เครือข่าย

เครือข่ายโซ่อุปทานอาหารภาคเหนือตอนล่าง กลุ่มที่ 1

  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoSubtitle">การเปลี่ยนแปลงของสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจโลกที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจากเทคโนโลยีพื้นฐานในยุคเกษตรกรรมมาสู่ยุคอุตสาหกรรมและข้อมูลข่าวสารนั้นมีแนวโน้มว่าเศษรฐกิจโลกในอนาคตจะเคลื่อนเข้าสู่ยุคแห่งการแข่งขันเสรีภายใต้เงื่อนไขคุณภาพซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมอันจะมีผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้โดยเฉพาะการตลาดสินค้าอาหารและเกษตรในประเทศที่เชื่อมโยงและผูกพันกับตลาดโลกจะทวีความรุนแรงในเงื่อนไขคุณภาพที่ต้องปฏิบัติตามประเทศคู่ค้ามากยิ่งขึ้นนับตั้งแต่เรื่องของการผลิตวัตถุดิบการแปรรูปไปจนถึงการกระจายสินค้าอาหารสู่ผู้บริโภคในรูปแบบของธุรกิจการค้ารูปแบบใหม่(Modern Trade) และตลาดสินค้าอาหารตามความต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะคุณภาพและมาตรฐานเฉพาะอย่างที่แตกต่างจากผู้บริโภคทั่วไปซึ่งเรียกว่าเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม(Niche Market) ซึ่งกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในส่วนต่างๆของโลกซึ่งจะกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ในการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในตลาดเสรีดังนั้นการเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศอย่างแท้จริงนั้นจะต้องมีการดำเนินงานเชิงระบบในภาพรวมโดยคำนึงถึงองค์ประกอบทั้งหมดในลักษณะสหสัมพันธ์ที่ส่งผลกระทบซึ่งกันและกันตลอดทั้งห่วงโซ่อาหาร(Food Chain) นับตั้งแต่ภาคการผลิตวัตถุดิบการแปรรูป  การตลาดและการบริหารจัดการที่จะสามารถเสริมสร้างจุดแข็งของระบบอุตสาหกรรมอาหารทั้งระบบโดยมีกรอบแนวคิดที่สำคัญได้แก่</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoSubtitle">1. การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารจะต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาอย่างมีพลวัตร(Dynamic) ตามการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกเพื่อสร้างความขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ  โดยพิจารณาใช้องค์ความรู้เป็นฐานในการเพิ่มมูลค่า(Value Added) การผลิตทั้งในระดับของการผลิตวัตถุดิบไปจนถึงระดับของอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานด้านสุขอนามัยเข้ามาเป็นตัวกำหนดเงื่อนไขที่สำคัญ  โดยแผนงานและกลยุทธ์ภายใต้ยุทธศาสตร์จะต้องให้ความสำคัญต่อการดำเนินการในเชิงรุกการเตรียมพร้อมในด้านต่างๆเพื่อรับมือกับมาตรการทางการค้าของโลกและการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นต้นโดยเน้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นฐาน(Resource Bases) ซึ่งมีการผลิตจำนวนมากแต่ได้มูลค่าน้อย(More for Less) ไปสู่อุตสาหกรรมที่มีฐานความสามารถในการแข่งขันสูง(Competency Base) โดยผลิตจำนวนมากและได้มูลค่ามาก(More for more) ด้วย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoSubtitle">2. ระบบการบริหารจัดการอุตสาหกรรมอาหารจะต้องแก้ไขการบริหารงานแบบแยกส่วนของรัฐการลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยทบทวนและปฏิรูปทั้งระบบการบริหารจัดการการแก้ไขกฎหมายกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นองค์รวมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีแผนที่สามารถชี้นำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันทำงานในลักษณะเครือข่ายที่ส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกันมีพันธกิจที่ชัดเจนโปร่งใสไม่ซ้ำซ้อนตรวจสอบได้ครอบคลุมตลอดวงจรอาหารรวมทั้งมีมาตรการเสริมในการตรวจสอบและติดตามผลการดำเนินงาน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoSubtitle">3. หากต้องการให้อุตสาหกรรมอาหารยังคงเป็นอุตสาหกรรมสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีการพัฒนากระบวนการแปรรูปอาหารให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่คุณค่า(Value Chain)มากขึ้นให้ได้โดยการส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาการปรับปรุงเทคโนโลยีกระบวนการผลิตให้ทันสมัยการพัฒนาสินค้าใหม่และการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์อาหารภายในประเทศ(Local Standard) ให้สอดคล้องกับมาตรฐานโลก(Global Standard) </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoSubtitle">4. ด้านการตลาดและการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันจะต้องสนับสนุนการรวมตัวของผู้ประกอบการโดยการเชื่อมต่อเป็นเครือข่ายเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารในด้านการพัฒนาการผลิตและธุรกิจความรู้เท่าทันสถานการณ์ทางการค้าการเจรจาต่อรองกับธุรกิจคู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อเพิ่มมูลค่าและการส่งออก</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoSubtitle">จากประเด็นกรอบแนวคิดที่สำคัญดังกล่าวกลุ่มผู้ก่อตั้งเครือข่ายได้นำมาจัดทำเป็นยุทธศาสตร์แผนงานและกลยุทธ์เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมซึ่งพบว่าภายใต้ศักยภาพความพร้อมและโอกาสดังกล่าวอุตสาหกรรมอาหารไทยก็ยังมีข้อจำกัดและอุปสรรคต่างๆอยู่มากซึ่งหากรอให้ได้รับการแก้ไขและสนับสนุนจากภาครัฐเพียงลำพังจะไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและอาจทำให้ประเทศสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในอนาคตได้ภาคเอกชนที่เป็นด่านหน้าทางการค้าจะต้องร่วมมือกันและทำงานเชิงรุกเพื่อผลักดันให้ภาครัฐเกิดการขับเคลื่อนสู่การทำงานเชิงบูรณาการศักยภาพของแต่ละหน่วยงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานในปัจจุบันที่มีลักษณะต่างคนต่างทำเนื่องจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องยังมีการดำเนินงานที่ขาดการเชื่อมโยงและการประสานงานระหว่างกันอย่างเพียงพอมีการกำหนดขั้นตอนและวิธีปฏิบัติที่แตกต่างกันโดยอาศัยอำนาจกฎหมาย/ระเบียบที่ตนเองมีอยู่ทำให้ขาดนโยบายและทิศทางร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและครบวงจรหรือเป็นไปในทิศทางเดียวกันดังนั้นกลุ่มผู้ริเริ่มก่อตั้งเครือข่ายฯจึงเห็นควรจัดตั้งเครือข่ายเครือข่ายโซ่อุปทานอาหารภาคเหนือตอนล่าง กลุ่มที่ 1ที่ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐภาคเอกชนองค์กรเอกชนและสถาบันการศึกษาเพื่อร่วมกันจัดตั้งระบบการจัดการโซ่อุปทานอาหารที่มีความเข้มแข็งสร้างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อาหารให้เป็นที่ยอมรับทั้งตลาดภายในและต่างประเทศเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารปลอดภัยที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีตามยุทธศาสตร์ของกลุ่มจังหวัดและจังหวัดพิษณุโลกต่อไป</p><p></p>