อนุทิน #107161

นางดาระณี  ภูนิคม  สาขาวิชาการวิจัยและพัฒนาการศึกษา 

รหัสนักศึกษา  55421231121

สรุปการชมและฟังวีดีโอ  เรื่องการทดสอบประสิทธิภาพสื่อและชุดการ

สอน ด้วย E1/E  Model 

บรรยายโดย  ศาสตราจารย์  ดร.ชัยยงค์  พรหมวงศ์

_______________________________________

ความหมายของการทดสอบประสิทธิภาพ

       การทดสอบประสิทธิภาพ  หมายถึง  การนำสื่อหรือชุดการสอนไปทดสอบด้วยกระบวนการสองขั้นตอน คือ  การทดสอบประสิทธิภาพเบื้องต้น  (Try out) การทดสอบประสิทธิภาพจริง (Trial run) เพื่อหาคุณภาพของสื่อว่า ทำให้ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น  ช่วยให้ผู้เรียนผ่านกระบวนการเรียน  และทำแบบประเมินสุดท้ายได้ดี  และการทำให้ผู้เรียนมีความพึงพอใจ  นำผลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไข  ก่อนที่จะผลิตออกมาเผยแพร่เป็นจำนวนมาก

การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ

               เกณฑ์  หมายถึง  ขีดกำหนดที่จะยอมรับว่า  สิ่งใดหรือพฤติกรรมใดมีคุณภาพและหรือปริมาณที่จะรับได้  การตั้งเกณฑ์ตั้งไว้ครั้งแรกครั้งเดียว  เนื่องจากเป็นเกณฑ์ต่ำสุด  หากผลสูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 หรืออนุโลมให้มีความคลาดเคลื่อนต่ำหรือสูงกว่าค่าประสิทธิภาพที่ตั้งไว้  2.5 ก็ให้ปรับเกณฑ์ขึ้นไปอีกช่วงหนึ่ง  แต่หากได้ค่าต่ำกว่าค่าประสิทธิภาพที่ตั้งไว้  ต้องปรับปรุง  นำไปทดสอบประสิทธิภาพการใช้หลายครั้งในภาคสนามจนได้ค่าถึงเกณฑ์ที่กำหนด

               เกณฑ์ประสิทธิภาพ  หมายถึง  ระดับประสิทธิภาพของสื่อหรือชุดการสอนที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม  เป็นระดับที่ผลิตสื่อหรือชุดการสอน  จะพึงพอใจว่าสื่อหรือชุดการสอนนั้นมีคุณค่าที่จะนำไปสอนนักเรียน  และคุ้มค่าการลงทุนผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก

การกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพกระทำได้โดยการประเมินผลพฤติกรรมผู้เรียน  2  ประเภท  คือ

  1. ประเมินพฤติกรรมต่อเนื่อง  คือ  ประเมินผลต่อเนื่อง  ซึ่งประกอบด้วยพฤติกรรมย่อยของผู้เรียนเรียกว่า  กระบวนการ (Process) เกิดจากการประกอบกิจกรรมกลุ่ม  กำหนดค่าประสิทธิภาพเป็น E1  =  Efficiency  of  Process  (ประสิทธิภาพของกระบวนการ)
  2. ประเมินพฤติกรรมสุดท้าย  คือ  ประเมินผลลัพธ์  (Product)            ของผู้เรียนโดยพิจารณาจากการสอนหลังเรียนและการสอบไล่  กำหนดค่าประสิทธิภาพเป็น  E=  Efficiency  of  Product  (ประสิทธิภาพของผลลัพธ์)

               E1/E=  ประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลัพธ์  การกำหนดเกณฑ์  E1/Eให้มีค่าเท่าใดนั้น  ให้ผู้สอนเป็นผู้พิจารณาตามความพอใจ  โดยพิจารณาพิสัยการเรียนที่จำแนกเป็น วิทยพิสัย  (Cognitive  Domain)  จิตพิสัย  (Affective  Domain)  และทักษพิสัย  (Skill  Domain)

วิธีการคำนวณประสิทธิภาพ  กระทำได้  2  วิธี  คือ  โดยใช้สูตรและโดยการคำนวณธรรมดา

การคำนวณหาประสิทธิภาพกระบวนการ  (E1)                                    โดยใช้สูตร                           

            

     หรือ                                

                               

                    E คือ  คะแนนรวมของแบบฝึกปฏิบัติ  กิจกรรมหรืองานที่ทำระหว่างเรียนทั้งที่เป็นกิจกรรมในห้องเรียน นอกห้องเรียน หรือออนไลน์

                     A  คือ  คะแนนเต็มของแบบฝึกปฏิบัติ

                     N  คือ  จำนวนผู้เรียน

การคำนวณหาประสิทธิภาพของผลลัพธ์  (E2
         โดยใช้สูตร                           

 

 

          หรือ                                       

                               

                      E2  คือ  คะแนนรวมของผลลัพธ์ของการประเมิน            หลังเรียน                

                      B   คือ  คะแนนเพิ่มของการประเมินสุดท้ายของแต่ละหน่วย  ประกอบด้วยผลการสอบหลังเรียนและคะแนนจากการประเมินงาน       สุดท้าย

                      N  คือ  จำนวนผู้เรียน

การตีความหมายผลการคำนวณค่า  E1/E

                ความคลาดเคลื่อนของผลลัพธ์  ให้มีความคลาดเคลื่อนหรือความแปรปรวนของผลลัพธ์ได้ไม่เกิน  .05  (ร้อยละ)  จากช่วงต่ำไปสูง  =    นั่นคือผลลัพธ์ของค่า   E1 หรือ  E2  ที่ถือว่า  เป็นไปตามเกณฑ์  มีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ได้  2.5%  และสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ไม่เกิน  2.5%  หากคะแนน  E1 หรือ E2  ห่างกันเกิน 5 %  แสดงว่ากิจกรรมที่ให้นักเรียนทำกับการสอนหลังเรียนไม่สมดุลกัน  หากสื่อหรือชุดการสอนได้รับการออกแบบและพัฒนาอย่างดีมีคุณภาพ  ค่า E1 และ E2  จะต้องใกล้เคียงกันและห่างกันไม่เกิน 5 %

ขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพ

  1.  การทดสอบประสิทธิภาพแบบเดี่ยว (1:1)  เป็นการทดสอบประสิทธิภาพที่ผู้สอน 1 คน ทดสอบประสิทธิภาพสื่อหรือชุดการสอนกับผู้เรียน 1-3 คน  โดยใช้เด็กอ่อน ปานกลาง หรือเด็กเก่ง  ให้ดีขึ้น  คะแนนที่ได้ในขั้นนี้ประมาณ 50-60 %
  2.  การทดสอบประสิทธิภาพแบบกลุ่ม (1:10)  เป็นการทดสอบประสิทธิภาพที่ผู้สอน 1 คน ทดสอบประสิทธิภาพสื่อหรือชุดการสอนกับผู้เรียน 6-12 คน  (คละผู้เรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน)  คะแนน E1/Eที่ได้จะมีค่าประมาณ 60-70 %
  3.  การทดสอบประสิทธิภาพภาคสนาม (1:100)  เป็นการทดสอบประสิทธิภาพที่ผู้สอน 1 คนทดสอบประสิทธิภาพสื่อหรือชุดการสอนกับผู้เรียนทั้งชั้น  (30 คนขึ้นไป  แต่ไม่ต่ำกว่า 15 คน)  ผลลัพธ์ควรใกล้เคียงกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้  หากต่ำจากเกณฑ์ไม่เกิน 2.5 %  ให้ยอมรับว่าสื่อหรือชุดการสอนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้  หากต่ำกว่าเกณฑ์มากกว่า  -2.5  ให้ปรับปรุงทดสอบภาคสนามซ้ำ  หากสูงกว่าไม่เกิน +2.5  ก็ยอมรับ  หากสูงกว่าเกิน +2.5  ให้ปรับเกณฑ์ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

ข้อควรคำนึงในการทดสอบประสิทธิภาพสื่อหรือชุดการสอน

  1.  การเลือกผู้เรียนเข้าร่วมประสิทธิภาพ  ควรเลือกตามแนวทางการสุ่มตัวอย่างที่ถูกต้อง
  2. เวลาและสถานที่ต้องเหมาะสมกับผู้เรียน
  3. มีการชี้แจงวัตถุประสงค์และวิธีการ
  4. ต้องรักษาสภาพการณ์ให้เหมือนที่เป็นอยู่ในห้องเรียนทั่วไป
  5. ครูจะต้องดำเนินการสอนตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในแต่ละระบบการสอน

ปัญหาที่พบจากการทดสอบประสิทธิภาพ

  1.  นักวิชาการรุ่นหลังนำแนวคิดทดสอบประสิทธิภาพที่พัฒนาโดย ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์  พรหมวงศ์  มาเป็นของตนเอง  โดยเขียนเป็นบทความหรือตำราแล้วไม่มีการอ้างอิง
  2. นักวิชาการนำ  E1/Eไปเป็นของฝรั่ง
  3.  นักวิชาการไม่เข้าใจหลักการของการตั้งเกณฑ์ประสิทธิภาพ
  4. ไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของ E1 และ E ทั้งสองค่าควรใกล้เคียงกัน
  5. นักวิชาการบางคนเขียนเผยแพร่ว่า E1 ควรมากกว่า  E2 ซึ่งเป็นความ  เข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

 

 

เขียน:

ความเห็น (0)