|
|
|
กระบะนิสสันความจริงแล้ว
ณ เวลาเริ่มต้นนั้นไม่ได้ชื่อนิสสัน
แต่เป็นชื่ออะไรนั้นต้องย้อนหลังกลับไปประมาณ
40
กว่าปีที่แล้ว เมื่อ เจ้าสัวถาวร พรประภา ผู้ก่อตั้งบริษัท
สยามกลการ จำกัด ผู้ค้ารถยนต์เล็กๆ ในสมัยนั้น
ได้นำเข้ารถกระบะเพื่อการพานิชย์คันแรกเข้าสู่ประเทศไทย
ภายใต้ชื่อยี่ห้อ "ดัทสัน"
นับเป็นการเริ่มต้นจุดประกายของตลาดกระบะที่ในปัจจุบันครองส่วนแบ่งกว่า
60% ของตลาดรถยนต์รวมในบ้านเรา มาดูกันว่านิสสัน
เริ่มต้นตำนานนี้กันอย่างไร
|
ดัทสันบลูเบิร์ด
กระบะ (320)
ต้นตำนานกระบะในเมืองไทย
นี่คือรถกระบะของสยามกลการรุ่นแรกถือกำเนิดขึ้นในช่วงประมาณ
ปี 2507
โดยสมัยนั้นใช้ชื่อยี่ห้อ ดัทสัน ทำตลาดอยู่
สำหรับรถกระบะดัทสันรุ่นนี้น้อยคนนักจะเคยเห็น
เนื่องจากกระบะคันแรกที่ถูกนำเข้ามาจำหน่ายนั้นมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับรถเก๋งนิสสัน
บลูเบิร์ดในยุคสมัยนั้นมาก
ยิ่งถ้าเห็นเฉพาะด้านหน้าจะนึกว่าเป็นเก๋งซะมากกว่า
ด้วยรูปทรงกลมมนๆ มีไฟหน้าข้างละดวง
กระจังหน้าอลูมิเนียมขนาดใหญ่แบบบานเกร็ดมีแนวสันตรงกลาง
ติดตั้งไฟหรี่ที่ส่วนปลายของกระจัง กันชนหน้าเป็นอลูมิเนียม
บนฝากระโปรง ติดตั้งโลโก้ดัทสันสแตนเลทแบบกลม
ฝากระโปรงหน้างุ้มเล็กน้อยรับกับบังโกลนหน้า
ประตูมีที่เปิดอลูมิเนียมพร้อมกระจกหูช้าง(กระจกมองหลัง)
กระบะท้ายกลมกลืนกับตัวรถ
(แต่ในรูปเจ้าของดัดแปลงเอากระบะรุ่นช้างเหยียบมาใส่)
ภายในห้องโดยสารแทบจะไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเลย
โดยมีเพียงเบาะนั่งแบบยาว พวงมาลัยเหล็ก 2
ก้านหุ้มหนังเทียม แผงหน้าปัดแบบง่ายๆ มีมาตรวัด 2
ช่องไม่มีวัดรอบ ใช้ระบบเกียร์มือ
ปุ่มเปิดไฟหน้าและที่ปัดน้ำฝนเป็นแบบดึงปุ่ม
สอบถามจากเจ้าของรถดัทสันรุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์เบนซิน
800 ซีซี ไม่ทราบแรงม้า วิ่งได้ราวๆ 50-60 กม./ชม.
โดยช่วงล่างเป็นแบบแหนบและคานแข็ง
|
ดัทสัน
1300
(520) เจนเนอเรชั่นที่ 2 ของกระบะไทย
สำหรับโมเดล
1300 ออกมาจำหน่ายด้วยกันหลายรุ่น ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน
1300 ซีซี. และ 1500 ซีซี.
และตัวถังแบบช่วงสั้นกับช่วงยาว โดยใช้รหัสตัวถังเดียวกันคือ
แอล520 ก่อนจะขยับไมเนอร์เชนจ์ไปเป็นรหัส 521
ในช่วงหลัง
เรื่องราวของรถกระบะดัทสันในช่วงแรกๆ
นั้นผู้ใช้รถต่างให้ความนิยมกันอย่างมากเนื่องจากเป็นที่ให้ความคุ้มค่า
ใช้งานได้หลายรูปแบบ โดยเฉพาะเรื่องของการบรรทุก
ซึ่งสอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่และอาชีพของคนไทยที่จำเป็นต้องใช้พาหนะบรรทุกของหรือสินค้าได้ครั้งละมากๆ
รวมถึงต้องเดินทางอย่างรวดเร็วได้อีกด้วย
ดัทสัน
แอล520
1300ซีซี.
รุ่นแรกเป็นรถนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น
มีรูปลักษณ์เป็นแบบกระบะตอนเดียว 2 ที่นั่ง
มีไฟหน้าทรงกลมแบบตาเดียวข้างละดวงกันชนหน้าเป็นโลหะชุบอลูมิเนียม
ไฟเลี้ยวติดตั้งที่บังโกลนหน้าเหนือกันชน
ด้านข้างกลมกลืนตั้งแต่หน้าจรดท้าย ที่เปิดประตูอลูมิเนียม
พร้อมหูช้างที่ประตู กระบะท้ายติดตั้งไฟเบรกดวงเล็กๆ ในแนวนอน
พร้อมที่ปิดล็อกมุมขอบทั้งสองข้างของฝากระบะ
|
ภายในเรียบง่ายเหมือนเดิม
เบาะนั่งเป็นแบบ Long Bed
พวงมาลัยแบบ 2
ก้านมีลิ้นชักเก็บของและกุญแจสตาร์ทอยู่ที่คอนโซลหน้า
แผงหน้าปัดมีมาตรวัดความเร็วแสดงตัวเลขสูงสุดถึง 140
กม./ชม. นับว่าสูงมากสำหรับรถยนต์ในสมัยนั้น
ระบบเกียร์เป็นแบบเกียร์มือเดินหน้า
3 จังหวะ และถอยหลัง 1 จังหวะ
ระบบช่วงล่างเป็นแบบแหนบและคานแข็ง ซึ่งจะใช้ประโยชน์ในการบรรทุกได้ดี
ระบบเบรกเป็นแบบดรัมเบรกทั้งด้านหน้าและหลัง
ขณะที่ล้อเป็นกระทะเหล็กพร้อมยางขนาด 13 นิ้ว
ขับเคลื่อนล้อหลัง
ดัทสัน
1300
ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1,299 ซีซี แบบ 4
สูบ กำลังสูงสุด 62 แรงม้าที่ 5000
รอบ/นาที แรงบิด 9.7 กก.ม.ที่ 2800
รอบ/นาที จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์ ถังน้ำมันขนาด
45 ลิตร น้ำหนักของรถช่วงสั้น 988
กก. ส่วนรถช่วงยาว 998
กก.
|
ซึ่งต่อมาได้มีการปรับโฉมเล็กน้อย
โดยเปลี่ยนมาใช้ไฟหน้าแบบคู่ ข้างละ 2 ดวง
พร้อมกับเริ่มต้นการเป็นรถประกอบในประเทศ ซึ่งมีกำลังผลิต 96
คันในปีแรกที่เริ่มผลิต
อย่างไรก็ตาม ดัทสัน
ก็เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์อีกครั้งในช่วงปลายอายุโมเดล
พร้อมกับการเปลี่ยนรหัสชื่อรุ่นเป็น 521
โดยเปลี่ยนลายกระจังหน้าและเพิ่มไฟหน้าให้เป็นแบบตาคู่
เพิ่มไฟหรี่และไฟเลี้ยวที่เหนือกันชน ติดตั้งสัญลักษณ์
“ดัทสัน 1300” ที่ข้างบังโกลนหน้า
ประตูขึ้นรูปมีกระจกหน้าต่างและหูช้าง ฝาท้ายมีตัวอักษร DATSUN
และยังคงใช้เครื่องยนต์ 62
แรงม้าตัวเดิม
สำหรับราคาจำหน่ายของเจ้ารุ่น
1300
ซีซี. นั้นเริ่มต้นที่ 30,000-90,000 บาท
โดยมีอายุโมเดลประมาณ 8
ปีก่อนยุติการจำหน่ายไปเมื่อราวปี
2515
|
|
|
ดัทสัน
แอล620
ต้นตำนานกระบะช้างเหยียบ
กระบะดัทสันรุ่นต่อมาเริ่มต้นจำหน่ายเมื่อปี
2515 ใช้รหัสตัวถัง แอล620
หรือที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในชื่อ
รุ่นช้างเหยียบ
นอกจากจะใช้เครื่องยนต์
เบนซิน 1300
ซีซี แล้วยังมีรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1500 ซีซี
เพิ่มขึ้นมาจากรุ่นเดิม
กระบะรุ่นนี้นับเป็นรุ่นที่สร้างชื่อเสียงให้กับกระบะดัทสันเป็นอย่างมาก
เพราะเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใช้รถกระบะอย่างกว้างขวาง
จากรูปทรงของตัวรถที่ดูแข็งแรงและสวยงาม(ในยุคสมัยนั้น)
ตัวรถโค้งมนตลอดคัน ไฟหน้าเป็นแบบกลมข้างละ 2 ดวง
อยู่บนกระจังหน้าแบบตารางตรงกลางยื่นออกมาเป็นมุมแหลมตามแนวกันชนและฝากระโปรงหน้า
ปะยี่ห้อดัทสันที่กระจังหน้า
ด้านข้างมีไฟเลี้ยวและโลโก้ดัทสันที่บังโกลนหน้า
ไฟท้ายเป็นแนวนอนใต้ฝาท้ายในรุ่นแรก
ต่อมาออกแบบเป็นแนวตั้งที่มุมท้ายกระบะ
มีที่ล็อคฝาท้ายที่ขอบกระบะ
|
ส่วนภายในห้องโดยสารเรียบง่าย
ไม่มีแอร์ เบาะนั่งเป็นแบบยาวแถวเดียว
พร้อมกระจกหูช้างแบบเปิดรับลมได้ พวงมาลัยธรรมดาไม่มีพาวเวอร์
ช่วงล่างยังเป็นแหนบและคานแข็ง ใช้ล้อกระทะเหล็กขนาด 13
นิ้ว
ระบบเบรกเป็นแบบดรัมเบรกทั้งหน้าและหลัง
เครื่องยนต์
4
สูบขนาด 1300 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 65
แรงม้า(เพิ่มจากรุ่นเดิม 3 แรงม้า)
ส่วนรุ่น 1500 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 74
แรงม้า ที่ 5000 รอบ/นาที
ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ
จ่ายน้ำมันด้วยคาร์บูเรเตอร์ ตัวเครื่องจุน้ำมันเครื่อง
3.8
ลิตร น้ำมันเกียร์
2
ลิตร น้ำหล่อเย็น
6
ลิตร ถังน้ำมันจุ
45
ลิตร น้ำหนักของรถช่วงสั้น
988
กก. ส่วนช่วงยาวหนัก 998 กก.
โดยรุ่น
1500
ซีซี ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 105000 บาท
ก่อนสิ้นสุดการจำหน่ายไปเมื่อราวปี 2520
รวมยอดการจำหน่ายทุกรุ่นประมาณ 20,691
คัน
หลังจากนั้นดัทสันก็ได้เปลี่ยน
รหัสตัวถังของเจ้าช้างเหยียบเป็น อาร์620
พร้อมทั้งพัฒนาเครื่องยนต์ตัวใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยยังคงรูปแบบ
รถกระบะตอนเดียว ที่เน้นการบรรทุกเป็นหลัก
ทว่าพิเศษสุดของรุ่นนี้และถือเป็นรถกระบะรุ่นแรกที่ดัทสัน
ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ (แอร์) ให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
ส่วนเบาะนั่งยังคงเป็นแบบยาวแถวเดียวเช่นเดิม
เครื่องยนต์ใหม่ขนาด
2200
ซีซี ใช้เชื้อเพลิง ดีเซล แบบ 4 สูบ
โอเวอร์เฮดวาล์ว ให้กำลังสูงสุด 62 แรงม้าที่
4000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 4
จังหวะ
สิ้นสุดการจำหน่ายไปเมื่อราวปี 2522
โดยจำหน่ายในราคาประมาณ 106,500-128,000 บาท
รวมยอดจำหน่ายทั้งสิ้นประมาณ 26,136 คัน
|
ดัทสัน
โปรเฟสชั่นแนล-ดี/นิสสัน
โปรเฟสชั่นแนล-ไฟว์
หลังจากที่รุ่นช้างเหยียบได้สร้างชื่อเอาไว้อย่างมาก
ดัทสัน (โดยสยามกลการ) จึงได้พัฒนารถกระบะรุ่นใหม่ขึ้นในชื่อ
โปรเฟสชั่นแนล-ดี ภายใต้รหัส
เอสจี720
(SG720)
แบบขับเคลื่อนล้อหลัง ซึ่งมีเครื่องยนต์ให้เลือกคบหาถึง 4
ขนาด ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1600
ซีซี. (รหัสJ16), 1800 ซีซี.,
เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2200 ซีซี. (รหัส
SD22) และ 2300 ซีซี. (รหัสSD23)
รูปลักษณ์ภายนอกของดัทสันโปรเฟสชั่นแนล-ดี
พัฒนามาจากรุ่นช้างเหยียบโดยเพิ่มเหลี่ยมมุมของตัวรถมากขึ้น
ไฟหน้าเป็นบบสี่เหลี่ยมข้างละ 2 ดวง
กระจังหน้าชุบโครเมี่ยมแบบตะแกรงติดตัวอักษร
DATSUN ตรงกลาง
กันชนหน้าเป็นเหล็กขึ้นรูปพ่นสีดำ
รูปทรงด้านข้างกลมกลืนทันสมัยมากขึ้น ฝากระบะท้ายมีอักษร
DATSUN
และสติ๊กเกอร์คำว่าดีเซลชัดเจน
ภายในตกแต่งสไตล์รถเก๋ง
เพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากขึ้น พวงมาลัยแบบ 2 ก้าน
แผงหน้าปัดออกแบบให้มีมาตรวัดครบถ้วน พร้อมไฟเตือนต่างๆ
เบาะนั่งแบบยาวมีหมอนพิงศรีษะ
และแผงข้างประตูขึ้นรูปสวยงาม
รายละเอียดของเครื่องยนต์ทั้ง
4
ขนาด เบนซิน 1600 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 80
แรงม้าที่ 5200 รอบ/นาที
เป็นกระบะช่วงสั้นน้ำหนัก 988 กก.
ส่วนรุ่น 1800 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 85
แรงม้าที่ 5200 รอบ/นาที เป็นกระบะช่วงยาว
น้ำหนัก 998 กก. ทั้ง 2
รุ่นจ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์
ขณะที่เครื่องยนต์ดีเซลเป็นแบบ 4 สูบ
โอเวอร์เฮดวาล์วขนาด 2200 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 65
แรงม้า ที่ 4000 รอบ/นาที และรุ่น 2300
ซีซี ให้กำลังสูงสุด 77 แรงม้า ที่ 4300
รอบ/นาที
|
ดัทสันปรับโฉมภายนอกโปรเฟสชั่นแนล-ดี
อีกหลายครั้งและมีการเพิ่มรุ่นดับเบิลแค็ปออกจำหน่ายในปี
2524 โดยรุ่น
2200
ซีซี สิ้นสุดการจำหน่ายไปราวต้นปี 2525
ส่วนรุ่น 2300 ซีซี
ยังคงจำหน่ายอยู่ จนกระทั่งบริษัทฯ
ได้เปลี่ยนโลโก้ใหม่จาก “ดัทสัน”
เป็น “นิสสัน”
เฉกเช่นในปัจจุบัน
หลังจากเปลี่ยนยี่ห้อจากดัทสันเป็นนิสสันแล้ว
นิสสันก็จับเอาเจ้าโปรเฟสชั่นแนล-ดี มาปรับรูปโฉมภายนอก
และเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายใน
พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อรุ่นเป็น โปรเฟสชั่นแนล-ไฟว์
ซึ่งถือเป็นรถกระบะรุ่นแรกภายใต้แบรนด์นิสสันในเมืองไทย
โดยที่เครื่องยนต์ยังคงมีทั้งแบบดีเซล
รหัส SD23
ขนาด 2300 ซีซี. 77 แรงม้า เท่าเดิม
และเบนซินขนาด 1800 ซีซี. ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่
150,000
-185,000 บาท
ทั้งดัทสันและนิสสัน
โปรเฟสชั่นแนลทุกเวอร์ชั่น มียอดการจำหน่ายรวมประมาณ
93,000
คันก่อนที่จะสิ้นสุดการจำหน่ายไปราวปี 2528
พร้อมกับการมาของ “นิสสัน
บิ๊กเอ็ม”
|
บิ๊กเอ็ม
(Big
MONEY)
กระบะทำเงินของคนทำงาน
หลังสิ้นสุดการจำหน่ายกระบะรุ่น
โปรเฟสชั่นแนลไฟว์
แล้วก็เข้าสู่ยุคของ “บิ๊กเอ็ม”
กระบะคู่บารมีของค่ายนิสสัน
ซึ่งเปิดตัวออกสู่ตลาดอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี
2529
|
|
นิสสัน
บิ๊กเอ็ม โฉมแรกของรหัส D21
|
|
นิสสัน
บิ๊กเอ็มคันแรกถูกผลิตขึ้นที่ศูนย์อุตสาหกรรมรถยนต์สยามกลการ
ถ.บางนา-ตราด กม.ที่ 21 ภายใต้รหัสตัวถัง
D21
ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูแข็งแกร่งสมกับเป็นรถกระบะมากขึ้น
ไฟหน้าสี่เหลี่ยมข้างละดวงกลมกลืนกับกระจังหน้าที่มีลักษณะเป็นช่องเล็กๆ
ต่อกัน 3 ช่องซ้อนกัน 2 แถว
มีโลโก้นิสสันภาษาอังกฤษติดอยู่ตรงกลาง
ไฟหรี่และไฟเลี้ยวอยู่ตรงมุมสุดซ้าย/ขวา กันชนหน้าขนาดใหญ่ขึ้น
บังโกลนหน้าเป็นเหลี่ยมรับกับประตูและกระบะท้าย
ฝาท้ายมีตัวอักษร “Nissan” อยู่เช่นกัน
ไฟท้ายเป็นแนวตั้ง
ส่วนภายใน
ห้องโดยสารถูกขยายให้กว้างขึ้นแต่ยังคงเป็นแบบเบาะนั่งแถวเดียวยาวหุ้มด้วยหนังเทียม
แผงหน้าปัดขนาดใหญ่เพิ่มมาตรวัดรอบ พร้อมแอร์ติดตั้งจากโรงงาน
กระจกมองข้างทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ติดตั้งที่มุมกระจกประตู
|
|
นิสสัน
บิ๊กเอ็ม โฉมที่ 2
(ไมเนอร์เชนจ์ครั้งแรก)
|
|
สำหรับเครื่องยนต์ในรุ่นแรกใช้รหัส
SD25
เป็นเครื่องยนต์แบบดีเซล 4 สูบ
โอเวอร์เฮดวาล์วประมาตรกระบอกสูบ 2,488 ซีซี.
กำลังสูงสุด 77
แรงม้าที่ 4000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 16.5
กก.ม. ที่ 2000 รอบ/นาที
ระบบฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงแบบปั๊ม VE
ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด
ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระปีกนกคานบิด และหลังเป็นแบบเพลาแข็ง แหนบ
ระบบเบรก หน้า- ดิสก์ หลัง- ดรัม ล้อกระทะเหล็กขนาด 14
นิ้ว
บิ๊กเอ็มรุ่นแรกนี้ออกจำหน่ายพร้อมกันทั้งรุ่นกระบะช่วงสั้น(4,455
มิลลิเมตร)และช่วงยาว(4,845
มิลลิเมตร)
ด้วยราคาประมาณ 199,000
ถึง 260,000 บาท
|
|
นิสสัน
บิ๊กเอ็ม ในรูปแบบคิงแค็บตัวแรก
ซึ่งไม่ได้รับความนิยมเพราะแค็บมีขนาดเล็กเกินไป
|
|
หลังจากนั้นในปี
2530 ได้เพิ่มเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 2,000 ซีซี
รหัส Z20
กำลังสูงสุด 100 แรงม้า
พร้อมกับไมเนอร์เชนจ์โดยเพิ่มเกรด DX
และ GL (สีทูโทน)
เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้ลูกค้า
ต่อมาประมาณต้นปี
2531 บิ๊กเอ็มได้รับการเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่จากรหัส
SD25 มาเป็น TD25
เครื่องแบบสเวิลแชมเบอร์ 2500 ซีซี.
กำลังสูงสุด 85
แรงม้า และในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2532
นิสสันได้นำบิ๊กเอ็ม รุ่น คิงแค็บ
(King
Cab)
ออกจำหน่ายเป็นครั้งแรก
|
ถัดมาในปี
2533ก็เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่อีกครั้งเป็นเครื่องรหัส
BD25
พร้อมกับการพ่วงท้ายชื่อรุ่นเป็น “บิ๊กเอ็ม
BDI”
และปรับโฉมภายนอกอีกเล็กน้อย
ซึ่งเครื่องยนต์
BD25 นั้นเป็นแบบดีเซล 4 สูบ แถวเรียง
ไดเร็กอินเจ็กชั่น โอเวอร์เฮดวาล์ว ปริมาตรกระบอกสูบ 2,494
ซีซี. กำลังสูงสุด 90
แรงม้าที่ 4000 รอบ/นาที
โดยเป็นเครื่องยนต์ที่มีกำลังสูงที่สุดของตลาดรถกระบะในเวลานั้น
ใช้ระบบคลัทซ์แห้งแผ่นเดียว สปริงกดคลัทช์แบบไดอะแฟรม
ทำงานด้วยไฮดรอลิค
ในโมเดลนี้ระบบกันสะเทือนหน้าถูกเปลี่ยนเป็นแบบอิสระปีกนกคู่
ทอร์ชั่นบาร์พร้อมโช้คอัพ และเหล็กกันโคลง
และหลังเป็นแบบเพลาแข็งพร้อมแหนบและโช้คอัพ ส่วนระบบเบรก
หน้าเป็นดิสก์เบรกแบบมีรูระบายความร้อน
และหลังแบบดรัมเบรกปรับผ้าเบรกอัตโนมัติ
และติดตั้งวาล์วปรับแรงดันน้ำมันเบรก ใช้ล้อกระทะเหล็กในรุ่น
DX และล้อแม็กซ์ในรุ่น GL ขนาด 14
นิ้ว
|
|
นี่ก็นิสสัน
บิ๊กเอ็ม บีดีไอ
ตัวไมเนอร์เชนจ์(ครั้งที่เท่าไหร่ไม่ทราบจริงๆ)
|
|
|
ข้อมูล.................สุดยอด