อนุทิน #104607

หายใจเป็น... ไม่เป็นโรค การหายใจมีผลต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆภายใน เชื่อหรือไม่ว่า..ถ้าหายใจได้ดี ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าหายใจได้ไม่ถูกต้อง ก็จะเกิดปัญหาต่างๆตามมา อาทิ ปัญหาทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ มาดูกันว่าลักษณะการหายใจของคนเราเป็นอย่างไร และหายใจอย่างไรจึง จะเกิดปัญหาหรือสามารถรักษาโรคได้ • ลักษณะการหายใจ การหายใจของคนเราสามารถแบ่งออกตามลักษณะการทำงานของกล้ามเนื้อ 3 ลักษณะ ได้แก่ การใช้กล้ามเนื้อกะบังลม การหายใจ ลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเราหายใจแบบสบายๆ ไม่ต้องการพลังงานมากนัก หรือเมื่อต้องการหายใจให้ลึกๆ ยาวๆ ซึ่งสังเกตได้ว่า เมื่อหายใจแบบนี้ เวลาหายใจเข้าท้องจะป่อง ขณะที่เมื่อหายใจออกท้องจะแฟบ เกิดเนื่องจากกล้ามเนื้อกะบังลมเคลื่อนตัวขึ้นลง การใช้กล้ามเนื้อชายโครง การหายใจในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นร่วมกับการหายใจแบบแรก แต่การหายใจแบบนี้ กระดูกชายโครงส่วนล่างจะบานออกด้านข้าง อากาศจะเข้ามาในส่วนของปอดด้านข้าง ขณะที่เมื่อหายใจออกชายโครงจะแฟบลง สังเกตถึงการเคลื่อนไหวของชายโครงว่า ยุบตัวลงอย่างชัดเจนเมื่อพยายามหายใจออกช่วงท้ายๆ พยายามให้ลมออกให้หมดปอด การใช้กล้ามเนื้ออกและกล้ามเนื้อซี่โครงส่วนบน การหายใจแบบนี้จะหายใจสั้นและเร็ว เวลาหายใจหน้าอกจะยกขึ้น มักพบการหายใจลักษณะนี้เมื่อหอบ หรือเหนื่อย เช่น ขณะที่ออกกำลังกาย • การหายใจ กับอาการเมื่อยล้า ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงโรคที่เกี่ยวข้องกับปอด ระบบหลอดเลือดและหัวใจที่ทำให้เกิดการหายใจผิดปกติไป (เช่น ผู้ที่เป็นโรคถุงลมปอดโป่งพอง โรคหอบหืด โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ) แต่จะกล่าวถึงการหายใจที่ผิดปกติเนื่องจากการเกร็ง หรือพฤติกรรมของเราเองในขณะทำงาน ที่สามารถส่งต่ออาการทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ จากการที่เรารู้ถึงลักษณะการหายใจที่มีทั้ง 3 ลักษณะ ให้ลองสังเกตตนเองดูว่า ขณะที่เราทำงานอยู่ มีลักษณะการหายใจเป็นเช่นใด และสัมพันธ์กับความหนักเบาของงานหรือไม่ เช่น ขณะที่ทำงานเบา (เช่น ฟังเพลง นั่งประชุม เขียนหนังสือ พิมพ์งาน) การหายใจควรเป็นลักษณะแรก คือ หายใจช้า เบา และลึก มีการขยับของท้องป่องและแฟบ มากกว่าการขยับของชายโครง และหน้าอกส่วนบน หากเป็นเช่นนี้ถือว่า การหายใจเป็นปกติสมเหตุผลกับความหนักของงาน

            หากพบว่า มีการหายใจที่แรงและสั้น ชายโครงมีการขยับ หรือมากไปกว่านั้นคือ หน้าอกมีการยกตัวขึ้นขณะที่หายใจ และรู้สึกเหนื่อยง่าย แม้งานนั้นเป็นงานเบาๆ ถือได้ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น อาจเป็นเนื่องจากพฤติกรรมเราเอง ที่มักจะหายใจสั้นๆ หรือมีความปวดเมื่อยล้ากล้ามเนื้อหลัง ท้อง และกะบังลมเกร็งอยู่ เลยทำให้หายใจไม่ปกติ

การหายใจลักษณะนี้ส่งผลต่อการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมากขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจทำงานหนักตลอดเวลา อย่างไรก็ตามขณะที่เราทำงานหนัก รีบๆ เร่งๆ หรือขึ้นบันไดหลายชั้นและรู้สึกเหนื่อย การหายใจควรจะสั้นและเร็ว แต่เมื่อหายเหนื่อยแล้ว การหายใจควรกลับมาสู่ภาวะปกติ • ความเครียด กับการหายใจ การหายใจที่ผิดปกติไปนี้ อาจเป็นผลมาจากความเครียด ความวิตกกังวล หรือภาวะทางอารมณ์อื่นๆ ได้เช่นกัน สามารถสังเกตได้ชัดเจน เช่น เมื่อมีอารมณ์โกรธ การหายใจจะเปลี่ยนไปคือหายใจสั้นและแรง ซึ่งเป็นการหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าอก และกล้ามเนื้อซี่โครงส่วนบน ทำให้หน้าอกยกขึ้น กล้ามเนื้อทำงานหนัก ขณะที่เรามีความเครียดการหายใจจะเปลี่ยนไปเช่นกัน โดยมีลักษณะ คล้ายๆ กัน แต่อาจจะหายใจได้ลึกกว่า เมื่อโกรธ กล้ามเนื้อเกร็งตัวตลอดเวลา หายใจไม่ลงลึกไปถึงท้อง บ่าและไหล่จะยกตัวขึ้นเกร็ง คงค้างตลอดช่วงที่มีความเครียด ทำให้เกิดอาการปวดบ่าและไหล่ร่วมด้วย เมื่อมีอาการปวดเข้าร่วม เราจะรู้สึกตึงเครียดเพิ่มขึ้นอีก เมื่อยิ่งเครียดก็ยิ่งตึง ยิ่งตึงก็ยิ่งเครียด ทำให้อาการมากขึ้น จนกระทั่งส่งผลกระทบต่อร่างกายโดยรวม เมื่อทำกิจกรรมอื่นๆ ก็จะตึง ไม่สามารถทำได้คล่องเหมือนปกติ และเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของอวัยวะอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น

            ดังนั้น การตัดวงจรนี้โดยขจัดความเครียด หรือภาวะอารมณ์ต่างๆ ที่ทำให้เกิดความเครียดลง โดยพิจารณาจากการหายใจเป็นตัวช่วง

• การหายใจ ขจัดความเครียด เมื่อสังเกตเห็นแล้วพบว่า การหายใจผิดปกติ ไม่เหมาะสมกับกิจกรรมที่ทำ ให้ทำการแก้ไขโดยการนั่งพักแล้วปรับการหายใจใหม่ดังนี้ ใช้มือข้างหนึ่งวางบนหน้าท้อง มืออีกข้างหนึ่งวางบนหน้าอก (เหนือราวนม) เพื่อใช้ตรวจสอบว่า หายใจได้ถูกต้องหรือไม่ หายใจออกให้สุดเท่าที่จะทำได้ โดยใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องช่วยในการไล่ลมออกจากปอด มือที่วางที่ท้องจะยุบตัวลง หายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ จนกระทั่งท้องป่องออก โดยท้องจะดันมือที่วางที่ท้องขึ้น ขณะที่มือที่วางที่หน้าอก อาจยกตัวตามขึ้นได้ แต่มือที่ท้องต้องยกตัวขึ้นเสมอ (หากต้องการปรับการหายใจให้ชินว่า ให้หายใจด้วยหน้าท้อง มือที่วางที่หน้าอกไม่ควรยกขึ้น) จากนั้นหายใจออกช้าๆ ดังเช่นข้อ 2 และหายใจเข้าตามข้อ 3 ไปเรื่อยๆ เมื่อครบ 6 รอบการหายใจให้กลับมาหายใจตามปกติ พัก 1 นาที แล้วเริ่มทำใหม่ 3 รอบใหญ่ หรือรู้สึกว่าผ่อนคลายและหายใจด้วยหน้าท้องได้เป็นปกติแล้ว เหตุที่ให้ทำเพียง 6 รอบ เนื่องจากการหายใจลึกๆ ต่อเนื่อง ส่งผลต่อภาวะอาการออกซิเจนในเลือดมากเกินไป ทำให้หน้ามืดได้ หากมีภาวะอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ที่ใดที่หนึ่งอยู่ ให้เรียนรู้ที่จะปล่อย และผ่อนคลายกล้ามเนื้อนั้นลง และหากมีความเครียดอยู่ ให้หาทางขจัดความเครียดออก ซึ่งสามารถทำร่วมกันได้ขณะ ฝึกหายใจ เชื่อว่าหากปฏิบัติตามนี้จะช่วยลด ปัญหาความปวดเมื่อล้าลงไปได้อย่างมากทีเดียว (ข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) สาเหตุที่ทำให้หยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้น ภาวะหยุดหายใจ เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จมน้ำ เป็นอัมพาต สิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินลมหายใจ สูดดมควันเข้าไปมาก ได้รับยาเกินขนาด ไฟฟ้าดูด อยู่ในที่ที่ไม่มีอากาศหายใจ บาดเจ็บ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ฟ้าผ่า และสมองเสียการทำงานจนโคม่าจากสาเหตุต่างๆ ภาวะหัวใจหยุดเต้น หมายถึง การไหลเวียนเลือดหยุดลงอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทราบได้จากการหมดสติ ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีอาการไอ คลำชีพจรไม่ได้ ไม่มีการหายใจอย่างที่เป็นตามปกติ ภาวะหัวใจหยุดเต้น เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ อย่างเช่น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือที่เรียกกันว่าหัวใจวาย หรืออาจเกิดขึ้นตามหลังภาวะหยุดหายใจ (จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 134 กุมภาพันธ์ 2555 โดย กองบรรณาธิการ)

เขียน:

ความเห็น (0)