เมื่อมานึกย้อนอีกครั้งภาพของผู้คนที่นั่นจริงๆแล้วก็อาจจะเป็นเหมือนที่เขาตอบ เพราะที่นั่นคือดินแดนที่คนภายนอกไม่อาจก้าวล่วงเข้าไปหรือรับรู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้นหากไม่ได้บัตรผ่านเข้า-ออก (Camp pass)จากกระทรวงมหาดไทย เจ้าภาพหลักที่ดูแลอยู่

ที่ทางของความยุติธรรม...ตาก

สัปดาห์ถัดมา (28 พ.ย.-1 ธ.ค.49) เรามุ่งหน้าสู่จังหวัดตากปลายทาง คือพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยจากการสู้รบบ้านแม่หละ อยู่ในเขตรับผิดชอบของอำเภอท่าสองยาง  จังหวัดตาก ผู้หนีภัยฯ ส่วนใหญ่ คือ ชนเผ่า กะเหรี่ยง (Karen)” 

ภาพบ้านหลังเล็กๆ มุงหลังคาด้วยใบตองตึง แฝงตัวอยู่ใต้เงาป่าเรียงรายทอดยาวตามไหล่ทางถนนแม่สอด-ท่าสองยาง กว่า 10 กิโลเมตร  ขนาบหลังด้วยทิวเขายังแจ่มชัดสำหรับข้าพเจ้า  ดูเผินๆ คนผ่านทางอาจนึกคิดไปว่าเป็นหมู่บ้านของชนเผ่าทั่วไปที่อาศัยอยู่ในแถบนี้ อาจจะดูแปลกตาบ้างที่บ้านดูเบียดเสียดหนาแน่น และดูเป็นชุมชนขนาดใหญ่ หากแต่ความจริงที่นี่ คือ พื้นที่สำหรับรองรับผู้คนที่ระหกระเหินหนีความตายและความยากแค้นจากภัยสงครามในฝั่งพม่า กว่า 40,000 คน เป็นพื้นที่พักพิงฯ ที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาพื้นที่พักพิงฯ 9 แห่ง[i] ตามแนวชายแดนไทย-พม่า

บางทีไม่รู้ว่าคดีเกิด เพราะคนเยอะดูแลไม่ทั่วถึง กว่าจะรู้หลักฐานอะไรไม่มีแล้ว...”  อัครพันธุ์  พูลศิริ ปลัดอำเภอท่าสองยาง หัวหน้าพื้นที่พักพิงฯ บ้านแม่หละ เปิดฉากการสนทนา

พื้นที่พักพิงฯ บ้านแม่หละ อยู่ในเขตอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก  ระยะทางห่างจากพื้นที่พักพิง 30 กิโลเมตร เป็นพื้นที่พักพิงที่ตั้งอยู่ติดถนนแม่สอด-แม่สะเรียง   มีเจ้าหน้าที่อส.ประจำอยู่ 80 นาย

ผู้หนีภัยฯ บางส่วนได้รับการผ่อนผันให้สามาถเดินทางออกมานอกพื้นที่พักพิงฯ เพื่อไปรับจ้างทำงานรายวันในชุมชนใกล้เคียง แต่ก็ปรากฎว่ามีจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่ลักลอบ หลบหนีออกนอกพื้นที่พักพิงฯ  เนื่องจากผู้หนีภัยฯ มีจำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถควบคุมดูแลและระบุจำนวนได้แน่นอน

พื้นที่พักพิงฯ บ้านแม่หละ อยู่ภายใต้การดูแลของสถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าสองยาง  ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ  60 นาย โดยมีจุดตรวจบ้านแม่หละ อยู่ใกล้ๆ กับพื้นที่พักพิงฯ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำการอยู่ 1 นาย เพื่อรับแจ้งเหตุและดูแลความเรียบร้อย โดยจะเข้าไปดำเนินการในพื้นที่พักพิงฯ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ อส. เมื่อได้รับการประสานงานจากปลัดอำเภอ

ถนนลาดยางที่ทอดยาวห่างออกมา 50 กิโลเมตรจากพื้นที่พักพิงฯ บ้านแม่หละ มุ่งสู่อำเภอแม่สอด  อำเภอที่มีประชากรแฝงเป็นแรงงานจากพม่ามากกว่าผู้คนดั้งเดิม เป็นเรื่องราวที่อาจจะพอปะติดปะต่อได้ว่าจำนวนประชากรแฝงที่ถูกเรียกขานว่า แรงงานข้ามชาติ หรือแรงงานต่างด้าว เหล่านั้นอาจจะรวมไปถึงผู้หนีภัยฯ ที่เดินทางออกมานอกพื้นที่พักพิงฯ ที่ออกมาเพื่อรับจ้างหางาน

จากการพูดคุยในช่วงสั้นๆ กับรองผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรอำเภอแม่สอด  พบว่าในรอบปีที่ผ่านมามี คดีแรงงานต่างด้าว ประมาณกว่า 1,000 คดี ส่วนใหญ่เป็นกรณีแรงงานที่ไม่มีบัตรประจำตัวใดๆ เลย โดยลักษณะคดีส่วนใหญ่เป็นคดีทำร้ายร่างกาย ลักขโมยเล็กน้อย คดีร้ายแรงคือฆ่าคนตายมีเพียงหนึ่งคดี

ถ้าจับคนที่ทำผิดได้ก็ไม่ได้เอาชื่อไปตรวจกับพื้นที่พักพิงฯ เพราะเขาก็ไม่มีระบบที่ดี ตัวเลขไม่แน่นอน ถ้าเราจับได้ก็ดำเนินคดีแล้วก็ส่งด่านตรวจคนเข้าเมืองดำเนินการต่อ ส่วนใหญ่คนที่ถือบัตรแรงงานเขาไม่ค่อยทำผิดหรอก... รองผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรอำเภอแม่สอดให้ข้อมูล

ในส่วนของตำรวจกองตรวจคนเข้าเมือง(ตม.) ซึ่งทำหน้าที่ดูแลกวดขันคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย ในกรณีผู้หนีภัยฯ ที่ลักลอบออกจากพื้นที่พักพิงฯ หากถูกจับกุมแล้วจะถูกดำเนินคดีในฐานความผิดเป็นผู้หลบหนีเข้าเมือง และจะต้องถูกส่งกลับประเทศต้นทาง 

ทีมวิจัย พบว่าข้อมูลลักษณะการกระทำความผิดส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับที่พบในพื้นที่พักพิงฯ บ้านใหม่ในสอย  คือ การทะเลาะวิวาทระหว่างผู้หนีภัยฯ กับผู้หนีภัยฯ และผู้หนีภัยฯ กับเจ้าหน้าที่อส. หรือกับคนไทยจากชุมชนใกล้เคียง การทำร้ายร่างกายเล็กน้อยไปจนถึงร้ายแรง เช่น การฆาตรกรรม การขโมย การตัดไม้มาซ่อมแซมบ้านและการรับจ้างลักลอบตัดขาย การทำร้ายร่างกายในครอบครัว ปัญหาความสัมพันธ์ชู้สาว การข่มขืน ฯลฯ

เช่นเดียวกับการระงับข้อพิพาทในพื้นที่พักพิงฯ บ้านใหม่ในสอย เมื่อเกิดการกระทำความผิดขึ้นในพื้นที่พักพิงฯ กระบวนการยุติธรรมชุมชนจะเป็นกลไกที่ถูกนำมาใช้ก่อน โดยจะแจ้งให้หัวหน้าป๊อก (section leader) เป็นผู้ไกล่เกลี่ย หากไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้ ข้อพิพาทดังกล่าวจะถูกส่งต่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมชุมชน ในระดับโซน โดยหัวหน้าโซน (zone leader) จะทำหน้าที่เป็น ผู้ไกล่เกลี่ย  หากยังไม่เป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย ข้อพิพาทจะถูกส่งเข้าสู่ คณะกรรมการด้านการระงับข้อพิพาท (camp justice) โดยเจ้าหน้าที่อส. จะเข้ามีส่วนร่วมรับฟังการระงับข้อพิพาทในทุกระดับ ในฐานะพยาน

บางทีไปกดดันเขามากไม่ได้ ผู้นำเขามี ให้เขาจัดการกันเองก่อน เขาสนใจเรื่องความเป็นอยู่ของเขา กลัวคนข้างนอกมองเขาไม่ดี แล้วพื้นที่พักพิงฯ จะอยู่ไม่ได้…”บางถ้อยคำของอัครพันธุ์  พูลศิริ ปลัดอำเภอท่าสองยาง หัวหน้าพื้นที่พักพิงฯ บ้านแม่หละ 

แม้แต่คนไทยเองก็พยายามทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก กรณีที่ขึ้นศาล คือเขาตกลงกันไม่ได้จริงๆ เราต้องยอมรับว่ากระบวนการในการดำเนินคดีของเรามันมีปัญหา ล่าช้า ยุ่งยาก ค่าใช้จ่ายเยอะ จริงๆ แล้วผู้เสียหายเขาต้องการค่าชดเชย เพราะเขามีปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่เงิน เขาต้องการให้ชดเชยสิ่งที่เขาเสียหาย ติดคุกเขาไม่ได้รับการชดเชยอะไรเลย...บางถ้อยคำของ รองผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรอำเภอแม่สอด 

มันมีกระบวนการภายในที่ทำให้เขาอยู่กันอย่างสมานฉันท์ได้ ก็ควรให้เรื่องจบไปดีกว่า ถ้าต้องทำตามหลักกฎหมายจริงๆ คดีก็คงจะเยอะแยะไปหมด ถ้าสำคัญจริงๆ คดีร้ายแรงจริงๆ ก็ต้องพามาโรงพัก..บางถ้อยคำของ รองผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรอำเภอท่าสองยาง 

และเมื่อข้อพิพาทเดินออกนอกพื้นที่พักพิงฯ เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมภายใต้ระบบกฎหมายไทย พบว่า ก็มีอุปสรรคเช่นกัน  เริ่มตั้งแต่ งบประมาณของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่มีการจัดสรรเพื่อรองรับผู้หนีภัยฯ ซึ่งมีจำนวนมากกว่าชาวบ้านไทยในพื้นที่  สภาพของยานพาหนะที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเข้าพื้นที่  และเมื่อคดีมาถึงมือเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ยังมีความยากในการติดตามตัวผู้กระทำผิด ซึ่งอาจหลบหนีออกไปนอกพื้นที่พักพิงฯ ไปแล้ว ตลอดจนปัญหาการรวบรวมพยานหลักฐาน เนื่องจากระยะเวลาที่เกิดเหตุได้ผ่านพ้นไปนานแล้วกว่าที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุ

นอกจากนี้ รวมทั้งไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิง และไม่มีล่ามในการสื่อสาร แม้ว่าจะมีการไหว้วานให้ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงมาช่วย แต่ก็ไม่สามารถสื่อสารได้อย่างสมบูรณ์  ไปจนถึงความกังวลใจที่ว่าหากมีการดำเนินคดีกับผู้หนีภัยฯ แล้วมีผู้หนีภัยฯ ถูกตัดสินจำคุกมากขึ้น เรือนจำอาจไม่สามารถรองรับได้ และการที่ผู้หนีภัยฯ ได้รับความเป็นอยู่ที่ดีในเรือนจำ อาจทำให้ผู้หนีภัยฯ ไม่เกรงกลัวต่อการลงโทษนอกจากนี้

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลอีกหนึ่งหน่วยงานคือ  หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารราบที่ 7 (ฉก.ร. 17)  ซึ่งมีภารกิจในการดูแลความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดน และรอบนอกพื้นที่พักพิงฯ ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำภายในจากเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทระหว่างกลุ่มวัยรุ่นและเจ้าหน้าที่อส.ในพื้นที่พักพิงฯ แม่หละ ซึ่งบานปลายจนเป็นเหตุให้มีการเผาทำลายสถานที่ของราชการในพื้นที่พักพิงฯ ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารต้องเข้าควบคุมสถานการณ์ ซึ่งเหตุการณ์ข้อพิพาทดังกล่าวดูจะเลือนลางไปจากความรับรู้และคงทิ้งไว้เพียงร่องรอยบางอย่าง

ต้องใช้อำนาจเถื่อนถึงจะเอาอยู่ ให้สิทธิเสรีภาพมากเกินไปไม่ได้ พื้นที่นี้อยู่ภายใต้กฎอัยการศึก คนที่ใช้อำนาจคือทหาร ตำรวจใช้อำนาจไม่ได้...บางถ้อยคำของเจ้าหน้าที่ทหาร หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารราบที่ 7 (ฉก.ร. 17) 

………………………………………………………..

ข้อสังเกตเพื่อมองต่อ...การเดินทางของกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่พักพิงฯ         

เมื่อตัดสินใจเข้าร่วมเป็นหนึ่งในทีมวิจัย ซึ่งมีระยะเวลาอันสั้นเพียง 1 เดือนนั้น ในการติดตามเสาะหาข้อเท็จจริงทั้งจากเอกสารต่างๆ  รวมทั้งหน่วยงาน บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวพันกับโจทย์ที่ได้รับ  เป็นข้อจำกัดและข้อกังวลใจอย่างมากว่าคณะของเราจะสามารถสืบเสาะหาข้อเท็จจริงจากโจทย์ที่ได้รับมากน้อยเพียงใด ไปจนถึงแนวทางที่จะมองต่อจากนี้ต่อกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่จะนำมาใช้กับการกระทำความผิดทางอาญาที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่พักพิงฯ         

จนกระทั่งเมื่อทีมวิจัยได้เดินทางลงพื้นที่ในระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ก็ได้พบข้อกังวลใจอีกส่วนหนึ่งที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่อาจเข้าใกล้ความจริงได้อย่างเพียงพอ คือ บุคคลต่างๆ ที่ได้บอกเล่าเรื่องราวตอบโจทย์ให้ทีมวิจัยนั้นล้วนเป็นบุคคลในระดับบริหาร หรือในระดับผู้นำ  ความจริงที่พบและประมวลได้ในขณะนี้อาจจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ทีมวิจัยได้พบผู้เสียหายบางส่วนในพื้นที่พักพิงฯบ้านแม่หละ ส่วนพื้นที่พักพิงฯ บ้านใหม่ในสอย ทีมวิจัยไม่ได้รับใบอนุญาตให้เดินทางเข้าไปในพื้นที่พักพิงฯ

และเจ้าหน้าที่ที่ให้ข้อมูลนั้นเจ้าหน้าที่ของ UNHCR เป็นผู้เลือกและติดต่อประสานงาน  ซึ่งเป็นข้อจำกัดหนึ่งของงานวิจัยชิ้นนี้เนื่องจากขาดองค์ประกอบสำคัญ คือ ผู้เสียหายและเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่อส. ที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้หนีภัยฯ  เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำหน้าที่สืบสวนในพื้นที่พักพิงฯ ฯลฯ  เพื่อที่จะตอบโจทย์สำคัญที่ว่า 

ประการแรก ความยุติธรรมนั้นขึ้นอยู่กับใคร?ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนสำคัญเบื้องต้นที่ว่าใครเป็นคนเลือกและตัดสินใจว่ากระบวนการยุติธรรมนั้นควรจะไปตรงไหน และเมื่อผลของการแก้ไขข้อพิพาทเบื้องต้นไม่เป็นที่พอใจของผู้เสียหาย เขาควรจะได้รับสิทธิในการเลือกว่าจะมีกระบวนการอย่างไรต่อไปหรือไม่

และประการที่สอง ความยุติธรรมนั้นเป็นอย่างไรกัน และมีอยู่จริงหรือไม่?ข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นอีกโจทย์สำคัญหนึ่งที่อาจจะต้องหาคำตอบให้ได้เพื่อให้การจะมองต่อนั้นควรจะเป็นอย่างไร  เนื่องจากข้อมูลส่วนใหญ่ที่นำมาประมวลนั้นไม่ได้มาจากผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง ทำให้ข้อดีและข้อด้อยของกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่พักพิงฯ ที่เป็นอยู่ ไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจน

ซึ่งระบบของกระบวนการยุติธรรมทางคดีอาญาที่จะถูกนำมาใช้ในพื้นที่พักพิงฯ จากนี้ไป ควรจะมีทิศทางอย่างไรที่เพื่อตอบสนองและนำความยุติธรรมมาสู่ผู้หนีภัยฯ อย่างแท้จริง ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว ข้าพเจ้าเห็นว่ามีข้อเสนอแนะต่อกระบวนการยุติธรรมทางคดีอาญาในอนาคต คือ

1. กระบวนการยุติธรรมต้องตระหนักและคำนึงถึงความพร้อมของชุมชนผู้หนีภัยฯ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ ความเข้าใจที่มีต่อระบบกฎหมายไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยงานภาครัฐเองก็เห็นถึงความสำคัญ ว่าต้องมีการดำเนินกิจกรรมเสริมสร้างความรู้  และต้องยอมรับว่าในชุมชนผู้หนีภัยฯ มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์  ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิต ฯลฯ ซึ่งกระบวนการยุติธรรมภายใต้ระบบกฎหมายไทยอาจไม่สอดคล้อง อันจะนำมาซึ่งปัญหาในชุมชนต่อไปหรือไม่

2. หากมีการนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมภายใต้กฎหมายไทยมากขึ้น บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมจำเป็นต้องตระหนักถึงความพร้อม หรือข้อจำกัดของกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอยู่ ดังที่ยกตัวอย่างไว้ข้างต้นด้วยว่า กระบวนการยุติธรรมภายใต้ระบบกฎหมาย ณ ปัจจุบัน มีความพร้อมมากน้อยเพียงใดที่จะนำพาความยุติธรรมมาสู่ชุมชนผู้หนีภัยฯ อย่างแท้จริง

………………………………………………………… 

รู้มั้ยเมื่อกี้เราไปไหนมา ข้าพเจ้าลองเอ่ยถามคนขับรถตู้ที่เช่ามาสำหรับการเดินทางในครั้งนี้รัฐอิสระ เป็นแนวกันชนพม่า พวกกันที่ขับรถทัวร์เขาว่างั้น  ชายหนุ่มนักขับกล่าวตอบเสียงดังชัดเจนขณะรถเลี้ยวออกมาจากพื้นที่พักพิงฯ 

เมื่อมานึกย้อนอีกครั้งภาพของผู้คนที่นั่นจริงๆแล้วก็อาจจะเป็นเหมือนที่เขาตอบ  เพราะที่นั่นคือดินแดนที่คนภายนอกไม่อาจก้าวล่วงเข้าไปหรือรับรู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้นหากไม่ได้บัตรผ่านเข้า-ออก (Camp pass)จากกระทรวงมหาดไทย  เจ้าภาพหลักที่ดูแลอยู่

----------------------------------------------------



[i] ได้แก่ พื้นที่พักพิงฯ บ้านใหม่ในสอย, บ้านแม่สุรินทร์, บ้านแม่ละอูน, บ้านแม่ลามาหลวง จังหวัดแม่ฮ่องสอน, บ้านแม่หละ, บ้านอุ้มเปี้ยม, บ้านนุโพ จังหวัดตาก, บ้านต้นยาง จังหวัดกาญจนบุรี และบ้านถ้ำหิน จังหวัดราชบุรี