‘ล่าม’ ใช่จะมีความสำคัญเฉพาะด้านการทูตหรือการค้าแม้แต่การรักษาพยาบาลที่หมอและคนไข้เป็นคนต่างเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ และภาษาเช่นในกรณีของคนไข้แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ‘ล่าม’ ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวกลางสื่อสารระหว่างหมอและคนไข้เพื่อให้คนงานที่ด้อยโอกาสเหล่านี้ไม่ต้องทนทุกข์กับโรคภัยอย่างไร้ที่พึ่งนับเป็นอีกหนึ่งในน้ำใจที่มีให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ปัญหาสื่อสาร
อุปสรรคการรักษา
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยมีความจำเป็นต้องจ้างแรงงานต่างด้าวเพื่อให้ทำงานในบางสาขาอาชีพที่คนไทยไม่นิยมเช่น คนงานในเรือประมง คนงานคัดปลา คนงานในโรงงานขนาดเล็ก แรงงานเกษตรหรือคนรับใช้ในบ้าน จึงมีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ลาวกัมพูชา พม่า หรือชนกลุ่มน้อย อย่าง มอญ ไทใหญ่ และกะเหรียงหลั่งไหลเข้ามาแสวงโชคหางานในเมืองไทยซึ่งให้ค่าแรงที่สูงกว่าในประเทศของเขา
จังหวัดในแถบภาคตะวันออกซึ่งมีการทำกิจการประมงเป็นจำนวนมากก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีการจ้างงานแรงงานต่างด้าวอยู่ไม่น้อยเนื่องจากแรงงานเล่านี้มีจุดเด่นในเรื่องของความขยัน อดทนและที่สำคัญอัตราค่าแรงถูก จึงเป็นที่ต้องการของนายจ้างในยามที่พวกเขาแข็งแรงดีก็จะทำงานกันอย่างขันแข็ง เป็นที่ถูกอกถูกใจของนายจ้างแต่ในยามเจ็บป่วยกลับมีปัญหาในการรักษาพยาบาลบางรายประสบอุบัติเหตุแต่ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องบ้างถูกปล่อยปละละเลยจนเกิดโรคแทรกซ้อนถึงขั้นโคม่าและมีไม่น้อยที่ทนโรครุมเร้าไม่ไหวเสียชีวิตไปก็มีแต่ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็คือคนไข้แรงงานต่างด้าวไม่สามารถสื่อสารกับแพทย์-พยาบาลได้ทำให้ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง
ย้อนไปเมื่อ 5 ปีที่แล้วหากบรรดาแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในจังหวัดทางภาคตะวันออกของไทยเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาการจะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลดูจะเป็นสิ่งที่ยากลำบากอย่างยิ่งเนื่องจากความแตกต่างทางภาษาทำให้หมอและคนไข้สื่อสารกันไม่เข้าใจโดยเฉพาะความเจ็บป่วยที่ไม่มีอาการภายนอกให้เห็นอย่างเด่นชัด เช่น ปวดหัว ปวดท้องโรคกระเพาะ โรคมะเร็งซึ่งการวินิจฉัยโรคเบื้องต้นนั้นหมอจะวินิจฉัยจากอาการของคนไข้ซึ่งจะรู้ได้ก็จากคำบอกเล่าของคนไข้เอง
แต่ปัญหาคือคนไข้ไม่สามารถบอกให้หมอเข้าใจได้ว่าเจ็บปวดตรงไหนมีอาการอย่างไรบ้าง ขณะเดียวกันคนไข้ก็ไม่เข้าใจคำสั่งของหมอไม่ว่าจะบอกให้อ้าปากเพื่อวัดไข้ เปลี่ยนเสื้อก่อนเอ็กซเรย์ไม่เข้าใจคำแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานยาและการปฏิบัติตัวต่างๆอีกทั้งไม่สามารถอ่านคำแนะนำหรืออ่านฉลากยาที่เป็นภาษาไทยได้ทำให้การรักษาเป็นเรื่องยากลำบากและปัญหาในการสื่อสารนี่เองที่ทำให้คนไข้ที่เป็นแรงงานต่างด้าวไม่อยากไปพบแพทย์ขณะที่บางคนมองว่าเพราะตนเองเป็นต่างด้าวจึงไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ดีเหมือนคนไข้ทั่วไปจนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่แรงงานต่างด้าวว่า“หมอไม่ยอมรักษา”คนไข้เหล่านี้จึงรักษากันไปตามมีตามเกิดซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการแพร่กระจายโรคมากขึ้นทั้งในหมู่แรงงานต่างด้าวและคนไทยที่อยู่ใกล้เคียง
“ ในแถบภาคตะวันออกมีแรงงานต่างด้าวเยอะอย่างในจังหวัดระยองนี่แรงงานส่วนใหญ่จะเป็นชาวกัมพูชา รองลงมาคือพม่า และลาวโดยจรรยาบรรณแพทย์แล้วถ้าคนไข้เจ็บป่วยมา ไม่ว่าเป็นจะคนไทยหรือต่างด้าวเราให้การดูแลรักษาทุกคน จะปฏิเสธการรักษาไม่ได้ แต่ปัญหาคือสื่อสารกันไม่เข้าใจเพราะเราไม่รู้ภาษาเขมร คนไข้ก็พูดภาษาไทยไม่ได้ ต่างจากกรณีบาดเจ็บจากอุบัติเหตุอย่าง เครื่องจักรตัดแขน หัวแตก รถชน ที่หมอรักษาได้เลยเพราะเห็นบาดแผลชัดเจนหมอเองก็เกร็งกลัวจะวินิจฉัยโรคผิด ไม่รู้จะรักษาให้ยังไง ” นพ.นฤทธิ์ อ้นพร้อมผู้อำนวยการโรงพยาบาลจังหวัดระยองพูดถึงปัญหาในการดูแลรักษาคนไข้ต่างด้าวเมื่อ 4-5 ปีก่อน
จุดเริ่มของล่ามอาสา
จากปัญหาดังกล่าวจึงเกิดโครงการอาสาสมัคร‘ล่ามแรงงานต่างด้าว’ซึ่งทางศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ (CAR) สำนักงานภาคตะวันออกภายใต้การสนับสนุนของGlobal Fundได้เปิดรับสมัครแรงงานต่างชาติที่สามารถพูดภาษาไทยได้เพื่อมาช่วยเป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวกับหมอ-พยาบาลซึ่งเป็นคนไทยโดยทำงานประสานกับโรงพยาบาลในแถบภาคตะวันออกซึ่งทำให้การดูแลคนไข้เป็นเรื่องง่ายขึ้น
สุทธิชัย ฤกษ์ยามดีเจ้าหน้าที่ของศูนย์ CARหนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรงที่ผลักดันให้เกิด ‘ล่ามแรงงานต่างด้าว’ เล่าว่า
“ โครงการนี้เริ่มขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้วจากการที่เจ้าหน้าที่ของ CAR ลงมาทำโครงการรณรงค์ต่อต้านการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในหมู่แรงงานต่างด้าวที่อยู่ในแถบภาคตะวันออกแต่กลับพบปัญหาว่าการรณรงค์เรื่องเอดส์รวมถึงการดูแลรักษาโรคที่เป็นผลพวงจากภูมิคุ้มกันบกพร่องนั้นเป็นเรื่องยากเพราะอุปสรรคในเรื่องภาษาที่แตกต่างกันทาง CAR คิดว่าน่าจะมีล่ามที่รู้ทั้งภาษาไทยและภาษาของประเทศเพื่อนบ้านมาช่วยเป็นสื่อกลางในเรื่องนี้
เราจึงเปิดรับอาสาสมัครที่เป็นคนงานต่างชาติเข้ามาช่วยงานและประสานทำความเข้าใจกับโรงพยาบาลในแถบภาคตะวันออกถึงความจำเป็นตรงนี้ซึ่งหลังจากพยายามอยู่พักหนึ่งทางโรงพยาบาลก็เข้าใจและหันมาให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่อนุญาตให้ล่ามอาสาเข้าไปดูแลคนไข้ในโรงพยาบาล ตั้งแต่ส่งตัวคนไข้เป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างหมอกับคนไข้ ตั้งแต่ การซักประวัติ สอบถามอาการป่วยจนถึงข้อแนะนำในการรับประทานยาและการปฏิบัติตัวของคนไข้บางทีก็เขียนใบคำแนะนำในกินและใช้ยาเป็นภาษาเขมรให้ด้วยซึ่งการทำงานตรงนี้ช่วยให้ปัญหาด้านสุขภาพของคนงานต่างด้าวลดลงอย่างเห็นได้ชัด”
ทุ่มเทกายใจ
อาสาสมัครล่ามแรงงานต่างด้าวเป็นที่พึ่งหนึ่งซึ่งช่วยให้แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยได้รับการดูแลที่ดีขึ้นนอกจากพวกเขาจะเป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างหมอและคนไข้แล้วยังทำหน้าที่พาคนไข้ไปยังโรงพยาบาล และให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ เช่น การฝากครรภ์การคุมกำเนิด และการป้องกันโรครวมทั้งช่วยเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลในส่วนที่นายจ้างต้องรับผิดชอบด้วย
แต่เนื่องจากงบประมาณที่มีจำกัดทำให้ขณะนี้มีล่ามแรงงานอาสาในแถบภาคตะวันออกที่เป็นเจ้าหน้าที่ของ CAR เพียง 7 คนเท่านั้น โดยมีทั้งล่ามที่เป็นชาวกัมพูชา และพม่า
วี หืดสาวชาวกัมพูชาล่ามอาสาสมัครคนแรกของภาคตะวันออกบอกเล่าถึงการทำงานของเธอด้วยความภาคภูมิใจ ว่า
“ พี่ประจำอยู่ที่จังหวัดระยองมาเป็นอาสาสมัครตรงนี้ก็ได้เงินเดือนไม่เยอะ แค่ 5-6 พันบาทแต่ภูมิใจนะเพราะได้ช่วยเพื่อนคนงานเขมรด้วยกันก็ช่วยดูทั้งผู้ป่วยที่ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล และลงไปหาผู้ป่วยในพื้นที่ด้วยบางคนเขาไม่สบายแต่ไม่รู้ว่าจะไปโรงพยาบาลยังไง ต้องติดต่อตรงไหนอย่างคนท้องนี่เราช่วยแนะนำตั้งแต่ฝากครรภ์เลยคือเมื่อก่อนเขาไม่กล้าไปโรงพยาบาลเพราะพูดกันไม่รู้เรื่องก็จะอาศัยคนเฒ่าคนแก่เป็นหมอตำแยทำคลอดให้ก็เกิดปัญหาการติดเชื้อที่สายสะดือ บางรายเป็นบาดทะยักตายทั้งแม่ทั้งลูกเห็นแล้วก็เศร้านะ บางคนไม่กล้าไปหาหมอเพราะหลบหนีเข้าเมืองมากลัวหมอแจ้งตำรวจมาจับ เราก็อธิบายว่าให้ไปรักษาก่อน หายแล้วค่อยว่ากันถ้าปล่อยไว้อย่างนี้มีแต่ตายกับตายเท่านั้น”
ทั้งนี้ปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายซึ่งไม่ได้ไปขึ้นทะเบียนแรงงานเพราะคนกลุ่มนี้จะไม่มีเงินประกันสุขภาพเหมือนกับผู้ที่ขึ้นทะเบียนซึ่งจะได้รับการตรวจสุขภาพ ทำประวัติ และทำประกันสุขภาพ โดยเสียค่าตรวจสุขภาพ 600 บาท และค่าประกันสุขภาพ 1,300 บาทซึ่งเป็นการทำประกันในลักษณะที่คล้ายกับการทำประกันสังคมของพนักงานที่เป็นคนไทยและเมื่อเจ็บป่วยก็สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลที่ระบุไว้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ซึ่งจากการสำรวจพบว่าปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยถึง 2 ล้านคน แต่ในจำนวนนี้เป็นแรงงานที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกกฎหมายเพียง 6 แสนคนเท่านั้น
เพ็งลึมเสียวอดีตลูกเรือประมงชาวกัมพูชาซึ่งทำงานเป็นล่ามอาสาสมัครประจำจังหวัดชลบุรี มากว่า 3 ปีพูดถึงปัญหาที่เขามักพบเจอว่า
“ ถ้าเป็นแรงงานที่ผิดกฎหมาย นายจ้างส่วนใหญ่จะไม่ดูแลเลย เพราะกลัวเสียเงินค่ารักษาแล้วก็กลัวความผิดด้วยแต่ถ้าเป็นแรงงานที่ขึ้นทะเบียนและทำประกันสุขภาพนี่นายจ้างแค่พามาส่งโรงพยาบาลอย่างเดียวโรงพยาบาลดูแลให้หมด ตัวแรงงานเองก็กลัวเหมือนกันคือแค่ออกมาเดินก็กลัวตำรวจจับแล้ว เวลาเจ็บป่วยเลยได้แต่ซื้อยามากินเจออยู่รายหนึ่งน่าสงสารมาก เป็นฝีกลางลำตัวขนาดใหญ่มาก เกือบจะทะลุถึงหลังอยู่แล้วผมกับเจ้าหน้าที่ของ CAR ก็ช่วยกันพาไปโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลก็ดีใจหายช่วยกันดูแลดีมากๆ”
ขยายความร่วมมือ
โครงการล่ามแรงงานต่างด้าวดูจะเป็นการจุดประกายความคิดที่ทำให้เกิดโครงการดีๆตามมาปัจจุบันไม่ได้มีเพียงล่ามอาสาของ CAR แค่ 7 คนเท่านั้นแต่ยังมีแรงงานต่างด้าวอาสาอีกนับร้อยคนที่สมัครใจเป็นล่ามโดยไม่รับค่าตอบแทนใดๆโดยคนกลุ่มนี้จะทำหน้าที่ให้คำแนะนำเรื่องการดูแลสุขภาพและการป้องกันโรคต่างๆ เช่นแนะนำการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวี แนะนำให้แม่พาลูกไปฉีดวัคซีนป้องกันโรครวมทั้งแนะนำการคุมกำเนิด
ด้านสมศักดิ์ เวียงย่างกุ้งผู้จัดการศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ (CAR) ประจำสำนักงานภาคตะวันออกให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า
“ จากคุณภาพในการรักษาพยาบาลที่ดีขึ้น การแพร่ระบาดของโรคลดลงทำให้เราได้รับความร่วมมือทั้งจากตัวแรงงานเอง นายจ้าง โรงพยาบาล สาธารณสุขจังหวัดรวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย มีการทำโครงการในพื้นที่ร่วมกัน เช่นโครงการคลินิกเคลื่อนที่ซึ่งเป็นการลงไปตรวจสุขภาพและให้การรักษาแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในชุมชนต่างๆ ตลอด 5 ปีที่เราทุ่มเทมาถือว่าคุ้มค่า หายเหนื่อยที่สำคัญต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่ตั้งใจช่วยกันจริงๆ”
นอกจากนั้นในส่วนของโรงพยาบาลในแถบภาคตะวันออกต่างก็มีโครงการล่ามแรงงาน ที่เรียกว่า ‘พนักงานสาธารณสุขแรงงานต่างด้าว’หรือพสต.ซึ่งเป็นล่ามคนไทยที่สามารถพูดภาษาของประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาเป็นแรงงานในไทยได้โดยเจ้าหน้าที่เหล่านี้มีหน้าที่ช่วยดูแลและให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยที่เป็นแรงงานต่างด้าวในลักษณะเดียวกับล่ามแรงงานต่างด้าวอาสาซึ่งทำให้คนไข้ที่เป็นต่างด้าวได้รับการดูแลรักษาที่ดีขึ้น
ธิดารัตน์ สุวรรณหัวหน้าฝ่ายสวัสดิการสังคมประจำโรงพยาบาลจังหวัดระยองหน่วยงานหลักที่ให้การดูแลช่วยเหลือคนไข้ที่เป็นแรงงานต่างด้าวกล่าวว่า
“ ในส่วนของโรงพยาบาลจังหวัดระยองเรามีพนักงานสาธารณสุขแรงงานต่างด้าวมา 2 ปีแล้ว ตอนนี้มีอยู่ 3 คนจบปริญญาตรีทั้งหมด โดยเป็นล่ามที่สามารถพูดภาษากัมพูชาได้ 2 คนและจบเอกภาษาพม่าอีก 1 คน ปกติเราจะช่วยเหลือคนไข้ทุกคนสุดอย่างความสามารถโดยไม่ได้มองว่าเขาเป็นคนไทยหรือต่างด้าวเพราะหากแรงงานต่างด้าวมีปัญหาโรคระบาดก็จะแพร่มาถึงคนไทยด้วยเราจึงต้องดูแลเรื่องการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง บางรายไม่มีเงินเราก็ต้องรักษาให้เพราะมัน
'ล่าม' แรงงานข้ามชาติหนึ่งน้ำใจช่วยผู้ป่วยข้ามชาติ
‘ล่าม’ ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวกลางสื่อสารระหว่างหมอและคนไข้
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ขจิต ฝอยทอง · 22 มิ.ย. 2550
คนเดินทาง · 22 มิ.ย. 2550
นพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์ · 22 มิ.ย. 2550
โรงเรียนเทศบาล 4 (เพาะชำ) · 22 มิ.ย. 2550
Sorana Namwong · 22 มิ.ย. 2550
paew · 22 มิ.ย. 2550
negtawan · 22 มิ.ย. 2550