เรื่องลุ้นระทึกของป้าเจี๊ยบที่จัดไว้เป็นอันดับ 3 คือ เหตุการณ์ที่ประเทศออสเตรเลียค่ะ
ปี 2547 ป้าเจี๊ยบพาน้องแพรไปเที่ยวที่ควีนสแลนด์ออสเตรเลียค่ะ ไปกับเพื่อนเดินทางอีก 3 คน โดยเพื่อน 2 คนซึ่งเป็นสามีภรรยากันเดินทางด้วยสายการบินไทยไปถึงนครบริสเบนก่อนหน้าเราหนึ่งวัน และจะรออยู่ที่โรงแรมใกล้สนามบิน ส่วนป้าเจี๊ยบ น้องแพร และเพื่อนอีกคน (ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของคู่สามีภรรยา) เดินทางด้วยสายการบินรอยัลบรูไนตามไปทีหลัง
การเดินทางราบรื่นดีค่ะ พบกันเรียบร้อยทุกประการ ไม่เหมือนตอนนัดเจอเพื่อนที่ฝรั่งเศส เราวางแผนการเที่ยวอย่างดี โดยเช่ารถ 1 คันขับขึ้นไปเที่ยว Gold Coast 7 วัน และ Sunshine Coast 7 วันโดยป้าเจี๊ยบทำหน้าที่เป็นพนักงานขับรถแต่เพียงผู้เดียว ตามมติของคณะเดินทาง แม้ว่าเพื่อนทุกคนจะทำใบขับขี่สากลมาเหมือนกัน
ในวันสุดท้าย เที่ยวบินของเพื่อนที่เป็นคู่สามีภรรยาออกเดินทางกลับก่อนเรา 1 วันโดยเครื่องบินจะออกเวลาสามทุ่ม ส่วนเที่ยวบินของป้าเจี๊ยบออกตอนสิบโมงเช้าวันรุ่งขึ้นค่ะ
ดังนั้นหลังจากเช็คอินเข้าที่พักในโรงแรมใกล้สนามบินตอนสี่โมงเย็นแล้ว ป้าเจี๊ยบก็ขับรถพาทุกคนไปสนามบิน เพื่อให้เพื่อนคนที่จะกลับกรุงเทพฯพร้อมป้าเจี๊ยบได้รู้จักเส้นทางค่ะ เพราะป้าเจี๊ยบจะให้เพื่อนคนนี้เป็นคนขับรถไปส่งเพื่อนทั้งสองที่จะกลับตอนค่ำ
ที่ต้องทำอย่างนั้นเพราะป้าเจี๊ยบขับรถคนเดียวตลอดเวลาที่ผ่านมา อยากพักเพื่อเก็บของ เนื่องซื้อหนังสือมามากจนต้องเพิ่มกระเป๋าอีกใบ แล้วนอนหัวค่ำเพื่อตื่นแต่เช้าตรู่นำรถเช่าไปคืน เพราะต้องไปถึงสนามบินแปดโมงเช้าก่อนเวลาเดินทางอย่างน้อย 2 ชั่วโมงตามระเบียบของสายการบิน
ดังนั้นเจ็ดโมงเช้าวันรุ่งขึ้น ก็ยกกระเป๋ามาใส่รถกันค่ะ ป้าเจี๊ยบสังเกตเห็นบังโกลนท้ายยุบเข้าไป เพื่อนทำหน้าเรียบๆบอกว่าเมื่อคืนขับถอยหลังชนถังขยะ บุบนิดหน่อยไม่เป็นไรหรอก รถมีประกันไม่ใช่หรือ
ป้าเจี๊ยบขับรถไปคืนที่บริษัทซึ่งอยู่ใกล้โรงแรม โดยทางบริษัทจะพาไปส่งที่สนามบินให้ฟรีระหว่างทำเอกสารการคืนรถอยู่นั้น พนักงานก็มาตรวจสภาพรถและถ่ายภาพรอยที่ยุบ สักครู่ก็บอกว่า จะต้องจ่ายเงินค่าเสียหาย 3000เหรียญ! อะไรกัน?!
ค่าเช่ารถวันละ 39 เหรียญ 15 วันก็แค่ 585 แต่ค่ารอยบุบ 3000 จะเอาเงินที่ไหนให้..!!!
พนักงานบอกว่ารับเครดิตการ์ดค่ะ แต่วงเงินบัตรของป้าเจี๊ยบมีไม่ถึง คนก่อเรื่องก็ไม่มีทั้งเงินทั้งบัตรเครดิตแถมยังงงว่ารถมีประกันแล้วทำไมยังต้องจ่ายอีก
ตอนเช่ารถกันนั้น ป้าเจี๊ยบไม่ได้อ่านรายละเอียดในเอกสารทั้งหมด ทราบแต่ว่ารถเช่าทุกคันมีประกันแน่ๆ ครั้นทางบริษัทชี้ข้อความที่ปรากฏพร้อมอธิบายรายละเอียดอีกครั้ง จึงเข้าใจ
ข้อความในสัญญาสรุปว่าอย่างนี้ค่ะ
หากเราขับชนกับรถคันอื่น เราไม่ต้องจ่ายอะไรทั้งสิ้น เพราะมีคู่กรณี
แต่การชนโดยไม่มีคู่กรณีนั้น เราต้องเป็นผู้จ่ายค่าซ่อมในวงเงินไม่เกิน 3000 เหรียญ ซึ่งเงินจำนวนนี้จะจ่ายคืนให้เรา หลังจากหักค่าซ่อมจริงไปแล้ว นั่นคือเราจ่ายตามราคาที่ซ่อมจริง
เมื่อไม่มีเงิน 3000 เป็นมัดจำ ทางบริษัทก็ไม่ยอมปล่อยเราไป ป้าเจี๊ยบโอดครวญว่าเราต้องไปเช็คอินที่สนามบินสองโมงเช้า ไม่งั้นตกเครื่องบินแน่ๆ เขาก็ไม่สนใจค่ะ พนักงงานบริษัทถามว่าเรามีใครที่เมืองไทยซึ่งจะจ่ายให้ได้บ้าง
ป้าเจี๊ยบก็บอกชื่อเพื่อนที่กลับไปแล้ว เขาขอเบอร์ติดต่อ สักครู่ก็ส่งโทรศัพท์มาให้ป้าเจี๊ยบพูด เขาติดต่อเพื่อนให้ค่ะ ป้าเจี๊ยบต้องอธิบายให้เพื่อนฟังอีกพักใหญ่ เพราะเพื่อนคนนี้ก็เข้าใจเรื่องประกันรถว่าหากมีประกันแล้วเราไม่ต้องจ่ายอะไร
กว่าจะดำเนินการเรื่องจ่ายมัดจำผ่านเครดิตการ์ดจากเมืองไทยได้ ก็สองโมงครึ่งค่ะ ระหว่างเวลาเหล่านั้น ใจก็พะวงแต่เรื่องไปไม่ทันขึ้นเครื่องบิน นั่งรถไปสนามบินสิบนาทีก็เหมือนสิบชั่วโมง.. มีเวลาเหลือประมาณชั่วโมงเดียวในการออกตั๋วและเช็คอิน ทันแบบหวุดหวิดจริงๆ ค่ะ
ค่าซ่อมจริงๆ หมดไปเท่าไหร่ไม่ทราบค่ะ เพราะเพื่อนเกรงใจบอกว่าขอรับผิดชอบเอง.. จึงไม่เซ้าซี้ถามซ้ำให้เพื่อนช้ำใจ
กลับมาแล้ว ผู้สันทัดกรณีบอกว่า ถ้าเกิดเรื่องแบบนี้อีก ให้หาคู่กรณีซะ ชอบรถคันไหนแถวๆนั้น ก็ถอยชนไปเลย หมดปัญหา...
เพิ่งเช่ารถขับเที่ยวกันจากไมอามี่ไป ดีสนีย์แลนด์ และ ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ 1 อาทิตย์ รถดีมากเลย สะดวกสบาย
หลานสาว และหลานเขยเป็นคนขับตลอดรายการ และเป็นคนเอารถไปคืน 3-4 ชั่วโมงก่อนเครื่องออก
บอกเขาว่าไม่ต้องรีบไปก่อน เพื่อคืนรถก็ได้ เพราะคงแป๊บเดียวมั้ง แต่เขาบอกว่าเผื่อมีปัญหานึกในใจเองว่าคงไม่มีปัญหาหรอก
อ่านบล็อกป้าเจี๊ยบแล้ว ขอบคุณ เลยค่ะ บทเรียนนี้ เอาไว้ใช้ต่อ เพราะคงต้องเช่าอีก ในครั้งหน้า จะได้ช่วย ระวังค่ะ
เพราะเขาบอกว่าที่อเมริกาเขาไม่เคาะ ไม่โป้ว แต่ถอดเปลี่ยนอาหลั่ยเป็นชิ้นๆ ไปเลย แพงแน่นอน ออสเตเรียคงเช่นกัน