อนุทิน #133971

Me

        สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อ กมลพรรณ พรมทอง เป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัวบ้านเกิดอยู่จังหวัดตรังค่ะ คุณแม่เป็นคนจังหวัดพังงาที่จังหวัดตรังคือบ้านของคุณพ่อ เกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ 2536 เป็นคนที่ไม่ติดพ่อติดแม่เพราะไม่ได้อยู่กับท่านทั้งสองตั้งแต่ตอนเด็กๆ เพราะเมื่อฉันคลอดและกลับมาอยู่บ้าน พ่อก็ต้องกลับไปทำงานที่ภูเก็ตและให้แม่กับยายเป็นคนดูแลแทน   แต่เมื่อฉันอายุประมาณแค่สามเดือนแม่ก็ทิ้งฉันไปก่อนไปแม่ก็บอกกับยายไว้ว่า จะขอกลับไปต่อบัตรประจำตัวประชาชนและจะไป2-3 วันและจะรีบกลับมา เมื่อเวลาผ่านไปสามวันก็ยังไม่เห็นแม่กลับมาและก็ไม่ได้ติดต่ออะไรกลับมาเลย ยายจึงโทไปบอกพ่อว่าแม่ยังไม่กลับมาไม่รู้มีอะไร รึเปล่าพ่อจึงไปตามแม่ที่พังงาเมื่อไปถึงพ่อก็ถามแม่ว่าทำไมไม่รีบกลับไปหาลูก มีอะไรรึเปล่าแม่ก็เงียบและก็ไม่พูดอะไรเพียงแต่บอกกับพ่อว่าจะไม่กลับไปแล้วพ่อจึงถามถึงเหตุผลแต่แม่ก็บอกว่าไม่มีอะไร แล้วพ่อก็กลับไปบอกกับยายว่าแม่ไม่กลับมาแล้วนะแต่ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไรทำให้แม่คิดเช่นนั้นแล้วพ่อก็ฝากฉันไว้ให้ยายดูแลส่วนพ่อก็กลับไปทำงานเป็น ร.พ.ภ ยุที่อ่าวมะขามจังหวัดภูเก็ตแล้วพ่อก็จะกลับมาหาฉันเดือนละสองครั้งและยาย ตา และน้าก็เป็นคนที่ดูแลฉันมาจนโต

         เมื่อเข้าเตรียมอนุบาลตาจะยายก็จะไปรับไปส่งที่โรงเรียนทุกวันเมื่อคุณครูถามว่าวันนี้ใครมาส่งฉันก็จะบอกกับคุณครูว่า พ่อกับแม่มาส่ง ฉันจะเรียกตากับยายว่า พ่อ และแม่ เป็นคนเลี้ยงฉันมาตั้งแต่เด็กๆและมีความผูกพันกับท่านเป็นอย่างมากตากับยายมีลูกสาวสองคนและลูกชายหนึ่งคนซึ่งทั้งสามคนก็เป็นอาของหนูอาก็ช่วยดูแลหนูเหมือนกัน

     เมื่ออายุประมาณ7 ขวบพ่อฉันก็เสียชีวิตเนื่องจากมีโรคประจำตัว คือเป็นลมชัก พ่อเป็นลมและตกลงไปในทะเลที่อ่าวมะขามตรงที่พ่อทำงานและใบพัดหางเรือก็โดนศรีษะลึกมากทำให้พ่อเสียชีวิต แบะทางบริษัทก็ส่งศพพ่อมาบำเพ็ญกุศลที่ตรัง  ตอนนั้นฉันกำลังเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนเมื่อเลิกเรียนน้าก็เป็นคนไปรับตอนนั้นศพพ่อกำลังจะมาถึง เมื่อน้าไปรับและระหว่างขับรถน้าก็บอกว่าพ่อเสียแล้วนะ ความรู้สึกตอนนั้นถึงฉันจะไม่ค่อยได้ใกล้ชิดกับพ่อ แต่ก็ทำให้ฉันกลับอึ่งอย่างบอกไม่ถูก เมื่อไปถึงที่วัดศพของพ่อก็มาถึงพอดีแล้วน้าก็ให้ฉันเดินไปที่ศพของพ่อแต่ฉันกลับยืนนิ่งไม่กล้าเข้าไปเพราะรู้สึกว่ารับไม่ได้กับสิ่งที่จะเห็นแล้วน้าก็เดินเข้าไปก่อนและฉันก็ยังยืนดูอยู่แบบ ห่างๆอย่างห่วงๆเมื่อถึงวันงานคุณครูและเพื่อนที่โรงเรียนก็ต่างมาให้กำลังใจมากมายรวมทั้งหัวหน้างานของพ่อก็มาให้กำลังใจด้วย พร้อมทั้งมอบทุนการศึกษาให้เดือนละ 1700 บาท เป็นเวลา 9ปี

          เมื่อตอนอยู่ชั้นประถมฉันได้เป็นเด็กกิจกรรมด้วยเพราะเป็นคนชอบเต้นชอบรำ เลยได้เป็นเด็กกิจกรรมของโรงเรียนตั้งแต่เด็กๆ ได้ออกงานต่างมากมายและมีความใฝ่ฝันว่าอยากจะไปแข่งเต้นในรายการ ชิงช้าสวรรค์เป็นรายการที่ชอบมาก

ฉันได้มีโอกาสไปแข่งขันในหลายๆจังหวัดทั่วภาคใต้และได้รางวัลกลับมาซึ่งเป็นที่น่าภูมิใจมาก คุ่มค่ากับการที่ซ้อมทุกวันหลังเลิกเรียนซ้อมเสร็จตากับยายก็จะมารับ บางครั้งก็นอนโรงเรียนกับคุณครูและเพื่อนๆ

ลักษณะนิสัยใจคอของดิฉัน คือ

        เป็นคนที่นิสัย โก๊ะๆ คุยเก่งสนุกสนาน ชอบการแต่งตัว แต่งหน้าทาก ชอบใส่รองเท้าส้นสูง เป็นคนที่อัธยาสัยดี

นอบน้อมเข้ากับสังคมได้เป็นอย่างดี เป็นคนที่พูดคุยตลก ขี้น้อยใจ ชอบการแต่งตัว ชอบเที่ยว เป็นคนรักอิสระมาก มีโลกส่วนตัวค่อนข้างสูงไม่ชอบความรุ่นแรง

ความโดดเด่นของตัวเอง

        ลักษณะนิสัยที่ เป็นมิตรกับทุกๆคน นิสัยโก๊ยๆพูดจาตลก เป็นตัวของตัวเอง

ข้อด้อยของตนเองคือ                                                                                               

        เอาแต่ใจ ดื้อ อารมณ์ร้อน ใช้เงินเก่ง ซื้อทุกอย่างที่อยากได้ โลกส่วนตัวสูง

การใช้ชีวิตในเวลาว่างๆ

        ฟังเพลง เต้นบางครั้งก็ไปเดินห้างไปดูเสื้อผ้ารองเท้า กิ๊บช็อป หาของกินบ้างก็มานั่งวาดภาพเป็นคนชอบวาดภาพบรรยากาศหรือไม่ก็จะจัดบ้านจัดห้อง ขัดหน้านวดหน้า

สิ่งที่ประทับใจที่สุด คือ

        การที่ได้มาอยู่ในครอบครัว ตา ยาย และน่าซึ่งเป็นสิ่งที่ประทับใจที่สุดในชีวิต ดิฉันได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างอบอุ่นตากับยายก็เปรียบเสมือน พ่อแม่ที่ให้ความรักกับลูก คอยดูแลและเป็นห่วง คอยตักเตือนส่งให้เรียนหนังสือฉันอยากได้อะไรก็จะพยายามหาให้ทุกอย่าง

สิ่งที่เสียใจหรือความผิดพลาดที่น่าจดจำ

          คือชีวิตนี้ยังไม่เคยได้บอกรักพ่อเลยสักครั้ง ซึ่งมันก็เป็นอะไรที่สายไปแล้วด้วย โอกาสตรงนั้นคงไม่มีอีกแล้วซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่พ่อต้องการจากฉันมากที่สุด พ่อถามทุกครั้งที่กลับมาหาแต่ฉันไม่เคยบอกพ่อเลย แม้แต่ใจก็ไม่ค่อยให้กอดมัวแต่กลัวว่าพ่อจะเป็นลมชักใส่เราอีกจนมาในวันนึงเราก็มาเสียโอกาสตรงนั้นไปและไม่สามารถที่จะย้อนกลับไปได้อีก

มุมมองของตนเองและเพื่อนร่วมโลก

            สำหรับตัวของดิฉันเองคิดว่าปัจจุบันการที่ได้รู้จักและพบปะกับผู้คนมากมายไม่ว่าจะเป็นเพื่อน หรือคนร่วมงานเราควรที่จะใช้วิจารณญาณเป็นอย่างมาก เพราะคนสมัยนี้มองแต่ภายนอกเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ขนานคนที่รู้จักกันมานาน และคิดว่าเขาดีกับเรา แต่สุดท้ายเกลับมาทำร้ายเราทีหลัง เพราะทุกอย่างบนโลกใบนี้ต่างต้องทำทุกอย่างเพื่อการอยู่รอดของตนเอง

เป้าหมายความมุ่งมั่นในชีวิต

        คือเรียนจบสูงๆ ได้ทำงานดีๆและเพื่อนร่วมงานที่ดี ได้เงินเดือนเยอะๆเพราะเป็นคนชอบช็อป ชอบเที่ยว ชอบกิน และมีครอบครัวที่อบอุ่น

เขียน:
แก้ไข:

ความเห็น (0)