม
ไทย เกลียวกลม เหตุภาษา ว่าหนึ่งเดียว...
๒๙ กรกฎาคม วันภาษาไทยแห่งชาติเมื่อปีพ.ศ.๒๕๔๒ รัฐบาลได้ประกาศให้วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ของทุกปี เป็น “วันภาษาไทยแห่งชาติ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา๖ รอบ และเพื่อเป็นการกระตุ้นให้สถาบันการศึกษา องค์กร หน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐเอกชน รวมทั้งประชาชนชาวไทยได้ตระหนักในความสำคัญของภาษาไทยและร่วมใจกันใช้ภาษาไทยอย่าง ถูกต้องและให้รักษาภาษาไทยอันเป็นภาษาประจำชาติไว้ให้งดงามยั่งยืนตลอดไปการกำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันภาษาไทยแห่งชาติก็เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันได้ทรงพระกรุณาเสด็จฯไปทรงร่วมอภิปรายกับผู้ทรงคุณวุฒิทางภาษาไทยของชุมนุมภาษาไทยคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับปัญหาการใช้คำไทย เมื่อวันที่ ๒๙กรกฎาคม ๒๕๐๕ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถ ความสนพระราชหฤทัยและความห่วงใยในภาษาไทยของพระองค์ท่านเป็นอย่างมากคณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบให้วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ของทุกปีเป็นวันภาษาไทยแห่งชาติเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๒พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงมีกระแสพระราชดำรัสเรื่องปัญหาการใช้คำไทยในการประชุม ครั้งนั้นตอนหนึ่งว่า“ภาษาไทยนั้นเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของชาติภาษาทั้งหลายเป็นเครื่องมือมนุษย์ชนิดหนึ่งคือเป็นทางสำหรับแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่ง เป็นสิ่งที่สวยงามอย่างหนึ่ง เช่นในทางวรรณคดี เป็นต้น ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องรักษาเอาไว้ให้ดี…………” “เรามีโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษานี้ก็มีหลายประการอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจนอีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่าวิธีใช้คำมาประกอบประโยคนับเป็นปัญหา ที่สำคัญ ปัญหาที่สามคือความร่ำรวยในคำของภาษาไทยซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็นในทางวิชาการไม่น้อย แต่บางคำที่ง่ายๆก็ควรจะมีควรจะใช้คำเก่าๆที่เรามีอยู่แล้วไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก…”นอกจากนี้ยังพระราชทานพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาฯ เมื่อวันที่ ๙กรกฎาคม ๒๕๑๒ ตอนหนึ่ง ความว่า“ในปัจจุบันนี้ปรากฎว่าได้มีการใช้ถ้อยคำออกจะฟุ่มเฟือย และไม่ตรงกับความหมายอันแท้จริงอยู่เนืองๆทั้งออกเสียงก็ไม่ถูกต้องตามอักขรวิธีถ้าปล่อยให้เป็นไปดังนี้ภาษาของเราก็มีแต่จะทรุดโทรม ชาติไทยเรามีภาษาของเราใช้เองเป็นสิ่งอันประเสริฐอยู่แล้วเป็นมรดกอันมีค่าตกทอดมาถึงเราทุกคนจึงมีหน้าที่จะต้องรักษาไว้……”นอกจาก “ภาษาไทย”อันเป็นภาษากลางที่ใช้อยู่ทั่วไปแล้ว เราต้องอย่าลืมว่า “ภาษาถิ่น”ของภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคใต้ภาคอีสานหรือภาคกลางก็เป็นภาษาไทยที่มีคุณค่าต่อเราเช่นกันเพราะนอกจากจะทำให้เราสื่อสารกันด้วยความรู้ ความเข้าใจทั้งในการพูด อ่านเขียนในปัจจุบันแล้ว ยังทำให้เราเข้าใจความหมายของกวีนิพนธ์ คำสอน คำศัพท์โบราณเรื่องราวต่างๆของคนในอดีต ฯลฯ อันมีผลต่อการศึกษาด้านจริยธรรมวรรณศิลป์และคติชนวิทยาอีกด้วย เช่น สุภาษิตนิทานชาดกทั้งที่เป็นมุขปาฐะคือบอกเล่าด้วยปากหรือวรรณกรรมที่มีการสอดแทรกคุณธรรมสอนเยาวชนเป็นต้นอย่างไรก็ดี เป็นที่น่าเสียดายว่าปัจจุบันภาษาไทยอยู่ในสภาวะที่แปรผันเสื่อมโทรมลง ซึ่งมิใช่ เนื่องจากกาลเวลาแต่สาเหตุสำคัญประการหนึ่งเกิดจากคนไทยได้ละเลยต่อความสำคัญในการใช้ภาษาไทย ทั้งนี้อาจจะเกิดจากระบบการถ่ายทอดที่ยังขาดประสิทธิภาพความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตและอิทธิพลของวัฒนธรรมต่างชาติที่แพร่กระจายหลั่งไหลเข้าสู่สังคมไทยอย่างรวดเร็วอีกทั้งเยาวชนในปัจจุบันยังมีพื้นฐานภาษาไทยด้อยลงและเข้าใจหลักการใช้ภาษาอย่างผิวเผิน ขาดโอกาสที่จะเรียนรู้สุนทรียภาพ ความประณีตไพเราะของถ้อยคำทำนองไทยสื่อมวลชนเองทั้งที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโสตทัศน์ก็มีการใช้ภาษาต่างประเทศและภาษาไทยที่ผิดเพี้ยนในการสื่อสารมากขึ้นทำให้เยาวชนมีวิธีคิดและการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องน้อยลงจนเป็นที่น่าวิตกว่าเอกลักษณ์ทางภาษาไทยกำลังจะสูญหายไปในที่สุดจริงอยู่ “ภาษา” มีชีวิตและมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงได้ตามยุคตามสมัยเช่นเดียวกับมนุษย์ผู้สร้างที่มีการแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและสิ่งแวดล้อมและไม่ว่ายุคไหนๆย่อมมีคำใหม่ๆเกิดขึ้นคำเก่าบางคำก็อาจจะถูกทิ้งหรือลืมเลือนไปด้วยไม่รู้ความหมายหรือไม่เข้ากับยุคสมัยนั้นๆ อย่างไรก็ดี เราต้องไม่ลืมว่า “ภาษา” เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเป็น “ชาติ” เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษแต่ละชาติแต่ละภาษาได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อเนื่องไปยังลูกหลานของตนทำให้อัตลักษณ์หรือตัวตนของชาติหนึ่งแตกต่างไปจากอีกชาติหนึ่ง “ภาษาไทย” เราแม้จะมีการหยิบยืมคำในภาษาอื่นมาใช้ ก็ได้มีการพัฒนาปรับเปลี่ยนจนมีลักษณะเฉพาะอันเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติที่น่าภาคภูมิใจ ดังนั้นหากเราปล่อยให้ “ภาษาไทย”ของเรา เสื่อมโทรมหรือสูญหายไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเพราะคิดว่าเป็นเรื่องล้าสมัยแล้วต่อไปในอนาคตเราจะเป็นเช่นไร?นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยได้เคยกล่าวในการแสดงปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ภาษาถิ่นก็ภาษาไทย” เมื่อวันที่ ๒๙มิถุนายน ๒๕๓๗ ว่า“ในส่วนตัวเป็นคนที่มีความภาคภูมิใจที่ประเทศชาติของเรามีภาษาเป็นของตนเองและภูมิใจเสมอเมื่อได้เห็นภาษาไทยปรากฏอยู่ที่หนึ่งที่ใดก็ตามเวลาไปเห็นประเทศอื่นเขาใช้อักษรโรมันทับศัพท์ภาษาที่ เขาใช้ยิ่งย้อนกลับมาภูมิใจบ้านตนเองที่มีอักษรของตนเอง ไม่ใช่เพราะความเป็นชาตินิยมแต่คิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่คู่กับแผ่นดิน คู่กับความเป็นชาติของเรา….” และในตอนท้ายท่านยังกล่าวอีกว่า“…….ไม่ใช่เป็นเรื่องล้าหลังที่เราจะต้องเรียนอดีตของเราเพื่อรู้จักปัจจุบันของเรา เพื่อได้เห็นอนาคตของเรา เราจะไปทิศไหน ก็ตามเราต้องดำรงความเป็นไทยของเราไว้ อย่าให้สิ่งข้างนอกมากลืนเราไปโดยบอกว่านั่นคือการพัฒนา มิฉะนั้นเราจะเสียเอกลักษณ์ที่เรารักษามาตั้งเป็นพันปีอย่างน่าเสียดายที่สุด”
สวัสดีค่ะ
นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยได้เคยกล่าวในการแสดงปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ภาษาถิ่นก็ภาษาไทย” เมื่อวันที่ ๒๙มิถุนายน ๒๕๓๗ ว่า“ในส่วนตัวเป็นคนที่มีความภาคภูมิใจที่ประเทศชาติของเรามีภาษาเป็นของตนเองและภูมิใจเสมอเมื่อได้เห็นภาษาไทยปรากฏอยู่ที่หนึ่งที่ใดก็ตามเวลาไปเห็นประเทศอื่นเขาใช้อักษรโรมันทับศัพท์ภาษาที่ เขาใช้ยิ่งย้อนกลับมาภูมิใจบ้านตนเองที่มีอักษรของตนเอง ไม่ใช่เพราะความเป็นชาตินิยมแต่คิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่คู่กับแผ่นดิน คู่กับความเป็นชาติของเรา....”
นี่ละคือความภาคภูมิใจขิงคนไทยค่ะ
ครับ
ใช่แล้วครับภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติเราต้องรักษามันไว้
เก่งมากเลยนะ และก็ขอบคุณมากเลยนะคะที่เป็นคนหนึ่งที่ช่วยอนุรักษ์ภาษาไทยของเราไว้