ปัญหาของเราอาจไม่ได้อยู่ที่การจัดเรทติ้ง แต่อยู่ที่การนำเสนอรายการที่ไม่สอดคล้องกับช่วงเวลา เช่น ช่วงเย็นถึงค่ำเป็นเวลาของครอบครัวที่จะได้พูดคุยกัน เป็นช่วงที่เด็กๆ เยาวชนกลับถึงบ้าน โทรทัศน์ก็น่าจะมีเสนอรายการที่ส่งเสริมครอบครัวให้มีความอบอุ่น ส่งเสริมสติปัญญาลูกหลานของเรา แต่ตอนนี้กลับเป็นละครน้ำเน่า ตบตี หยาบคาย เหมือนที่เราเห็นและเป็นอยู่ตอนนี้ ปัจจุบันหลายสถานีก็เริ่มปรับเปลี่ยนรายการของตัวเองไปบ้างแล้ว แต่บางสถานีก็ยังไม่สะทกสะท้านกับผลกรรมที่ตนก่อกับสังคมไทย
ผมเคยเขียนติติงผู้มีอำนาจเกี่ยวกับการจัดระดับความเหมาะสมของรายการต่างๆ ที่เสนอผ่านสื่อโทรทัศน์ ว่าการมีเรทติ้ง พร้อมคำแนะนำอย่างเดียวนั้นคงไม่เพียงพอแน่นอน แต่การจัดเรทติ้งรายการต่างๆ ต้องจัดระเบียบช่วงเวลาออกอากาศของรายการต่างๆ ควบคู่ไปด้วย เพราะโทรทัศน์นั้นเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม ต่างจากภาพยนตร์ที่สามารถจำกัดช่วงอายุการเข้าชมได้
ปัญหาของเราอาจไม่ได้อยู่ที่การจัดเรทติ้ง แต่อยู่ที่การนำเสนอรายการที่ไม่สอดคล้องกับช่วงเวลา เช่น ช่วงเย็นถึงค่ำเป็นเวลาของครอบครัวที่จะได้พูดคุยกัน เป็นช่วงที่เด็กๆ เยาวชนกลับถึงบ้าน โทรทัศน์ก็น่าจะมีเสนอรายการที่ส่งเสริมครอบครัวให้มีความอบอุ่น ส่งเสริมสติปัญญาลูกหลานของเรา แต่ตอนนี้กลับเป็นละครน้ำเน่า ตบตี หยาบคาย เหมือนที่เราเห็นและเป็นอยู่ตอนนี้ ปัจจุบันหลายสถานีก็เริ่มปรับเปลี่ยนรายการของตัวเองไปบ้างแล้ว แต่บางสถานีก็ยังไม่สะทกสะท้านกับผลกรรมที่ตนก่อกับสังคมไทย
แต่มีเรื่องที่น่ายินดีครับ ที่คำติติงของผมซึ่งเคยนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องนี้ กำลังมีผู้สนใจแล้ว ซึ่งเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ท่านรองนายกรัฐมนตรี ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ดูจะสนอกสนใจกับปัญหานี้ ถึงกับมีการจัดสัมมนา เรื่อง การจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์ เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ในงานสัมมนาครั้งนี้ มีการเปิดเผยข้อมูลจากการสำรวจของโครงการวิจัยและพัฒนาระบบการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์ ระหว่างวันที่ 28 พ.ค.-3 มิ.ย. ที่ผ่านมา พบว่า ช่วงเวลา 16.00-20.00 น.ของทุกสถานีโทรทัศน์มีรายการประเภท “น” (แนะนำ) ร้อยละ 21.8 และมีแนวโน้มว่ารายการประเภท “น” จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 22.3 ในขณะที่รายการประเภท “ฉ” เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4.5 ดังนั้นจะเห็นว่า ช่วงเวลาดังกล่าวมีรายการที่ไม่เหมาะสมกับกลุ่มผู้ชมค่อนข้างมาก ซึ่งช่วงเวลา 16.00-20.00 น. ควรจะเป็นรายการประเภท “ท” (ทั่วไป) ที่เหมาะสมกับทุกวัยมากกว่า
ในทัศนะผมจึงเห็นว่า การจัดเรทติ้งควรควบคู่ไปกับจัดระเบียบเวลาของแต่ละสถานีโทรทัศน์ด้วย เพราะไม่เช่นนั้น ต่อให้มีการจัดเรทติ้ง ก็ไม่เกิดผลอะไรกับสังคม เพราะรายการต่างๆ ก็ยังออกอากาศตามเวลาที่เคยออกอากาศ เพียงแต่มีป้ายแปะหน้าจอบอกประเภทของรายการเท่านั้น
ผมขอยกมือสนับสนุนนโยบายของท่านรองนายกรัฐมนตรีให้เกิดผลบังคับใช้ให้ได้ภายในคณะรัฐบาลชุดนี้ด้วยเถิด เพราะหากผ่านพ้นช่วงนี้ไปแล้ว คงยากที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริง เพราะการจำกัดเวลาออกอากาศสำหรับรายการแต่ละประเภทนั้น มีผลกระทบต่อรายได้จากโฆษณาของแต่ละรายการด้วย ดังนั้นแต่ละสถานีอาจจะพยายามทำเรทติ้งของตนเองให้สอดคล้องกับเวลาที่ออกอากาศ แต่เนื้อหารายการยังเหมือนเดิม
การจัดเรทติ้งจึงต้องมีคณะกรรมการที่มาจากหลายภาคส่วนร่วมพิจารณา เช่น องค์กรผู้บริโภค นักวิชาการ ผู้ผลิต เป็นต้น เพี่อให้เกิดเกณฑ์ที่เหมาะสมในการพิจารณาเรทติ้ง
ข้อมูลเบื้องต้น
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตัวแทนเครือข่ายครอบครัว เครือข่ายเยาวชน เครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ เครือข่ายเยาวชนสนับสนุนสื่อสร้างสรรค์ มูลนิธิกระจกเงา สถาบันต้นกล้า มูลนิธิเพื่อนหญิง และเด็กนักเรียนจากโรงเรียนละอออุทิศ โรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา ยื่นหนังสือให้กับนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้รัฐบาลเร่งรัดการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์ (เรตติ้ง)
หนังสือดังกล่าวระบุว่า ขอให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการ 4 ข้อ คือ 1.ขอให้มีการคุ้มครองเด็กจากความรุนแรงทางรายการโทรทัศน์ทันทีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก 2.ขอให้นายกรัฐมนตรีประสานสถานีโทรทัศน์ช่องต่าง ๆ ให้มีการดำเนินการในการจัดทำรายการที่มีประโยชน์ต่อเด็ก 3.สั่งกรมประชาสัมพันธ์เร่งดำเนินการตามมติ ครม.อย่างเร่งด่วน และ 4.ส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในคณะกรรมการจัดทำคู่มือ รวมถึงเกิดระบบการตรวจสอบของภาคประชาชนอย่างแท้จริง เช่น ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องคณะทำงานด้านเด็กและสตรี
กลุ่มเครือข่ายฯ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัดการดำเนินการจัดเรตติ้งให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน โดยต้องเคารพเสียงสนับสนุนจากประชาชนกว่าร้อยละ 88 ที่เห็นด้วยกับการจัดเรตติ้ง พร้อมกับไม่ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจบางกลุ่มที่ได้สร้างความเสียหายให้กับสังคมมามากแล้ว จากนั้น ได้มีการแสดงละครใบ้ที่แสดงให้เห็นพฤติกรรมการเสพสื่อที่นำเสนอข่าวรุนแรง หรือภาพยนตร์ที่มีความรุนแรงที่มีการยิงต่อสู้กัน จนเกิดปัญหาเด็กลอกเลียนแบบ
ร่วมกันงดดูทีวีดีกว่า? หวังพึ่งรัฐสงสัยลำบาก?
ตอนนี้เห็นมีการเคลื่อนไหวเรื่องการจัดเรทติ้ง และจัดระเบียบเวลากันหลายองค์กรเลย ก็หวังว่ารัฐบาลคงไม่ใจดำนะครับ ขอสักครั้งเถอะเพื่อลูกหลานของเรา
เราหาทีวี on demand (หรือ DVD ก็ได้) มาจัดรายการให้ลูกหลานดูกันเองดีกว่าหรือเปล่า?