ภาวะผู้นำ Leadership : 2 MBA

 สิ่งที่ได้เรียนรู้ ภาวะผู้นำ กับการเปลี่ยนแปลง นำมาร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ร่วมกับ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และศิษย์ 

ผู้นำคานธี

สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ นักศึกษา MBA ม.นานาชาติ สแตมฟอร์ด และท่านผู้สนใจทุกท่าน 

ผมเปิด Blog เกี่ยวกับ ภาวะผู้นำ-การเปลี่ยนแปลง เป็น Blog ที่ 2 เปิดขึ้นมา เพื่ออำนวยความสะดวกนักศึกษากรณี Blog แรก และ Blog ในเว็ปของ ChiraAcademy ติดขัด มีปัญหา นักศึกษาสามารถใช้ Blog นี้ สื่อสารแชร์ความรู้และประสบการณ์ได้ 

เพื่อบันทึกเป็นประวัติศาสตร์การร่วมแชร์ความรู้และประสบการณ์ ที่ยิ่งใหญ่ ร่วมกับ น.ศ. MBA ม.นานาชาติ สแตมฟอร์ด Blog นี้ เพื่อมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมไทยของพวกเราเชิญท่านผู้สนใจติดตามสาระ ที่นักศึกษา และผมร่วมเขียนมาใน Blog นี้  ขอความสวัสดีจงมีแด่ท่านผู้อ่านทุกท่าน

สวัสดีครับ

ภาวะผู้นำ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 85788
 เขียน:  
 ความเห็น: 32  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า

ความเห็น

อาจารย์ยม
เขียนเมื่อ Thu Mar 22 2007 23:00:41 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ  นักศึกษา MBA ม.นานาชาติสแตมฟอร์ด และท่านผู้อ่านทุกท่าน

  สัปดาห์ที่ผ่านมา (วันอาทิตย์ที่ 18 มี.ค.) ผมได้ติดตามไปร่วมกิจกรรมการเรียนการสอน โดยมี ศ.ดร.จีระ อาจารย์ใหญ่ของเรา เป็นผู้ดำเนินรายการ และกระตุ้นเอาความเก่ง ของนักศึกษาทุกคนออกมา ด้วยทฤษฎี 4 L’s ของท่าน ผมเห็นบรรยากาศการเรียนมีทุกรสชาติ
ที่สำคัญคือ นักศึกษาเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้จริง ๆ ขอชื่นชมนักศึกษาที่อยู่ร่วมกิจกรรมจนถึงที่สุด และได้ส่งข้อความมาร่วมแชร์ประสบการณ์ที่ได้รับ 
สำหรับนักศึกษาบางท่านที่ติดภารกิจ ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรม หรืออยู่ร่วมกิจกรรม แต่อยู่ได้ไม่เต็มเวลา ก็ได้ติดตามอ่านหาความรู้และส่งข้อความมาในสังคมการเรียนรู้นี้ ขอชื่นชมในความมีสปิริตของนักศึกษา ที่เรียนวิชาภาวะผู้นำกับการเปลี่ยนแปลงฯ นี้   
ผมได้สรุปรายชื่อนักศึกษาที่ส่งข้อความมา เรียงตามลำดับ ดังต่อไปนี้ 
  1. พนาวัลย์ คุ้มสุด เมื่อ อ. 18 มี.ค. 2550 @ 22:28 (197116)
  2. นายชาญชัย พานิชนันทนกุล ID:105342002 เมื่อ อ. 18 มี.ค. 2550 @ 23:46 (197212)
  3. Jaruwan Yunprayong MBA 6 ID:106142009 เมื่อ จ. 19 มี.ค. 2550 @ 11:22 (197389)
  4. นางจำเนียร อำภารักษ์ ID 106142002 รุ่น 6 เมื่อ จ. 19 มี.ค. 2550 @ 16:24 (197482)
  5. นายนิคม อำภารักษ์ ID 106142006 รุ่น 6 เมื่อ จ. 19 มี.ค. 2550 @ 16:55 (197501)
  6. นายชูศักดิ์ ลาภส่งผล เมื่อ จ. 19 มี.ค. 2550 @ 19:43 (197563)
  7. น.ส.ปภาวี นาคสุข ID 106142008 MBA 6 เมื่อ อ. 20 มี.ค. 2550 @ 09:25 (197873)
  8. นางสาวปณิธาน เชื้อชาติ ID 106142013 MBA 6 เมื่อ อ. 20 มี.ค. 2550 @ 11:49 (198006)
  9. นางสาว นริศรา ทรัพย์ชโลธร เมื่อ อ. 20 มี.ค. 2550 @ 18:35 (198454)
  10. นายวิวัฒน์ นาเวียง เมื่อ พ. 21 มี.ค. 2550 @ 09:58 (199165)
  11. น.ส.นภาพร พิพัฒน์ ID106142007 เมื่อ พ. 21 มี.ค. 2550 @ 12:56 (199298)
  12. นาย สราวุฒิ ฉายแสง เมื่อ พ. 21 มี.ค. 2550 @ 13:31 (199337)
  13. นางสาวหยาดอรุณ อาสาสำเร็จ เมื่อ พ. 21 มี.ค. 2550 @ 15:45 (199423)
  14. นันทพล เถาลิโป้ รุ่น 7 เมื่อ พ. 21 มี.ค. 2550 @ 21:10 (199668)
  15. นางสาวปณิธาน เชื้อชาติ ID 106142013 MBA 6 เมื่อ พ. 21 มี.ค. 2550 @ 21:45 (199698)
  16. น.ส.ปภาวี นาคสุข ID 106142008 MBA 6 เมื่อ พ. 21 มี.ค. 2550 @ 21:47 (199703)
  17. นายณัฐพงศ์ ชุมนุมพันธ์ เมื่อ พ. 21 มี.ค. 2550 @ 22:07 (199713)
  18. กนกลักษณ์ เร้าเลิศฤทธิ์ เมื่อ พฤ. 22 มี.ค. 2550 @ 01:26 (199904)
  19. นางสาวหยาดอรุณ อาสาสำเร็จ และกลุ่ม เมื่อ พฤ. 22 มี.ค. 2550 @ 08:12 (200004)
  20. เตชสิทธิ์ หอมฟุ้ง เมื่อ พฤ. 22 มี.ค. 2550 @ 13:47 (200322)
  21. น.ส.ศรีสุดา วรรณสมบูรณ์ เมื่อ พฤ. 22 มี.ค. 2550 @ 14:31 (200365)

ขอกราบขอบพระคุณ ศ.ดร.จีระ ที่เปิดโอกาสให้ได้ร่วมแชร์ประสบการณ์ร่วมกับ นักศึกษา และให้เกียรติ พาไปร่วมรับประทานอาหารที่ร้านกรรณนิกา ที่หัวหิน  เป็นร้านที่บรรยากาศเรียบง่ายแบบไทย อาหารไทยอร่อย เจ้าของร้านเป็นกันเอง และที่สำคัญคือ โอกาสได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน กับอาจารย์ผู้ใหญ่ เช่น ศ.ดร.จีระ หาไม่ได้ง่ายนัก 

สำหรับ ศิษย์ MBA เราจะพบกันศุกร์ที่ 23 นี้ ผมจะแนะแนวการเขียนข้อสอบให้ ศิษย์ที่ได้เห็นข้อความนี้แล้ว ขอให้แจ้งเพื่อน ๆ บอกต่อกันไป เดิมที ผมจะแนะแนวทาง blog นี้ แต่เกรงว่าจะเป็นสาธารณะเกินไป เพราะข้อสอบบางข้อ อาจจะต้องใช้สอบกับนักศึกษา มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ด้วย  จึงไม่ได้เขียนแนวลงมาในนี้ 

พรุ่งนี้ตามเวลา บอกต่อ ๆ กันด้วย ตรงเวลา วันสุดท้าย ปิดวิชาแล้ว มีเวลาคุยกันแค่ 3 ชั่วโมง จะได้พูดคุยกันในเรื่องสำคัญเหล่านี้ และตอบข้อซักถามอื่น ๆ เกี่ยวกับสังคมการเรียนรู้ของเรา ชาว MBA

  

ขอให้ทุกท่านโชคดี

 

สวัสดี

 

พนาวัลย์ คุ้มสุด เมื่อ อ. 18 มี.ค. 2550 @ 22:28 (197116)
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Thu Mar 22 2007 23:02:42 GMT+0700 (ICT)

เรียน ท่านศ.ดร.จีระ ,ท่าน อ. ยม นักศึกษา MBA 6, 7 และผู้อ่านที่เคารพทุกท่าน

ดิฉันขอส่งงานในหัวข้อเรื่องได้อะไรจากการเรียนภาวะผู้นำในวันที่ 18 มีนาคม 2550 กับ ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมย์ และ อ. ยม ดังรายละเอียดต่อไปนี้ค่ะ

ในช่วงต้นชั่งโมง ท่านได้เอ่ยถึงอีก 1 ทฤษฎี ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งกับภาวะผู้นำ คือ  " Fact & Felling" เป็นเรื่องจำเป็นมากที่ผู้นำทุกคนควรมี

อาจารย์ใหญ่ได้ยกตัวอย่างให้เห็นถึงการวิเคราะห์ผู้นำในอดีต และนักกีฬาระดับตัวแทนของประเทศไทยว่ามี และขาด Capital ด้านใดบ้าง เช่น :

พลโททักษิณ อดีตผู้นำประเทศ ท่านมีทุนมากทางด้าน Creativity Capital , Innovation Capital , Knowledge Capital ท่านมีความโดดเด่นมากใน 3 เรื่องนี้ เพราะท่านเป็นตำรวจที่ได้อ่าน ศึกษาเรื่องดาวเทียม และได้ดำเนินธุรกิจเรื่องนี้ขึ้นมาจนประสบความสำเร็จ

ในทางกลับกันท่านก็ขาดทุนในด้านของ Sustainability Capital คือ ทุนแห่งความยั่งยืน เพราะไม่สามารถรักษาความคิดสร้างสรรค และInnovation นั้นไว้ได้ และอีกตัว คือ Emotional Capital คือ ทุนทางอารมณ์ จะสังเกตุเห็นได้บนจอทีวีเมื่อท่านถูกสัมภาษณ์ หรือ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ที่เคยได้อ่านกัน

ส่วนความแตกต่างระหว่าง พาราดร กับ ดนัย นักเทนนิสของไทย คือ พาราดรขาดทุนความยั่งยืนจึงไม่สามารถรักษาตำแหน่งไว้ได้

ในชั่วโมงอาจารย์ใหญ่ปรารภว่าอยากให้พวกเราขึ้น Blog ว่า 10 ปีข้างหน้าเราจะเป็นอะไร

อาจารย์ใหญ่ได้ทบทวนทฤษฎี  3 วงกลม เพราะมีความจำเป็นในการใช้กับภาวะผู้นำ และยังให้พวกเราแชร์ Idea ว่าทำไมองค์กรจึงล้มเหลวทั้ง ๆ ที่มี 3

สรุป: เป้าหมายทรัพยากรมนุษย์ กำหนดทิศทางให้ชัดเจน และไม่ควรออกนอกประเด็นใดไปเลย การพัฒนาต้องอยู่ภายใต้กรอบทฤษฎี 3 วงกลมซึ่งประกอบด้วย

          1.  Context ระบบการบริหารองค์กรที่ดี ต้องจัดบ้านให้น่าอยู่ ไม่ปล่อยให้รกรุงรัง

           2.  Competencies สมรรถนะขององค์กร คนในองค์กรต้องมีทักษะ วิธีการทำน และทัศนคติ ที่เหมาะสม ประกอบด้วยสิ่งสำคัญ 5 ประการ คือ

          - รู้เฉพาะทาง

          - รู้บริหาร

          - รู้ภาวะผู้นำ

          - รู้เชิงประกอบการ

          - รู้วิเคราะห์ทาง ต้องมีภาพกว้าง

          3.  Motivation แรงจูงใจ

อาจารย์ใหญ่ให้อ่านบทความหนึ่งของอาจารย์และให้พวกเราหัดจับประเด็น ทำการวิเคราะห์ซึ่งได้พบทฤษฎีโป๊ะเช๊ะจากเพื่อน ๆ ดังนี้

จารุวรรณ สรุปบทความของอาจารย์ว่า ได้ใช้ทฤษฎีของอาจารย์ยม คือ

  1. การมุ่งส่วนรวม
  2. หลักธรรมาภิบาล
  3. มีความสามารถ
  4. มีความรับผิดชอบ
  5. มีความเป็นกลาง
  6. มุ่งมั่นสัมฤทธิผล
  7. มีความเป็นมืออาชีพ

อาจารย์ปิดท้ายด้วย " ผู้นำที่ดีต้องทิ้งมรดกไว้ให้คนรุ่นหลังเจริญรอยตามได้"

               พนาวัลย์  คุ้มสุด  ID 106142010             

พนาวัลย์ คุ้มสุด เมื่อ อ. 18 มี.ค. 2550 @ 23:46 (197211)
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Thu Mar 22 2007 23:03:41 GMT+0700 (ICT)

เรียน อาจารย์ใหญ่ และ อาจารย์น้อย เพื่อนนักศึกษา และท่านผู้อ่านที่เคารพ 

ต่อจาก Blog ที่แล้ว เนื่องจากการทำงานบน Blog พิมพ์สั่งงานไม่ต่อเนื่องดิฉันจึงส่งงานบางส่วนเข้ามาก่อนเพราะกลัว Network มีปัญหาและข้อมูลที่พิมพ์เข้ามาหลุดไป จึงทำให้ต้องส่งงาน 2 ครั้ง

ช่วงบ่ายได้ดูเทปสัมภาษณ์เรื่องผู้นำผู้หญิง และผู้นำผู้ชายต่างกันอย่างไร

ดิฉันสรุปประเด็นได้ว่า  ผู้นำหญิงมีความแตกต่างทางด้านทุนจริยธรรม Moral Capital ส่วนผู้นำชายจะได้เปรียบทางด้าน Social Capital แต่อย่างไรก็ดีโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้ผู้หญิงก็ต้องหันกลับมาพัฒนาตนในด้านการเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ ในความคิดเห็นของคุณหญิงกัลยา ท่านว่าถ้ามีผู้นำหญิงในองค์กรมากขึ้นก็จะทำให้คอร์รับชั่นน้อยลง

ผู้นำหญิงในอดีต ย่าโม ได้สร้างวีรกรรมที่กล้าคิด กล้าตัดสินใจ จนฝ่าฝันอุปสรรคนำพาบ้านเมืองให้พ้นวิกฤตมาได้ เป็นตัวอย่างของการแสดงการมีภาวะผู้นำในตัวผู้หญิงมาแล้ว

เพื่อนที่สรุปประเด็นโป๊ะเช๊ะ คือ ณัฐพงศ์ โดยแชร์ความคิดว่าไม่น่าจะแยกความเป็นผู้นำหญิงหรือชาย น่าจะช่วยกันคิด ช่วยกันทำโดยใช้จุดเด่นของแต่ละคนมาช่วยกันผลักดันให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งอาจารย์ใหญ่ให้การสนับสนุน

อาจารย์ยมได้แนะนำ ว่าดูแล้วให้จับประเด็นให้ได้ อย่างน้อยซัก 3 ประเด็น และพูดให้ตรงประเด็น และยังเขียนกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ ให้พวกเราอีก 2 กรอบด้วยเพื่อใช้เป็นแนวในการตอบข้อสอบถ้าเจอโจทย์เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างผู้นำหญิง และผู้นำชาย

หลังจากนั้น อาจารย์ใหญ่ได้ให้พวกเราสรุปบทความภาษาอังกฤษที่แต่ละกลุ่มแปร และสรุปมาโดยใช้ทฤษฎีที่ได้เรียนมาเป็นองค์ประกอบโดยให้ดูที่ A Model of Effective Leadership หน้า 27 หัวข้อ Leadership that shapes the future

หัวข้อที่กลุ่มของดิฉันได้รับคือข้อความใน Capter 5 : ซึ่งพวกเราแปลได้ดังนี้

"การสร้างความพึงพอใจให้เกิดขึ้นในองค์กร"

ซึ่งในบทความพวกเขาได้ใช้ทฤษฎี 4C's เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ และเน้นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และในกลุ่มของเราสรุปประเด็นว่าตรงกับทฤษฎีที่เป็น Mode ของอาจารย์ ใน Box ที่  4 คือ การสร้างคุณค่า  Leadership Value

เทปสุดท้ายที่ได้ดูคือ การสัมภาษณ์ ดร. ปุระชัย โดยอาจารย์ศ.ดร. จีระ ดิฉันสรุปประเด็นได้ดังนี้

ท่านปุระชัย เป็นนักอ่านตัวยง เริ่มเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กโดยได้รับการอบรมจากคุณแม่ มีคุณแม่เป็นตัวอย่าง จากหนังสือหลายเล่มที่ท่านได้อ่านและแชร์ความรู้เป็นบทความในหนังสือหลาย เรื่อง และจากการให้สัมภาษณ์ ดิฉันได้พบ 5K's และ  8K's ในข้อความของท่านดังนี้ ตัวอย่างเช่น

  1. ทุนแห่งความรู้
  2. ทุนแห่งความสุข ท่านรักในอาชีพการเป็นทหาร และปฏิบัติหน้าที่อย่างมีความสุข
  3. ทุนแห่งจริยธรรม ท่านเชื่อว่าการปฏิบัติบูชา เรียนรู้ธรรม รักษาศีลเป็นสิ่งที่ทุกคนพึงมี

สรุปประเด็นสุดท้ายของอาจารย์ใหญ่ ที่ให้เราวิเคราะห์ความต่างระหว่างท่าน กับท่านปุระชัยคือ ถ้ามองด้านกว้างก็คืออาจารย์จีระ ถ้ามองด้านลึกก็คือท่านปุระชัย เพราะท่านลึกมากในข้อมูล ในทฤษฎีต่าง ๆ

บทสรุป: จากการที่ดิฉันได้ศึกษาวิชาภาวะผู้นำทำให้ดิฉันมีพัฒนาการในหลาย ๆ ด้าน เช่น การอ่าน ฟัง ดู สามารถจับประเด็นได้ดีขึ้น สามารถที่จะนำความรู้ที่ได้ ทฤษฎีที่ได้มาวิเคราะห์ได้ตรงประเด็นขึ้น ทำให้เป็นคนช่างสังเกตมากขึ้น และทำให้อยากที่จะค้นคว้า ใฝ่หาความรู้จากการอ่าน การฟัง การดู การหาข้อมูลทาง IT มาประกอบการตัดสินใจมากขึ้น โดยองค์รวมแล้วมั่นใจว่าค้นพบหนทางที่สามารถจะพัฒนาตนไปสู่ความพร้อมในการที่จะมีสภาวะการเป็นผู้นำมากขึ้น  ซึ่งสามารถนำไปใช้กับชีวิตประจำวัน หน้าที่การงาน เพื่อเป็นการสร้าง Value ในตนเองได้ต่อไปในอนาคต

ดิฉันขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ทั้งสอง และคุณนะ ที่ได้ให้โอกาสดี ให้มอบวิชาความรู้กับพวกเราอย่างทุมเท และด้วยหัวใจของการเป็นผู้นำของท่าน ที่ได้ปลูกฝังให้พวกเรา ซึ่งดิฉันถือว่าท่านได้มอบมรดกให้พวกเราเจริญรอยตาม และสืบทอดเจตนารมย์ของท่านต่อไปในอนาคต

                  ด้วยความเคารพอย่างสูง                      

              พนาวัลย์  คุ้มสุด  ID :  106142010           

นายชาญชัย พานิชนันทนกุล ID:105342002 เมื่อ อ. 18 มี.ค. 2550 @ 23:55 (197225) เมื่อ จ. 19 มี.ค. 2550 @ 11:01
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Thu Mar 22 2007 23:05:02 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ ท่านศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์/อ.ยม และเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน 

วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2550 เรียนแล้วได้อะไร ?       

การที่จะเป็นผู้นำที่ดีต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล สามารถถ่ายทอดให้คนอื่นเข้าใจและปฎิบัติได้ตามเป้าหมายดูสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกองค์กรแล้วนำมาเปรียบเทียบวัฒนธรรมองค์กร วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อนทฤษฏี 3 วงกลม

  • วงกลมที่ 1 Context เปรียบเหมือนบ้านหรือองค์กร เกิดความรู้เฉพาะทาง
  • วงกลมที่ 2 Competencies เปรียบเหมือนคนที่อาศัยอยู่ในบ้าน เกิดความรู้เชิงผู้บริหาร
  • วงกลมที่ 3 Motivation  สร้างแรงจูงใจให้คนอยู่ในบ้านอยากจะอยู่ 

จากบทความของศ.ดร. จีระ หงลดารมภ์จะเห็นได้ว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต้องยั่งยืนเติบโตไปพร้อมกับความสมดุลของธรรมชาติ ผู้นำต้องทั้งเก่งและดี มีคุณธรรมและจริยธรรม มีความรู้ความสามารถนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ  มองไปถึงผู้นำที่หัวหินต้องมีวิสัยทัศน์รอบรู้ ใฝ่รู้ตลอดเวลา มีคุณธรรมจริยธรรม รู้จักวางแผนงาน ผังเมือง รองรับการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

สำหรับปัญหาทางภาคใต้วิธีแก้ไข รัฐต้องสร้างความเชื่อถือ ศรัทธาแก่ประชาชนชาวใต้แต่ถ้าเริ่มตอนนี้อาจจะสายเกินไป เนื่องจากสถานการณ์ค่อนข้างวิกฤติ ง่ายต่อการปลุกระดมของผู้ไม่หวังดี ส่งคนเก่งคนดีไปก็ตายหมด ช่วงนี้ไม่จำเป็นต้องส่งคนเก่งคนดีลงไปแก้ไข แต่ต้องส่งคนที่มีความรู้ความสามารถตอบโจทย์ทางใต้ได้ มีความเด็ดขาด ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูกเลิกสงสารคนทำผิด กลุ่มโจรฆ่าคนไม่ผิด แต่ตำรวจจับโจรใต้ถูกกดดันสารพัดให้ปล่อยตัว  ทหารถูกยั่วยุให้ใช้ความรุนแรง แต่ทำอะไรไม่ได้หน่วยงานราชการทางภาคใต้ไม่มีความร่วมมืออย่างจริงใจในการทำงานแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง แล้วเมื่อไรจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงแค่ใช้ลมปากในการแก้ไขปัญหาจึงไม่ประสบความสำเร็จ  ไม่มีการลงมือปฏิบัติให้ชัดเจนเห็นเป็นรูปธรรม

ดังนั้นทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหาให้ถูกจุดตรงประเด็นจึงจะสำเร็จผู้นำชายกับหญิงต่างกันอย่างไรชาย ได้รับการยอมรับจากสังคม มีความเด็ดขาด การตัดสินใจดีกว่า มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีทุนความสุข ทุนสังคม ทุนปัญญา และทุนความรู้ดีกว่าผู้หญิงหญิงมีทุนจริยธรรม ทุนแห่งความยั่งยืน ทุน IT ดีกว่าชาย มีภาระครอบครัวที่ต้องดูแล  ผู้หญิงมักจะขาดทุนทางสังคม  และเครือข่ายบทบาทของผู้หญิงมักจะถูกกำหนดให้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้นำที่ยิ่งใหญ่เสมอ เช่น คุณฮิลลารี คลินตัน

หลังจาดูเทปดร.ปุระชัย ปะทะ.ดร. จีระ จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 ท่านมีทุนมนุษย์ที่ดีมากจากผู้ให้กำเนิด รักการอ่าน ใฝ่รู้ ชอบถ่ายทอดให้ความรู้ให้ผู้อื่น  แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ 

  • -ท่านปุระชัยจะมีความลุ่มลึกในแต่ละเรื่องที่ท่านอ่านแต่ยังไม่สามารถทำออกมาเป็นทฤษฏีของตนเองได้
  • - ท่านอ.จีระจะมีความรู้ในด้านกว้าง กล้าพูดกล้าคิดนอกกรอบ มีการApply เป็นทฤษฎีของตนเองและสามารถนำไปเชื่อมกับสิ่งต่างๆได้อย่างต่อเนื่อง

สรุปจะเห็นได้ว่าทั้ง 2 ท่านกว่าจะประสบความสำเร็จต้องมีองค์ประกอบ ทุนมนุษย์ ทุนปัญญา ทุนจริยธรรม ทุนแห่งความสุข ทุนทางสังคม ทุนแห่งความยั่งยืน ทุนทางIT และทุนความรู้ จึงจะเป็นผู้นำที่ดีได้และจากการแปล Chapter 3 ทำให้ทราบถึงลักษณะเฉพาะตัวของผู้นำ และChapter 4 กระบวนการภาวะผู้นำ เน้นการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันและพัฒนาเป้าหมาย

นายชาญชัย พานิชนันทนกุล ID: 105342002 เมื่อ พ. 21 มี.ค. 2550 @ 12:01 (199265)
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Thu Mar 22 2007 23:22:20 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ/ค่ะ ท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์/อ.ยมและเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน

  

จากที่กลุ่ม 3 ได้รับมอบหมาย จาก ศ.ดร.จีระ ให้แปลหนังสือ Reinventing Leadership Chapter3 เรื่อง The Personal Side of Leadership สมาชิกกลุ่ม 3 มีดังนี้

  
  1. นายชาญชัย พานิชนันทนกุล รหัส 105342002(หัวหน้า)
  2. นางจำเนียร อำภารักษ์ รหัส 106142002
  3. นายนิคม อำภารักษ์ รหัส 106142006
  4. น.ส.ปภาวี นาคสุข รหัส 106142008
  5. นางจารุวรรณ ยุ่นประยงค์ รหัส 106142009
  6. น.ส.ปณิธาน เชื้อชาติ รหัส 106142013
  7. นายเอกราช ดนยสกุล รหัส 106142015
 สามารถสรุปเนื้อหาได้ดังนี้  แง่มุมด้าน คน ของความเป็นผู้นำ ผู้นำจะสื่อสารมุมมองความคิดและวิสัยทัศน์ของตนไปยังผู้ที่สามารถทำให้มุมมองนั้นเป็นความจริงได้  สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้คนเหล่านี้ได้รับความสนใจว่าเป็นคนที่นำความฝันไปปฏิบัติได้ เพื่อกระตุ้นและโน้มน้าวให้บุคคลเข้าร่วมกับอุดมการณ์ คุณต้องมีความตระหนักรู้ตนเองหรือรู้จักตน เข้าใจตัวเองและอยากจะพัฒนาตนเอง  การเป็นผู้นำนั้นต้องแสดงออกอย่างดีที่สุดเพื่อผู้อื่นจะได้ทำตาม ผู้นำต้องรู้จักตนเองและปรารถนาที่จะพัฒนาตนเองเสมอ  ในการจะเป็นผู้นำทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ผู้นำควรจะปรับปรุงตนเองก่อนที่จะพัฒนาผู้อื่น  ในบทนี้จะได้เรียนรู้ว่าการค้นพบตนเองสามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่จะส่งผลกระทบต่อองค์กร การชี้ให้เห็นถึงการสร้างทัศนคติในเชิงบวก และยังจะได้ทราบถึงวิธีที่จะสร้างการมองตนเองโดยการเสริมสร้างจุดแข็งของตนเองทราบความต้องการขององค์กรและความคาดหวังที่องค์กรจะได้รับรวมถึงทำให้เกิดการประเมินเสียงสะท้อน (Reflective backtalk) ในทุกๆ โอกาส  

การที่ผู้นำได้มีการพัฒนาด้านบุคคลมาถึงจะนำพาไปสู่การเป็นผู้นำที่ดี นอกจากการพัฒนาด้านบุคคลมาถึงจะนำพาไปสู่การเป็นผู้นำที่ดีแล้ว ยังช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ และเพิ่มมูลค่าขีดความสามารถในการผลิตให้กับบริษัท นำไปสู่การพัฒนาขององค์กรด้วย

  

ความหมายแง่มุมด้านคนของความเป็นผู้นำคืออะไร?

 เราต้องสร้างกลไกเหนี่ยวรั้งเทียมขึ้น เมื่อใดก็ตามที่ความคิดเห็นของเราถูกโจมตี โดยทั่วไปเราต่างก็รีบปกป้องทันที แต่ผู้นำที่ดีจะเหนี่ยวรั้งความรู้สึกนั้น(ที่จะปกป้องทันที) เราคิดว่าความแตกต่างระหว่างการเคารพนับถือในตัวเองกับความมีอัตตา ก็คือ ความสามารถในการโต้แย้งโดยได้ไตร่ตรองแล้ว  การเป็นผู้นำต้องมีทัศนคติเชิงบวก(Positive self-regard)เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ประกอบด้วย 3 ปัจจัย คือ
  1. ต้องรู้ข้อดีและข้อด้อยของตนเอง ข้อดีควรส่งเสริมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควรกำจัดข้อเสียให้น้อยลงหรือ กำจัดให้หมดไป
  2. เปิดโอกาสให้มีการพัฒนาตนเองเพื่อที่จะเสริมสร้างข้อดีโดยการกำหนดเป้าหมายไว้ ผู้นำที่ดีส่วนใหญ่ต้องการผลตอบรับ (Feedback) เพื่อใช้ในการประเมินตนเองว่า ทำงานได้ดีแค่ไหนและก้าวหน้าขนาดไหนแล้ว
  3. ผู้นำต้องมีความเข้าใจความต้องการขององค์กรและตนเองสามารถพัฒนาองค์กรได้ไม่มากก็น้อย ผู้นำที่มีศักยภาพนั้นจะตระหนักได้ว่าควรพยายามทำและพัฒนาตรงจุดไหน
 

ในการศึกษาวิจัยครั้งแรกเมื่อหลายปีที่ผ่านมาพบว่ามีผู้นำเพียง 2 คนจาก 90 คน ที่อยู่ในตำแหน่ง CEO ได้นานในองค์กรของเขา ซึ่ง 2 คนนี้ พวกเขาเข้าใจผิดว่าความสามารถของพวกเขาไม่เหมาะสมกับความต้ององค์กรแล้ว แต่โดนบังคับให้อยู่ในตำแหน่งเพราะคณะกรรมการอื่นๆ

  

ทั้งนี้ปัจจัยที่กำหนดการเลือกผู้นำคนใหม่คือ ความสามารถ (รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไร) และรู้ว่าตนเองจะต้องหมดหน้าที่ลงเมื่อใด

  

หากเลือกผู้นำผิด ความผิดพลาดก็จะถูกฝังและอยู่ในองค์กรตลอดไป และพวกคณะกรรมการที่คัดเลือกผู้นำใหม่ก็ไม่กระตือรือร้นที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดนี้อีกด้วย

  ปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อผู้นำคือ คู่สมรสที่ดีซึ่งจะสามารถให้การช่วยเหลือเกื้อกูลหรือเป็นกระจกสะท้อนตัวผู้นำออกมา  

นอกจากนี้คนรอบข้างในองค์กรหรือนอกองค์กร ก็มีส่วนสำคัญในการสะท้อนและสามารถบอกความจริงในสิ่งต่างๆ ในตัวผู้นำได้

  

สาเหตุที่ทำให้ CEO รักษาชีวิตสมรสที่ยาวนานคือประสิทธิภาพของคู่สมรส ผู้นำหลายคนไม่สามารถจะก้าวเป็น CEO ได้หากขาดภรรยาหรือสามีให้ความช่วยเหลือ ให้กำลังใจและช่วยในการจัดการและสนับสนุนอย่างดีในทุกเรื่อง ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าเสียงสะท้อนกลับมา

  

นอกจากคู่สมรส ผู้นำต้องการ เสียงสะท้อน จากคนในองค์กรและนอกองค์กรอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้นำที่จะต้องสร้างสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิด เสียงสะท้อน โดยการสัมภาษณ์เพราะผู้นำสามารถจะเจอคนที่มีจุดแข็งในตนเอง ซึ่งคนพวกนี้จะเป็นแหล่งเสียงสะท้อนของผู้นำ

  

รวมถึงคนที่มักจะมีความคิดเห็นแตกต่างจากผู้อื่นในกลุ่ม เพราะความคิดของคนกลุ่มนี้จะส่งผลต่อการดำเนินงานขององค์กรเพื่อไม่ดำเนินไปในทิศทางเดียว

  นอกจากนี้ผู้นำควรให้ความสำคัญกับ การสับเปลี่ยนโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่ (devil’s advocate) ซึ่งจะสามารถช่วยให้มีคนคอยตักเตือนเราและมองเห็นการทำงานของเราและการที่มีคนพูดสะท้อนในสิ่งที่คุณทำนั้นในชีวิตควรมีมากกว่า 1 คนหรือไม่ก็อย่างน้อย 1 คนก็ยังดี  วิธีสะท้อนเพื่อให้กำลังใจนั้นคือ ระบบผลตอบแทนสินน้ำใจเหมือนการให้โบนัส , เสียงสะท้อนถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่ในการช่วยส่งเสริมการเป็นผู้นำที่ดี มีบทเรียนแห่งความรู้ที่เป็นประโยชน์ที่มาจากผู้นำหลายท่าน 4 ประการ ตัวเองเป็นครูที่ดีที่สุด มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และไม่โยนความผิดให้ผู้อื่น เรียนรู้สิ่งต่างๆ ตามความต้องการเพื่อเสริมสร้างโลกทัศน์ให้กว้างขึ้นเสมอ ความเข้าใจอย่างแท้จริง มาจากประสบการณ์ที่ผ่านมาและสามารถสะท้อนให้เห็นตัวเอง  มีคำกล่าวที่ว่า การค้นหาคำตอบที่ถูกต้องชัดเจน มาจากคำถามที่ตรงประเด็นในเวลาที่เหมาะสมการเดินทางสู่การค้นพบทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ยังต้องการให้ผู้อื่นให้คำแนะนำและการพูดโต้ตอบกลับกับบุคคลที่มีคุณค่าเหล่านั้น ผลที่ได้รับทำให้เห็นภาพสะท้อนตัวเรา  คนจำนวนมากต้องผิดหวังกับชีวิตการแต่งงานและการหย่าร้าง  ปัญหาของแต่ละคนที่เกิดขึ้น ควรต้องผลักดันให้คนรู้จักการเริ่มต้นใหม่ บางทีอาจจะเป็นครั้งแรกที่ให้เขาย้อนมองดูชีวิต ประสบการณ์ที่ล้มเหลว  สิ่งเหล่านี้อยู่เหนือคำอธิบายใดๆ การศึกษาผู้ชาย ผู้หญิงและพยายามทำความเข้าใจ คนที่ไม่เคยเรียนรู้ก็ไม่สามารถก้าวเพื่ออนาคตข้างหน้าได้  คนที่จะเป็นผู้นำที่ดีจำเป็นต้องกล้าตัดสินใจเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ด้วยตัวเอง และพวกเขาจะต้องเข้าใจในจุดที่สำคัญ และค้นพบสิ่งเหล่านั้นได้จากการเรียนรู้ และควรพยายามจะลองทำในสิ่งอื่นๆอีกที่ไม่คิดว่าจะทำได้ จะทำให้สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้นำที่ดีได้ โดยที่ไม่ต้องไปเรียนที่ไหน  ถ้าเปรียบเทียบอาหาร Fast food เหมือนกับการสร้างการเป็นผู้นำเอาคนใส่ในไมโครเวฟแล้วกดออกมาเป็นผู้นำ McDonald ในเรื่องจริงมันไม่สามารถเป็นไปได้เลย ผู้นำที่ดีจริงๆ ต้องเกิดการพัฒนาขึ้นจากตัวเอง ไม่ได้มาจากวางแผนที่จะเรียนหนักแต่มาจากความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดจากตนเองต่างหาก  ยังมีอีกความหมายหนึ่งของคำว่า bricoleurs นักประดิษฐ์คิดค้น หรือช่างซ่อม คือผู้ที่สามารถรวมสิ่งต่างๆที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันและสามารถเชื่อมโยงสิ่งต่างๆเข้าหากันและแก้ปัญหาได้  อย่างไรก็ตาม bricoleurs ก็รับสมัครผู้นำที่ดีด้วยเช่นกัน สามารถอธิบายได้ดีถึงภาวการณ์เป็นผู้นำที่เก่งได้จากองค์กรที่กำลังจะหมดหวังหลายๆแห่ง ผู้บริหารจะทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถที่สุดจากความสามารถของพวกเขาเลยทีเดียว Dialogue Starters 
  1. Definition Exercise: แบบทดสอบการให้คำจำกัดความ บอกลักษณะเฉพาะของการเป็นผู้นำในตัวคุณที่เหมือนกับผู้นำที่คุณชื่นชม และภาวะผู้นำที่ได้มาจากประสบการณ์ของคุณ คุณบอกได้ไหมว่าจุดเล็กๆ ที่สามารถสร้างลักษณะเฉพาะในตัวคุณ เกิดขึ้นมาได้จากสถานการณ์ในช่วงไหนของชีวิตคุณ
  2. What – if Discussion: การอภิปราย วิเคราะห์ว่า อะไรจะเกิดขึ้นถ้าหากคุณนั่งตำแหน่งบริหารสูงสุดของบริษัท และดำเนินรอยตามทุกขั้นตอนของ Martin Kaplan คุณได้อะไรจากการเรียนรู้เกี่ยวกับภาวะผู้นำ ที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน สามารถให้คุณมองคนได้อย่างถ่องแท้ สิ่งที่คุณควรให้ความสำคัญก่อนหลัง ความอึดอัดจากความล้มเหลว ซึ่งคุณสามารถพิจารณานำไปใช้กับบริษัทของคุณได้
 

สรุปแง่มุมด้าน คน ของความเป็นผู้นำ คุณสมบัติของการเป็นผู้นำนั้นถ้ามีกรณีถกเถียงหรือโต้แย้งใดๆก็ตาม เราควรจะหยุด คิด นิ่ง หรือระงับอารมณ์ อารมณ์ต่างๆซึ่งซ่อนอยู่ภายใน

  เพราะว่าโดยสัญชาตญาณของมนุษย์เมื่อโกรธหรือไม่พอใจในเรื่องใดๆก็จะโต้เถียงหรือระเบิดอารมณ์ออกมาในทันที  การเป็นผู้นำที่ดีนั้นควรระมัดระวังเรื่องการปะทะกันด้านของอารมณ์ ไม่ควรหุนหันพลันแล่นหรือวู่วามในการตัดสินใจที่จะแก้ปัญหาภายใต้แรงกดดันของทุกฝ่าย  ควรที่จะเก็บอารมณ์ให้นิ่งแล้วถอยออกมาสักก้าวหนึ่ง เพื่อที่จะได้ประเมินสถานการณ์ ของปัญหานั้นได้ถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจด้วยอารมณ์ในทันที โดยการปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามได้ระเบิดปัญหาหรือความขัดแย้งออกมามากๆเราจะได้มองเห็นตัวตนของเขาได้อย่างลึกซึ้ง (รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง )  ในที่สุดเราก็จะสามารถ มองเห็นผลลัพท์ของความแตกต่างระหว่างการป็นคนที่มีมุมมองโลกในแง่บวก คิดในด้านดี กับการที่เอาแต่ใจตั้งตนเป็นใหญ่ แต่เพียงฝ่ายเดียวแบบไหนได้ประโยชน์สูงสุด ผลลัพท์ที่ว่านั้นก็คือถ้าเราตั้งสติให้มั่น ปัญญาก็จะเกิดแก่ตัวเราเท่านั้นแล้วก็จะทำให้เรา อ่านเกมหรือมองกลยุทธ์ของฝ่ายตรงข้าม ได้อย่าทะลุทะลวงเป็นเหตุให้เรากลายเป็นผู้นำ ซึ่งเปี่ยมด้วยปัญญา แก้ไขปัญหา ด้วยความรอบคอบ โอกาสที่จะผิดพลาดก็น้อย ( ผู้ชนะ )  ดังนั้นผู้นำจึงต้องสื่อสารมุมมองความคิดและวิสัยทัศน์ของตนไปยังผู้ที่อยู่รอบตัวสามารถทำให้เป็นจริงได้ กระตุ้นและโน้มน้าวให้บุคคลเข้าร่วมกับอุดมการณ์ ต้องมีความตระหนักรู้ตนเองหรือรู้จักตนเข้าใจตัวเองและอยากจะพัฒนาตนเอง จึงจะเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จมีคุณค่า ผู้นำควรรู้จักปรับปรุงตนเองก่อนที่จะพัฒนาผู้อื่น  การค้นพบตนเองสามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่จะชี้ให้เห็นถึงการสร้างทัศนคติในเชิงบวก ทราบถึงวิธีที่จะสร้างการมองตนเองโดยการเสริมสร้างจุดแข็งของตนเอง กล้าคิด กล้าทำและกล้าตัดสินใจ ทราบความต้องการขององค์กรและความคาดหวังที่องค์กรรวมถึงทำให้เกิดการประเมินเสียงสะท้อน จากทุกคนเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขสู่ความเป็นเลิศ ทั้งยังช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรก้าวไปสู่เป้าหมายได้อย่างยอดเยี่ยม  

 

นายชาญชัย พานิชนันทนกุล ID: 105342002 เมื่อ พ. 21 มี.ค. 2550 @ 12:01
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Thu Mar 22 2007 23:28:14 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ/ค่ะ ท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์/อ.ยมและเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน

 

  

จากที่กลุ่ม 3 ได้รับมอบหมาย จาก ศ.ดร.จีระ ให้แปลหนังสือ Reinventing Leadership Chapter3 เรื่อง The Personal Side of Leadership สมาชิกกลุ่ม 3 มีดังนี้

  
  1. นายชาญชัย พานิชนันทนกุล รหัส 105342002(หัวหน้า)
  2. นางจำเนียร อำภารักษ์ รหัส 106142002
  3. นายนิคม อำภารักษ์ รหัส 106142006
  4. น.ส.ปภาวี นาคสุข รหัส 106142008
  5. นางจารุวรรณ ยุ่นประยงค์ รหัส 106142009
  6. น.ส.ปณิธาน เชื้อชาติ รหัส 106142013
  7. นายเอกราช ดนยสกุล รหัส 106142015

 สามารถสรุปเนื้อหาได้ดังนี้  แง่มุมด้าน คน ของความเป็นผู้นำ ผู้นำจะสื่อสารมุมมองความคิดและวิสัยทัศน์ของตนไปยังผู้ที่สามารถทำให้มุมมองนั้นเป็นความจริงได้

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้คนเหล่านี้ได้รับความสนใจว่าเป็นคนที่นำความฝันไปปฏิบัติได้ เพื่อกระตุ้นและโน้มน้าวให้บุคคลเข้าร่วมกับอุดมการณ์ คุณต้องมีความตระหนักรู้ตนเองหรือรู้จักตน เข้าใจตัวเองและอยากจะพัฒนาตนเอง  

การเป็นผู้นำนั้นต้องแสดงออกอย่างดีที่สุดเพื่อผู้อื่นจะได้ทำตาม ผู้นำต้องรู้จักตนเองและปรารถนาที่จะพัฒนาตนเองเสมอ  ในการจะเป็นผู้นำทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ผู้นำควรจะปรับปรุงตนเองก่อนที่จะพัฒนาผู้อื่น  

ในบทนี้จะได้เรียนรู้ว่าการค้นพบตนเองสามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่จะส่งผลกระทบต่อองค์กร การชี้ให้เห็นถึงการสร้างทัศนคติในเชิงบวก และยังจะได้ทราบถึงวิธีที่จะสร้างการมองตนเองโดยการเสริมสร้างจุดแข็งของตนเองทราบความต้องการขององค์กรและความคาดหวังที่องค์กรจะได้รับรวมถึงทำให้เกิดการประเมินเสียงสะท้อน (Reflective backtalk) ในทุกๆ โอกาส  

 

การที่ผู้นำได้มีการพัฒนาด้านบุคคลมาถึงจะนำพาไปสู่การเป็นผู้นำที่ดี นอกจากการพัฒนาด้านบุคคลมาถึงจะนำพาไปสู่การเป็นผู้นำที่ดีแล้ว ยังช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ และเพิ่มมูลค่าขีดความสามารถในการผลิตให้กับบริษัท นำไปสู่การพัฒนาขององค์กรด้วย

 

  

ความหมายแง่มุมด้านคนของความเป็นผู้นำคืออะไร?

 เราต้องสร้างกลไกเหนี่ยวรั้งเทียมขึ้น เมื่อใดก็ตามที่ความคิดเห็นของเราถูกโจมตี โดยทั่วไปเราต่างก็รีบปกป้องทันที แต่ผู้นำที่ดีจะเหนี่ยวรั้งความรู้สึกนั้น(ที่จะปกป้องทันที) เราคิดว่าความแตกต่างระหว่างการเคารพนับถือในตัวเองกับความมีอัตตา ก็คือ ความสามารถในการโต้แย้งโดยได้ไตร่ตรองแล้ว  การเป็นผู้นำต้องมีทัศนคติเชิงบวก(Positive self-regard)เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ประกอบด้วย 3 ปัจจัย คือ
  1. ต้องรู้ข้อดีและข้อด้อยของตนเอง ข้อดีควรส่งเสริมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควรกำจัดข้อเสียให้น้อยลงหรือ กำจัดให้หมดไป
  2. เปิดโอกาสให้มีการพัฒนาตนเองเพื่อที่จะเสริมสร้างข้อดีโดยการกำหนดเป้าหมายไว้ ผู้นำที่ดีส่วนใหญ่ต้องการผลตอบรับ (Feedback) เพื่อใช้ในการประเมินตนเองว่า ทำงานได้ดีแค่ไหนและก้าวหน้าขนาดไหนแล้ว
  3. ผู้นำต้องมีความเข้าใจความต้องการขององค์กรและตนเองสามารถพัฒนาองค์กรได้ไม่มากก็น้อย ผู้นำที่มีศักยภาพนั้นจะตระหนักได้ว่าควรพยายามทำและพัฒนาตรงจุดไหน
 

ในการศึกษาวิจัยครั้งแรกเมื่อหลายปีที่ผ่านมาพบว่ามีผู้นำเพียง 2 คนจาก 90 คน ที่อยู่ในตำแหน่ง CEO ได้นานในองค์กรของเขา ซึ่ง 2 คนนี้ พวกเขาเข้าใจผิดว่าความสามารถของพวกเขาไม่เหมาะสมกับความต้ององค์กรแล้ว แต่โดนบังคับให้อยู่ในตำแหน่งเพราะคณะกรรมการอื่นๆ

  

ทั้งนี้ปัจจัยที่กำหนดการเลือกผู้นำคนใหม่คือ ความสามารถ (รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไร) และรู้ว่าตนเองจะต้องหมดหน้าที่ลงเมื่อใด

 

  

หากเลือกผู้นำผิด ความผิดพลาดก็จะถูกฝังและอยู่ในองค์กรตลอดไป และพวกคณะกรรมการที่คัดเลือกผู้นำใหม่ก็ไม่กระตือรือร้นที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดนี้อีกด้วย

 

ปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อผู้นำคือ คู่สมรสที่ดีซึ่งจะสามารถให้การช่วยเหลือเกื้อกูลหรือเป็นกระจกสะท้อนตัวผู้นำออกมา  

นอกจากนี้คนรอบข้างในองค์กรหรือนอกองค์กร ก็มีส่วนสำคัญในการสะท้อนและสามารถบอกความจริงในสิ่งต่างๆ ในตัวผู้นำได้

 

  

สาเหตุที่ทำให้ CEO รักษาชีวิตสมรสที่ยาวนานคือประสิทธิภาพของคู่สมรส ผู้นำหลายคนไม่สามารถจะก้าวเป็น CEO ได้หากขาดภรรยาหรือสามีให้ความช่วยเหลือ ให้กำลังใจและช่วยในการจัดการและสนับสนุนอย่างดีในทุกเรื่อง ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าเสียงสะท้อนกลับมา

  

นอกจากคู่สมรส ผู้นำต้องการ เสียงสะท้อน จากคนในองค์กรและนอกองค์กรอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับผู้นำที่จะต้องสร้างสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิด เสียงสะท้อน โดยการสัมภาษณ์เพราะผู้นำสามารถจะเจอคนที่มีจุดแข็งในตนเอง ซึ่งคนพวกนี้จะเป็นแหล่งเสียงสะท้อนของผู้นำ

 

  

รวมถึงคนที่มักจะมีความคิดเห็นแตกต่างจากผู้อื่นในกลุ่ม เพราะความคิดของคนกลุ่มนี้จะส่งผลต่อการดำเนินงานขององค์กรเพื่อไม่ดำเนินไปในทิศทางเดียว

 

นอกจากนี้ผู้นำควรให้ความสำคัญกับ การสับเปลี่ยนโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่ (devil’s advocate) ซึ่งจะสามารถช่วยให้มีคนคอยตักเตือนเราและมองเห็นการทำงานของเราและการที่มีคนพูดสะท้อนในสิ่งที่คุณทำนั้นในชีวิตควรมีมากกว่า 1 คนหรือไม่ก็อย่างน้อย 1 คนก็ยังดี 

วิธีสะท้อนเพื่อให้กำลังใจนั้นคือ ระบบผลตอบแทนสินน้ำใจเหมือนการให้โบนัส , เสียงสะท้อนถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่ในการช่วยส่งเสริมการเป็นผู้นำที่ดี มีบทเรียนแห่งความรู้ที่เป็นประโยชน์ที่มาจากผู้นำหลายท่าน 4 ประการ

ตัวเองเป็นครูที่ดีที่สุด

มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และไม่โยนความผิดให้ผู้อื่น

เรียนรู้สิ่งต่างๆ ตามความต้องการเพื่อเสริมสร้างโลกทัศน์ให้กว้างขึ้นเสมอ

ความเข้าใจอย่างแท้จริง มาจาประสบการณ์ที่ผ่านมาและสามารถสะท้อนให้เห็นตัวเอง  มีคำกล่าวที่ว่า การค้นหาคำตอบที่ถูกต้องชัดเจน มาจากคำถามที่ตรงประเด็นในเวลาที่เหมาะสม

การเดินทางสู่การค้นพบทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ยังต้องการให้ผู้อื่นให้คำแนะนำและการพูดโต้ตอบกลับกับบุคคลที่มีคุณค่าเหล่านั้น ผลที่ได้รับทำให้เห็นภาพสะท้อนตัวเรา  คนจำนวนมากต้องผิดหวังกับชีวิตการแต่งงานและการหย่าร้าง  ปัญหาของแต่ละคนที่เกิดขึ้น ควรต้องผลักดันให้คนรู้จักการเริ่มต้นใหม่ บางทีอาจจะเป็นครั้งแรกที่ให้เขาย้อนมองดูชีวิต ประสบการณ์ที่ล้มเหลว  

 

สิ่งเหล่านี้อยู่เหนือคำอธิบายใดๆ การศึกษาผู้ชาย ผู้หญิงและพยายามทำความเข้าใจ คนที่ไม่เคยเรียนรู้ก็ไม่สามารถก้าวเพื่ออนาคตข้างหน้าได้  

 

คนที่จะเป็นผู้นำที่ดีจำเป็นต้องกล้าตัดสินใจเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ด้วยตัวเอง และพวกเขาจะต้องเข้าใจในจุดที่สำคัญ และค้นพบสิ่งเหล่านั้นได้จากการเรียนรู้ และควรพยายามจะลองทำในสิ่งอื่นๆอีกที่ไม่คิดว่าจะทำได้ จะทำให้สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้นำที่ดีได้

โดยที่ไม่ต้องไปเรียนที่ไหน  ถ้าเปรียบเทียบอาหาร Fast food เหมือนกับการสร้างการเป็นผู้นำเอาคนใส่ในไมโครเวฟแล้วกดออกมาเป็นผู้นำ McDonald ในเรื่องจริงมันไม่สามารถเป็นไปได้เลย

ผู้นำที่ดีจริงๆ ต้องเกิดการพัฒนาขึ้นจากตัวเอง ไม่ได้มาจากวางแผนที่จะเรียนหนักแต่มาจากความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดจากตนเองต่างหาก  ยังมีอีกความหมายหนึ่งของคำว่า bricoleurs นักประดิษฐ์คิดค้น หรือช่างซ่อม คือผู้ที่สามารถรวมสิ่งต่างๆที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันและสามารถเชื่อมโยงสิ่งต่างๆเข้าหากันและแก้ปัญหาได้  

 

อย่างไรก็ตาม bricoleurs ก็รับสมัครผู้นำที่ดีด้วยเช่นกัน สามารถอธิบายได้ดีถึงภาวการณ์เป็นผู้นำที่เก่งได้จากองค์กรที่กำลังจะหมดหวังหลายๆแห่ง ผู้บริหารจะทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถที่สุดจากความสามารถของพวกเขาเลยทีเดียว Dialogue Starters 

  1. Definition Exercise: แบบทดสอบการให้คำจำกัดความ บอกลักษณะเฉพาะของการเป็นผู้นำในตัวคุณที่เหมือนกับผู้นำที่คุณชื่นชม และภาวะผู้นำที่ได้มาจากประสบการณ์ของคุณ คุณบอกได้ไหมว่าจุดเล็กๆ ที่สามารถสร้างลักษณะเฉพาะในตัวคุณ เกิดขึ้นมาได้จากสถานการณ์ในช่วงไหนของชีวิตคุณ
  2. What – if Discussion: การอภิปราย วิเคราะห์ว่า อะไรจะเกิดขึ้นถ้าหากคุณนั่งตำแหน่งบริหารสูงสุดของบริษัท และดำเนินรอยตามทุกขั้นตอนของ Martin Kaplan คุณได้อะไรจากการเรียนรู้เกี่ยวกับภาวะผู้นำ ที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน สามารถให้คุณมองคนได้อย่างถ่องแท้ สิ่งที่คุณควรให้ความสำคัญก่อนหลัง ความอึดอัดจากความล้มเหลว ซึ่งคุณสามารถพิจารณานำไปใช้กับบริษัทของคุณได้
 

สรุปแง่มุมด้าน คน ของความเป็นผู้นำ คุณสมบัติของการเป็นผู้นำนั้นถ้ามีกรณีถกเถียงหรือโต้แย้งใดๆก็ตาม เราควรจะหยุด คิด นิ่ง หรือระงับอารมณ์ อารมณ์ต่างๆซึ่งซ่อนอยู่ภายใน

 

เพราะว่าโดยสัญชาตญาณของมนุษย์เมื่อโกรธหรือไม่พอใจในเรื่องใดๆก็จะโต้เถียงหรือระเบิดอารมณ์ออกมาในทันที  

การเป็นผู้นำที่ดีนั้นควรระมัดระวังเรื่องการปะทะกันด้านของอารมณ์ ไม่ควรหุนหันพลันแล่นหรือวู่วามในการตัดสินใจที่จะแก้ปัญหาภายใต้แรงกดดันของทุกฝ่าย  ควรที่จะเก็บอารมณ์ให้นิ่งแล้วถอยออกมาสักก้าวหนึ่ง เพื่อที่จะได้ประเมินสถานการณ์ ของปัญหานั้นได้ถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจด้วยอารมณ์ในทันที โดยการปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามได้ระเบิดปัญหาหรือความขัดแย้งออกมามากๆเราจะได้มองเห็นตัวตนของเขาได้อย่างลึกซึ้ง (รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง )  

 

ในที่สุดเราก็จะสามารถ มองเห็นผลลัพท์ของความแตกต่างระหว่างการป็นคนที่มีมุมมองโลกในแง่บวก คิดในด้านดี กับการที่เอาแต่ใจตั้งตนเป็นใหญ่ แต่เพียงฝ่ายเดียวแบบไหนได้ประโยชน์สูงสุด

 

ผลลัพท์ที่ว่านั้นก็คือถ้าเราตั้งสติให้มั่น ปัญญาก็จะเกิดแก่ตัวเราเท่านั้นแล้วก็จะทำให้เรา อ่านเกมหรือมองกลยุทธ์ของฝ่ายตรงข้าม ได้อย่าทะลุทะลวงเป็นเหตุให้เรากลายเป็นผู้นำ ซึ่งเปี่ยมด้วยปัญญา แก้ไขปัญหา ด้วยความรอบคอบ โอกาสที่จะผิดพลาดก็น้อย ( ผู้ชนะ )  

 

ดังนั้นผู้นำจึงต้องสื่อสารมุมมองความคิดและวิสัยทัศน์ของตนไปยังผู้ที่อยู่รอบตัวสามารถทำให้เป็นจริงได้ กระตุ้นและโน้มน้าวให้บุคคลเข้าร่วมกับอุดมการณ์ ต้องมีความตระหนักรู้ตนเองหรือรู้จักตนเข้าใจตัวเองและอยากจะพัฒนาตนเอง จึงจะเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จมีคุณค่า

 

ผู้นำควรรู้จักปรับปรุงตนเองก่อนที่จะพัฒนาผู้อื่น  การค้นพบตนเองสามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่จะชี้ให้เห็นถึงการสร้างทัศนคติในเชิงบวก ทราบถึงวิธีที่จะสร้างการมองตนเองโดยการเสริมสร้างจุดแข็งของตนเอง กล้าคิด กล้าทำและกล้าตัดสินใจ ทราบความต้องการขององค์กรและความคาดหวังที่องค์กรรวมถึงทำให้เกิดการประเมินเสียงสะท้อน จากทุกคนเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขสู่ความเป็นเลิศ ทั้งยังช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรก้าวไปสู่เป้าหมายได้อย่างยอดเยี่ยม  

Jaruwan Yunprayong MBA 6 ID:106142009 เมื่อ จ. 19 มี.ค. 2550 @ 11:22 (197389)
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Thu Mar 22 2007 23:34:21 GMT+0700 (ICT)

เรียน ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์, อาจารย์ยม และเพื่อนๆนักศึกษาทุกท่าน  

 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม  2550 ศึกษาภาวะผู้นำ ได้อะไรจากการเรียน

อาทิตย์นี้ฝิ่นและเพื่อนๆที่มาเรียนโชคดีเพราะเรามีทั้งอาจารย์จิระและอาจารย์ยม มาให้ความรู้แก่พวกเรา สิ่งที่ได้หลักๆจากการเรียนอาทิตย์นี้คือ การจับประเด็นและการวิเคราะห์ให้เป็น โดยใช้ทฤษฎีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของอาจารย์จิระหรืออาจารย์ยมเข้ามาผสมผสานพร้อมยกตัวอย่างได้

1. ทฤษฎี 3 วงกลมที่อาจารย์ให้วิเคราะห์ว่าสิ่งที่ขาดไปคืออะไร ซึ่งประกอบไปด้วย องค์กร ขีดความสามารถและแรงจูงใจ และได้ให้ทุกคนในห้องได้ร่วมออกความคิดเห็นทีละคน ซึ่งการเรียนวันนี้ดูบรรยากาศอบอุ่นมากถึงแม้จะมีเพียง 15 คนซึ่งตรงกับทฤษฎี 4L's ของอาจารย์จิระเลยจริงๆ

2.อาจารย์ให้จับประเด็นหลังจากดูสไลด์ 2 เรื่องคือ

  • สัมภาษณ์คุณหณิงกัลยาและอาจารย์มาลี ซึ่งพูดถึงภาวะผู้นำสตีและบทบาท ซึ่งอาจารย์ก็ให้ทุกคนในห้องได้มีส่วนร่วมในการวิเคาะห์และได้สรุปว่าโดยส่วยใหญ่ผู้หญิงจะมีทุนทางจริยธรรมมากกว่าผู้ชายแต่ทุนทางสังคมมีน้อยกว่า
  • สัมภาษณ์ ดร.ปุระชัย และให้จับประเด็นและวิเคราะห์ความแตกต่างซึ่งทุกคนในห้องก็มีส่วนร่วมเช่นเคยและสรุปได้ว่าข้อแตกต่างของท่านทั้ง สองที่เห็นได้ชัดคือ อาจารย์จิระมีเป้าหมายในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างมุ่งมันและชัดเจน มีทฤษฎีเป็นของตัวเองและมีวิสัยทัศน์ที่กว้าง ส่วนดร.ปุระชัยมีวิสัยทัศน์ที่ลึกและนะสิ่งที่ได้จากการอ่านมาปรับปรุงพัฒนาตัวเอง

3.ได้อ่าบบทความของอาจารย์จิระแล้วให้สรุปว่าได้อะไรบ้างที่เป็นประเด็นที่สำคัญ ซึ่งตัวฝิ่นเองสรุปได้ 3 ประเด็นคือ

3.1วิเคราะความเป็นผู้นำของอาจารย์จิระ คุณค่าของผู้นำ7 ข้อ

  •  มุ่งประโยชน์ส่วนรวม
  • มีคุณธรรม หรือธรรมาภิบาล
  • มีความสามารถ
  • มีความสำนึกรับผิดชอบ
  • มีความเป็ฯกลาง
  • มีความมุ่งมั่นสัมฤทธิผล
  • มีความเป็นมืออาชีพ

3.2 เน้นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงและทุนทางวัฒธนธรรม

3.3ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นภายในประเทศไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน มลพิษทางอากาศ ปัญหาน้ำเสียและปัญหาทางภาคใต้ ซึ่งทุกคนก็ได้แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่การแก้ปัญหาที่แท้จริงคือการป้องกันต่างหาก จึงควรปลูกฝังจิตสำนึกในการรักษาธรรมชาติ รักและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากขึ้นลดความเห็นแก่ตัวลง เพราะเหตุการณืที่เกิดขึ้นทุกคนได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน และอยากฝากมห้ทุกๆๆคนช่วยกันประหยัดน้ำ ประหยัดพลังงานเพื่อโลกของเราและอนาคตของลูกหลานในวันข้างหน้าของพวกเราเองและกระตุ้นให้พวกเราทุกคนได้คิดถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคต เรื่องการมอง vission ของหัวหินซึ่งฝิ่นเห็นว่าตอนนี้ก็เริ่มเกิดมลพิษต่างๆบ้างอย่างต่อเนื่องดังนั้นจึงเสนอการพัฒนาโดยใช้หลัก Biotechnology คือการใช้ชีววิทยาในการจัดการสภาพแวดล้อมควบคู่ไปกับการพัฒนาหัวหินเพื่อ ความเจริญก้าวหน้าทางธุรกิจพร้อมไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม

4.present chapter 3,4,5 ซึ่งอาจารย์ก็ให้คำชมทุกคนที่มีความตั้งใจในการแปลและpresent ได้ดีทำให้พวกเรามีกำลังใจในการอ่านมากขึ้นจริงๆนะค๊ะ ซึ่งจากข้อความในหนังสือก็เน้นถึงการเป็นผู้นำที่ดี เอกลักษณ์ของผู้นำ วิสัยทัศน์ กระบวนการภาวะผู้นะ ทักษะของผู้นำและคุณค่า ซึ่งอาจารย์ได้จัดเป็น บล็อกๆ แยกกันเพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจง่ายขึ้นเพื่อนๆที่ไม่ได้เข้าเรียนสามารถอ่านได้จากในชีทภาวะผู้นำหน้า 27 และอาจารย์ยมได้สรุปในบทสุดท้ายและมีคำคมที่เสนอแนะคือ "ถ้าธุรกิจขาดเงิน สามารถหายืมได้ แต่ถ้าขาดภาวะผู้นำไม่สามารถหายืมได้"

ทั้งนี้อาจารย์จิระเน้นถึงเรื่องทฤษฎี 8 K's, 5K's, 4L'sและทฤษฎี 3 วงกลม  เพื่อนๆ ที่ไม่ได้เข้าเรียนสามารถอ่านได้จากชีทเดียวกัน หน้า 9 และ 11

วิเคราะห์ภาวะผู้นำจาก ผู้หญิงแกร่งคนหนึ่งเธอคือ ออง ซาน ซูจี อยากหยิบยกตัวอย่างของผู้นำที่เป็นผู้หญิงบ้าง ที่มีความเสียสละเยี่ยงชาย และยึดมั่นในอุดมการณ์

จะมีผู้หญิงกี่คนในโลกนี่ที่พร้อมที่จะเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อประเทศชาติและพี่น้องร่วมสายเลือดทั้งๆที่มีโอกาสที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับสามีและลูกในต่างประเทศสิ่งที่แสดงออกมาถึงภาวะผู้นำที่ ออง ซาน ซูจีมีคือ

1.ทุนมนุษย์ คือเป็นคนที่มีความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์หรือความสุขส่วนต้ว

2.ทุนทางปัญญา ซึ่งเธอสามารถกระตุ้นให้คนพม่าคิดเป็นและกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นมากขึ้นดังตอนที่กล่าวว่า"อองซาน ซูจี มีคุณสมบัติทุกประการที่จะเป็นนักการเมืองที่สามารถของประชาชนพม่า และคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของเธอก็คือ ความกล้า..กล้าพูด กล้าวิจารณ์ แล้วก็กล้าท้าทายคณะทหานหรือสลอร์คมาโดยตลอด "

3.ทุนทางจริยธรรม เธอเป็นคนที่มีความเมตาและเห็นอกเห็นใจ มีความดีที่อยากให้ทุกคนอยู่อย่างมีความสุข

4.ทุนแห่งความสุข ถึงแม้เธอจะถูกกักบริเวรเป็นเวลาหลายปีแต่เธอก็มีความหวังและมีความสุขที่ทำให้คนพม่ามีความรักประเทศชาติมากขึ้น และเธอก็จะรอคอยวันที่พม่าจะมีประชาธิปไตย มีประโยคหนึ่งที่ว่า

"ดิฉันหวังว่าชาวพม่าเป็นจำนวนมาก จะตระหนักถึงสัญชาติญาณภายในที่กระตุ้นให้เราพยายามมองหาสวรรค์และเสียงอันหนักแน่น ที่คอยพร่ำบอกแก่เราว่า เบื้องหลังก้อนเมฆที่เรียงรายสลับซับซ้อน ยังคงมีพระอาทิตย์ที่คอยเวลาอันเหมาะสม ที่จะโผล่พ้นออกมาให้แสงสว่างและความอบอุ่นคุ้มครองแก่เรา"

5. ทุนทางสังคม ถึงแม้ว่าเธอจะถูกกักขังแต่เธอก็มีเครือข่ายที่สามารถ นำบทความของเธอไปตีพิมพ์และเผยแพร่ทั่วโลก และเชื่อว่าเธอได้รับความเห็นอกเห็นใจจากพี่น้องร่วมโลกเช่นเดียวกันดังเช่นตอนหนึ่งที่พูดว่า "ซูจี ยังคงมั่นคงอยู่กับความเชื่อในแนวทางสันติวิธีของเธอ และเลือกที่จะต่อสู้กับอำนาจเผด็จการทหารอยู่ภายในแผ่นดินเกิด เธอใช้ชีวิตภายใต้อิสรภาพที่ถูกจำกัด บันทึกเรื่องราวของประชาชนพม่าที่มีชีวิตขมขื่น ทุกข์ยาก ภายใต้เงื้อมมือเผด็จการ ซูจีบอกเล่าสถานการณ์ความเป็นไปในบ้านเกิดให้โลกรู้ผ่านตัวหนังสือ เรียกร้องต่อโลกภายนอก"

6.ทุนแห่งการสร้างสรร ถึงแม้ว่าความฝันของเธอจะล้มเหลวแต่ก็แสดงให้คนทั่วโลกได้รับรู้ถึงอุดมการณ์ที่มุ่งมั่นของเธอ และไม่เคยท้อแท้

7.ทุนทางนวัตกรรม ความคิดที่จะทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย เป็นความคิดใหม่ที่ไม่เคยมีใครกล้าคิดและกล้าทำมาก่อน จนทำให้เธอสามารถชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนที่ท่วมท้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเธอได้มีอุดมการณ์และปฏิบัติเพื่อให้บังเกิดผล ถึงแม่ว่าเหตุการณ์จะผลิกผันก็ตาม

8.ทุนแห่งความรู้   

ซูจีเริ่มทำ งานกับสำนักงานเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ที่นิวยอร์ก ตั้งแต่ปี พ.ศ.2512-2514 จากนั้นไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่วิจัย กระทรวงต่างประเทศ ของรัฐบาลภูฐาน

9.ทุนทางอารมณ์ เธอสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดี โดยไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่ต้องใช้กำลังในระหว่างหาเสียงหรือเกิดปัญหา เธอเดินเข้าหากระบอกปืนของพวกทหารด้วยมือเปล่า 13 ปี ของการใช้สันติวิธีต่อสู้กับ ความรุนแรงและอำนาจเผด็จการในประเทศพม่า ถึงอย่างไรก็ตาม นาง ออง ซาน ซูจี ยังใช้ชีวิตอย่างปราศจากความกลัว หากเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความหวัง และกำลังใจ ที่พร้อมจะยืนหยัดมั่นคงกับการร่วมต่อสู้เคียงข้างพี่น้องร่วมชาติของเธอบนแผ่นดินเกิด
ด้วยความเชื่อว่า "ความรักและสัจจะจะโน้มน้าวหัวใจมหาชน ได้มากกว่าการบังคับ และกำแพงคุกจะส่งผลสะเทือนต่อผู้ที่อยู่ข้างนอกด้วยเช่นกัน"

และมีคุณสมบัติตรงกับทฤษฎีของอาจารย์ยมอีกด้วยคือ 6 ท

  • ท่าที
  • ท้าทาย
  • ทน
  • เที่ยงธรรม
  • ทำ
  • ทบทวน

อย่างไรก็ตามจะขอเป็นกำลังใจให้ ออง ซาน ซูจี และจะรอวันที่เธอจะได้รับอิสระภาพ และสารฝันของเธอให้บรรลุเป้าหมายที่เธอตั้งไว้ เชื่อว่ายังมีคนในโลกนี้อีกมากมายที่คอยเป็นกำลังใจให้เธอเช่นเดียวกัน

นางจำเนียร อำภารักษ์ ID 106142002 รุ่น 6 เมื่อ จ. 19 มี.ค. 2550 @ 16:24
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Thu Mar 22 2007 23:40:25 GMT+0700 (ICT)
เรียน  ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ อ.ยม และสวัสดีเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน   
จากการได้เรียนเรื่องภาวะผู้นำ และการเปลี่ยนแปลงในองค์กรในวันอาทิตย์  ที่  18 มีนาคม 2550      อ.จีระ  แจกเอกสารที่เป็นบทความให้ทุกคนอ่านและแสดงความคิดเห็นพร้อมทั้งวิเคราะห์ตามความคิดเห็นของตนเอง และอาจารย์ได้เสริมในส่วนที่วิเคราะห์ไม่ถูกต้อง
อาจารย์เน้นทฤษฎี 4 L’s     
  1. Learning Methodology       เข้าใจวิธีการเรียนรู้    
  2. Learning  Environment      สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้     
  3. Learning  Opportunities     สร้างโอกาสในการเรียนรู้    
  4. Learning  Communities     สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้    
นอกจากนี้แล้วยังเน้นว่าทฤษฎี 8 K’s , 5 K’s และทฤษฎี 2 R’s ทฤษฎี 3 วงกลม ต้องศึกษาให้ดี จะต้องนำทฤษฎีภาวะผู้นำไป Apply ให้ได้ ให้เก่ง 2-3  เรื่องก็พอ
การเขียนวิเคราะห์ปัญหาให้ได้ จับประเด็นให้ได้ คิดอะไรให้เป็นระบบมากขึ้น
Ø    อาจารย์ตั้งคำถามว่า ทฤษฎี 5 K’s และ 8K’s ชอบอะไรมากที่สุดให้ยกตัวอย่างประกอบ
Ø    ความรู้สึก และความจริง อะไรดีกว่ากัน ใน 5 K’s คนบางคนมีสิ่งหนึ่งแต่ขาดสิ่งอื่นก็ได้
Ø    ความนิ่ง ความสุข เกิดขึ้นจากมีชีวิตที่เกิดจากการสมดุล
Ø    ทฤษฎี 3  วงกลม มีความสำคัญกับภาวะผู้นำ เปรียบเสมือนว่าContext   
บ้านที่  1  เป็นบ้านที่น่าอยู่ องค์กรคล่องตัว ผู้นำจึงจะเกิดขึ้น องค์กรที่ดีต้องเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เป็นประชาธิปไตยให้รับรู้ข่าวสารทั่ว ๆ กัน Competencies   
บ้านหลังที่  2  สมรรถนะในอนาคต
1.    ความรู้เฉพาะทาง
2.    ความรู้เชิงบริหาร
3.    ความรู้เชิงผู้นำ
4.    ความรู้เชิงผู้ประกอบการ
5.    รู้อะไรที่กว้าง ๆ Motivation 
บ้านหลังที่   3  เก่งไม่เก่งอยู่ที่แรงจูงใจ มีมรดกทิ้งไว้ในโลก คนเราต้องภูมิใจมีคุณค่าต่อสังคม รักประชาธิปไตย    รักสิ่งแวดล้อม
รอบนอกของ 3  วงกลม คือ วิสัยทัศน์ , เป้าหมายของธุรกิจ     
จากนั้น อาจารย์ถามว่าทำไมองค์กรไม่ประสบผลสำเร็จในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ให้ปรึกษาในกลุ่มใช้เวลา 5 นาที ส่งตัวแทนนำเสนอ ซึ่งกลุ่มดิฉันให้นำเสนอว่า
1.    วิสัยทัศน์ นำองค์กรปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน
2.    จริยธรรม และคุณธรรม ให้คิดถึงประเทศไทยก่อนที่จะนึกถึงใคร
3.    อย่ารู้คนเดียว เก่งคนเดียว ต้องฝึกให้คนอื่นเก่งด้วย
4.    อาจารย์ได้เสริมว่า ผู้นำจะต้องมีความเชื่อ เรื่องทรัพยากรมนุษย์ว่า เป็นทรัพย์สินต้องมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรก่อน คนไทยต้องมีปรัชญามองอนาคต มองไกล การขับเคลื่อนให้องค์กรเกิดความเป็นเลิศก็มีปัจจัยหลาย ๆ อย่าง 
อ.ยมได้เสริมว่า ประชาชนทุกคนในโลก จะต้องมาช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมโลก ปัญหาโลกร้อน น้ำทะเลสูงขึ้น คนไทยไม่ค่อยทำวิจัย ผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน
อาจารย์ให้ดูเทป ผู้นำหญิงและชายต่างกันอย่างไร โดยอาจารย์จีระเป็นผู้ดำเนินรายการ มีผู้ร่วมรายการคือ ดร.กัลยา โสภณพานิช  และ ผศ.มาลี ทั้งสองท่าน ก็ได้แสดงความคิดเห็นว่าผู้หญิงและผู้ชายแตกต่างกันอย่างไร จำแนกได้ดังนี้ชาย
1.       นำตัวเองได้
2.       ตัดสินใจได้รวดเร็ว
3.       ใช้เวลากับการพักผ่อนและงานอดิเรกมากกว่าผู้หญิง
4.       เปอร์เซ็นต์ของผู้นำชายมากกว่าหญิง หญิง
1.       นำตัวเองได้
2.       ยืดหยุ่นได้
3.       วิสัยทัศน์ เป้าหมายชัดเจน
4.       จริยธรรม คุณธรรม เอื้ออาทร เกื้อกูล
5.       ลูกน้องสบายใจมีความยุติธรรม
6.       มีคอรัปชั่นลดลง
7.       ดูแลเงินทองของครอบครัวได้
8.       ผู้หญิงต้องตั้งท้องดูแลลูก
9.       ถ้าผู้หญิงไปทำงานต่างประเทศจะส่งเงินมาให้ทางบ้านมากกว่าผู้ชาย
10.  ถ้าผู้หญิงเข้ามาเป็นนักการเมือง จะออกกฎหมายที่ผู้ชายไม่เคยคิดมาก่อน
11.  ผู้นำสตรี ไม่ถูกยอมรับ
12.  ผูกขาดอำนาจ
13.  ความสำเร็จของผู้ชายมีผู้หญิงผลักดันอยู่เบื้องหลัง
14.  สามารถบริหารเวลาได้
15.  แสดงบทบาทได้ไม่เต็มที่เมื่อนำความแตกต่างของชายและหญิง มาวิเคราะห์ได้ประเด็นดังนี้
1.       ผู้ชายมีความมั่นใจในตนเองสูง และมีการตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด ส่วนผู้หญิงการตัดสินใจต้องใช้เวลา ต้องมีความรอบคอบ การแสดงความคิดเห็นบางอย่างไม่ถูกยอมรับเท่าที่ควร เนื่องจากค่านิยมของคนในอดีตที่ไม่ยอมรับบทบาทของผู้หญิง
2.       ผู้ชายไม่ยอมรับความคิดเห็นของผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงไม่กล้าแสดงออกได้อย่างเต็มที่ องค์กรทั้งภาครัฐและ เอกชนส่วนใหญ่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้เป็นผู้นำ    
จากการอ่านหนังสือ ภาคภาษาอังกฤษ Chapter 3 ซึ่งกลุ่มของเราได้ช่วยกันแปลเป็นภาษาไทยเสร็จตั้งแต่วันพฤหัสบดี ที่ 15 มี.ค. 2550 และสรุปเพื่อนำเสนอ ซึ่งไปเกี่ยวข้องกับ A Model of Effective Leadership จากเอกสารหน้า 27 และอาจารย์ได้ยกตัวอย่างเพิ่มเติม    
จากการได้ศึกษาจากเทป การสนทนาระหว่าง ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ และ ศ.ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ สรุปได้ว่า ทั้งสองท่าน มีทฤษฎี 8 k’s เหมือนกัน ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ มีความรู้กว้าง ส่วน ศ.ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์  มีความรู้ลึก  
นายนิคม อำภารักษ์ ID 106142006 รุ่น 6 เมื่อ จ. 19 มี.ค. 2550 @ 16:55
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Thu Mar 22 2007 23:49:32 GMT+0700 (ICT)
เรียน  ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ อ.ยม และสวัสดีเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน     จากการได้เรียนเรื่องภาวะผู้นำ และการเปลี่ยนแปลงในองค์กรในวันอาทิตย์  ที่  18 มีนาคม 2550 ในภาคเช้าอาจารย์ท่านได้ให้อ่านบทความที่ท่านเขียนแล้วนักศึกษาช่วยกันวิเคราะห์บทความนั้น      จากนั้นอาจารย์พูดถึง ทฤษฎี 3 วงกลม ดังนี้  Context  โครงสร้างขององค์กร  ผู้นำองค์กรต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกลองค์กรที่ขั้นตอนบริหารที่คล่องตัว ขั้นตอนการตัดสินใจสั้น กล้าตัดสินใจมอบอำนาจให้ลูกน้องมากขึ้น   Competencies   สมรรถนะขององค์กร
  • ผู้นำต้องมีทักษะ
  • มีความรู้
  • หาวิธีทำงานที่เหมาะสม
  • มีทัศนคติที่ดีต่องานที่ทำ
  • Motivationสร้างแรงจูงใจ
  • ทำงานเป็นทีม
  • ให้ขวัญและกำลังใจผู้ร่วมงาน 
 จุดอ่อนของ วงกลมผู้นำไม่มีวิสัยทัศน์  (เก่งคนเดียว)
  • คนไม่รักองค์กรอย่างแท้จริง
  • ระบบการบริหารการจัดการไม่คล่องตัว
  • มีขั้นตอนการตัดสินใจหลายขั้นตอน
  • ผู้นำมักไม่ฟังความคิดเห็นผู้ร่วมงามชอบสั่งการ
  • ขาดทัศนคติทีดีต่อองค์กรภาคบ่ายอาจารย์ให้ดูเทป ซึ่งพอสรุปได้คือดร.กัลยา ท่านให้ข้อคิดดังนี้ผู้นำ 
  • ต้องมีวิสัยทัศน์ เป้าหมายชัดเจน
  • มีจรรยาบรรณ
  • มีคุณธรรมจริยธรรม
  •  มีความรู้
 ผู้นำชายหญิงต่างกัน ที่ผู้หญิงมีคุณธรรม จริยธรรมมากกว่าเพราะการเลี้ยงดูจากครอบครัวจะได้รับการอบรมบ่มนิสัยมากกว่าชาย ถ้าผู้หญิง เข้าสู่การเมืองการคอรัปชั่นก็จะลดน้อยลง 

จากเหตุผลดังกล่าวผศ.มาลี ผู้นำควร

  • มีความคิดล่วงหน้า (วิสัยทัศน์)
  • เป็นผู้นำทางความคิด
  • เป็นผู้นำทางการกระทำ
  • เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม (เอื้ออาทรต่อเพื่อนร่วมงาน)สรุปความแตกต่างชายหญิง
  • ผู้ชายมักเป็นผู้วางกฎเกณฑ์ ผู้หญิงคอยปฏิบัติตาม
  • ผู้หญิงมีภารกิจด้านครอบครัวมากกว่าชาย
  • สภาพสังคมส่วนรวมยังไม่ยอมรับ แต่ควรให้ผู้หญิงได้มีโอกาสมากกว่านี้
  • ความเคยชินที่เคยปฏิบัติกันมานานทำให้ผู้หญิงไม่สามารถแสดงลักษณะเป็นผู้นำได้ สังคมปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนไป มีการยอมรับผู้หญิงมากขึ้นจากคำสนทนาของดร.จีระ และ ดร.ปุระชัย พอสรุปได้ดังนี้ดร.จีระ
  • มาจากพื้นฐานครอบครัวที่ดี ครอบครัวที่อบอุ่น
  • มีความริเริ่มสร้างสรรค์ วิสัยทัศน์กว้างไกล
  • ขวนขวายใฝ่รู้ เขียน , อ่านหนังสือเป็นประจำทำให้รู้กว้างมากขึ้นมีเครือข่ายตั้งแต่วัยเยาว์
  • ทำงานหลากหลายรูปแบบ พัฒนาความรู้อยู่เสมอ 
 ดร.ปุระชัย
  • มีการเรียนรู้จากครอบครัว (ทุนมนุษย์)
  • สนใจการเรียนรู้ด้วยการอ่าน (ทุนปัญญา)
  • สนใจในเทคโนโลยีใหม่ ๆ  (ทุน IT)
  • ให้ข้อคิดความใส่ใจเพราะโลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาต้องใฝ่ศึกษาค้นคว้า
  •  เน้นครอบครัว ซึ่งพ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างและเน้นตัวเองต้องแนะใจตัวเอง
 สรุป  ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล (คิดนอกกรอบ)
  1. พัฒนาตัวเองอยู่เสมอรู้ตัวเองพร้อมทั้งศึกษา รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น
  2. มีความคิดสร้างสรรค์ สร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า
  3. เชี่ยวชาญการตลาด
  4. มีเป้าหมายชัดเจนแน่นอนสะท้อนความจริง 

ขอขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูง

นายนิคม  อำภารักษ์
นายชูศักดิ์ ลาภส่งผล เมื่อ จ. 19 มี.ค. 2550 @ 19:43
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Thu Mar 22 2007 23:52:37 GMT+0700 (ICT)
 สวัสดีครับ ท่านศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์/อ.ยม และเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน 

 

 จากการที่ได้เรียนในวันอาทิตย์แล้วได้อะไรบ้างจากการที่ได้อ่านบทความของ ท่าน ศ.ดร.จีระ แล้วฝึกการวิเคราะห์ถึงเหตุและผลถึงความคิดเห็นแล้วมาร่วมแชร์ไอเดียกัน ก็ทำให้ทราบถึงความคิดเห็นของแต่ละคนได้รู้ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้

 

มีการฝึกการคิดเป็นระบบมากขึ้นโดยยึดหลักของความมีเหตุมีผลของความเป็นผู้ที่มีภาวะผู้นำอย่างไร ได้ศึกษาถึงทฤษฎี 3 วงกลมว่านำไปใช้อย่างไรในการเปลี่ยนแปลงด้านสังคม สภาพแวดล้อมภายนอกและภายในองค์กร ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือวิสัยทัศน์ขององค์กรและเราจะทำอย่างไรที่จะใ้ห้ทุกคนในองค์กรมีเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมกันและพร้อมที่จำำนำพาองค์กรเราพัฒนาไปสูการแข่งขันที่เป็นเลิศได้อย่างไร 

จากการดูบทสัมภาษณ์เรื่องภาวะผู้นำชายและหญิงต่างกันอย่างไรการเป็นภาวะผู้นำ่ของผู้ชายจะได้รับการยอมรับจากสังคมมากกว่าผู้หญิงเพราะผู้ชายกล้าที่จะตัดสินใจทำทันทีโดยไม่รอช้า มีความอดทน มีความกล้าที่จะทำ มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีทุนทางด้านสังคมมากเพราะส่วนใหญ่ผู้ชายจะทำงานนอกบ้านมากกว่าจึงได้เปรียบทางด้าน ความสัมพันธ์กับผู้คนในชนชั้นสังคมมากแต่การเป็นผู้นำของผู้หญิง นั้นการตัดสินใจนั้นประนีประนอม เรื่อย ๆ ไม่ชอบการแข่งขัน แต่มีข้อดีคือเป็นคนละเอียดรอบคอบ มีคุณธรรมจริยธรรมมากกว่าฝ่ายชายแต่ขากทุนทางด้านสังคม

ดังนั้นจึงได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ในการเป็นผู้นำนั้นน้อยมากแต่ในปัจจุบันนั้นพบว่าทั้งผู้ชายและผู้หญิงนั้นมีความสามารถเท่าเทียมกันแล้วถึงจะมีการยอมรับมากขึ้นแต่ก็ยังน้อยอยู่ 

จากการดูบทสัมภาษณ์ของท่านจีระ กับท่านปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ พบว่าทั้งสองนั้นเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถทั้งคู่ มีความเป็นภาวะผู้นำ แต่มีความแตกต่างกันคือ        ท่านจีระ เป็นคนมีความรอบรู้แบบกว้าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อวิสัยทัศน์ที่กว้างทำให้มองเห็นโลกทัศน์ที่แคบลง คิดนอกกรอบ สามารถถ่ายทอดความรู้ความสามารถออกมาในรูปแบบของทฤษฎีที่นำมาประยุกต์ใช้เป็นของตนเองได้ แต่ท่านปุระชัยท่านเป็นผู้มีความรู้ลึกเฉพาะเรื่องและที่สำคัญไม่สามารถที่จะถ่ายทอดความรู้ออกมาเป็นทฤษฏีเพื่อนำมาใช้  

ผู้นำที่ดีสิ่งสำคัญจะต้องเป็นคนที่มีคุณธรรมจริยธรรม เรียนรู้แบบกว้าง ๆ เป็นผู้ที่ใฝ่รู้และรอบรู้นั่นคือสิ่งที่จะทำให้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างมองเห็นโลกทัศน์ที่แคบลง มองในสิ่งที่เป็นความจริง มีความเป็นไปได้ สามารถนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ก้บตนเองได้และจะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มของกับตนเองและบุคคลอื่นได้อีกด้วยครับ

 

นายชูศักดิ์  ลาภส่งผล

MBA 6  ID.NO.106142001

มหาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด

น.ส.ปภาวี นาคสุข ID 106142008 MBA 6 เมื่อ อ. 20 มี.ค. 2550 @ 09:25 (197873)
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Thu Mar 22 2007 23:55:31 GMT+0700 (ICT)

เรียน ท่าน อ.จีระ และอ.ยม ที่เคารพ  และสวัสดีเพื่อนๆ MBA 6 และ 7 ทุกท่าน

  

ก่อนอื่นดิฉันต้องกราบขอโทษท่านอาจารย์ทั้งสองท่านก่อน ที่เมื่อสัปดาห์ที่มา (วันอาทิตย์ที่ 18 มี..2550) ไม่สามารถเข้าเรียนได้เนื่องจากติดภาระงาน และรู้สึกเสียดายเป็นอย่างมาก เมื่อได้ฟังจากเพื่อนเล่าว่าได้รับความรู้มากมายจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันจึงอาศัยอ่านข้อความและความคิดเห็นต่างๆ จากเพื่อนๆ ที่ได้เขียนตอบลงมาในบล็อก และต้องขอขอบคุณ คุณพนาวัลย์ คุ้มสุด เป็นอย่างสูง ที่เสียสละเวลาโทรศัพท์มาถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับจากการเรียน และเล่าถึงสิ่งต่างๆ อย่างรายละเอียดที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เรียน พร้อมทั้งบทวิเคราะห์ต่างๆ จากเพื่อนที่วิเคราะห์ได้อย่างน่าประทับใจ และตรงตามทฤษฎีโป๊ะเช๊ะของท่านอาจารย์จีระ ขอบคุณพี่วัลย์ค่ะ

 ดังนั้น ในการส่งการบ้านครั้งนี้ ดิฉันจึงขอตอบจากความคิดเห็นส่วนตัวของดิฉันเอง ในเรื่องภาวะผู้นำชายและหญิงต่างกันอย่างไร คือ อันดับแรกเลยดิฉันคิดในเรื่องของธรรมชาติที่สร้าง เพศหญิง และเพศชาย ขึ้นมา สิ่งที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คือ สรีระ ดิฉันมองในด้านของความคล่องตัว ผู้ชายจะถูกมองว่ามีความคล่องตัวมากกว่าผู้หญิง มีความแข็งแกร่ง อดทน สามารถทำอะไรที่พวกเรามักจะเรียกว่าบุกป่าผ่าดงได้ดีกว่าผู้หญิง อันดับสองผู้หญิงถูกเลือกให้เป็นเพศที่ให้กำเนิด เมื่อถึงเวลาที่ต้องรับหน้าที่ในการให้กำเนิดบุตร ผู้หญิงจึงต้องเสียสละเวลาในการที่ต้องมุ่งความสำคัญไปที่การเลี้ยงบุตร ดังนั้นด้วยธรรมชาติที่สร้างมาให้เพศชายมีความได้เปรียบกว่าเพศหญิง จึงทำให้ผู้ชายได้รับการยอมรับให้เป็นผู้นำมากกว่าผู้หญิง  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นใช่ว่าเพศหญิงจะไม่เหมาะกับการเป็นผู้นำเลย ดิฉันคิดว่าบางสถานการณ์ บางหน่วยงานเพศหญิงก็มีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำมากกว่าผู้ชาย เช่นในสถานการณ์ที่ต้องการความโอนอ่อนผ่อนปรน ผู้หญิงจะมีทักษะในการเจรจาที่ละมุนละม่อม และมีการยับยั้งอารมณ์ได้ดีกว่าเพศชาย หรือบางหน่วยงาน เช่นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กและสตรี ผู้หญิงก็จะมีความเหมาะสมที่จะควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำมากกว่าผู้ชาย ดังเช่น คุณปวีณา หงสกุล ที่ดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิปวีณา หงสกุลเพื่อสิทธิเด็กและสตรี ต่อมาดิฉันมองในเรื่องของนิสัยใจคอ  โดยมากแล้วสังคมให้การยอมรับว่าผู้ชาย จะเป็นเพศที่กล้าคิด กล้าทำ และกล้าตัดใจ ในเวลาอันรวดเร็ว และมองสิ่งต่างๆ เป็นมุมที่กว้างกว่าผู้หญิง ยกตัวอย่างง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เช่นการขับรถ การข้าม หรือการแซงผู้ชายจะมีความกล้ามากกว่าผู้หญิง และผู้หญิงมักจะถูกกล่าวหาอยู่เสมอว่าเป็นคนขับ ในกรณีที่มีรถซักคันขับไม่ดี ทั้งที่ยังไม่ทราบเลยว่าคนขับเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย และอีกหนึ่งเรื่องจากการขับรถที่ยกเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบเรื่องของการมองสิ่งรอบตัว คือ การจำเส้นทาง ผู้ชายจะสามารถจดจำเส้นทางได้เป็นในลักษณะของโครงสร้าง จึงเป็นเหตุผลที่ดิฉันคิดว่าผู้ชายน่าจะมองสิ่งต่างๆ ได้กว้างกว่าผู้หญิง ส่วนผู้หญิงเวลาจำทางมักจะจำเป็นจุดหรือเป็นตำแหน่งที่สังเกตได้ง่าย ซึ่งในทางกลับกันดิฉันคิดว่า การที่ผู้หญิงถูกมองแบบนี้ กลับเป็นการบ่งบอกได้ว่าผู้หญิงมีความละเอียด และมีความรอบคอบมากกว่าผู้ชาย เพราะถึงจะช้าแต่ก็ชัวร์ จากการสำรวจจึงพบว่าอุบัติเหตุการณ์มักจะเกิดกับเพศชายมากกว่าเพศหญิง ;)    ส่วนอีกประเด็นหนึ่งดิฉันเห็นด้วยกับคุณชูศักดิ์ (ตี๋เล็ก) เรื่องทุนทางสังคม ที่ผู้ชายมีมากกว่าผู้หญิง ผู้หญิงถูกจำกัดในเรื่องของความปลอดภัย บางสถานที่ไม่เหมาะที่จะไปเพียงลำพัง เช่น ที่ที่เปิดให้บริการตอนกลางคืน หรือการท่องเที่ยวไปยังที่ที่ห่างไกล ทำให้ผู้หญิงขาดการรับรู้สิ่งต่างๆ ที่ผู้ชายมีโอกาสได้เข้าถึงมากกว่า เพราะการมีโอกาสได้ไปในหลายๆ สถานที่ทำให้เราได้รับรู้วิถีชีวิตของคนในทุกระดับ และหลากหลายรูปแบบ และยังได้สังคมที่มากขึ้นอีกด้วย แต่โดยสรุปแล้ว ดิฉันคิดว่าผู้ชายและผู้หญิงมีความสามารถเท่าเทียมกัน จะต่างกันที่โอกาส และความเหมาะสม และที่สำคัญการเปิดรับของสังคมก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะตัดสินว่าเพศชาย หรือเพศหญิง เพศใดมีความเป็นภาวะผู้นำมากกว่ากัน
นางสาวปณิธาน เชื้อชาติ ID 106142013 MBA 6 เมื่อ อ. 20 มี.ค. 2550 @ 11:49
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Thu Mar 22 2007 23:59:11 GMT+0700 (ICT)

เรียนสวัสดีท่านอาจารย์ ดร.จีระ และท่านอ.ยม ที่เคารพ และสวัสดีเพื่อน Mba ทุกท่าน 

ก่อนอื่นดิฉันต้องขอโทษท่านอาจารย์ทั้ง 2 ท่านที่ไม่สามารถเข้าเรียนได้ เนื่องจากติดภารกิจย้ายบ้าน  ทำให้ไม่สามารถมาเรียนได้ทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย ซึ่งทำให้ดิฉันรู้สึกเสียดายเป็นอย่างมาก เพราะท่านอาจารย์ ดร.จีระ และท่าน อ.ยม ได้มาถ่ายทอดความรู้พร้อมกันถึง 2 ท่าน  

 

 

 

โดยทั้งนี้ต้องขอขอบคุณ คุณพนาวัลย์  คุ้มสุด ซึ่งได้เสียเวลาโทรศัพท์มาถ่ายทอดความรู้ และเล่าถึงบรรยากาศในการเรียน และสรุปทฤษฎีที่ท่านอาจารย์ทั้งสองสอน ดังนี้

  • ทฤษฎี 3 วงกลม

  • ทฤษฎี 8K’ s

  • ทฤษฎี 5K’ s

  • ทฤษฎี 4L’s

และได้เล่าถึงการดูเทปสัมภาษณ์ เรื่องผู้นำหญิงกับผู้นำชายต่างกันอย่างไร ซึ่งเพื่อนๆก็ได้ให้ความเห็นที่ต่างกันออกไป โดยส่วนตัวดิฉันขอวิเคราะห์ดังนี้

  • เพศหญิงจะมีความละเอียดรอบครอบในการทำงานมากกว่าฝ่ายชาย แต่จะด้อยกว่าในเรื่องของการคล่องตัวในการทำงาน ซึ่งทำให้งานในบางลักษณะจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับผู้นำหญิงและชายต่างกันไป
  • การยอมรับในสังคมยังไม่เป็นที่ยอมรับเท่าที่ควร  เนื่องจากอาจจะเป็นเพราะเพศหญิงดูเป็นเพศที่อ่อนแอกว่าเพศชาย และการปลูกฝังมาตั้งแต่ในอดีตที่เพศหญิงจะต้องดูแลเรื่องในบ้าน

 

แต่โดยสรุปแล้ว  ดิฉันคิดว่า การจะมีผู้นำหญิงหรือผู้นำชายไม่ได้มีความแตกต่างกัน  ขึ้นอยู่กับว่าผู้นำท่านนั้นจะมีภาวะผู้นำที่จะบริหารองค์กรไปสู่เป้าหมายขององค์กรให้ประสบความสำเร็จโดยยั่งยืนต่างหากที่สำคัญ
นางสาว นริศรา ทรัพย์ชโลธร เมื่อ อ. 20 มี.ค. 2550 @ 18:35
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Fri Mar 23 2007 00:03:50 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะอาจารย์  จีระ  หงส์ลดารมภ์  อาจารย์  ยม  นาคสุข และเพื่อนๆนักศึกษาทุกท่าน  

      

จากที่ได้เรียนกับอาจารย์จีระในวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้ดิฉันได้เข้าใจเรื่องภาวะผู้นำและความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากได้รับความรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน  และอาจารย์จะเน้นเรื่องการเอาความรู้ที่อาจารย์สอนนั้นมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์สูงสุด  สอนให้คิดนอกกรอบอย่าคิดแต่ในกรอบ

และจากที่อาจารย์ได้ให้ดิฉันและเพื่อนๆทุกคนในห้องเสนอความคิดเห็นในชั้นเรียนทำให้ดิฉันได้แนวคิดและมุมมองใหม่ๆจากเพื่อนๆมากมาย  สุดท้ายเรื่องของจริยธรรมและคุณธรรมอาจารย์ได้สอนให้เห็นความสำคัญ กับเรื่องนี้ด้วยมากๆเช่นกัน          

สรุปภาวะผู้นำจากผู้นำที่ได้เลือกไว้ 

- ประวัติของผู้นำที่ประทับใจ  

NAME:  โชค  บูลกุล

BORN:  เกิด 24 สิงหาคม 2510   

EDUCATION:  

ประถมศึกษาปีที่ 1- 6 โรงเรียนสาธิตเกษตร

มัธยมศึกษาปีที่ 1–5 St.Joesph’s College,Sydney,Australia

มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน Worcester Academy, Massachusetts,U.S.A.

ปริญญาตรี ทางด้านการจัดการฝูงโคนมจาก Vermont Technical College

ปริญญาตรี ทางด้านวิทยาศาสตร์ สาขาสัตวศาสตร์ จาก Vermont Technical College

Career Highlight: 2535 ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ  สายงานธุรกิจ    การเกษตร  ฟาร์มโชคชัย2537-2539 รองกรรมการผู้จัดการ2539-2544 กรรมการผู้อำนวยการ2544- ปัจจุบัน กรรมการผู้จัดการ  กลุ่มบริษัทฟาร์มโชคชัย

Family:   -บิดา นายโชคชัย  บูลกุล    -มารดา นางสุจริต บูลกุล    -น้องสาว นางอร  วัฒนวรางกูล      -น้องชาย นายชัย  บูลกุล    

Positioning:   -   เป็นทายาทคนโตของ โชคชัย บูลกุล ผู้บุกเบิกฟาร์มโชคชัย  ต้นตำนานคาวบอยเมืองไทย-   พลิกธุรกิจที่เคยติดลบให้ทำกำไร  และเป็นที่รู้จักด้วยการเปลี่ยนฟาร์มโคนมให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว-  

เป็นผู้บริหารฟาร์มโคนมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เนื้อที่ 20,000 ไร่ วัว 5,000 ตัว)

-         บุกเบิกการส่งออกแม่พันธุโคนม  จากเดิมที่ ประเทศแถบเอเชียต้องสั่งวัวเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย 

ปัจจุบันไทยมีข้อตกลงทวิภาคีทำ FTA กับออสเตรเลีย  เกษตรกรได้รับผลกระโดยตรงจากการผ่อนปรนเงื่อนไขภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร 

ดังนั้นการส่งออกวัวไปประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งสินค้าเกี่ยวเนื่องอย่างอาหารวัว จึงเป็นการเผื่อทางรอดให้กับฟาร์มโชคชัย       

ผู้บริหารยุคใหม่ต้องเข้าใจสถานการณ์โลก  และบริษัทให้ดี รู้จักว่าศักยภาพตัวเองให้ดี ต้องเข้าใจตัวเอง  และกำหนดนโยบายของบริษัทให้สมบูรณ์ทั้งแนวรับและแนวรุกให้สัมพันธ์กัน       

เรื่องแนวรุก คือ การวางแผนการตลาด การใช้เงินลงทุนๆ เป็นต้น ส่วนแนวรับคือ การสร้างความพร้อมขององค์กรทั้งเรื่องคน การวางแผน การวางระบบต่างๆ ไม่ใช่ว่าจะบริหารเชิงรุกอย่างเดียว       

นักธุรกิจหรือผู้บริหารยุคใหม่ต้องเข้าใจการทำธุรกิจ มีจุดยืนของตัวเองว่าควรทำอย่างไรให้ธุรกิจมีความยั่งยืน ไม่ใช่ว่าเอาแต่ทำตามคนอื่นที่ประสพความสำเร็จ ซึ่งอาจจะได้แต่เป็นระยะสั้นๆ ทำให้ธุรกิจไม่มีเสถียรภาพ  ดังนั้นควรรู้จักศักยภาพตัวเองทำในสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญ       

การทำงานควรเป็นระบบ ซึ่งต้องเรียนรู้จากคนรุ่นเก่า  ต้องผสมผสานกัน คือ คนรุ่นก่อนโดยเฉพาะยุคบุกเบิกว่าเขามีความโดดเด่นต่อเรื่องความอดทนอย่างไร ขณะที่คนรุ่นเก่ามีน้อยแต่ก็ดีตรงที่มีความกล้าตัดสินใจ มีวินัยการทำงาน มองงานอย่างเป็นระบบ

ดังนั้นควรเอาทั้งสองรุ่นมาผสมผสานกันนี่คือวิสัยทัศน์และวิธีคิดของโชค บูลกุล ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีแนวความคิดที่มีภาวะผู้นำครบถ้วนและสามารถนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้ในระยะยาวจากข้อมูลและบทความข้างต้นนี้สรุปได้ว่าผู้นำท่านนี้มีครบทุกอย่างในทฤษฎีทุน 8 ประเภท คือทุนมนุษย์ทุนทางปัญญาประถมศึกษาปีที่ 1- 6 โรงเรียนสาธิตเกษตรมัธยมศึกษาปีที่ 1–5 St.Joesph’s College,Sydney,Australiaมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน Worcester Academy, Massachusetts,U.S.A.ปริญญาตรี ทางด้านการจัดการฝูงโคนมจาก Vermont Technical Collegeปริญญาตรี ทางด้านวิทยาศาสตร์ สาขาสัตวศาสตร์ จาก Vermont Technical College

ทุนทางจริยธรรมเวลาที่โชค บูลกุล ว่างมักจะขับรถไปเยี่ยมเด็กๆยากไร้ที่เขารับอุปการะไว้ ณ ชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดทางภาคอีสานตามลำพัง และไปชนิดไม่อยากเป็นข่างเอิกเริกทุนแห่งความสุขโชค บูลกุลมีความสุขในแบบส่วนตัวอยู่สองสามอย่าง คือ สุขที่จะได้ออกกำลังกาย เช่น วิ่งที่ละหลายๆกิโล ว่ายน้ำต่อเนื่องและยาวนาน เล่นดนตรีเงียบๆคนเดียวในห้องบันทึกเสียงส่วนตัวทุนแห่งความยั่งยืน-เป็นผู้บริหารฟาร์มโคนมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เนื้อที่ 20,000 ไร่ วัว 5,000 ตัว)-ปัจจุบันไทยมีข้อตกลงทวิภาคีทำ FTA กับออสเตรเลีย  เกษตรกรได้รับผลกระโดยตรงจากการผ่อนปรนเงื่อนไขภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร  ดังนั้นการส่งออกวัวไปประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งสินค้าเกี่ยวเนื่องอย่างอาหารวัว จึงเป็นการเผื่อทางรอดให้กับฟาร์มโชคชัย     ทุนทาง ITโชค บูลกุล ให้ความสำคัญกับเรื่องการจัดเก็บข้อมูลเป็นอย่างมาก จะไม่พึ่งการแบ็คอัพข้อมูลในคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว ยิ่งเรื่องไหนที่ถือว่าสำคัญกับชีวิตเขาจะต้องจดไว้อย่างเป็นระเบียบด้วยฝีมือตัวเอง แต่บนโต๊ะทำงานยังปรากฎว่ามีคอมพิวเตอร์โน็ตบุคถึงสองเครื่อง และแต่ละเครื่องมีหน่วยความจำถึง 30 gb เป็นความรอบคอบในการมีเครื่องสำรองหากเครื่องใดเครื่องหนึ่งมีปัญหา ทุนทาง knowledge,skill,mindset                                                                -บุกเบิกการส่งออกแม่พันธุโคนม  จากเดิมที่ประเทศแถบเอเชียต้องสั่งวัวเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย โชค บูลกุล ส่งออกโคนมแข่งกับออสเตรเลีย ประเทศที่มีโนว์ฮาวเรื่องโคนมมาหลายชั่วอายุคน ใครจะคิดว่าส่วนหนึ่งมาจากการคิดแบบเด็กแล้วทำแบบผู้ใหญ่ แต่ก็เป็นสิ่งที่โยงถึงชื่อ bizkids  นางสาว นริศรา ทรัพย์ชโลธรมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมป์ฟอร์ด    

นายวิวัฒน์ นาเวียง เมื่อ พ. 21 มี.ค. 2550 @ 09:58 (199165)
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Fri Mar 23 2007 00:05:42 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีท่านศ.ดร.จีระ อ.ยมเพื่อนนักศึกษาแสตมฟอร์ดและผู้อ่านทุกท่าน

 

หลังจากที่ได้เรียนเมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม ก็ได้ฝึกการอ่านวิเคราะห์ จับประเด็นตามบทความของท่าน ศ.ดร.จีระ ให้รู้จักการวิเคราะห์บทความ คิดเป็นระบบ

จากนั้นก็ได้ศึกษาทฤษฎี 3 วงกลม วงกลมที่ 1 คือการจัดระบบบริหารองค์กร เน้นการบริหารแบบคล่องตัว

2. สมรรถนะของคนในองค์กร ต้องมีทักษะ ผู้นำต้องมอบความรู้ให้คนในองค์กร

3. แรงจูงใจ เป็นสิ่งสำคัญต่อพนักงานและลูกค้า      

ผู้นำที่ดีจะต้องมีคุณธรรมจริยธรรม  สามารถสร้างความรักความสามัคคี ไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอกองค์กรภาวะผู้นำผู้ชายผู้หญิงแตกต่างกันอย่างไรผู้หญิงจะมีคุณธรรมจริยธรรมมากกว่าผู้ชาย มีความระเอียด รอบครอบ ขาดโอกาสจากสังคม และขาดทุนทางด้านสังคม ผู้ชายจะมีความกล้า กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ มากกว่า ไม่ลังเล มีโอกาสจากสังคมมากกว่า และมีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีท่าทาง ท่าที ที่ดีกว่า แต่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้ชายก็จะมีอิทธิพลมาจากผู้หญิง

ในปัจจุบันผู้หญิงขึ้นมาเป็นผู้นำหลายท่านจึงเป็นเหตุผลในการสร้างความทัดเทียมระหว่างหญิงกับชาย        ความแตกต่างระหว่างศ.ดรจีระกับท่านปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ทั้งสองท่านมีนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เด็ก มีแรงดลใจจากการอ่านหนังสือ จึงทำให้ทั้งสองท่านมีความรู้ความสามารถ มีภาวะผู้นำสูง  ในความแตกต่างของทั้งสองท่านคือ ศ.ดร.จีระ จะมีความคิดแบบนอกกรอบ ใฝ่รู้ รอบรู้ แบบกว้างๆสามารถถ่ายทอดความรู้ออกมาเป็นทฤษฎีต่างๆให้ได้ศึกษา แต่ท่านปุระชัย จะรู้ลึกๆ รู้เฉพาะเรื่อง คิดในกรอบ  จากการศึกษาประวัติผู้นำต่างๆองค์กรแต่ละองค์กรจะต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนสามารถเป็นจริงได้ ผู้นำที่ดีจะต้องมีคุณธรรมจริยธรรม ใฝ่รู้ รอบรู้แบบกว้างๆ คิดนอกกรอบ มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มองถึงความยั่งยืน ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม 

น.ส.นภาพร พิพัฒน์ ID106142007 เมื่อ พ. 21 มี.ค. 2550 @ 12:56 (199298)
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Fri Mar 23 2007 00:09:23 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ่ท่าน ศ.ดร.จีระ อ.ยมและผู้อ่านทุกท่าน

จากการเรียนวันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม 50 สรุปได้ว่า

ช่วงเช้า ได้อ่านบทความจาก ศ.ดร.จีระ ทำให้ทราบถึงแนวความคิดที่ต้องการให้คนไทยรักชาติให้มากขึ้น จากปัญหา3จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ทุกคนคิดว่าเป็นปัญหาของประเทศเป็นปัญหาของทุกคน และทุกคนต้องช่วยกันแก้ไขไม่ใช่แค่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ดิฉันคิดว่าทุกคนต้องร่วมมือกันรักษาผืนแผ่นดินไทย ให้สมศักดิ์ศรีกับที่มีคนตั้งมากมายต้องล้มตายเพื่อนำผืนแผ่นดินไทยกลับมาให้คนไทยได้ภาคภูมิใจเช่นทุกวันนี้

ช่วงบ่าย ได้ดูเทปภาวะผู้นำชายและผู้นำหญิงสามารถสรุปประเด็นได้ดังนี้

ผู้นำชาย   - สามารถนำตัวเองได้              - มีความสามารถในการตัดสินใจ              - ใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ในการพักผ่อนและทำงานอดิเรก              - มีผู้นำเพศชายมากกว่าเพศหญิง

ผู้นำหญิง     สามารถนำตัวเองได้                 ยืดหยุ่นได้                 มีวิสัยทัศน์และพันธะกิจที่ชัดเจน                 มีจริยธรรมที่ชัดเจน                 เอื้ออาทรเกื้อกูล                 ลูกน้องชอบ                 ยุติธรรม                 ใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ                 ช่วยเหลือครอบครัวทางบ้านมากกว่าชาย

ดูเทปการสนทนาระหว่าง ศ ดร.จีระกับดร.สุรชัยทำให้ทราบว่าดร.สุรชัยอ่านหนังสือออกเพราะแม่สอน และดร.สุรชัยรู้เยอะ    .ดร.จีระพ่อคือครู รักที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต ศ.ดร.จีระรู้กว้าง

วิเคราะห์ผู้นำที่ชอบ คือพระนเรศวรเมื่อจับกับทฤษฎี 8 k ของ ศ.ดร.จีระสรุปได้ว่าทุนแห่งความยั่งยืน(Sustainable capital) ซึ่งข้อนี้จะเห็นได้ว่าองค์ดำถึงแม้จะเสด็จสวรรค์คตแล้วแต่ชื่อเสียงขององค์ดำยังคงอยู่นานเท่านาน

ทุนทางปํญญา (Intellectual capital) จากการยกทัพไปตีเมืองคลังจะเห็นได้ว่าองค์ดำมีสติปัญญาในการวิเคราะห์ถึงช่องโหว่ในการทำศึกให้ชนะได้ โดยวิเคราะห์ว่าเมืองคลังอยู่บนเขาสูงเวลาที่ข้าศึกจะเข้าโจมตีก็จะสามารถเห็นข้าศึกได้ก่อนจึงยากที่จะเอาชนะเมืองคลังได้ แต่องค์ดำก็คิดวิเคราะห์ว่าเมืองที่อยู่สูงนั้นจะต้องมีทางลับในการขนส่งน้ำเพื่อไว้กินและใช้ เมื่อองค์ดำทราบถึงช่องโหว่นี้จึงแอบลอบเข้าช่องทางลับนี้จนได้ชัยจากการทำศึก

ทุนความรู้ ทักษะ ทัศนะคติ(Talent capital) ถึงแม้วาไทยจะตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าแต่องค์ดำเองก็สวามิภัคต่อพม่าเป็นอย่างดี ไม่คิดทำร้ายและทำศึกกับพม่าก่อนถึงแม้จะมีโอกาสก็ตาม เนื่องด้วยทรงมีทรรศนะคติที่ดีต่อพม่า

ทุนทางจริยธรรม (Ethical capital) จะเห็นได้ว่าองค์ดำครั้งทำศึกกับพม่าก็ทรงนำคนไทยที่ตกเป็นทาสกลับประเทศ ถึงแม้จะมีคนไทยบางคนคิดว่าตนเองเป็นคนของพม่าพร้อมทั้งพูดจาเสียดสี องค์ดำก็ยังอภัยโดยไม่ถือโทษโกรธ

ทุนมนุษย์(Human capital) เนื่องจากครั้งที่องค์ดำยังเด็กไทยถูกพม่าโจมตี จนต้องตกเป็นองค์ประกันของพม่า และได้รับการเลี้ยงดูจากบาเยงนองเจ้าเมืองพม่า เสมือนลูก แต่ด้วยความที่ถูกเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนเป็นอย่างดีจากมารดา จึงมีจิตสำนึกรักชาติบ้านเมือง ไม่หลงระเริงที่จะได้ดีบนแผ่นดินพม่า

ทุนแห่งความสุข(Happiness capital) จะเห็นได้ว่าเมื่อทรงว่างจากการทำสงครามก็จะทรงดนตรี ทรงมีความสุขทุกครั้งในการบรรเลง

ทุนทางสังคม(Social capital) จะเห็นได้ว่าจากการชนะศึกเมืองคลัง และเจ้าเมืองพม่าต้องการจะฆ่าเจ้าเมืองและบุตรสาวเมืองคลัง องค์ดำก็ขออภัยโทษทำให้ไม่ถูกประหารเป็นจำคุกแทน ก่อนทำศึกกับพม่าจึงปล่อยทาสเชลยเมืองคลังในคุก เมื่อครั้งทำศึกกับพม่าทำให้แม่นางเลอขิ่นบุตรสาวเจ้าเมืองคลังช่วยไทยทำศึกกับพม่าจนมีชัยได้เนื่องจากทรงมีทุนทางสังคมที่ดี

ทุนทางIT(Digital capital)เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์จึงใช้นกพิราบในการติดต่อสื่อสารแทน

นาย สราวุฒิ ฉายแสง เมื่อ พ. 21 มี.ค. 2550 @ 13:31 (199337)
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Fri Mar 23 2007 00:13:51 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์   อ.ยม นาคสุขและเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน  

              จากการเรียนในครั้งที่ผ่านมา มีการกล่าวถึงทฤษฎี 3 วงกลม
  1. CONTEXT คือการจัดระบบบริหารองค์กร เน้นการบริหารแบบคล่องตัว รวดเร็ว
  2. COMPETENCIES คือสมรรถนะของคนในองค์กร ต้องมีทักษะ ได้แก่ ความรู้เฉพาะทาง ความรู้เชิงบริหาร ความรู้ของผู้ประกอบการ ความรู้ด้านผู้นำและความรู้ความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลก
  3. MOTIVATION คือการสร้างแรงจูงใจ เป็นสิ่งสำคัญต่อพนักงานและลูกค้า           
 

เมื่อได้ดูบทสัมภาษณ์เกี่ยวผู้นำที่เป็นผู้หญิงและวิเคราะห์ได้ว่า จริงๆแล้วผู้หญิงมีบทบาทในการเป็นผู้นำมานานแล้วและพร้อมที่จะแสดงความเป็นผู้นำเสมอเพียงแต่ไม่มีโอกาสซึ่งอาจเป็นเพราะเหตุผลทางสังคมที่ยอมรับผู้ชายมากกว่า แท้จริงแล้วหญิง ชาย ต่างมีความสามารถที่ต่างกันในแต่ระด้าน ควรที่จะช่วยเหลือกันและกัน เพื่อผลของงานที่ดีที่สุด การที่จะมีผู้หญิงเป็นผู้นำก็ต้องยอมรับในความสามารถของผู้นั้น  

           ในส่วนของบทสัมภาษณ์ ดร.ปุระชัย นั้น ตัว ดร.ปุระชัยเองถึงจะมีความมากแต่ก็ไม่เคยได้เขียนเป็นทฤษฎีได้นำไปลองปฏิบัติกัน ต่างกับ ดร.จีระที่มีทฤษฎี 4L’s, 5K’s ให้เป็นแนวปฏิบัติกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งสองท่านมีเหมือนกันคือ ความใฝ่รู้ แสวงหาความรู้ตลอดเวลาเพื่อที่จะพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา และทำให้ทราบว่าการอ่านเป็นการเริ่มต้นของหลายสิ่งหลายอย่าง เป็นการเปิดโอกาสให้กับตัวเองที่จะค้นพบสิ่งใหม่ๆ การเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวก็เป็นสิ่งสำคัญ การเรียนมิได้อยู่ภายในห้องเรียนเท่านั้น เราสามารถเรียนรู้ได้จากทุกที่ ทุกเวลา นาย สราวุฒิ ฉายแสงรหัส 106142011มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด(หัวหิน)
นางสาวหยาดอรุณ อาสาสำเร็จ เมื่อ พ. 21 มี.ค. 2550 @ 15:45 (199423)
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Fri Mar 23 2007 00:17:29 GMT+0700 (ICT)
สวัสดีค่ะ่ท่าน ศ.ดร.จีระ อ.ยมและผู้อ่านทุกๆท่าน    
สัปดาห์นี้ ศ.ดร.จีระ ได้เน้นถึงเรื่องทฤษฏี 3 วงกลม ซึ่งทั้งสามวงกลมเป็นเรื่องที่สำคัญต่อการพัฒนาให้องค์กรก้าวไปสู่ความสำเร็จ โดยรอบนอกของ วงกลม คือ วิสัยทัศน์ หรือเป้าหมายของธุรกิจ  โดย
  • วงกลมที่ 1 คือ Context  เป็นเปรียบเหมือนบ้านหรือองค์กรที่น่าอยู่ ซึ่งการที่จะเป็นบ้าน/องค์ทีดีนั้นจะต้องมีการส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดเวลา   
  • วงกลมที่ 2 คือ Competencies เป็นการเสริมสร้างให้ทุกๆคนในองค์กรมีความสามารถ และสมรรถนะในการทำงาน ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้เฉพาะทาง, ความรู้เชิงบริหาร, ความรู้เชิงผู้นำ, ความรู้เชิงผู้ประกอบการ และความรู้แบบกว้างไกล   
  • สำหรับวงกลมที่ 3  คือ Motivation  เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญเพราะเป็นส่วนที่จะต้องมีการสร้างแรงจูงใจให้คนที่อยู่ภายในและนอกบ้าน/องค์กร มีความต้องการทีจะอยู่   
นอกจากนี้แล้ว ศ.ดร.จีระ ได้เน้นถึงความสำคัญ ของทฤษฎีดังนี้ทฤษฎี 4 L’s  ได้แก่      
  •  *    Learning Methodology   เข้าใจวิธีการเรียนรู้      
  • *    Learning  Environment  สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้     
  • *    Learning  Opportunities สร้างโอกาสในการเรียนรู้      
  • *    Learning  Communities  สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้       
ทฤษฎี 8 K’s  ได้แก่  

 *    Sustainable Capital (ทุนแห่งความยั่งยืน)

 *    Intellectual Capital  (ทุนทางปัญญา) *    Talent Capital  (ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ) 

*    Ethical Capital  (ทุนทางจริยธรรม) *    Digital Capital  (ทุนทางเทคโนโลยีสารสนทศ) 

*    Human Capital (ทุนมนุษย์)

 *    Happiness Capital (ทุนแห่งความสุข) *    Social Capital (ทุนทางสังคม)  

และ ทฤษฎี 5 K’s ได้แก่

*    Creativity Capital  ทุนแห่งการสร่างสรรค์ 

*    Innovation Capital ทุนทางนวัตกรรม 

*    Knowledge Capital  ทุนทางความรู้ 

*    Cultural Capital  ทุนทางวัฒนธรรม

*    Emotional    Capital  ทุนทางอารมณ์   

ช่วงบ่าย ศ.ดร.จีระได้ตั้งประเด็น เรื่องผู้นำเพศหญิง และชายมีความแตกต่างกันอย่างไร
ดิฉันเห็นว่า ผู้นำที่เป็นชาย หรือเป็นหญิงนั้น ไม่ได้มีความแตกต่างกัน เพราะปัจจุบันสังคมไทยได้ส่งเสริม และมีการสนับสนุนในเรื่องการเรียนรู้ และการแสดงออกมากกว่าในอดีต หากจะแตกต่างกันก็ตรงที่ ผู้นำที่เป็นผู้หญิงอาจจะอ่อนแอกว่า(ในบางเรื่อง) รวมทั้งข้อเสียที่ผู้หญิงส่วนใหญ่มีคือการจู่จี้จุกจิก
และไม่หนักแน่นเหมือนผู้นำที่เป็นผู้ชาย นอกจากนี้แล้วการที่สังคมไม่ค่อยได้ให้โอกาสกับผู้หญิงในการเป็นผู้นำอาจเนื่องมาจากสังคมไทยมีการเลี้ยงดูผู้หญิงแบบทนุถนอมมากกว่าผู้ชาย และมีการปลูกฝังตั้งแต่ในอดีตว่าผู้หญิงจะต้องเป็นผู้ที่ดูแลเรื่องงานบ้านมากว่านอกบ้าน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงไม่ค่อยมีบทบาทที่เด่นชัดทางสังคมมากนัก     
นอกจากนี้แล้วได้มีการนำเทปวีดีโอมาให้ศึกษา ซึ่งเป็นการสนทนาระหว่าง ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมย์ กับ ศ.ดร.ปุระชัย  เปี่ยมสมบูรณ์ โดยช่วงท้ายได้ให้วิเคราะห์ว่า ทั้ง 2 ท่านมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
ซึ่งดิฉันพอสรุปออกมาได้ว่า ความเหมือนที่ทั้งสองท่านมีคือ การที่ท่านทั้งสองเป็นผู้ที่มาจากครอบครัวที่อบอุ่นและมีการปลูกฝังให้มีการเรียนรู้ตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งทำให้ท่านทั้งสองเป็นผู้ที่มีความใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลา และการเป็นนักอ่าน  
ส่วนความต่างของท่านทั้ง 2 คือ ศ.ดร.ปุระชัย ท่านจะเรียนรู้จาการอ่านตำราและนำข้อคิดต่างๆที่ได้จากการอ่านมาปรับปรุงให้เข้ากับเรื่องต่างๆรอบๆตัวท่านและมาถ่ายทองให้ผู้อื่นท่านได้มีทัศนคติและโลกที่กว้างขึ้น ส่วน ศ.ดร.จีระจะนำเอาประสบการณ์ต่างๆจาการทำงานกับบุคคลที่หลากหลายและนำมาดัดแปลงเป็นทฤษฎี เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน    นางสาวหยาดอรุณ  อาสาสำเร็จ MBA#6      ID: 106142012 
นันทพล เถาลิโป้ รุ่น 7 เมื่อ พ. 21 มี.ค. 2550 @ 21:10 (199668)
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Fri Mar 23 2007 00:20:36 GMT+0700 (ICT)
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ อาจารย์ยม  ที่เคารพ  และสวัสดีเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน

         เมื่อวันที่  18 มีนาคม 2550 ได้ศึกษาภาวะผู้นำ โดยอาจารย์จีระ แจกบทความให้นักศึกษาได้ช่วยกันวิเคราะห์ เป็นการคิดเป็นระบบ   จากนั้นอาจารย์พูดถึง ทฤษฎี 3 วงกลม ดังนี้  

  • Context  โครงสร้างขององค์กร  องค์กรจะหต้องน่าอยู่ เปรียบเสมือนบ้านอันอบอุ่น ผู้นำองค์กรต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล การบริหารจัดการเป็นไปอย่างรวดเร็วคล่องตัว ผู้นำกล้าคิดกล้าตัดสินใจกระจายอำนาจให้กับผู้ใต้บังคับบัญชามากขึ้น
  • Competencies   สมรรถนะขององค์กร ผู้นำต้องมีทักษะ  มีความรู้ความสามารถที่จะหาวิธีการดำเนินงานอย่างเหมาะสม
  • Motivation-  สร้างแรงจูงใจ   การทำงานขององค์กรต้องทำงานเป็นทีมเพื่อที่จะทำให้สำเร็จตามเป้าหมาย ผู้มีการให้ขวัญและกำลังใจผู้ร่วมงาน เพื่อให้งานเป็นไปอย่างราบรื่น  อาจารย์จีระกล่าวว่าหากขาดวงใดวงหนึ่งแล้วจะทำให้การทำงานภายในองค์กรไม่ประสบผลสำเร็จ

         ในภาคบ่าย กระผมขออนุญาตอาจารย์จีระไปพักผ่อนเนื่องจากกระผมไม่สบาย ผมจึงนำเทปจากรุ่นมาฟัง การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างผู้นำชายและผู้นำหญิง โดยการให้สัมภาษณ์ของดร.กัลยา และผศ.มาลี ซึ่งกระผมขอวิเคราะห์ตามความคิดของกระผมดังนี้        

ในอดีตผู้ชายได้รับการยอมรับจากสังคมให้เป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง แต่ปัจจุบันและในอนาคตสังคมเปลี่ยนไป ผู้หญิงเริ่มมีบทบาทมากขึ้น เช่น การเป็น ส.ส. เป็นนายกเทศมนตรี นายก อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งในความคิดของกระผมมีความคิดว่า ไม่ว่าชายหรือหญิง ก็สามารถจะเป็นผู้นำได้ขึ้นอยู่กับความสามารถ สถานการณ์ และสิ่งแวดล้อม ที่จะเอื้ออำนวย จากการฟังเทปการสัมภาษณ์ระหว่าง ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ และ ศ.ดร.ปุระชัย  เปี่ยมสมบูรณ์ สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ทั้งสองท่านมีทฤษฏี 8 K’s เหมือนกัน สมควรอย่างยิ่งที่บุคคลทั่วไปที่นักศึกษานำไปเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต  

 

ด้วยความเคารพอย่างสูง        

นันทพล  เถาลิโป้ รุ่น 7

นันทพล เถาลิโป้ รุ่นที่ 7 เมื่อ พ. 21 มี.ค. 2550 @ 21:19 (199673)
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Fri Mar 23 2007 00:27:08 GMT+0700 (ICT)

เรียน  ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ อ.ยม และสวัสดีเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน   

จากการได้เรียนเรื่องภาวะผู้นำ และการเปลี่ยนแปลงในองค์กรในวันอาทิตย์  ที่  18 มีนาคม 2550      อ.จีระ  แจกเอกสารที่เป็นบทความให้ทุกคนอ่านและแสดงความคิดเห็นพร้อมทั้งวิเคราะห์ตามความคิดเห็นของตนเอง และอาจารย์ได้เสริมในส่วนที่วิเคราะห์ไม่ถูกต้อง อาจารย์เน้นทฤษฎี 4 L’s     

  1. Learning Methodology       เข้าใจวิธีการเรียนรู้    
  2. Learning  Environment      สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้     
  3. Learning  Opportunities     สร้างโอกาสในการเรียนรู้    
  4. Learning  Communities     สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้    

นอกจากนี้แล้วยังเน้นว่าทฤษฎี 8 K’s , 5 K’s และทฤษฎี 2 R’s ทฤษฎี 3 วงกลม ต้องศึกษาให้ดี จะต้องนำทฤษฎีภาวะผู้นำไป Apply ให้ได้ ให้เก่ง 2-3  เรื่องก็พอ

การเขียนวิเคราะห์ปัญหาให้ได้ จับประเด็นให้ได้ คิดอะไรให้เป็นระบบมากขึ้น

Ø    อาจารย์ตั้งคำถามว่า ทฤษฎี 5 K’s และ 8K’s ชอบอะไรมากที่สุดให้ยกตัวอย่างประกอบ

Ø    ความรู้สึก และความจริง อะไรดีกว่ากัน ใน 5 K’s คนบางคนมีสิ่งหนึ่งแต่ขาดสิ่งอื่นก็ได้

Ø    ความนิ่ง ความสุข เกิดขึ้นจากมีชีวิตที่เกิดจากการสมดุล

Ø    ทฤษฎี วงกลม มีความสำคัญกับภาวะผู้นำ เปรียบเสมือนว่าContext 

บ้านที่  1  เป็นบ้านที่น่าอยู่ องค์กรคล่องตัว ผู้นำจึงจะเกิดขึ้น องค์กรที่ดีต้องเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เป็นประชาธิปไตยให้รับรู้ข่าวสารทั่ว ๆ กัน Competencies   

บ้านหลังที่  2  สมรรถนะในอนาคต

1.    ความรู้เฉพาะทาง

2.    ความรู้เชิงบริหาร

3.    ความรู้เชิงผู้นำ

4.    ความรู้เชิงผู้ประกอบการ

5.    รู้อะไรที่กว้าง ๆ Motivation 

บ้านหลังที่   3  เก่งไม่เก่งอยู่ที่แรงจูงใจ มีมรดกทิ้งไว้ในโลก คนเราต้องภูมิใจมีคุณค่าต่อสังคม รักประชาธิปไตย    รักสิ่งแวดล้อม รอบนอกของ วงกลม คือ วิสัยทัศน์ , เป้าหมายของธุรกิจ     

 

จากนั้น อาจารย์ถามว่าทำไมองค์กรไม่ประสบผลสำเร็จในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ให้ปรึกษาในกลุ่มใช้เวลา 5 นาที ส่งตัวแทนนำเสนอ ซึ่งกลุ่มดิฉันให้นำเสนอว่า

1.    วิสัยทัศน์ นำองค์กรปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน

2.    จริยธรรม และคุณธรรม ให้คิดถึงประเทศไทยก่อนที่จะนึกถึงใคร

3.    อย่ารู้คนเดียว เก่งคนเดียว ต้องฝึกให้คนอื่นเก่งด้วย

4.    อาจารย์ได้เสริมว่า ผู้นำจะต้องมีความเชื่อ เรื่องทรัพยากรมนุษย์ว่า เป็นทรัพย์สินต้องมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กรก่อน

คนไทยต้องมีปรัชญามองอนาคต มองไกล การขับเคลื่อนให้องค์กรเกิดความเป็นเลิศก็มีปัจจัยหลาย ๆ อย่าง 

อ.ยมได้เสริมว่า ประชาชนทุกคนในโลก จะต้องมาช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมโลก ปัญหาโลกร้อน น้ำทะเลสูงขึ้น คนไทยไม่ค่อยทำวิจัย ผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนอ

าจารย์ให้ดูเทป ผู้นำหญิงและชายต่างกันอย่างไร โดยอาจารย์จีระเป็นผู้ดำเนินรายการ มีผู้ร่วมรายการคือ ดร.กัลยา โสภณพานิช  และ ผศ.มาลี ทั้งสองท่าน ก็ได้แสดงความคิดเห็นว่าผู้หญิงและผู้ชายแตกต่างกันอย่างไร จำแนกได้ดังนี้ชาย

1.       นำตัวเองได้

2.       ตัดสินใจได้รวดเร็ว

3.       ใช้เวลากับการพักผ่อนและงานอดิเรกมากกว่าผู้หญิง

4.       เปอร์เซ็นต์ของผู้นำชายมากกว่าหญิง หญิง

1.       นำตัวเองได้

2.       ยืดหยุ่นได้

3.       วิสัยทัศน์ เป้าหมายชัดเจน

4.       จริยธรรม คุณธรรม เอื้ออาทร เกื้อกูล

5.       ลูกน้องสบายใจมีความยุติธรรม 

6.       มีคอรัปชั่นลดลง

7.       ดูแลเงินทองของครอบครัวได้

8.       ผู้หญิงต้องตั้งท้องดูแลลูก

9.       ถ้าผู้หญิงไปทำงานต่างประเทศจะส่งเงินมาให้ทางบ้านมากกว่าผู้ชาย

10.  ถ้าผู้หญิงเข้ามาเป็นนักการเมือง จะออกกฎหมายที่ผู้ชายไม่เคยคิดมาก่อน

11.  ผู้นำสตรี ไม่ถูกยอมรับ

12.  ผูกขาดอำนาจ

13.  ความสำเร็จของผู้ชายมีผู้หญิงผลักดันอยู่เบื้องหลัง

14.  สามารถบริหารเวลาได้

15.  แสดงบทบาทได้ไม่เต็มที่เมื่อนำความแตกต่างของชายและหญิง มาวิเคราะห์ได้ประเด็นดังนี้

1.       ผู้ชายมีความมั่นใจในตนเองสูง และมีการตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด ส่วนผู้หญิงการตัดสินใจต้องใช้เวลา ต้องมีความรอบคอบ การแสดงความคิดเห็นบางอย่างไม่ถูกยอมรับเท่าที่ควร เนื่องจากค่านิยมของคนในอดีตที่ไม่ยอมรับบทบาทของผู้หญิง

2.       ผู้ชายไม่ยอมรับความคิดเห็นของผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงไม่กล้าแสดงออกได้อย่างเต็มที่ องค์กรทั้งภาครัฐและ เอกชนส่วนใหญ่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้เป็นผู้นำ    

จากการอ่านหนังสือ ภาคภาษาอังกฤษ Chapter 3 ซึ่งกลุ่มของเราได้ช่วยกันแปลเป็นภาษาไทยเสร็จตั้งแต่วันพฤหัสบดี ที่ 15 มี.ค. 2550 และสรุปเพื่อนำเสนอ ซึ่งไปเกี่ยวข้องกับ A Model of Effective Leadership จากเอกสารหน้า 27 และอาจารย์ได้ยกตัวอย่างเพิ่มเติม    

จากการได้ศึกษาจากเทป การสนทนาระหว่าง ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ และ ศ.ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ สรุปได้ว่า ทั้งสองท่าน มีทฤษฎี 8 k’s เหมือนกัน ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ มีความรู้กว้าง ส่วน ศ.ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์  มีความรู้ลึก  

สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ อาจารย์ยม  ที่เคารพ  และสวัสดีเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน          เมื่อวันที่  18 มีนาคม 2550 ได้ศึกษาภาวะผู้นำ โดยอาจารย์จีระ แจกบทความให้นักศึกษาได้ช่วยกันวิเคราะห์ เป็นการคิดเป็นระบบ   จากนั้นอาจารย์พูดถึง ทฤษฎี 3 วงกลม ดังนี้  Context  โครงสร้างขององค์กร  องค์กรจะหต้องน่าอยู่ เปรียบเสมือนบ้านอันอบอุ่น ผู้นำองค์กรต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล การบริหารจัดการเป็นไปอย่างรวดเร็วคล่องตัว ผู้นำกล้าคิดกล้าตัดสินใจกระจายอำนาจให้กับผู้ใต้บังคับบัญชามากขึ้น Competencies   สมรรถนะขององค์กร ผู้นำต้องมีทักษะ  มีความรู้ความสามารถที่จะหาวิธีการดำเนินงานอย่างเหมาะสม Motivation-  สร้างแรงจูงใจ   การทำงานขององค์กรต้องทำงานเป็นทีมเพื่อที่จะทำให้สำเร็จตามเป้าหมาย ผู้นำมีการให้ขวัญและกำลังใจผู้ร่วมงาน เพื่อให้งานเป็นไปอย่างราบรื่น  อาจารย์จีระกล่าวว่าหากขาดวงใดวงหนึ่งแล้วจะทำให้การทำงานภายในองค์กรไม่ประสบผลสำเร็จ          ในภาคบ่าย กระผมขออนุญาตอาจารย์จีระไปพักผ่อนเนื่องจากกระผมไม่สบาย ผมจึงนำเทปจากรุ่นมาฟัง การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างผู้นำชายและผู้นำหญิง โดยการให้สัมภาษณ์ของดร.กัลยา และผศ.มาลี ซึ่งกระผมขอวิเคราะห์ตามความคิดของกระผมดังนี้         ในอดีตผู้ชายได้รับการยอมรับจากสังคมให้เป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง แต่ปัจจุบันและในอนาคตสังคมเปลี่ยนไป ผู้หญิงเริ่มมีบทบาทมากขึ้น เช่น การเป็น ส.ส. เป็นนายกเทศมนตรี นายก อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งในความคิดของกระผมมีความคิดว่า ไม่ว่าชายหรือหญิง ก็สามารถจะเป็นผู้นำได้ขึ้นอยู่กับความสามารถ สถานการณ์ และสิ่งแวดล้อม ที่จะเอื้ออำนวย จากการฟังเทปการสัมภาษณ์ระหว่าง ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ และ ศ.ดร.ปุระชัย  เปี่ยมสมบูรณ์ สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ทั้งสองท่านมีทฤษฏี 8 K’s เหมือนกัน สมควรอย่างยิ่งที่บุคคลทั่วไปที่นักศึกษานำไปเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต 

                                                       ด้วยความเคารพอย่างสูง   

                                                      นันทพล  เถาลิโป้ รุ่น 7

นางสาวปณิธาน เชื้อชาติ ID 106142013 MBA 6 เมื่อ พ. 21 มี.ค. 2550 @ 21:45 (199698)
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Fri Mar 23 2007 00:27:50 GMT+0700 (ICT)

กราบเรียน ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์, ท่านอาจารย์ยม และเพื่อนๆMba ทุกท่า  

 

 

วิเคราะห์ผู้นำที่ชื่นชอบพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพร เขตรอุดม ตามหลักทฤษฎี 8 K's ของท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ ดังนี้

ทุนมนุษย์ (Human Capital)

พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพร เขตรอุดมศักดิ์ ทรงมีทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทุนความรู้ขั้นพื้นฐาน ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ ในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่ ๕ ทรงได้รับการศึกษาชั้นแรก ในพระบรมมหาราชวัง มีพระยาอิศรพันธ์โสภร (พูน อิศรางกูร) เป็นพระอาจารย์ และทรงศึกษา ภาษาอังกฤษกับ Mr.Morant ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ และได้ทรงเข้าเป็นนักเรียน ในโรงเรียนหลวง ณ พระตำหนักสวนกุหลาบ อยู่จนถึงทรงโสกันต์  และเมื่อทรงมีพระชนมายุได้ ๑๓ พรรษา พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เสด็จในกรมฯ เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ และศึกษาต่อใน โรงเรียนนายเรืออังกฤษ  ทุนทางปัญญา(Intellectual Capital)  ทรงเป็นผู้กำหนดริเริ่มแบบสัญญาณธงสองมือ และโคมไฟ ตลอดจนเริ่มฝึกพล พลอาณัติสัญญา”(ทัศนสัญญาณ) ขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งเห็นได้ว่าทรงเป็นผู้รู้จริง และมีความกระตือรือร้นที่จะทำงาน

 

 

ทุนทางจริยธรรม(Ethical Capital) ทรงมีพระประสงค์ จะให้เจ้าหน้าที่ต่างๆ ได้มีการฝึกหัด ให้มีความชำนาญ และมีพระประสงค์จะเห็นความสามารถ ของเจ้าหน้าที่ด้วย ทรงให้ฝึกหัดหลายอย่าง เช่นฝึกหัดเตรียมรบ หัดทิ้งลูกดิ่ง หัดตีกรรเชียง หัดสละเรือใหญ่ เป็นต้น นับว่าได้ทรงฝึกหัดทหารเรือ และนักเรียนนายเรือให้มีความชำนาญในการรบ และปฏิบัติการด้วยความเข้มแข็ง และมีความอดทนอย่างแท้จริง โดยที่พระองค์ ได้ทรงบัญชาการฝึก ด้วยพระองค์เองอย่างใกล้ชิดตลอด เป็นต้นว่า ช่วยลากเชือกวิ่งในเวลาชักเรือบต และขนถ่ายของจากเรือใหญ่ แม้แต่วิธีปฏิบัติในเรือ เกี่ยวกับการอาบน้ำ หรืออาหาร ก็ทรงปฏิบัติเช่นเดียวกับทหารอื่นๆ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทหารทั้งหลาย ย่อมเห็นในพระอุตสาหะ และความห่วงใยของพระองค์ ที่มีต่อบรรดาทหารทั้งหลาย ทหารทั้งนั้นจึงได้รัก และเคารพในพระองค์ท่าน อย่างยิ่งประดุจว่าพระองค์ทรงเป็นพระบิดาแห่งทหารเรือทั้งหลาย และในครั้นทรงศึกษาตำราแพทย์จนชำนิชำนาญและรับรักษาโรคให้กับประชาชนพลเมืองทั่วไปโดยไม่คิดมูลค่า

 

 

ทุนแห่งความสุข(Happiness Capital)  จากการที่กรมหลวงชุมพร ทรงมีทุนทางความรู้ มีทุนทางปัญญาและทุนทางจริยธรรมแล้ว ย่อมเป็นพื้นฐานที่จะมีความสุข เพราะท่านทรงประสบความสำเร็จแล้วยังมีความดีงามที่จะไม่เบียดเบียนผู้อื่นหรือทรัพยากรส่วนกลาง

 

 

ทุนทางสังคม(Social Capital)  

ทรงแก้ไขปรับปรุงการศึกษา ระเบียบการในโรงเรียนนายเรือทุกอย่าง ทั้งฝ่ายปกครอง และฝ่ายวิชาการให้รัดกุม ทัดเทียมอารยะประเทศ เพื่อให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียน เป็นนายทหารเรือที่มีความรู้ความสามารถเสมอภาคกับนายหทารเรือต่างประเทศ และสามารถทำการแทนในตำแหน่งของชาวช่างประเทศที่รับราชการอยู่ในกองทัพเรือในขณะนั้น

 

 

 ทุนแห่งความยั่งยืน(Sustainable Capital) 

 

แม้พระองค์จะสิ้นพระชนม์ แต่พระบารมีของพระองค์ยังคงแผ่ไพศาลไปทั่วทุกสารทิศ คอยปกป้องคุ้มครอง พสกนิกร ดังเช่น อนุสรณ์ที่ปรากฏอยู่อย่างมากมายทั่วประเทศ มีทั้งพระอนุสาวรีย์ พระรูป ศาลกรมหลวงชุมพร พระฉายาลักษณ์ พระสาทิศลักษณ์ เหรียญที่ระลึก ตลอดจนพระนามที่ปรากฏ เป็นชื่อของสถานที่ต่างๆ เป็นประจักษ์พยานได้ เป็นอย่างดี  "...ส่วนตัวเราตายไว้ยืน ไว้ยืนแต่ชื่อให้โลกทั้งหลายเขาลือ ว่าตัวเราคือ ทหารเรือไทย..."

 ทุนแห่ง IT(Digital Capital)                 ได้ทรงนำสิ่งใหม่ มาสู่วงการทหารเรืออีก คือ แต่เดิมเรือรบของไทยทาสีขาว พระองค์ได้ทรงเปลี่ยนสี เรือมกุฎราชกุมาร ให้เป็นสีหมอก ตามแบบอย่างเรือรบอังกฤษ และต่อมาเรือรบทุกลำของไทย ก็ทาสีหมอกมาจนทุกวันนี้

 

 

ทุนแห่งความรู้ ทักษะ ทัศนคติ(Talented Capital) ได้ทรงวางรากฐานที่จะสร้างนายทหารเรือไทยให้มีความรู้ ทักษะ ทัศนคติ โดยการเพิ่มวิชาสามัญชั้นสูงขึ้นกับวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม นอกจากวิชาการเดินเรือ มีการขยายหลักสูตรกว้างขวางออกไป โดยมีการตั้งโรงเรียนนายช่างกลเป็นครั้งแรก ทรงปรับปรุงการศึกษาของโรงเรียนนายเรือให้เจริญและดียิ่งขึ้น สร้างทุนความรู้ให้กับนักเรียนนายเรือ โดยมีการฝึกให้ทหารเรือไทยเดินเรือทะเลได้อย่างชาวต่างประเทศ  ส่วนตัวพระองค์เองครั้นถูกปลดออกจากราชการ ทรงศึกษาวิชาแพทย์ แผนโบราณ จากตำราไทยด้วยพระองค์เอง แสดงว่าพระองค์ใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลา

 

 

นางสาวปณิธาน  เชื้อชาติ  MBA 6 ID:106142013

น.ส.ปภาวี นาคสุข ID 106142008 MBA 6 เมื่อ พ. 21 มี.ค. 2550 @ 21:47 (199703)
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Fri Mar 23 2007 00:30:05 GMT+0700 (ICT)
เรียน ท่าน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และ อ.ยม นาคสุข และสวัสดีเพื่อนๆ MBA 6, 7 ทุกท่าน
ดิฉัน ขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับภาวะผู้นำ จากผู้นำที่ได้เลือกขึ้นมา 1 ท่าน คือ  คุณวิกรม กรมดิษฐ์
การศึกษา 
Bachelor’s Degree : วิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติ ไต้หวัน
PHD’s Degree  : ปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการบริหารทั่วไป มหาวิทยาลัยราม           
ตำแหน่งปัจจุบัน
1975 :  ประธานกรรมการ บริษัทอมตะ โฮลดิ้ง จำกัด
1989 : ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทอมตะคอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน)
         : กรรมการบริษัท บี ไอ พี ดีเวลล๊อปเม้นท์ จำกัด
1994 : ประธานกรรมการบริหารบริษัท อมตะเวียดนาม จำกัด
1995 : กรรมการบริษัท อมตะพาวเวอร์ จำกัด
         : กรรมการบริษัท อมตะเอ็กโก้ พาวเวอร์ จำกัด
1996 : ประธานกรรมการบริหารบริษัท อมตะ พาวเวอร์ เบียนหัว จำกัด
         : ประธานมูลนิธิอมตะ
2001 : ประธานบริษัท อมตะ เนชั่นแนลแกส ดิสตริบิวชั่น จำกัด กรรมการบริษัท อมตะเอ็กโก้ พาวเวอร์ จำกัด
2002 : ประธานกรรมการที่ปรึกษา บริษัท อมตะเวียดนาม จำกัด
 
วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  ผู้ที่พลิกผันตัวเองจากเด็กชายตัวเล็กๆ ของครอบครัว ค้าขายในจังหวัดกาญจนบุรี เริ่มต้นก่อร่างสร้างตัวจนเป็นเจ้าของอาณาจักร อมตะ นิคมอุตสาหกรรมที่เติบโตยิ่งใหญ่ และครอง สัดส่วนการตลาดมากกว่า 50% ของนิคมอุตสาหกรรมทั้งประเทศ ครอบครัวของเขาทำธุรกิจ ค้าขายและการเกษตร ปู่ทวดมาจากประเทศจีนราว 160 ปีที่แล้ว มาค้าขายในเมืองไทย ได้แต่งงานกับย่าทวดซึ่งเป็น คนไทยเชื้อสายจีนที่ทำธุรกิจด้านยาสูบ ครอบครัวจึงทำธุรกิจด้านโรงบ่มใบยาสูบ จนกระทั่งมาถึงรุ่นของคุณปู่ ที่เริ่มมีเรือกำปั่นเป็นของตัวเอง ใช้ขนส่งใบยาจากจังหวัดกาญจนบุรีมาที่กรุงเทพฯ และส่งไปขายต่อที่จีน อาชีพค้า ขายจึงกลายเป็นอาชีพหลักของครอบครัวมาโดยตลอด ตัวเขาเองตั้งแต่เรียนอยู่ประถมปีที่หนึ่งก็เริ่มรู้จักการค้าขายแล้ว โดยเริ่มจากการขายถั่วคั่ว ทำมาเรื่อยจนถึง ป.3 เจ้าของร้านจะย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ คุณวิกรมจึงเข้าไปขอซื้อร้าน ไปเทคโอเวอร์มา แล้วต่อมาก็ไปรับเอาขนมปัง ลูกอมเอาเข้ามาขายไปด้วย มันเลยทำให้เค้าชอบการค้าขายทำเงินมาตั้งแต่เด็ก คุณวิกรมเป็นลูกคนโต มีน้องมากต้องคอย เลี้ยงน้อง และความเป็นพี่ใหญ่นี่เอง ทำให้นิสัยเค้าเป็นผู้ที่ ไม่ต้องการให้ใครสั่ง แค่รู้เป้าหมายว่าต้องการให้เป็นอย่างไร เค้าจะดูแลจัดการเอง ครอบครัวคุณวิกรมมีฟาร์ม และที่ดินนับ 1,000 ไร่ เป็นไร่อ้อย และมีสวนผลไม้บ้างบางส่วน รวมคนงานราว 400-500 คน ถ้าจะมองไปแล้ว ภาระหน้าที่เหล่านี้อาจจะดูหนักไปสักหน่อยสำหรับเด็กอายุเพียง 15 ปีที่ต้องมารับผิดชอบงานมากอย่างนี้  จากความชอบและสนุกไปกับการหาเงิน กลายเป็นส่วนที่ช่วยบ่มเพาะและปลูกฝังความเป็นนักธุรกิจให้วิกรม อย่างเต็มตัว ซึ่งเค้ามีความฝันมาตั้งแต่เด็ก อยากจะมีกิจการ ของตนเอง และด้วยความที่ต้องควบคุมคนงานมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จึงรู้จักที่จะสร้างบารมี คนงานไม่มีใครไม่เชื่อ ถือเค้า และทำอะไรต้องมีเหตุผล ทำให้สามารถควบคุม คนมากๆ ได้และมีความมั่นใจในตัวเองสูง จนกระทั่งเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัยในไต้หวัน เขาก็เริ่มต้นทำธุรกิจแบบจริงจังและเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้น ด้วยการนำเข้าสินค้าประเภทอะไหล่วิทยุ โทรทัศน์ เครื่องสูบน้ำ จากประเทศไต้หวันเข้ามาขายในไทย และนำสินค้า ประเภทเครื่องหนัง ทองรูปพรรณ เมล็ดพันธ์ต่างๆ กลับไปขายในไต้หวันแทน ซึ่งทำให้เขาเองเริ่มมีเงินเป็นกอบเป็นกำ คุณวิกรมจึงเลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะที่ดีที่สุดในมหาวิทยาลัย เลือกเรียนสาขาเกษตรเพื่อหวังจะกลับมาทำธุรกิจเกษตรกรรมของที่บ้าน แต่เมื่อเรียนไปแล้วรู้สึก ว่าอากาศหนาวของไต้หวันไม่เหมาะกับบ้านเรา จึงเปลี่ยน มาเรียนสาขาเครื่องกล ซึ่งเป็นสาขาที่มีคนนิยมเรียนมาก และเมื่อไปอยู่ต่างประเทศ จึงต้องดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด เขาใช้เวลาเสาร์อาทิตย์ไปตระเวนตามงานแสดงสินค้าแล้วเก็บเบอร์ติดต่อไว้ ช่วงปิดเทอมก็จะซื้อตั๋วเครื่องบินขนสินค้ากลับมาขายในไทย จนได้รับเงินมาหลายแสนบาท สิ่งที่วิกรมได้เรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก หล่อหลอมรวมกันจนมาถึงวันที่เขาเปิดบริษัทเป็นของตนเอง วิกรมเล่าย้อนกลับไปเมื่อ 31 ปีที่แล้ว ผมเปิดบริษัท บีเอ็นเค เอนเตอร์-ไพรส์ จำกัด ทำธุรกิจส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ ต่อมา เริ่มทำธุรกิจเกี่ยวกับค้าส่งอาหารเช่น ทูน่า รวมไปถึงการผลิตอาหารกระป๋องส่งขายต่างประเทศ การทำโรงงานผลิต อาหารนี่เอง เป็นจุดเริ่มต้นของการมองเห็นธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม  อมตะ คอร์ปอเรชั่นได้เปิดดำเนินการมากว่า 17 ปีแล้ว เขาเริ่มต้นจากการมองหาที่ดินในแถบบางปะกง ในช่วงแรกมีที่ดินอยู่ประมาณ 300 ไร่ เพียงแค่ปีเดียวก็ขาย ได้หมด จึงเริ่มขยายที่ดินออกไปอีก 1,400 ไร่ จนถึงวันนี้ นิคมอุตสาหกรรมภายใต้การบริหารของอมตะ คอร์ปอ-เรชั่น มีพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ และยังมีที่ดินเปล่าอยู่อีกกว่า 10,000 ไร่ รวมที่ดินทั้งหมดเกือบ 40,000 ไร่ มีบริษัทอยู่กว่า 600 บริษัท เม็ดเงินลงทุนราว 300,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้คิดเป็นราว 5% ของจีดีพีของประเทศเลยทีเดียว ในอนาคต ยังจะต้องมีโรงงานเพิ่มมากขึ้นในนิคมฯ และตั้งเป้าหมายว่าจะเปิดบริษัทลูกที่ให้บริการทางด้านสาธารณูปโภคแบบครบวงจรเพิ่มอีก 50 บริษัท  หากมอง "วิกรม" เป็นแบรนด์ ภาพลักษณ์ที่สังคมยอมรับในวันนี้ย่อมต้องใช้เวลาและมีขั้นตอนในการสร้างขึ้นมา สิ่งที่น่าสนใจก็คือ กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นมาอย่างไร  ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว "มูลนิธิอมตะ" ก่อตั้งขึ้นโดยมีวิกรมเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งและดำรงตำแหน่งเป็นประธานมูลนิธิ ด้วยทุนส่วนตัวตั้งต้นที่ 200,000 บาท เพื่อใช้ในการจัดตั้งมูลนิธิ พร้อมกับที่ดินใน "อมตะนคร" ที่ชลบุรี โดยมีคำขวัญว่า "ผู้ให้ที่ไม่หวังผลตอบแทน" ซึ่งหมายรวมถึงผู้ก่อตั้งด้วย  เนื่องจากทำเลของมูลนิธิฯ ที่ตั้งอยู่ในนิคมฯ ที่ชลบุรี และเนื้อหาส่วนหนึ่งยังมุ่งเน้นกิจกรรมภายในนิคม เช่น การสร้างสถานศึกษา การให้ทุนการศึกษาเด็กในนิคม เป็นต้น ประกอบกับยังขาดการประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง ชื่อมูลนิธิจึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก กระทั่งมีโครงการ ประกวดศิลปกรรม ชื่อ "อมตะ อาร์ต อวอร์ด" ในปี 2547 ซึ่งเป็นกิจกรรมของศิลปินทุกกลุ่ม ทุกระดับอายุ ทั่วประเทศ และที่เรียกความสนใจได้ดีก็คือ เงินรางวัลเรือนล้าน นอกจากนี้มูลนิธิฯ ยังมีโครงการ "อมตะ ไรเตอร์ อวอร์ด" เพื่อสนับสนุนนักเขียนอาวุโส ที่สร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่า และให้ทุนการศึกษาและทุนวิจัยภายใต้ชื่อโครงการ "อมตะ จีเนียส อวอร์ด"
การควักกระเป๋าส่วนตัวร่วม 100 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการต่างๆ ในมูลนิธิฯ ไม่เพียงทำให้ภาพ "ผู้เสียสละ" ของวิกรมชัดเจน ขณะเดียวกันยังช่วยเสริมสร้างภาพความเป็นผู้เข้าใจหรือผู้เชี่ยวชาญในวงการนั้นๆ ของเขาให้โดดเด่นขึ้นมา หลังจากนั้นในปี 2547 ภาพ "ผู้ชำระบาป" ที่มาพร้อมกับภาพ "ผู้บูชายัญชีวิตตัวเอง" ที่วิกรมสร้างขึ้นพร้อมกับการออกหนังสือที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง ภายใต้ชื่อ "ผมจะเป็นคนดี" กลายเป็นที่ฮือฮา โดยมีผู้ช่วยตรวจทานต้นฉบับเป็นถึงนักเขียนใหญ่ "ประภัสสร เสวิกุล" หนึ่งในคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในโครงการ "อมตะ ไรเตอร์ อวอร์ด" และมีมูลนิธิ อมตะเป็นผู้จัดพิมพ์และจัดการเผยแพร่ออกสู่ตลาด ก่อนครบรอบ 52 ปี เพียง 3 วัน  ช่วงแรกๆ อาจกล่าวได้ว่าหนังสือ "ผมจะเป็นคนดี" มียอดแจกพอๆ หรือมากกว่ายอดขาย เนื่องจากมูลนิธิฯ ได้ทำตามเจตนารมณ์ของวิกรมในการเผยแพร่จัดส่งหนังสือเล่มนี้ไปยังเรือนจำ ห้องสมุดในสถานศึกษา และห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ โดยจะครบทุกห้องสมุดก่อนครึ่งปีหน้า ซึ่งตั้ง งบประมาณในการดำเนินการดังกล่าวถึง 100 ล้านบาท อานิสงส์ของการโปรโมตด้วยวิธีการต่างๆ "ผมจะเป็นคนดี" ต้องพิมพ์ครั้งที่ 2 เพิ่มอีก 7 หมื่นเล่ม เรื่องราวในมุมส่วนตัวเป็นที่รู้จักผ่านสื่อเพียงไม่นาน วิกรมก็ได้รับบทบาทใหม่ทางสังคม คือ การเป็นนักจัดรายการวิทยุเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ ที่ชื่อ "CEO Vision" ออกอากาศที่คลื่น FM 96.5 ที่เดิมออกอากาศเพียง 2 วัน แต่ด้วยความฮอตฮิตติดชาร์ต ซึ่งเขาเชื่อว่าความฮอตของเขา ไม่เกินอันดับ 2 ในบรรดาเหล่านักจัดของ "คลื่นความคิด" นี้ ครั้นแฟนรายการเรียกร้องมากๆ เขาจึงได้เพิ่มรายการ CEO Clinic มาอีก 1 วัน ขณะนี้วิกรมยังเตรียมตัวจะนำเสนอหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองออกมาอีก 4 เล่ม ประกอบด้วยเรื่องในวัยเด็ก (ความบีบคั้นในวัยเด็ก) เรื่องธุรกิจ (ความเป็นนักต่อสู้) เรื่องผู้หญิง (ความเป็นเพลย์บอย) และเรื่องเกี่ยวกับความฝันทั้งหลายของเขา (ความเป็นนักล่าฝัน)  ณ วันนี้ วิกรมได้รับการยอมรับจากสังคมในหลายๆ สถานภาพด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ดีก็คือ นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ นักเขียน นักจัดรายการ นักสงเคราะห์ทางด้านศิลปะและการศึกษา (ในฐานะผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิอมตะ) ฯลฯ
แต่ปัจจุบัน "วิกรม" ในวัยต้นๆ 50 ตัดสินวางมือการบริหารธุรกิจไปเกือบหมด รั้งเพียงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานมูลนิธิอมตะ อันมีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดตั้งเมืองสมบูรณ์แบบ (perfect city) เท่านั้นส่วนงานด้านบริหารอื่นๆ ของเครือนิคมอมตะ "วิกรม" ได้มอบหมายให้น้องๆ ร่วมบิดาซึ่งมีถึง 20 กว่าคนไปดำเนินการบริหารกันเองจากประสบการณ์ที่สั่งสมตั้งแต่วัยละอ่อนจนถึงขั้นปรมาจารย์ ทำให้ต้องยอมรับว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญในเรื่องการลงทุน ทุกวันนี้วิกรมใช้ชีวิตส่วนใหญ่อย่างสงบอยู่บน "แพวิเวก" ติดอุทยานเขาใหญ่ ทุก 2 สัปดาห์เขาจึงจะเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ ประมาณ 1-2 วัน เพื่อประชุมกับทีมบริหารของอมตะ ซึ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มผู้บริหารงานด้านนิคม และกลุ่มพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ โดยเรียกเฉพาะผู้เกี่ยวข้องมาสอบถามความคืบหน้าของงาน ช่วยแก้ปัญหา วางแผน วางเป้าหมาย ให้คำแนะนำ ฯลฯจากประวัติ และข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารงานของคุณวิกรม กรมดิษฐ์ สามารถบ่งบอกได้ว่าคุณวิกรมมีภาวะผู้นำที่ตรงตามทฤษฎี 8 K’s ดังนี้§        ทุนมนุษย์ : คุณวิกรมเกิดมาในครอบครัวที่ประกอบอาชีพค้าขายเป็นหลัก ทำให้เขาซึมซับความเป็นพ่อค้ามาตั้งแต่เด็ก ประกอบกับคุณวิกรมเป็นลูกคนโต มีหน้าที่ต้องดูแลน้องๆ ทำให้เค้าต้องตัดสินใจเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเองเรื่อยมา จึงทำให้เค้าเป็นผู้ที่มีความมั่นใจในตนเอง อีกทั้งยังมีความใฝ่รู้ และมีใจรักในธุรกิจค้าขาย มีความตั้งใจในการศึกษาเล่าเรียน  ตัดสินใจเลือกเรียนในสาขาวิชาที่เป็นประโยชน์ต่อการนำมาพัฒนาธุรกิจของตัวเอง จนประสบความสำเร็จ§        ทุนทางความรู้ ทักษะ ทัศนคติ : คุณวิกรมได้รับการยอมรับจากสังคมว่าเป็นบุคคลที่มีความรอบรู้ เขาไม่เพียงแต่รู้เรื่องเกี่ยวกับธุรกิจของตัวเองเท่านั้น ยังขวนขวายที่จะใฝ่รู้ในทุกๆ เรื่องทั้งในประเทศ และต่างประเทศ สามารถวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจโลกได้อย่างเฉียบขาด และยังได้รับบทบาทใหม่ทางสังคม ด้วยการเป็นนักจัดรายการวิทยุเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจที่ชื่อ CEO Vision ที่ได้รับการยอมรับและฮ็อตฮิตติดชาร์ทจนต้องเพิ่มรายการ CEO Clinic ขึ้นมาอีกด้วย§        ทุนทางปัญญา : จากทุนมนุษย์ และทุนความรู้ ทักษะ ทัศนคติที่คุณวิกรมมี ทำให้เขามีความสามารถในการคิดและวิเคราะห์ และมีความคิดสร้างสรรค์ อย่างไม่หยุดนิ่ง มีการแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง โดยการนำความรู้ และประสบการณ์ตั้งแต่วัยเยาว์มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจของตน จนเติบโตกลายเป็นธุรกิจที่ครบวงจรดังปัจจุบัน อีกทั้งยังไม่หยุดที่จะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ§        ทุนทาง IT : ดูได้จากการที่ปัจจุบันคุณวิกรมถึงจะไม่ได้นั่งทำงานอยู่ในออฟฟิต โดยมาใช้ชีวิตเพียงลำพัง ที่แพวิเวก แต่ก็ยังดูการดำเนินงานของธุรกิจผ่านทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งใช้ในการสื่อสาร ตรวจเช็คข้อมูลข่าวสาร และราคาหุ้น โดยอาศัยจานดาวเทียม IP Star ซึ่งช่วยให้เค้าตามติดกระแสโลกาภิวัฒน์ได้ตลอดเวลา§        ทุนแห่งความสุข : จากความสำเร็จของคุณวิกรม บ่งบอกได้ถึงความสุขที่เกิดขึ้นจากการทำงาน เพราะเมื่อมีความสุข รายได้ก็จะตามมา จนปัจจับันเขาถูกจัดให้เป็นบุคคลที่รวยติดอันดับที่ 29 ของประเทศ นอกจากนั้นก็ยังไม่ลืมที่จะแบ่งปันความสุขที่เค้ามีให้กับบุคคลซึ่งด้อยโอกาส โดยการจัดตั้งมูลนิธิอมตะขึ้นมา§        ทุนทางจริยธรรม : การจัดตั้งมูลนิธิอมตะขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส โดยการสร้างสถานศึกษา และให้ทุนการศึกษาแก่เด็กในนิคม โดยมีคำขวัญว่า ผู้ให้ที่ไม่หวังผลตอบแทน นอกนั้นคุณวิกรมยังได้จัดทำหนังสือ ผมจะเป็นคนดี และอีกหลายๆ เรื่องตามมา โดยมีเจตนารมณ์เผยแพร่หนังสือนี้ไปยังเรือนจำ ห้องสมุดสถานศึกษา และห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ สาเหตุที่ทำเช่นนี้เพราะเขาต้องการช่วยแก้ไขภาระของสังคม โดยช่วยบำบัดจิตใจให้กับนักโทษ และช่วยดูแลอนาคตของชาติ คือเด็กๆ§        ทุนทางสังคม : คุณวิกรมสร้างเครือข่ายธุรกิจมากมาย จนครบวงจรเป็นนิคมอุตสาหกรรม และยังไม่ลืมที่จะทำคุณประโยชน์ต่อสังคมรอบข้าง โดยการก่อตั้งมูลนิธิ อีกทั้งยังจัดพิมพ์หนังสือเผยแพร่ เพื่อเป็นกำลังใจ และแนวทางปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อคนทั่วไป และยังจัดการวิทยุเพื่อถ่ายทอดความรู้ ทัศนคติที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม§        ทุนแห่งความยั่งยืน : ปัจจุบันคุณวิกรมได้วางมือการบริหารธุรกิจไปเกือบหมด ได้มอบหมายให้น้องๆ ร่วมบิดาซึ่งมีถึง 20 กว่าคนไปดำเนินการบริหารกันเองจากประสบการณ์ที่สั่งสมตั้งแต่วัยละอ่อนจนถึงขั้นปรมาจารย์  โดยคุณวิกรมรั้งเพียงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานมูลนิธิอมตะ แล้วชีวิตส่วนใหญ่อย่างสงบอยู่บน "แพวิเวก" ติดอุทยานเขาใหญ่ ทุก 2 สัปดาห์เขาจึงจะเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ ประมาณ 1-2 วัน เพื่อประชุมกับทีมบริหารของอมตะ เพื่อสอบถามความคืบหน้าของงาน ช่วยแก้ปัญหา วางแผน วางเป้าหมาย ให้คำแนะนำ ฯลฯ แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของคุณวิกรม ที่สามารถวางรากฐานของบริษัท ให้ดำเนินไปได้โดยที่ไม่ต้องลงมาบริหารงานเต็มตัวอีกทั้งยังสร้างคนรุ่นหลังที่จะสามารถมาสืบทิดธุรกิจให้ดำเนินต่อไปได้ โดยที่ตนเองก็สามารถมีความสุขกับวิถีชีวิตที่เลือกได้
นายณัฐพงศ์ ชุมนุมพันธ์ เมื่อ พ. 21 มี.ค. 2550 @ 23:53 (199858)
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Fri Mar 23 2007 00:31:24 GMT+0700 (ICT)

ผมขอต่อเรื่องวิเคราะห์ผู้นำที่ชื่นชอบนะครับ

4.       ทฤษย์ฏี 8K’s                             I.        ทุนมนุษย์           เวนเกอร์ได้เกิดที่เมือง Strasbourg, France  ซึ่งเป็นประเทศที่มีความเจริญ เวนเกอร์มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีทุนมนุษย์สูง                           II.        ทุนความรู้ ทักษะและทัศนคติ  ทุนในด้านนี้ เวนเกอร์ได้สะสมประสบการณ์ในการทำงานมานานจึงทำให้เค้ามีความรู้และทักษะในอาชีพที่ดีมาก                         III.        ทุนทางปัญญา   ทุนในด้านนี้ เวนเกอร์ก็ไม่เป็นสองรองใครดูได้จากการแก้เกมในแต่ละครั้ง                         IV.        ทุนทาง IT         ในด้านนี้ข้อมูลยังไม่แน่ชัดแต่ผมคิดว่าน่าจะสูงพอสมควรเนื่องจากประเทศที่เวนเกอร์เกิดและทำงานก็เป็นประเทศที่เจริญแล้ว และมีความเจริญด้านนี้สูง                           V.        ทุนแห่งความสุข  เวนเกอร์ได้ทำงานที่ตัวเองรัก ถึงแม้บางครั้งการทำงานอาจเครียดแต่ ก็ได้ทำงานที่ตัวเองรัก มีความสุขในการทำงาน มีความสุขในการเห็นลูกทีมพัฒนาและทีมแข็งแกร่งขี้น                         VI.        ทุนทางจริยธรรม          เวนเกอร์ไม่เคยมีปัญหากับใคร ทั้ง เจ้าของสโมสร คนดูหรือลูกทีม มี EGO ต่ำ                       VII.        ทุนทางสังคม     เป็นบุคคลที่สังคมหึความไว้วางใจ และเวนเกอร์ยังได้รับเครื่องราชย์ชั้นสูงสุดของฝรั่งเศสและรางวัลต่างๆอีกมากมาย มาการันตี                     VIII.        ทุนแห่งความยังยืน  เวนเกอร์ได้ทำอาชีพนี้มาเกือบ 20 ปีและได้อยู่กับ อาเซน่อล มานาน ถึง 11 ปี ซึ่งถือว่ายาวนานมากกับอาชีพ ผู้จัดการทีม5.     ทฤษฏี 5K’s                             I.        ทุนแห่งการสร้างสรรค์  แผนการทำประตูก็ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา  ถ้าใช้แผนเดิมๆ ฝ่ายตรงข้ามก็จะจับได้และหาทางป้องกัน                             II.        ทุนทางนวัตกรรม  เวนเกอร์มีความคิดใหม่ๆอยู่เสมอสามารถนำความคิดเป็นแผนปฎิบัติและสามารถลงมือปฏิบัติได้จริงเห็นได้จาก แผนการทำประตู                         III.        ทุนทางความรู้      ประสบการณืและการทำงานที่ยาวนานทำให้ ทุนความรู้ของเวนเกอร์มีมากขึ้น                         IV.        ทุนทางวัฒนธรรม ในข้อนี้เวนเกร์มีทุนทางวัฒนธรรรมแบบตะวันตก                           V.        ทุนทางอารมณ์     เวนเกอร์เป็นบุคคลทีมีสติตลอดเวลาดีใจก็ดีใจไม่มากเสียใจก็ไม่ค่อยแสดงออก ผมว่าเค้าเป้นคนที่ควบคุมอารณ์ได้ดีคนนีง6.     ทฤษฎี  3  วงกลม                             I.        Context             เวนเกอร์ได้สร้างให้อาร์เซน่อลเป็นองค์กรที่มีความคล่องตัวและมีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาถ้าเปรียบเป็นบ้าน อาร์เซน่อลถือเป็นบ้านที่น่าอยู่                           II.        Competencies    เวนเกอร์ได้ทำให้สมรรถนะของทีม อาร์เซน่อลแข็งแกร่งขึ้น                         III.        Motivation         เราแทบจะไม่เคยได้ยินว่าคนในทีม อาร์เซน่อล ขอย้ายทีม  ไม่อยากอยู่กับทีม เพราะเวนเกอร์ได้บริหารและสร้างแรงจูงใจให้กับคนเหล่านั้น  แม้ทีม อาร์เซน่อลจะไม่ได้ซื้อตัวนักแตะด้วยราคาที่แพงกว่าทีมอื่น(ในจุดนี้แหละครับที่ผมเลือกเวนเกอร์แทนที่จะเป็น มูริญโญ่ ซึ่งเป็นบุคคลที่น่าสนใจท่านนึงและผมก็ชอบบุคลิกและผลงานของท่าน) ผมได้ copy ข้อความใน Blog เก่าเพื่อความสะดวกในการอ่านของ ทุกท่านนะครับ
นายณัฐพงศ์ ขุมนุมพันธ์ เมื่อ อ. 13 มี.ค. 2550 @ 04:43 (191538)
เรียน       ศ.ดร.จีระ/เพื่อนๆ MBA แสตมฟอร์ด หัวหิน และผู้อ่านทุกท่านครับเมื่อ ดร.จีระให้หาผู้นำที่มีภาวะผู้นำที่ชื่นชอบมา 1 ท่าน  ผมนึกอยู่นานเพราะมีหลายท่านที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นคุณพารณ  คุณเจริญ  หรือแม้แต่ เจ็งกิสข่าน   แต่นึกไปนึกมาผมไม่อาจเห็นท่านเหล่านี้ทำงานได้จากการทำงานจริงนอกจากผลงานและข้อมูลที่ได้รับจากหนังสือหรือ Internet ทำให้ผมได้คิดถึงคนๆนึงที่ผมได้เห็นการทำงานของเขาในบางส่วน  ได้ลุ้นไปกับเขาว่างานของเขาจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ได้เห็นอารมณ์เมื่อเค้าดีใจหรือเมื่อผิดหวังเป็นบุคคลที่ยอมรับความพ่ายแพ้แล้วลุกขึ้นสู้ใหม่  มีน้ำใจนักกีฬา ให้โอกาสคนและสร้างคนมามากมาย ได้รับเครื่องราชย์ ชั้นสูงสุดของพลเมืองฝรั่งเศส  และสามารถพูดได้ถึง 5 ภาษา  บุคคลท่านนี้ก็คือ อาร์แซน  เวนเกอร์ครับ (ต่อไปผมจะเรียกสั้นๆว่าเวนเกอร์) เรามาดูประวัติคร่าวๆของเวนเกอร์กันก่อนดีกว่าครับ
Arsène Wenger Factfile
NameArsène Wenger
PositionManager
BornOctober 22nd, 1949
 Strasbourg, France
Previous clubs as playerMutzig, Mulhouse, Strasbourg
Joined Arsenal28 September 1996
Clubs as manager/coachStrasbourg (youth section) Cannes (assistant) Nancy AS Monaco Grampus Eight Nagoya (Japan)
Honours (Monaco):French League championship 1988; French Cup winners 1991; French 'Manager of the Year' 1988
Honours (Grampus Eight):Japan's 'Manager of the Year' 1995, Emperor's Cup winner 1996, Japanese Super Cup winner 1996
Honours (Arsenal):League championship 1998, 2002, 2004. F.A. Cup winners 1998, 2002, 2003, 2005. Voted 'Manager of the Year' 1998, 2002, 2004.
  อาร์แซน เวนเกอร์   เวนเกอร์  ถือเป็นผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรอาร์เซนอล เขาพาทีมปืนใหญ่คว้าแชมป์หลัก 7 ครั้ง (แชมป์ลีก 3 ครั้ง และแชมป์เอฟเอ คัพ 4 ครั้ง รวมไปถึงการคว้าแชมป์คอมมูนิตี้ ชิลด์อีก 4 ครั้ง) เขาเป็นผู้จัดการทีมอาร์เซนอลเพียงคนเดียวที่พาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้มากกว่า 1 ครั้ง พาทีมเป็นดับเบิ้ลแชมป์คว้าทั้งแชมป์ลีกและแชมป์เอฟเอ คัพได้ 2 ครั้ง (ในปี 1998 และ 2002) ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมคนแรกที่ทำได้ในสโมสรแห่งนี้   ในฤดูกาล 2003/04 เขาเป็นผู้จัดการทีมคนแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษที่พาทีมแข่งขันเกมลีกจนจบ 38 นัดโดยไม่แพ้ทีมใดเลย   เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาเข้ากลายเป็นผู้จัดการทีมอาร์เซนอลคนแรกที่พาทีมผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ ซึ่งหนทางสู่รอบชิงฯนั้นทีมก็ได้สร้างสถิติใหม่ให้กับฟุตบอลถ้วยยักษ์ของยุโรปด้วยการไม่เสียประตูติดต่อกัน 10 นัด   ในปี 2003 เขาได้รับเครื่องราชย์ฯชั้น OBE ต่อจากก่อนหน้านั้นที่เขาได้รับ Legion d'Honneur ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุดของพลเมืองฝรั่งเศส ซึ่งเขาได้รับในปี 2002   ในเดือนตุลาคมปี 2004 เขาได้รับรางวัล Freedom of Islington และได้รับเกียรติบัตร 2 ใบ หนึ่งคือเกียรติบัตรทางด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสตราสบูร์ก และอีกฉบับคือ honoury DSc จากมหาวิทยาลัย เฮิร์ทฟอร์ดเชียร์ เขาสามารถพูดได้ถึง 5 ภาษาและใช้มันเป็นเครื่องมือในการพูดคุยกับนักเตะในห้องแต่งตัวที่สนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมถ้าเราเรียบเทียบเกม ฟุตบอลคือ ธุรกิจ เวนเกอร์ได้กระทำหลายๆอย่างในหลักการบริหารธุรกิจคือ การกำหนด Vision Mission SWOT ของทีม·         Vision    การตั้งเป้าหมาย (ฤดูการณ์นี้จะได้แชมป์อะไรบ้าง)·         Mission    การหาหนทางที่จะไปสู่เป้าหมาย        จะจัดทีมอย่างไรให้ได้รับชัยชนะ·         SWOT     ตัวเองมีจุดแข็งจุดอ่อนอะไรบ้าง โอกาสหรืออุปสรรคของทีม เล่นในบ้านหรือนอกบ้านและ เวนเกอร์ สามารถที่จะบริหารทีมได้ดี แม้บางครั้งทีมจะไม่มีเงินในการซื้อนักเตะใหม่  เวนเกอร์ได้ชื่อว่าเป็นผู้ซื้อนักเตะมาใช้ในราคาถูกและปั้นนักเตะจนมีชื่อและสามารถขายได้ในราคาแพงเมื่อเราลองนำทฤษฎีต่างมาวิเคระห์ภาวะผู้นำในตัวของ เวนเกอร์1.       ทฤษฎี Leadership roles by Stephen Covey                                 I.            Path finding        หาช่องทางไปสู่ความสำเร็จ                 จะเห็นได้ว่า เวนเกอร์ได้ตั้งเป้าหมายในการทำงานทุกครั้งทั้งในระยะสั้นและระยะยาว                              II.            Aligning                                กระตุ้นให้คนในองค์กรไปในทิศทางเดียวกัน      เรื่องนี้เวนเกอร์ผ่านสบายเนื่องจากจะเห็นได้ว่าเป้าหมายของทุกคนในทีมอาร์เซน่อลคือความสำเร็จของทีมหรือแชมป์เปี้ยน                            III.            Empowering      มีการกระจายอำนาจ  เวนเกอร์ได้มีการกระจายอำนาจของเขาไปสู่ผู้ช่วยโค๊ช หัวหน้าทีม หรือแม้แต่ตัวนักเตะทุกคน  เมื่อสั่งการไปแล้วก็จะปล่อยให้นักเตะได้แสดงความสามารถของตัวเองออกมาแม้ลูกทีมจะผิดพลาดก็ไม่เคยแสดงอาการหรือว่าลูกทีมในที่สาธารณะมีแต่ใช้ทฤษฎีกางร่มออกมาปกป้องลูกทีมว่าทำดีที่สุดแล้ว                            IV.            Role Modal         เป็นตัวอย่างที่ดี  ไม่เคยมีปัญหากับใครทั้งเจ้าของทีมและลูกทีมหรือมีข่าวเสียหาย2.       ทฤษฎี Leadership roles ของ ศ.ดร.จีระ                                 I.            Crisis Management         แก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลา  ในการแข่งขันบางครั้งทีมต้องตกเป็นรอง  เวนเกอร์ก็สามารถนำทีมกลับไปสู่ชัยชนะได้                              II.            Anticipate change            รู้ว่าอะไรจะเกิดแล้วหาทางแก้ไข  เมื่อจะลงแข่งกับทีมใด เวนเกอร์ได้ศึกษาทีมนั้น  รู้เขารู้เรา และได้จัดทีมให้พร้อมก่อนลงสนาม                            III.            Motivate other to Excellent        กระตุ้นให้ผู้อื่นไปสู่ความเป็นเลิศ  เวนเกอร์ได้พัฒณาความสามารถของลูกทีมอยู่ตลอดเวลาและได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อในการปั้นเด็กใหม่เข้าสู่วงการลูกหนังคนนึง                            IV.            Rhythm & Speed              มีจังหวะที่เหมาะสม  ในการแข่งขันการเปลี่ยนตัวผู้เล่นถ้าทำอย่างมีจังหวะก็ก่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันได้ และ เวนเกอร์ก็ทำในจุดนี้ได้ดี                              V.            Edge      คม  เวนเกอร์ได้ศึกษากลยุทธ์ใหม่ๆเพื่อนำมาปรับปรุงทีมให้ทุกคนในทีมฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอรวมทั้งตัวเค้าเองก็ได้ฝึกซ้อมในการจัดทีมในสถานะการณ์ต่างๆ ทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆก็สามารถจัดการได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ดังมีดที่คมก็สามารถที่จะตัดอะไรขาดได้ในครั้งเดียว                            VI.            Team Work         เวนเกอร์ สามารถสร้างให้ทีม อร์เซน่อลเป็นทีมฟุตบอลที่มีทีมเวอร์คดีที่สุดทีมหนึ่ง3.       ทฤษฎี 4 E’s                                 I.            Energy       มีพลังชอบงานที่ทำ  กีฬาฟุตบอลเป็นสิ่งที่ เวนเกอร์ชอบและเค้าก็ได้มาทำในสิ่งที่ตัวเองรัก                              II.            Energize    เวนเกอร์ได้สร้างแรงจูงใจให้กับคนรอบข้าง  ทำให้ทุกคนในทีมมีเป้าหมายเดียวกันได้                                                        III.           Edge            ตัดสินใจเด็ดขาด คม ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น                            IV.            Execution   เกมการปข่งขันต้องมีแพ้มีฃนะเมื่อแพ้แล้ว เวนเกอร์ไม่เคยท้อแท้กลับพยามดึงลูกทีมเค้าสู่เกมหรือแม้แต่ฤดูกาลนี้ เค้าอาจจะพลาดเป้าหมายทุกแชมป์แต่ฤดูกาลหน้าเต้าจะต้องกลับมาสู้อีกครั้งจะเห็นได้ว่า  เวนเกอร์เป็นบุคคลมีภาวะผู้นำที่ดีคนนึง  ซึ่งเราสามารถเห็นการทำงานของเค้าได้ตลอดเวลาฤดูกาลนี้แม้เค้าจะพลาดแชมป์ แต่ก็ได้สร้างเด็กใหม่ขึ้นมาประดับวงการลูกหนังหลายคน ในฤดูกาลหน้า อาร์เซน่อลจะเป็นทีมที่น่ากลัวทีมนึง เนื่องจากเด็กใหม่เหล่านี้ได้มีประสบการณ์ในเกมใหญ่ๆและสำคัญๆมาแล้ว ถ้าเป็นเชิงธุรกิจ ฤดูกาลนี้เป็นช่วงปรับเปลี่ยนองค์กร เนื่องจากเวนเกอร์กล้าที่จะเปลี่ยนและได้มองเห็นอนาคตว่าทีมหลักชุดใหญ่ใกล้จะหมดสภาพเนื่องจากมีอายุมากขึ้น  และตัวเค้าก็พร้อมที่จะรับแรงกดดันจากหลายคนที่ผิดหวัง
ข้อเสนอแนะ                 บางครั้งการมีปากเสียงกับผู้จัดการทีมอื่น  อาจจะเพื่อกระตุ้นลูกทีมหรือข่มขวัญคู่ต่อสู้ 
นายณัฐพงศ์ ชุมนุมพันธ์ เมื่อ พ. 21 มี.ค. 2550 @ 22:07 (199713)
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Fri Mar 23 2007 00:33:30 GMT+0700 (ICT)

เรียน       ศ.ดร.จีระท่าน อ.ยม เพื่อน MBA และผู้อ่านทุกท่านครับ

                เช่นเคยครับสัปดาห์นี้ เรียนแล้วได้อะไรบ้าง 

1.       ผมเริ่มมีประสบการณ์ในการพูดในที่สาธารณะมากขึ้น  กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น  เริ่มหายจากโรคกลัวไมค์  ได้แก้ไขจุดบกพร่องของผมก่อนที่ได้เข้าเรียนกับท่าน อาจารย์

2.       ได้ทบทวน ทฤษฏี 3 วงกลม  8K’s  5K’s  4L’s 

3.       อาจารย์ให้ฝึกวิเคราะห์บทความ  หัดให้จับประเด็น  (อ่านให้เร็วแล้วจับประเด็นให้ได้)

4.       จากที่ได้ดูเทปบทสัมภาษณ์เรื่อง “ผู้นำหญิงและผู้นำชายต่างกันอย่างไร”  ได้ทราบว่า ชายและหญิง มีภาวะผู้นำที่แตกต่างกัน ถ้าเราจับทฤษฎี 8K’s ของท่าน ศ.ดร.จีระ มาจับจะพบว่าส่วนมากผู้หญิงจะขาดเรื่อง ทุนทางสังคมมากว่า เพราะสังคมส่วนใหญ่ให้การยอมรับผู้นำชายมากกว่า  

แต่เราไม่ควรจะคิดว่า ชายหรือหญิงใครเก่งหรือดีกว่ากัน  แต่เราควรมองว่าเราจะทำอย่างไรให้สามารถดึงศักยภาพของชายและหญิงออกมา  และทำอย่างไรจึงจะทำให้ ชายและหญิงทำงานสอดคล้องกัน  เพื่อที่จะได้ผลสัมฤทธิ์ของงานที่ดีที่สุด

5.       ได้ศึกษาถึงบทสัมภาษณ์ระหว่าง ศ.ดร.จีระกับท่าน ปุระชัย ส่วนมากท่านทั้ง 2 จะมีทุน 8K’s ด้วยกันทั้งคู่แต่ถ้าวิเคระห์ให้ดี จะพบว่า ท่าน ศ.ดร.จีระ จะมีความรู้ที่กว้างกว่าและท่าน ปุระชัยมีความรู้ที่ลึกกว่าในแต่ละด้านทำให้ผมได้ลองคิดว่าสาเหตุใดจึงทำให้ทั้ง 2 ท่านจึงมีความแตกต่างกัน  เมื่อลองวิเคราะห์ดุจะพบว่า

·         ทุนมนุษย์ Human Capital (การเลี้ยงดู  บิดาของ ศ.ดร.จีระได้เลี้ยงให้ท่านคิดนอกกรอบ)

·         ทุนแห่งการเรียนรู้ ทักษะและทัศนคติ  Talent Capital (การเรียนในโรงเรียนทหารทำให้ ดร.ปุระชัย เป็นคนที่มีระเบียบวินัย และเคร่งครัดกฏระเบียบ  จึงทำให้ท่านไม่ค่อยจะคิดนอกกรอบเท่าไรนัก)

แต่โดยรวม บุคคลทั้ง 2 ท่านก็มีภาวะผู้นำที่สมควรเอาเยี่ยงอย่างด้วยกันทั้งคู่ครับ

เตชสิทธิ์ หอมฟุ้ง เมื่อ พฤ. 22 มี.ค. 2550 @ 13:47 (200322)
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Fri Mar 23 2007 00:34:54 GMT+0700 (ICT)

เรียน ศ.ดร.จีระ อ.ยม และเพื่อนๆนักศึกษา MBA ม.นานาชาติสแตมฟอร์ด 

ขอเพิ่มเติมประวัติที่น่าสนใจ

ประวัติ
- ตัน ภาสกรนที เกิดเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2542
-
รางวัลล่าสุดที่ได้รับ สุดยอดนักธุรกิจแห่งปี 2547 (ได้รับรางวัลจาก กรุงเทพธุรกิจ)
คุณวุฒิทางการศึกษา

-
ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทาลัยรามคำแหง

ตำแหน่ง (ปัจจุบัน)

-
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ตัน ภาสกรนที เจ้าของชาเขียวโออิชิ กรีนที คนส่วนใหญ่รู้จัก "โออิชิ" แต่น้อยคนนักจะรู้จัก"ตัน โออิชิ" หรือ "ตัน ภาสกรนที" ทั้งที่ประวัติชีวิตของเขาอยู่ในระดับ "มหัศจรรย์" เขาเริ่มต้นทำงานเมื่ออายุ ๑๗ ปี กับวุฒิการ ศึกษาเพียง ม.ศ.๓ และตำแหน่งพนักงานขนของ "จุดเริ่มต้น" ชีวิตในระดับ "ติดลบ" กับเส้น ทางการฟันฝ่า เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของอาณาจักร "โออิชิ" ในวันนี้ไม่แปลกที่หลายคนจะบอกว่าตำนานชีวิตของ "ตัน" สามารถจุดประกายฝันและกำลังใจให้กับคนทำงานทุกคน

"
ตัน" กล้าคิดและกล้าทำในสิ่งที่แตกต่างเติบใหญ่ด้วยกลยุทธ์การตลาดนอกตำรา MBA เขาคือผู้ริเริ่มธุรกิจสตูดิโอถ่ายภาพแต่งงาน ภัตตาคารบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น "โออิชิ" และทำให้ชื่อ "โออิชิ" เข้าถึงทุกบ้านด้วย "โออิชิ กรีนที"

ปัจจุบันมีประมาณกว่า 90 สาขาแล้ว มีทั้งที่เป็นร้านเล็ก และร้านใหญ่รวมกัน และตั้งนโยบายว่า ไม่อยากจะขยายร้านอาหารมากเกินไป เพราะว่าจะมีค่าใช้จ่ายในส่วนของพนักงาน และค่าเช่าคงที่ค่อนข้างเยอะ ปัจจุบันพนักงานมีประมาณ 3,500 คน ผมยังวางเป้าหมายไว้ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าว่าจะต้องไม่เกิน 5,000 คน โดยนโยบายอย่างนี้จะทำให้เงื่อนไขในการเปิดร้านอาหารลดลง แล้วในส่วนของโรงงานก็มาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มากขึ้น ดังนั้นจึงเลือกที่จะทำธุรกิจที่ไม่มีหน้าร้าน และค่าเช่า เอาแบรนด์ที่เราได้กำไรมาผลิตตัวสินค้าให้มากขึ้น
สุดท้ายคุณตันฝากข้อคิดไว้ว่า " ไม่จำเป็นต้องไปยึดติดว่าต้องทำอย่างนี้ ไม่ต้องไปสัญญากับใคร ตัวเราเท่านั้นที่รู้เองว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าพอใจในสิ่งที่ผมมีอยู่ ถึงแม้ว่าบ้านที่อยู่อาจจะไม่ใช่ใหญ่โต แต่ก็อยู่สบาย มากน้อยไม่เป็นไร แค่เราพอใจก็พอแล้ว ไม่ได้ตั้งเป้าหมายอะไร แค่ตั้งเป้าว่าจะทำให้ดีที่สุดก็พอ ไม่คาดหวังมาก " "อานันท์ ปันยารชุน" อดีตนายกรัฐมนตรีเคยบอกว่า "คนเก่งไม่ใช่ไม่เคยทำอะไรผิดพลาดแต่คนเก่งคือคนที่พลาดแล้วแก้ปัญหาได้เร็ว" "ตัน ภาสกรนที" คือ "คนเก่ง" ในนิยามนี้เพราะเขาเชื่อมั่นว่าทุกปัญหาล้วนมีทางออกชีวิตของ

หลักสำคัญที่ คุณตัน ภาสกรนที ยึดไว้เสมอคือ ความสำเร็จไม่ได้หล่นจากฟ้า ไม่มีอะไรเป็นไปอย่างที่เราคิด ปัญหาทำให้คนแข็งแกร่งขึ้นและจงจำไว้ว่า ขาดทุนคือกำไร

    คุณตัน มีประสบการณ์การทำงานในด้านต่าง ๆ หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสตูดิโอถ่ายภาพแต่งงาน ภัตตาคารบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น จนมาประสบความสำเร็จสูงสุดในธุรกิจชาเขียว โออิชิ กรีนที ซึ่งมีแนวคิดและแนวทางในการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ มากมาย และสำหรับข้าพเจ้าเองก็มีความชื่นชมแนะได้นำแนวทางบางอย่างไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน ซึ่งข้าพเจ้าจะแตกต่างจากคุณตันคือข้าพเจ้าไม่ได้ประสบปัญหาทางธุรกิจเหมือนคุณตัน และส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพงานประจำ ปฏิบัติงานในส่วนที่รับผิดชอบอย่างเต็มที่ พยายามศึกษาหาความรู้ในงานเพื่อพัฒนาศักยภาพการทำงานให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงมองปัญหาในด้านกำไรขาดทุนแตกต่างจากคุณตัน ภาสกรนที เนื่องจากมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจน้อย
น.ส.ศรีสุดา วรรณสมบูรณ์ เมื่อ พฤ. 22 มี.ค. 2550 @ 14:31 (200365)
IP: xxx.9.163.122
เขียนเมื่อ Fri Mar 23 2007 00:36:12 GMT+0700 (ICT)
เรียน  ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ อาจารย์ ยม และสวัสดีเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน    จากการได้เรียนเรื่องภาวะผู้นำ และการเปลี่ยนแปลงในองค์กรในวันอาทิตย์  ที่  18 มีนาคม 2550    มนุษย์เราถูกแบ่งโดยธรรมชาติให้มี 2 เพศต้องอยู่ร่วมกัน  ซึ่งเพศชายถูกมองว่าต้องเป็นเพศที่แข็งแกร่งกว่าเพศหญิง แต่นั่นเป็นแค่การมองแบบภาพรวม ที่คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นอย่างนั้น แต่ในปัจจุบันผู้หญิงสามารถเป็นตัวแทนเข้าสู่เวทีโลก ทั้งทางด้านการเมือง ธุรกิจ และตัวแทนทางการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งมีอิทธิพลในด้านการเจรจาต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของประเทศอย่างสำคัญ อาจเพราะผู้หญิงเป็นเพศที่มีความละเอียดอ่อนมากกว่าผู้ชาย ควบคุมอารมณ์ได้ดีในสถานการณ์ต่าง ๆ มีความรับผิดชอบสูง  สำหรับผู้ชายนั้นซึ่งเป็นเพศที่มีความแข็งแรง และเข้มแข็งอยู่แล้ว สามารถเผชิญกับทุกสถานการณ์ได้ดีกว่าเพศหญิง ทางด้านสังคมก็เช่นเดียวกัน ผู้ชายจะได้เปรียบมากกว่าผู้หญิงซึ่งมีข้อจำกัดมากกว่าไม่ว่าจะเป็นทางด้านเวลา สถานที่ และมักจะเห็นว่าผู้ชายจะมีบทบาทสำคัญๆ มากกว่าผู้หญิง แต่ดิฉันเห็นว่า ที่จริงแล้วทั้งผู้หญิงและผู้ชายสามารถ ทำทุกอย่างได้เท่าเทียมกัน ซึ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และโอกาส ที่ได้รับ จากผู้นำที่เลือกไว้คือ นายชวน หลีกภัย ซึ่งได้กล่าวรายละเอียดไว้ในบล๊อคก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งสามารถวิเคราะห์ตามทฤษฎีทุน 8 ประเภทได้ดังนี้ทุนมนุษย์  นายชวน  หลีกภัย เป็นผู้ที่มีการศึกษาแบบสามัญชนทั่วไปไม่ได้เป็นนักเรียนนอก แต่เขาเป็นคนมีความเฉลียวฉลาด โอบอ้อมอารี และยังอุทิศ แรงกาย แรงใจ ให้กับประชาชน อย่างจริงใจ  แม้ว่าตัวเขาจะไม่มีทุนทรัพย์ แต่เขาก็ได้มีความพยายามที่จะใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ถ่ายทอดให้กับประชาชน ทุนทางปัญญา  นายชวน  หลีกภัย เป็นผู้มีความสามารถทั้งทางด้านศิลปะและทั้งทางด้านกฎหมาย และท่านยังได้ใช้ความสามารถของท่านให้เกิดประโยชน์โดยท่านยังเป็น อาจารย์พิเศษ ด้านนิติเวช คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และเมื่อครั้งท่านไปหาเสียงในที่ต่าง ๆ ท่านไม่มีสินบนหรือเงินทองให้ แต่ท่านมีแต่ความรู้เรื่องประชาธิปไตย ที่จะถ่ายทอดให้ประชาชนได้รับรู้และเข้าใจ ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งท่านก็ทำอย่างนี้ตั้งแต่เริ่มหาเสียง จนถึงปัจจุบันทุนทางจริยธรรม  นายชวน  หลีกภัย  เป็นผู้ที่สามารถก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งต่าง ๆ โดยความสามารถ  เป็นแบรนด์ของ นักการเมืองที่ทำงานโดยสุจริต โปร่งใส  เป็นผู้ที่เสมอต้นเสมอปลาย  พอใจในสิ่งที่ตนมี  และยังมีความสุภาพ อ่อนโยน รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น  เป็นที่รักและนับถือของคนทั่วไปทุนแห่งความสุข  นายชวน  หลีกภัย  เป็นคนใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่ยึดติด ไม่หวือหวา มีความสุขกับสิ่งที่ตนเองมี  ทุนทางสังคม  นายชวน  หลีกภัย  เป็นผู้ที่เข้าถึงประชาชนได้ทุกระดับ และมีความเข้าใจปัญหาของประชาชนอย่างลึกซึ้ง  เขามักที่จะลงพื้นที่แบบไปคลุกคลีกับประชาชน จริง ๆ เพื่อให้รู้ว่าประชาชน ต้องการอะไร  จึงทำให้เขาเป็นที่รักใคร่ของประชาชนทุนแห่งความยั่งยืน   นายชวน  หลีกภัยมีความผูกพันกับพี่น้องประชาชนอย่างแยกกันไม่ออก ชีวิตทั้งชีวิตได้ทุ่มเท ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง นายชวนย้ำอยู่เสมอในทุกที่ทุกโอกาสว่า เขาเป็นหนี้ประชาชนที่เลือกตั้ง เขาเข้ามาสู่วิถีชีวิตทางการเมือง โดยไม่ต้องซื้อเสียงหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ใดๆ  และสิ่งนี้จะอยู่ติดกับตัวเขาไปตลอดชีวิตทุนทาง IT   นายชวน  หลีกภัย   ได้เล็งเห็นความสำคัญทางด้าน IT โดยที่ นายชวน  มีเว็บไซด์  นายชวนกับประชาชน ซึ่งแสดงว่านายชวน มีความเอาใจใส่ต่อประชาชน เป็นอย่างมาก  แม้ปัจจุบันเขาจะไม่มีบทบาทสำคัญเหมือนเมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี แต่นายชายก็ยังคงห่วงใย ประชาชนเหมือนเดิมทุนทาง KNOWLEDGE,SKILL และ MINDSET    นายชวน  หลีกภัย  เป็นผู้ใช้ความรู้ความสามารถของตนเองเป็นบันได ก้าวไปสู่หนทางที่ตนเอง คาดหวังไว้ได้อย่าง สำเร็จ มีแบบแผน เป็นไปอย่างเป็นระบบ   (ก่อนอื่น ต้องขอโทษท่านอาจารย์ด้วยนะคะที่ดิฉันส่งการบ้านล่าช้า เนื่องจากได้ส่งเมื่อคืนวันพุธที่  21  มีนาคม แล้ว เวลาประมาณ  23.40 น. แต่เนื่องจากระหว่างส่งเครื่องแฮ๊งค์ ไม่ทราบเป็น เพราะอะไร และได้เข้าไปใน เว็บไซด์อีกครั้ง  แต่ก็ไม่สำเร็จ ดิฉันจึงได้นำมาส่งที่ทำงาน จึงขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ) นางสาวศรีสุดา  วรรณสมบูรณ์  นักศึกษามหาวิทยาลัยแสตมฟอร์ด หัวหิน  
ศรีสุดา วรรณสมบูรณ์ ID 106342002
IP: xxx.113.67.168
เขียนเมื่อ Sun Apr 01 2007 12:05:09 GMT+0700 (ICT)
เรียน  ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ อาจารย์ ยม และสวัสดีเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน    จากที่ อ.ยม ได้ให้แปลเอกสารเกี่ยวกับ  LEADERSHIP AS A BRAND ซึ่งสามารถแปลออกมาได้ดังนี้ คือผู้นำเสมือนตัวแทนขององค์กร

จากประสบการณ์และผลงานวิจัย   ยืนยันได้ว่าองค์กรมีผู้นำที่มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพในทุกๆ ระดับจะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ  องค์กรไหนที่มีผู้นำที่ด้อย ก็จะส่งผลให้องค์กร ไม่ประสบความสำเร็จ   ถ้าในองค์กรมีผู้นำแบบไหน ก็ย่อมส่งผลให้องค์กรเป็นแบบนั้นด้วย

                ผู้นำทั้งหลายจึงต้องการหาวิธีที่จะทำให้ตัวเองเป็นผู้นำที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด   และกว่า 25 ปีมาแล้วที่มีผู้ค้นหาวิธีการหลากหลาย เพื่อให้ตนเองมีความเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพและมี ภาวะผู้นำที่ครบถ้วน  ผู้นำทั้งหลายได้มีการเรียนรู้วิธีการที่จะทำให้ตนเองประสบความสำเร็จ   จากผู้นำที่ประสบความสำเร็จที่ผ่านมา เช่น JACK  WELCH,  COLIN  POWELL

                 แบรนด์ บ่งบอกถึงความเป็นตัวตนและรสนิยมของผู้ใช้  เป็นการสร้างความแตกต่างให้กับตนเอง  เพราะไม่ว่าจะเป็น  กระเป๋า  รองเท้า  NOTEBOOK   ต่างก็มี แบรนด์ ด้วยกันทั้งนั้น  ซึ่งปัจจุบัน  แบรนด์ ไม่ได้อยู่แค่ที่ตัวสินค้าอีกต่อไป แต่เป็นทั้งธุรกิจบริษัทด้วย  เช่น  STARBUCK  MCDONOLD  ยกตัวอย่างเช่น  โรงแรมที่ไม่มีชื่อ แต่พอเปลี่ยนเจ้าของกิจการหรือมีการ TAKE OVER  แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น   HYATT  ก็สามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นได้  20%  จากเดิม ทั้งที่ตัวโรงแรมเหมือนกันทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ห้องพัก  สถานที่   LOCATION  ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการมี แบรนด์ ทำให้คนรู้จักและเกิดความสนใจมากกว่าการไม่มี แบรนด์

                แบรนด์ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้าและตัวบริษัท ในทางเดียวกันก็มีความเชื่อว่า  บริษัทจะมีชื่อเสียงและมีความเชื่อถือมากขึ้นนั้น  จะต้องมี  LDS  ซึ่ง  LDS  จะเป็นตัวแสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นและความมีชื่อเสียงของผู้นำ  ผู้นำจะพิสูจน์หรือแสดงให้เห็นถึง แบรนด์  ได้โดยการคิดและทำในสิ่งที่นำพาตัวสินค้า และ องค์กรไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ  LDS จะดำรงอยู่ได้เมื่อผู้นำในองค์กรทุกระดับ คิดและทำในสิ่งที่มีผลดี กับธุรกิจเสมอ

                แบรนด์  มีส่วนประกอบที่เป็นทั้งส่วนประกอบหลักและส่วนประกอบย่อย   ยกตัวอย่างเช่น

รถทุกคันมีส่วนประกอบที่เหมือนกันที่สามารถทำให้รถวิ่งได้  แต่จะมีส่วนประกอบหลักที่สำคัญบางอย่างที่มีความพิเศษเฉพาะตัว  เช่น  สไตล์การดีไซด์  รูปแบบภายนอก  เช่นเดียวกันกับที่เรามีความเชื่อว่า  ผู้นำที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีส่วนประกอบหลักที่คล้าย  ๆ กันในทุก ๆ คน ซึ่งผู้นำจำเป็นต้องคิดและแสดงถึงสิ่งที่มีศักยภาพออกมา เพื่อให้ทุกคนยอมรับ และให้ความเชื่อถือ

                ผู้นำจะต้องมองจากภายนอกเข้ามาภายใน  และสิ่งที่สำคัญก็คือ  ต้องทำให้ลูกค้าหรือผู้ลงทุนยอมที่จะควักเงินในกระป๋ามาลงทุนกับองค์กร

                วิวัฒนาการของ แบรนด์ เปลี่ยนไปตามความต้องการของตลาด เช่น NIKE  จากที่เคยผลิตแต่รองเท้าเปลี่ยนมาผลิตทั้งรองเท้า เสื้อผ้าและนาฬิกา  ผู้นำที่ประสบความสำเร็จจะต้องพยายามผูกรวม แบรนด์ และความโดดเด่นให้เปลี่ยนไปตามความต้องการของลูกค้าและผู้ลงทุน

                แบรนด์ เป็นตัวกำหนดผู้นำทางธุรกิจ

                แบรนด์ เป็นสิ่งที่มีลักษณะเฉพาะตัวไม่ใช่สิ่งที่มีลักษณะทั่วไป  เช่น แบรนด์ในแต่ละธุรกิจจะมีลักษณะที่ต่างกัน เช่น  ความคิดและวิสัยทัศน์

                ผู้นำจะต้องมีการตัดสินใจให้ชัดเจน   เพราะการตัดสินใจที่ชัดเจนจะส่งผลให้บุคคลอื่นรอบ ๆ ตัว  เกิดความมั่นใจมากขึ้น

                LDB  จะมีประสิทธิภาพมากที่สุดจะต้องสะท้อนมาจากผู้นำในทุกระดับชั้นขององค์กร  ต้องรู้และทำให้สิ่งที่ผู้นำควรจะทำและปฏิบัติ

                แบรนด์   เป็นสิ่งที่มีความยั่งยืน  ไม่ได้ยึดติดที่ตัวบุคคล สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล  แต่อยู่ที่คุณภาพความเป็นแบรนด์   ยกตัวอย่างเช่น  MCDONOLD  เปลี่ยนผู้บริหารคนใหม่  แต่ MCDONOLD  ก็ยังคงอยู่มิได้เปลี่ยนไปตามตัวของผู้นำ

                LDB เป็นไปตามที่ความคาดหวังก็ต่อเมื่อพนักงานในองค์กร ลูกค้า และผู้ลงทุน เชื่อมั่นในศักยภาพของผู้นำ                สรุป   เมื่อธุรกิจมี  LDB  จะทำให้สามารถชนะได้ในหลาย ๆ  มิติ คือ
  1. ในตัวผู้ลงทุน
  2. ลูกค้า
  3. พนักงานภายในองค์กร
 วิธีการสร้าง  LDB แบ่งเป็น  6 ชั้นคือ
  1. สร้างความจำเป็นในการที่จะมี  LDB

-         ร่างรายได้ของบริษัทหรือหุ้นออกมาให้ชัดเจน

-         คิดว่า  LSB ของผู้นำมีอะไรบ้างและคิดว่า ลูกค้าต้องการอะไรจากเรามากที่สุด

-         ดูกลยุทธ์ต่าง ๆ ของบริษัท

  1. ผู้นำจะต้องประกาศให้ชัดเจนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง และทำให้ทุกคนภายในองค์กรยอมรับและเข้าใจในการเปลี่ยนแปลง อาจให้พนักงานมีส่วนในการกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกัน
  2. มีการประเมินค่ามาตรฐานเกี่ยวกับผู้นำ เช่น  การประเมินผลแบบ  360 องศา หรือ 720 องศา
  3. ดูว่าควรจะทำอย่างไรเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับผู้นำ  เพื่อที่จะให้ผู้นำเป็นไปตามความต้องการของเขา
  4. วัดผลถึงศักยภาพของผู้นำโดยดูจาก พฤติกรรมของผู้นำผ่านทางพนักงานภายในองค์กร  ลูกค้า และผู้ร่วมลงทุน
  5. บอกถึงศักยภาพของผู้นำให้ผู้อื่น ๆได้รู้ ว่าตัวผู้นำมีศักยภาพอย่างไร
 

รายชื่อกลุ่ม

1.   น.ส. ศรีสุดา   วรรณสมบูรณ์

2.   น.ส. วริศรา    ทรัพย์ชโลธร

3.   น.ส. อัสมา    แวโน๊ะ

4.   น.ส. สุพรรษา  อาลี

5.   นายบุญยอด    มาคล้าย

6.   น.ส. สุกัญญา   เพ็ญสุข

ทวนรายชื่อ อีกครั้ง
IP: xxx.123.38.140
เขียนเมื่อ Fri Apr 06 2007 14:35:11 GMT+0700 (ICT)
แก้ไขรายชื่อกลุ่ม LEADERSHIP AS A BRAND 1.       น.ส. ศรีสุดา  วรรณสมบูรณ์2.       น.ส. วริศรา  ทรัพย์ชโลธร3.       น.ส. อัสมา  แวโน๊ะ4.       น.ส. สุพรรษา  อาลี5.       น.ส. สุกัญญา เพ็ญสุข6.       น.ส. ศิรดา  มากมี7.       นายบุญยอด  มาคล้าย 
ทวนรายชื่อ รายงานกลุ่ม
IP: xxx.123.38.140
เขียนเมื่อ Fri Apr 06 2007 14:38:04 GMT+0700 (ICT)

แก้ไขรายชื่อกลุ่ม

  LEADERSHIP AS A BRAND

 

  1.       น.ส. ศรีสุดา  วรรณสมบูรณ์

        2.       น.ส. วริศรา  ทรัพย์ชโลธร 

  3.       น.ส. อัสมา  แวโน๊ะ

 4.       น.ส. สุพรรษา  อาลี

  5.       น.ส. สุกัญญา เพ็ญสุข

  6.       น.ส. ศิรดา  มากมี

        7.       นายบุญยอด  มาคล้าย 
นางสาวหยาดอรุณ อาสาสำเร็จ เมื่อ อ. 03 เม.ย. 2550 @ 19:20 (212939)
IP: xxx.9.160.232
เขียนเมื่อ Fri Apr 06 2007 16:34:51 GMT+0700 (ICT)
สวัสดีค่ะท่าน ศ.ดร.จีระ อาจารย์ยม และเพื่อนๆทุกคน
 นี่เป็นส่วนหนึ่งของงานที่ศ.ดร. จีระ และอาจารย์ยม ได้มอบหมายให้กลุ่มแปลและทำความเข้าใจโดยการผนวกกับภาวะผู้นำ ซึ่งสมาชิกในกลุ่มมีดังนี้ค่ะ
  1. นายชูศักดิ์ ลาภส่งผล ID:106142001
  2. นายณัฐพงศ์ ขุมนุมพันธ์ ID:106142003
  3. นางสาวเตชสิทธิ์ หอมฟุ้ง ID:106142005
  4. น.ส.นภาพร พิพัฒน์ ID:106142007
  5. นางสาวพนาวัลย์ คุ้มสุด ID:106142010
  6. นายสราวุฒิ ฉายแสง ID:106142011
  7. นางสาวหยาดอรุณ อาสาสำเร็จ ID:106142012
งานที่มอบหมายให้ มีใจความดังนี้ค่ะ ปราชญ์การเป็นผู้นำ Charles Handy เป็นนักเขียน นักวิทยุโทรทัศน์และผู้บรรยาย หนังสือของเขาที่ชื่อ The Age of Unreason ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเงินและมีผลต่อชีวิตของพวกเขาและองค์กร
หนังสือนี้มียอดขายกว่าหนึ่งล้านเล่มรอบโลก ผลงานล่าสุดของเขาที่ออกตีพิมพ์ คือ Myself and Other More Important Mattes เป็นเรื่องราวที่สะท้อนเกี่ยวกับอาชีพของเขา ถูกตีพิมพ์ในเดือนพฤษภาคม ปี 2006 Handy เป็นผู้บริหารปั๊มน้ำมัน Shell เป็นนักเศรษฐศาสตร์และเป็นผู้เชี่ยวชาญในโรงเรียนธุรกิจที่ลอนดอน เป็นอธิการบดีของ St. George’s House ใน Windsor Castle (เป็นศูนย์กลางการศึกษาทางด้านสังคมและจริยธรรม) และเป็นประธานของ Royal Society of Arts ในลอนดอน
เขาเป็นคน Irish และเติบโตใน Kildare แต่ปัจจุบันอาศัยและทำงานอยู่ที่ลอนดอน ตอนที่ Plato ได้ตัดสินใจบรรยายความคิดของเขาในที่สาธารณะว่า เขาได้ให้กฎสูงสุดกับบุคคลที่เขาเรียกว่าเจ้าแห่งนักปราชญ์ ผู้ปกครองเหล่านั้นที่ได้รับฉายานี้ ต้องการที่จะมีการศึกษาขั้นพิเศษ เพื่อที่จะทำให้พวกเขาเหมาะกับงานและภาระหน้าที่ของพวกเขา มีความเชื่อมั่น มีทัศนะคติ มีความเข้าใจ และความสามารถตัดสินใจและเข้าใจ เพื่อทำการตัดสินใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดเหล่านั้นกับประชากรที่พวกเขาใส่ใจดูแล
ที่จริงแล้วผู้ที่ปฏิบัติก็คือ ทหาร ผู้ค้าขายและผู้ใช้แรงงาน สิ่งที่จำเป็นที่สุดของพวกเขาก็คือการลงมาสู่ระดับล่างของชั้นปกครอง ถ้าขณะนี้ Plato ยังอยู่ เขาคงทำให้คนที่เป็นผู้ปกครองประหลาดใจไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง ชื่อที่ดีกว่า CEO คือคุณอาจจะคิดว่า องค์กรของเรามีการเตรียมตัวอย่างเพียงพอสำหรับประเด็นใหญ่ๆของจิตวิทยาในปัจจุบันนี้
ปรัชญาการเป็นผู้นำในองค์กรมีหลัก 3 ข้อ ที่เกี่ยวกับผู้นำในปัจจุบันนี้นั่นก็คือ แสดงความ รู้สึกนั้นที่พวกเขาเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม การฝึกให้พวกเขาได้เป็นนักปราชญ์เรียบร้อยแล้ว คำถามคือ เขาจะทำมันได้ดีกว่านี้ไหมถ้าเขามีการเตรียมตัวที่ดีสำหรับสิ่งนั้น
  • ประเด็นที่หนึ่ง : งานหลักขององค์กร (Mission Statement) ทุกๆหน่วยงานมีแผนงานหลักขององค์กร อาจจะเป็นเพียงเอกสารแจ้งหรือประกาศเป็นหลักการ ข้อตกลงตามหลักการขององค์กร และยังเป็นหนึ่งในข้อสงสัยที่ดีของหลักปรัชญา วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของพวกเรา ความสงสัยและไม่แน่ใจเป็นคำที่ถูกต้องที่จะใช้ในการพิจารณาของทุกๆหลักปรัชญา เพราะปรัชญาไม่สามารถที่จะใช้ตอบคำถามได้ เพียงแต่ใช้คลี่คลายและสำรวจผลของทางเลือกในการที่จะตอบสนอง ในที่สุดทุกๆการกระทำหรือการตอบสนองก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ส่วนบุคคลของพวกเขา ถ้าดูเหมือนว่าปรัชญาให้คำตอบได้ มันจะวนเวียน ปิดบังคำถามให้ไกลออกไป เป็นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์จริงหรือ ครั้งแรกที่เห็นอาจจะใช่ แต่ปรัชญาไม่ใช่ เอกสารคำตอบของปัญหาชีวิต มันเป็นแค่เส้นทางที่จะทำให้คิดถึงสิ่งเหล่านั้น พิจารณาจากงานหลักขององค์กรนั้น บางปรัชญาให้ข้อเสนอว่า หลักการหลักขององค์กร ไม่ได้เป็นจุดประสงค์ที่สำคัญสำหรับชีวิต หรือทำให้องค์กรของเราขยายกว้างออกไป ชีวิตของเรามักจะมีเหตุฉุกเฉิน เป็นไปตามรูปแบบของชีวิต ดังนั้นเราเพียงแค่สนุกกับมัน อยู่รอดกับมันให้ได้นานที่สุดเท่าที่พวกเราจะทำได้ ซึ่งแน่นอน มักจะมีคำถามที่กว้างขึ้นเรื่อยๆว่าอะไรคือความสนุกสนาน สามารถนำสิ่งนั้นมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ และคุณต้องอภิปรายสิ่งนั้นนานเท่าที่ธุรกิจยังคงอยู่ สิ่งแรกคือ พวกเราต้องทำให้แน่ใจว่ามันจะอยู่รอด และทำงานให้มากเท่าที่จะทำได้ และยกสิ่งเหล่านี้ให้เป็นพลังที่สมสมไว้ให้มากๆของพวกเขา ดูเหมือนว่าหลายๆธุรกิจจะนำหลักปรัชญานี้มาใช้ อย่างไรก็ตาม นักปรัชญาหลายคนได้กังวลเกี่ยวกับความคิดของความสนุกสนานเพลิดเพลิน Aristotle เรียกมันว่า ความสุขที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่ควบคุมด้วยเหตุผล ซึ่งโดยปกติแล้วเราอาจจะเรียกว่า อยู่อย่างมีความสุขที่มีงานทำก็ได้ ในความคิดของ the American Declaration เชื่อว่า คนที่เชื่อมั่นในตนเองเป็นสิ่งที่ถูกต้องของประชากรทั้งหมด Aristotle กำลังพูดถึงสิ่งที่แปลอย่างถูกต้องแม่นยำ มากกว่าความมั่นคงที่ยังไม่สามารถตอบคำถามได้หรือเปิดเผยได้มากกว่านี้ หมายความว่าให้คุณทำในสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่คุณจะสามารถทำได้ ในระดับแรกของ Aristotle ดูเหมือนจะเป็นการคาดหวังถึงจะมีความสง่างามอย่างไรก็ตาม แนวคิดของแก่นอำนาจความสามารถหรือคำสั่งของ Tom Peters ต่อ “Stick to the Knitting ” เจาะลึกลงไปถึงแนวคิดของการเสนอแนะความสุขของพวกเรา แต่ละคนหรือองค์กร ควรจะพัฒนาพรสวรรค์พิเศษของพวกเรา และความเฉียบแหลมย่อมเป็นเหมือนสิ่งที่เราสามารถทำได้ เราได้รับสิ่งต่างๆที่ดีในชีวิตและควรจะยังคงอยู่ต่อไป เพื่อที่จะชี้แนะให้พวกเราควรจะค้นพบวัตถุประสงค์ของเราในสังคม ความสามารถพิเศษของแต่ละคนอาจจะมีขอบเขตจำกัด มีรูปแบบที่แสดงออกมาได้ สังเกตได้ว่าจะเป็นอะไร และเกิดขึ้นด้วยตัวของพวกเราเอง ซึ่งกลายเป็นการท้าทายหลักในชีวิต สำหรับผู้นำขององค์กร มันไม่มีความแตกต่างในปรัชญานี้ แต่ละองค์กรต้องการวัตถุประสงค์ที่พิเศษของมัน วัตถุประสงค์นั้นจะผลักดันได้มากกว่าการแบ่งปันของผู้ที่มีมากกว่า ผู้นำจะต้องมีความอดทนในหัวใจในภาระหน้าที่ที่ได้รับ ถ้าพวกเขายอมรับในเหตุผลนี้เกี่ยวกับความเป็นความตายของพวกเรา ทำให้แน่ใจว่าแต่ละคนที่ทำงานด้วยนั้นมีความมั่นใจและตั้งใจในการทำงาน มีโอกาสตัดสินใจในวัตถุประสงค์ที่พิเศษ และพัฒนาศักยภาพของพวกเขาให้บรรลุผลสำเร็จ

คนเราไม่สามารถมีเพียงกฎเกณฑ์เดียวในตัวเองและยังคงมีสิ่งอื่นๆอีกที่จะยับยั้งได้ ทุกสิ่งเป็นความถูกต้องที่กว้างใหญ่ดุจจักรวาล และมีพัฒนาการด้วยตนเอง การชี้แจงของการมีความสุขนี้ อาจจะเป็นเสียงเล็กๆที่ยิ่งใหญ่ของความขัดแย้งเหล่านั้นกับรายละเอียดปลีกย่อยในแต่ละวันของชีวิตและการทำงาน พวกเราบางคนมีการจัดการกับภาระหน้าที่ที่จะเปลี่ยนแปลงโลก

Voltaire เป็นนักปราชญ์อีกคนหนึ่งที่มีความคิดดีๆ กล่าวคือ ทำอย่างไรจึงจะมีความสำคัญไม่สิ้นสุดของทุกๆอย่างที่ทำ แต่ความไม่มีที่สิ้นสุดมีความสำคัญอย่างไรจึงต้องทำมัน ผู้นำควรจะรู้ดีว่า ทุกคนที่เป็นคนทำงานภายใต้การบังคับบัญชาของพวกเขา มีสิทธิเสรีภาพที่จะรู้สึกแบบนี้ แน่นอน

การชี้แจงอื่นๆที่ว่า ทำไมพวกเรายังคงอยู่และอะไรคือจุดประสงค์ในชีวิตของพวกเราที่ควรจะเป็น นักปราชญ์ชาวคริสต์อาจจะโต้แย้งสิ่งนั้น “มีสิ่งที่เกิดขึ้นจากจินตนาการของพระผู้เป็นเจ้า” พวกเราต้องการที่จะเป็นหุ้นส่วนในความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาตลอดไป ถ้าคุณยึดมั่นในสิ่งที่คุณพบเห็นเป็นประการแรก สร้างความมั่นใจให้องค์กร มีการตอบสนองในทางบวก มีความระมัดระวังในการทำงานของคุณเอง มนุษย์เปรียบเหมือนจินตนาการของพระผู้เป็นเจ้า และจะต้องดำเนินการและพูดให้คุณเชื่อว่า ผู้คนมีความต้องการเต็มความสามารถของผู้นำมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีข้อบกพร่อง ที่นั่นไม่ควรจะมีการแบ่งแยก(ความแตกต่าง)ระหว่างความเชื่อส่วนบุคคลของคุณและพฤติกรรมของคุณในทุกที่และทุกเวลา ควรมีความสำเร็จเรื่องความเชื่อมั่นในการสร้างสิ่งต่างๆ ความเชื่อมั่นในการผูกมัดสิ่งที่จะตามมาของผู้นำของพวกเขา

  • ประเด็นที่สอง : ข้อตกลงทางสังคม อะไรคือบทบาทของรัฐและความเป็นอยู่ของบทบาทองค์กร ซึ่งตัวของมันเองจะเป็นเพียงส่วนเล็กๆก็ตาม ความสัมพันธ์ของแต่ละบุคคลในองค์กรที่ใหญ่โตที่สุดที่ควรยึดถือไว้คืออะไร Hobbes คิดว่านั่นเป็นแค่ภาระหน้าที่ของรัฐ ที่จะหยุดพวกเราไม่ให้ทำให้สิ่งอื่นๆที่เสียหาย กฎหมายและระเบียบเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกๆสังคม หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับพวกเขาเองว่า เขาไม่ควรทำ

อย่างไรก็ตาม มันควรเป็นการคาดหวังในเหตุและผล ในทางที่เหมาะสมของโลกมนุษย์ว่าไม่ควรทำสิ่งที่น่ารังเกียจ ต่ำทรามเยี่ยงสัตว์และหุนหัน หลายๆคนที่ประกอบธุรกิจอาจจะเน้นในกฎเกณฑ์หลักของชีวิตโดยปราศจากความโหดร้ายทารุณเยี่ยงสัตว์ แต่โลกนี้ชอบที่จะเชื่อใจในการตลาดมากกว่าการที่รัฐบาลจะทำอะไร ในแต่ละคนก็เช่นกัน อาจจะเหมือนกันในสิทธิของงานได้มากเท่าที่จะเป็นไปได้ และการควบคุมย่อมเหนือกว่าเงินของพวกเขา และชีวิตย่อมมีการเปลี่ยนแปลงในสังคมที่ปลอดภัย

อย่างไรก็แล้วแต่ สิทธิเสรีภาพยังเป็นศัตรูของความเสมอภาคอย่างที่เขาเคยเป็น อยู่บ่อยๆ สิทธิเสรีภาพส่วนมากเป็นต้นกำเนิดของความเห็นแก่ตัว และความไม่เสมอภาคก็เป็นส่วนของผลลัพธ์ที่แสดงออกมา Marx และทายาทของเขากล่าวถึงความสามารถที่ชัดเจนจัดเรียงลำดับได้ในเศรษฐกิจของชาวตะวันตก ดังนั้นพวกเขาจึงได้สร้างรัฐขึ้นในประเทศของเขาเหมือนกับรัสเซียและจีน ซึ่งมีความรับผิดชอบในทุกๆด้านของชีวิตของประชาชน แต่นั่นก็กลายเป็นการบ่มเพาะความเห็นแก่ตัวอีกประเภทหนึ่ง เหมือนกับการที่ยกระดับเป็นรัฐ และหลังจากนั้นก็คอยดูแลเพื่อนบ้านและสิ่งแวดล้อมของตน ความรับผิดชอบของพวกเขาภายในขอบเขตของความอิสระเพียงเล็กน้อยนั้น เพื่อยกระดับชีวิตของพวกเขา ในที่สุดพวกเขาก็ได้ค้นพบว่า เขาไม่ได้บรรลุผลสำเร็จทั้งสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคในระบบการปกครองส่วนใหญ่ของประเทศ เช่น ความยุ่งเหยิง ความสับสน อย่างไรก็ตาม พวกเขาเหมือนได้รับมรดกสืบทอดต่อกันมา หรือการถูกปลดปล่อยจากการถูกผูกมัดของพวกเขา คนที่อาศัยอยู่ในรัสเซียและจีนมีการให้อิสระในข้อบังคับใหม่ๆของพวกเขา แต่ยังคงอยู่นอกความสนใจของสังคมอย่างกว้างขวาง รัฐสามารถดูแลได้ไม่นานในสิ่งที่เกิดขึ้น ผลที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ว่างเปล่าของสังคมที่ต้องใส่ใจดูแลของประเทศเหล่านั้น แต่ผู้นำขององค์กรกล่าวว่า มันไม่มีในธุรกิจของพวกเราเลย ความเห็นที่พวกเรามีต่อสัญญาของสังคม คือ กุญแจสำคัญในหลักของปรัชญาการเมือง

จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าพวกเราจะทำอะไรเกี่ยวกับกระบวนการและอำนาจในการปกครองของบริษัท ความคิดที่ทันสมัยที่สุดของความรับผิดชอบในสังคมของบริษัท ในหน่วยงานระดับทรรศนะของผู้นำมีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรและพนักงาน( workforce) มันเป็นการประชดประชันของบริษัทเหล่านั้นที่จะแก้ต่างหลักปรัชญาของการตลาด (open markets) และประเทศมีระบบของการประยุกต์อย่างเผด็จการ อำนาจระบบการปกครองเป็นขององค์กรของพวกเขา โดยได้ กำหนดบทบาทของแต่ละคน จัดระเบียบชีวิตประจำวันของพวกเขาและในบางกรณี คำสั่งเป็นสิ่งที่ต้องยึดถือของพวกเขา มันอาจจะเป็นความดูแลเอาใจใส่ และเป็นมาตรวัดสิทธิเสรีภาพในการทำการค้าขายของแต่ละบุคคล

สำหรับการมีประสิทธิภาพถ้าไม่มีความเสมอภาค ผู้นำต้องถามตัวเองว่าทรรศนะของข้อตกลงทางสังคมมีความสม่ำเสมอในทุกๆด้านขององค์กร พวกเขาไม่มีสิทธิเสรีภาพนำพาไปสู่ความรับผิดชอบ ถ้าเขาไม่สนใจสิทธิเสรีภาพที่มีอยู่ในใจของผู้นำเขาอาจจะไม่ได้อยู่ในสังคมที่กว้างขึ้น ความก้าวหน้าของกฎเกณฑ์ระบอบการปกครองเป็นสัญญาณหนึ่งที่ได้เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว การปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพสำหรับสิ่งต่างๆที่ได้เกิดขึ้นแล้ว แต่มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างชอบธรรมของแต่ละบุคคล ที่จะบอกว่าพวกเขาจะถูกปกครองอย่างไรและโดยใคร ถ้าผู้นำเชื่อมั่นในข้อตกลงตามกฎหมายของสังคม พวกเขาควรจะค้นหาหนทางที่คาดว่าถูกต้องในตัวของมันเองขององค์กรของพวกเขา ภายใต้มาตรฐานของบริษัท รวมไปถึงบุคคลที่ทำเรื่องการเงินมีสิทธิพิเศษอย่างชอบธรรม มันอาจจะดูว่าไม่ยุติธรรม โดยปกติผู้ที่ซื้อหุ้นและเป็นเจ้าของจะมาจากผู้ลงทุนมากกว่าคนอื่นที่มีหุ้นอยู่ในองค์กร ไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับองค์กร พวกเขาชอบที่จะเป็นนักพนันในสนามแข่งมากกว่า โดยพนันกับม้าหรือสุนัขที่พวกเขาชอบ

แต่ในสนามแข่งขันนักพนันไม่มีสิทธิโดยชอบธรรมในการขายหรือฆ่าม้าถ้ามันแพ้การแข่งขัน และก็ไม่สามารถที่จะไล่ครูฝึกออกจากงานได้ ผู้ถือหุ้นสามารถทำได้ ถ้าพวกเขาทำงานร่วมกัน และประสานกัน ไม่มีสัญญาอื่นใดของสังคมที่จะยอมรับให้เรารวยอำนาจมากมายเหนือประชาชนทั่วไป แต่ถ้าเมื่อไหร่มีการทำแบบนี้ เราจะเรียกมันว่า “การปกครองแบบเผด็จการ”

  •  ประเด็นที่สาม : ความยุติธรรม และตรงไปตรงมา ผู้นำส่วนใหญ่มักคิดว่าพวกเขามีความถูกต้องและมีความตรงไปตรงมาตามนโยบายของพวกเขา ความยุติธรรมกลายเป็นสิ่ง ทั่วๆไปที่มีความหลากหลาย มันเป็นการให้ในสิ่งที่ประชาชนควรจะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นรางวัล หรือการลงโทษ การจ่ายสำหรับการดำเนินการเป็นผลประโยชน์อย่างหนึ่งตามหลักของความยุติธรรม แต่มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความตรงไปตรงมาและความถูกต้องที่ประชาชนต้องการ ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถ และขึ้นอยู่กับความต้องการของพวกเขา เป็นสิ่งที่พวกคอมมิวนิสต์ต้องการ แต่คุณไม่จำเป็นต้องกลายเป็นพวกคอมมิวนิสต์ ซึ่งจะต้องเชื่อในเรื่องต่างๆทั้งหมด

John Rawls เชื่อเกี่ยวกับปรัชญาของอเมริกาที่ได้หายสาบสูญไปเมื่อเร็วๆนี้ ที่แสดงให้เห็นว่าความยุติธรรมเป็นการกระทำที่ทุกๆคนมีอยู่เท่าๆกัน นอกจากว่าคุณจะจินตนาการว่าคุณยืนอยู่ด้านหลัง ซึ่งเรียกว่าการทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอยู่หลังฉาก โดยปราศจากการมีอคติใดๆ

การท้าทายภาวะผู้นำยุคใหม่ องค์กรเป็นลักษณะทางการเมืองใหม่อีกแบบหนึ่ง องค์กรเป็นเสมือนพลังในการขับเคลื่อน ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสถาบันทางสังคม ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราไม่สามารถให้รัฐบาลนำทางเราได้ตลอดเวลา

ในระบบประชาธิปไตยรัฐบาลจะต้องมาจากความเห็นของสาธารณชน หรือพวกเราจะไม่แสดงความคิดเห็นก็ได้ รัฐบาลจำเป็นต้องฟัง/ทำตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มากกว่าการเป็นผู้นำ, การออกเสียง และทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย (อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นแล้ว ประชาชนอาศัย และทำงานที่ไหน) ประชาชนทำงานในองค์กรมากกว่าการที่จะมัวยุ่งอยู่กับการออกเสียง ปัจจุบันมีการคาดหวังให้ “ตลาด (ค้าความสามารถ)” เป็นสถานที่สำหรับออกเสียง/ลงคะแนน เพื่อให้ได้รู้ว่าอะไรที่พวกเขาต้องการองค์กรเป็นผู้ที่ทำหน้าที่/ให้บริการใน “ตลาด (ค้าความสามารถ)”

อีกนัยหนึ่ง แม้นว่าความเป็นอิสระส่วนใหญ่ของพวกราที่มีอยู่ จะทำให้เชื่อมั่นว่าองค์กรจะสามารถตอบสนองความต้องการของเราได้ องค์กรเป็นเรื่องที่สำคัญ ในปัจจุบันองค์กรสำคัญมากกว่าสิ่งต่างๆที่พวกเขาทำ แม้นจะมีบางส่วนที่ขัดแย้งอยู่บ้างก็ตาม เพราะบ่อยครั้งที่พวกเขาก็ดี, ถ้าไม่ใช่หนึ่งเดียว, หน้าที่ในการแสดงออกทางด้านวามคิดเห็นของพวกเรา และการแสดงถึงความสามารถได้เต็มที่ในการขับเคลื่อนองค์กรของพวกเรา ในโลกของความไม่แน่นอน และมีการเปลี่ยนแปลง องค์กรได้มีการยื่นข้อเสนอที่ค่อนข้างมั่นคง

โดยทั่วไปองค์กรก็เป็นสังคมหลักของพวกเขา พวกเราจะต้องพิจารณาองค์กร เช่นเดียวกับสังคม, ไม่ใช่ให้มนุษย์ทำงานเป็นเหมือนเครื่องจักร ภาวะผู้นำ เป็นคำที่ยืมมาจากทฤษฎีทางการเมือง การจัดการมาจากหลักวิศวกรรม/วางแผนและควบคุมอย่างชำนาญ เราจะพูดถึงสิ่งที่ต้องจัดการ คือ ข้อมูล ช่วงเวลาและกระบวนการ เราได้เป็นผู้นำคน แนะนำคนให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งพวกเขาสามารถจัดการได้เหมือนกับรถบรรทุกยกของที่เคลื่อนที่ไปได้โดยรอบ ให้บริการและจัดการตามความต้องการขององค์กร คุณไม่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม จะพูดถึงความถูกต้องของคนที่จะเป็นผู้นำต้องมีอำนาจสั่งการ บริการหรือจัดการได้ การสั่งการไม่สามารถใช้ดำเนินงานได้ เพราะว่าแนวคิดไม่สามารถดำเนินงานได้ในปรัชญาการเมือง คำพูดเป็นเสียงสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ปรัชญาขององค์กรเปลี่ยนแปลงได้เปรียบเสมือนจมูกที่ยื่นยาวออกไป (in front of our noses) มันอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกมาก ถ้าองค์กรในสังคมยุคใหม่มีการเดินไปข้างหน้าพร้อมๆกับการได้รับการสนับสนุนจากคนในสังคม ผู้นำของพวกเขาอาจจะมีหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับการกระทำ และการตัดสินใจของพวกเขาเพิ่มขึ้นไปทุกที พวกเขาอาจจะให้เหตุผลได้มากขึ้นไม่ใช่แค่เพียงพนักงานจ่ายเงิน แต่รวมถึงประชากรของพวกเขา เพื่อนบ้านและสังคมที่ใหญ่ของเขาด้วย ความโปร่งใสจะเป็นความต้องการของพวก ซึ่งนับเป็นหลักปรัชญาหนึ่งในปัจจุบันนี้ การกระทำของพวกเขาจะเหมาะสม และเข้ากันได้กับชนิดของคำในประเภทของจริยธรรมการตรวจสอบบัญชี แน่นอนที่สุด ความวิตกกังวลกับจริยธรรมในห้องประชุมคณะกรรมการ อันเป็นเพียงหนึ่งสัญญาณที่ดำเนินการหลักปรัชญาของผู้นำของเรา ปัจจุบันอยู่ภายใต้การควบคุมดูแล เราต้องการอะไร

อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้เป็นหนังสือแนะนำที่ดีของจริยธรรม แต่เป็นแนวทางของความคิดที่เปิดเผยเกี่ยวกับความสงสัยพื้นฐานของชีวิตมากขึ้น นั่นเป็นหลักปรัชญาของ Plato ที่ได้เปิดเผยปรัชญาของเขาโดย อภิปรายกับ Socrates อย่างน่ารำคาญ แต่เป็นคนที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ผู้ปกครองขององค์กรในอนาคตอาจจะต้องการให้ Socrates เป็นคนที่ท้าทายความคิดของพวกเขา และมีการช่วยเหลือกันทำงาน สิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นพื้นฐานที่ดีของชีวิตและสังคมขององค์กร มีการปรับใช้หลักปรัชญากับชีวิตของพวกเขาในองค์กรของเขา นั่นเป็นพฤติกรรมที่ท้าทายอย่างแท้จริงสำหรับผู้นำในอนาคต

จากความเห็นของกลุ่มได้เห็นว่า เนื้อหาข้างต้นมีความสัมพันธ์คล้ายคลึงกับทฤษฏี 3 วงกลม คือ

1. Context ซึ่งเกี่ยวกับโครงสร้างขององค์กร ซึ่งเน้นการบริหารแบบคล่องตัว และองค์กรที่ดีนั้นจะต้ององค์ทีดีนั้นจะต้องมีการส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดเวลา

2. Competencies คือสมรรถนะที่คนในองค์กรจะต้องมีทักษะ ได้แก่ ความรู้เฉพาะทาง ความรู้เชิงบริหาร ความรู้ของผู้ประกอบการ ความรู้ด้านการเป็นผู้นำ และความรู้ในการเปลี่ยนแปลงของโลก (รู้แบบกว้างไกล)

3. Motivation เป็นการสร้างแรงจูงใน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญต่อคนที่อยู่ในองค์การ และนอกองค์กร อย่างไรก็ตามหลักการหลักขององค์กร ก็เป็นเสมือนจุดประสงค์ที่สำคัญสำหรับชีวิตของคนทุกๆคนในองค์กร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้องค์กรเติบโตได้ย่างมั่นคง ซึ่งการที่จะทำให้องค์กรมีความมั่นคงนั้น ทุกคนในองค์กรจะต้องมีความสุขที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่ควบคุมด้วยเหตุผล และจะต้องมีสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยที่ทัดเทียมกันด้วย นอกจากนี้แล้วกุญแจที่สำคัญในหลักของปรัชญาการเมือง คือความคิดเห็นของคนในองค์กร ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าใครควรจะทำอะไรเกี่ยวกับกระบวนการและอำนาจในการปกครองขององค์กร เรื่องที่สำคัญที่สุดของการเป็นผู้นำที่ดีคือ การที่มีพื้นฐานที่ดี ทั้งทางด้านชีวิตและสังคม รวมถึงผู้นำตจะต้องมีหลักจรรยาบรรณ รู้จักแบ่งปัน รู้จักการให้ และรู้จักให้อภัยในเรื่องต่างๆกับคนในองค์กร

จริยา ลิ้มธรรมรักษ์ เมื่อ ส. 31 มี.ค. 2550 @ 20:52 (209928)
IP: xxx.9.160.232
เขียนเมื่อ Fri Apr 06 2007 16:38:50 GMT+0700 (ICT)
สวัสดีครับ/ค่ะท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์/.ยม นาคสุขและเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน 
จากที่ได้รับมอบหมายจาก อ.ยม ให้ศึกษาและสรุปเรื่องผู้นำแห่งอนาคตจัดทำโดย….สมาชิกกลุ่มที่ 4
1.นันทพล เถาลิโป้      
2.ประเสริฐ ชัยยยะศิริสุวรรณ
3.ราเชนทร์ แดงโรจน์
4.เสาวนีย์ ทวีเผ่า
5.จริยา ลิ้มธรรมรักษ์
6.กนกลักษณ์ เร้าเลิศฤทธ์
7.วิวัฒน์ นาเวียง
ซึ่งกลุ่ม 4 สรุปได้ดังนี้การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันกำลังมีการเปลี่ยนแปลง  ถึงแม้จะไม่น่าจะเป็นจุดกำเนิดของการสังเกตการณ์ แต่มันก็เป็นข้อบ่งชี้บางอย่างแสดงถึงความรวดเร็วกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นปัจจัยที่สำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงมีดังนี้
1.หนทางที่ซึ่งการติดต่อดำเนินธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเทคโนโลยีเป็นสาเหตุหลัก เช่น internet
2.พื้นที่ในการดำเนินธุรกิจที่ขยายวงกว้าง
3.ความคาดหวังของผู้บริโภคมีมากขึ้น และความคาดหวังของพนักงานจากที่ทำงานก็มีมากขึ้นเช่นกันซึ่งทำให้การปฏิบัติงานมีความแตกต่างกันออกไป
4.การพึ่งพาอาศัยกันเป็นเรื่องที่ใหญ่และซับซ้อนมากขึ้นความเป็นผู้นำเป็นเรื่องที่สำคัญ องค์กรในปัจจจุบัน(การพาณิชย์ องค์กรที่ไม่มุ่งหวังผลประโชน์ทางกำไร รัฐบาล) ต่างต้องการผู้นำที่มีทักษะแตกต่างกันออกไป  ที่จะนำองค์กรเหล่านั้นไปสู่อนาคตข้างหน้า
หน้าที่สำหรับผู้นำที่จะประสบผลสำเร็จในนาคต
1.การสร้างพันธกิจแบบจุดประกายพันธกิจเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งผู้นำเป็นผู้ที่กำหนดพันธกิจขององค์กร และถ้าพันธกิจที่ตั้งไว้ไม่ถูกซึมซับอย่างลึกซึ้ง ผู้ตามก็จะสามารถเคลื่อนไหวได้เพียงเล็กน้อย พันธกิจควรจะถูกซึมซับและมีความเข้าใจที่กระจ่างสำหรับการดำเนินธุรกิจขององค์กรนั้นๆจุดประสงค์หลักของการดำเนินธุรกิจคือการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ที่มาติดต่อได้รับศักยภาพสูงสุดรวมไปถึงพนักงาน ลูกค้า คู่ค้า ผู้ให้กู้ ผู้ถือหุ้น และชุมชน
2.แสวงหาผลกำไรหลังจากพันธกิจ        กำไรหรือผลตอบแทนจากการดำเนินธุรกิจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของธุรกิจที่จะประสบผลสำเร็จ ตามด้วยพันธกิจและเป้าหมายหลักตามที่องค์กรนั้นกำหนด
3.ผลตอบแทนที่ยุติธรรมเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ผู้นำในอนาคตจะไม่ค้นหาค่าตอบแทนที่มากเกินไป และทำให้มั่นใจว่ารายได้นั้นไม่ผิดสัดส่วนมากเกินไปจากค่าเฉลี่ยทั้งหมดของพนักงานคนอื่นๆในบริษัทผลตอบแทนของหัวหน้างานควรมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน โดยมีเรื่องของศีลธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง  ค่าตอบแทนที่มากเกินไปสำหรับผู้บริหารระดับสูง สะท้อนให้เห็นถึงการนำพลังมาใช้อย่างผิดวิธี ผู้นำที่ไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดความเคารพได้ด้วยความดีของตนเอง จะไม่สามารถนำทางผู้ตามได้อย่างง่าย
4.กำจัดคนที่ไม่มีแรงจูงใจและอุปสรรคต่างๆการทำงานของผู้นำไม่ใช่การสร้างแรงจูงใจต่อพนักงาน แต่การทำงานของผู้นำนั้นคือการชี้ให้เห็นถึงการลดแรงจูงใจ และกำจัดออกไป  นี่คือสิ่งที่ผู้นำในอนาคตต้องให้ความใส่ใจ โครงสร้างการบริหารงานและการดำเนินงานที่ครั้งหนึ่งเคยมีประโยชน์ สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นอุปสรรคได้ ผู้นำควรตรวจสอบและจัดการกับอุปสรรคต่างๆให้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด
5.พร้อมให้บริการและไม่ใช้อำนาจส่วนตัวบทบาทหน้าที่ของผู้นำคือการพร้อมให้การบริการ พร้อมให้ความช่วยเหลือต่างๆ ให้คำแนะนำอย่างจริงจังทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว เพื่อที่จะสร้างกำลังใจให้แก่พนักงานให้สามารถทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด
6.การแสดงออกถึงพันธะผูกพันต่อชุมชน        ผู้นำที่ดี ควรจะสร้างให้สมาชิกในองค์กรมีความรู้สึกถึงการอยู่ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในชุมชน โดยมีมุมมองดังนี้
        -ห่วงใยในความแตกแยก ชุมชนมีความห่วงใยในตัวเอง ความพยายามที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้โอกาสแก่สมาชิกได้อยู่รวมและอาศัยในบรรทัดฐานของสังคม
        -แบ่งปันความทุกข์ยาก เมื่อถึงเวลาเลวร้ายอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ชุมชนจะรวมตัวกันและแบ่งปันความทุกข์ยากนั้นๆ
        -ความหลากหลาย ให้ค่านิยมที่แบ่งปันกัน  ความหลากหลายคือสิ่งที่สร้างให้ชุมชนเกิดการเคลื่อนไหว
        -ความแข็งแกร่งของที่ตั้ง ผู้นำต้องมั่นใจว่ามีผู้ที่มีความสามารถหลายคน คนคนนั้นควรจะให้ความสนับสนุนต่อชุมชน
7.สร้างพันธะผูกพันเพื่อการเรียนรู้และเพื่อความยุติธรรม         
ผู้นำต้องทำให้พนักงานสามารถพัฒนาทักษะความสามารถและมีความมั่นใจมากพอและได้รับความยุติธรรม จะทำให้เกิดพันธะผูกพันกับพันธกิจของบริษัท และความสามารก็จะถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่

 

สรุป                   
  • ผู้นำที่จะประสบความสำเร็จในอนาคต ต้องสร้างพันธกิจ แบบจุดประกายแสวงหาผลกำไรรองจากพันธกิจ
  • แน่ใจว่าผลตอบแทนที่ทุกคนได้รับนั้นมีความยุติธรรมพอสำหรับพนักงานทุกระดับ
  • ผู้นำต้องสามารถกำจัดจุดที่จะก่อไม่ให้เกิดแรงจูงใจ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคและพร้อมให้บริการเพื่อนร่วมงาน
  • ไม่ใช้อำนาจข่มผู้อื่น และ
  • แสดงออกถึงพันธะผูกพันต่อชุมชน
  • พร้อมทั้งเรียนรู้ และ
  • มีความยุติธรรม
จริยา ลิ้มธรรมรักษ์ เมื่อ ส. 31 มี.ค. 2550 @ 20:52 (209928) เมื่อ ศ. 06 เม.ย. 2550 @ 16:38 (215723)
IP: xxx.9.160.232
เขียนเมื่อ Fri Apr 06 2007 16:42:59 GMT+0700 (ICT)
สวัสดีครับ/ค่ะท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์/.ยม นาคสุขและเพื่อนนักศึกษาทุกท่าน 
จากที่ได้รับมอบหมายจาก อ.ยม ให้ศึกษาและสรุปเรื่องผู้นำแห่งอนาคตจัดทำโดย….สมาชิกกลุ่มที่ 4
  • 1.นันทพล เถาลิโป้      
  • 2.ประเสริฐ ชัยยยะศิริสุวรรณ
  • 3.ราเชนทร์ แดงโรจน์
  • 4.เสาวนีย์ ทวีเผ่า
  • 5.จริยา ลิ้มธรรมรักษ์
  • 6.กนกลักษณ์ เร้าเลิศฤทธ์
  • 7.วิวัฒน์ นาเวียง
ซึ่งกลุ่ม 4 สรุปได้ดังนี้การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันกำลังมีการเปลี่ยนแปลง  ถึงแม้จะไม่น่าจะเป็นจุดกำเนิดของการสังเกตการณ์ แต่มันก็เป็นข้อบ่งชี้บางอย่างแสดงถึงความรวดเร็วกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นปัจจัยที่สำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงมีดังนี้
1.หนทางที่ซึ่งการติดต่อดำเนินธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเทคโนโลยีเป็นสาเหตุหลัก เช่น internet
2.พื้นที่ในการดำเนินธุรกิจที่ขยายวงกว้าง
3.ความคาดหวังของผู้บริโภคมีมากขึ้น และความคาดหวังของพนักงานจากที่ทำงานก็มีมากขึ้นเช่นกันซึ่งทำให้การปฏิบัติงานมีความแตกต่างกันออกไป
4.การพึ่งพาอาศัยกันเป็นเรื่องที่ใหญ่และซับซ้อนมากขึ้นความเป็นผู้นำเป็นเรื่องที่สำคัญ องค์กรในปัจจจุบัน(การพาณิชย์ องค์กรที่ไม่มุ่งหวังผลประโชน์ทางกำไร รัฐบาล) ต่างต้องการผู้นำที่มีทักษะแตกต่างกันออกไป  ที่จะนำองค์กรเหล่านั้นไปสู่อนาคตข้างหน้า
หน้าที่สำหรับผู้นำที่จะประสบผลสำเร็จในนาคต
1.การสร้างพันธกิจแบบจุดประกายพันธกิจเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งผู้นำเป็นผู้ที่กำหนดพันธกิจขององค์กร และถ้าพันธกิจที่ตั้งไว้ไม่ถูกซึมซับอย่างลึกซึ้ง ผู้ตามก็จะสามารถเคลื่อนไหวได้เพียงเล็กน้อย พันธกิจควรจะถูกซึมซับและมีความเข้าใจที่กระจ่างสำหรับการดำเนินธุรกิจขององค์กรนั้นๆจุดประสงค์หลักของการดำเนินธุรกิจคือการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ที่มาติดต่อได้รับศักยภาพสูงสุดรวมไปถึงพนักงาน ลูกค้า คู่ค้า ผู้ให้กู้ ผู้ถือหุ้น และชุมชน
2.แสวงหาผลกำไรหลังจากพันธกิจ        กำไรหรือผลตอบแทนจากการดำเนินธุรกิจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของธุรกิจที่จะประสบผลสำเร็จ ตามด้วยพันธกิจและเป้าหมายหลักตามที่องค์กรนั้นกำหนด
3.ผลตอบแทนที่ยุติธรรมเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ผู้นำในอนาคตจะไม่ค้นหาค่าตอบแทนที่มากเกินไป และทำให้มั่นใจว่ารายได้นั้นไม่ผิดสัดส่วนมากเกินไปจากค่าเฉลี่ยทั้งหมดของพนักงานคนอื่นๆในบริษัทผลตอบแทนของหัวหน้างานควรมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน โดยมีเรื่องของศีลธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง  ค่าตอบแทนที่มากเกินไปสำหรับผู้บริหารระดับสูง สะท้อนให้เห็นถึงการนำพลังมาใช้อย่างผิดวิธี ผู้นำที่ไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดความเคารพได้ด้วยความดีของตนเอง จะไม่สามารถนำทางผู้ตามได้อย่างง่าย
4.กำจัดคนที่ไม่มีแรงจูงใจและอุปสรรคต่างๆการทำงานของผู้นำไม่ใช่การสร้างแรงจูงใจต่อพนักงาน แต่การทำงานของผู้นำนั้นคือการชี้ให้เห็นถึงการลดแรงจูงใจ และกำจัดออกไป  นี่คือสิ่งที่ผู้นำในอนาคตต้องให้ความใส่ใจ โครงสร้างการบริหารงานและการดำเนินงานที่ครั้งหนึ่งเคยมีประโยชน์ สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นอุปสรรคได้ ผู้นำควรตรวจสอบและจัดการกับอุปสรรคต่างๆให้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด
5.พร้อมให้บริการและไม่ใช้อำนาจส่วนตัวบทบาทหน้าที่ของผู้นำคือการพร้อมให้การบริการ พร้อมให้ความช่วยเหลือต่างๆ ให้คำแนะนำอย่างจริงจังทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว เพื่อที่จะสร้างกำลังใจให้แก่พนักงานให้สามารถทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด
6.การแสดงออกถึงพันธะผูกพันต่อชุมชน       
ผู้นำที่ดี ควรจะสร้างให้สมาชิกในองค์กรมีความรู้สึกถึงการอยู่ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในชุมชน โดยมีมุมมองดังนี้
        -ห่วงใยในความแตกแยก ชุมชนมีความห่วงใยในตัวเอง ความพยายามที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้โอกาสแก่สมาชิกได้อยู่รวมและอาศัยในบรรทัดฐานของสังคม
        -แบ่งปันความทุกข์ยาก เมื่อถึงเวลาเลวร้ายอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ชุมชนจะรวมตัวกันและแบ่งปันความทุกข์ยากนั้นๆ
        -ความหลากหลาย ให้ค่านิยมที่แบ่งปันกัน  ความหลากหลายคือสิ่งที่สร้างให้ชุมชนเกิดการเคลื่อนไหว
        -ความแข็งแกร่งของที่ตั้ง ผู้นำต้องมั่นใจว่ามีผู้ที่มีความสามารถหลายคน คนคนนั้นควรจะให้ความสนับสนุนต่อชุมชน
7.สร้างพันธะผูกพันเพื่อการเรียนรู้และเพื่อความยุติธรรม         
ผู้นำต้องทำให้พนักงานสามารถพัฒนาทักษะความสามารถและมีความมั่นใจมากพอและได้รับความยุติธรรม จะทำให้เกิดพันธะผูกพันกับพันธกิจของบริษัท และความสามารก็จะถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่

 

สรุป                   
  • ผู้นำที่จะประสบความสำเร็จในอนาคต ต้องสร้างพันธกิจ แบบจุดประกายแสวงหาผลกำไรรองจากพันธกิจ
  • แน่ใจว่าผลตอบแทนที่ทุกคนได้รับนั้นมีความยุติธรรมพอสำหรับพนักงานทุกระดับ
  • ผู้นำต้องสามารถกำจัดจุดที่จะก่อไม่ให้เกิดแรงจูงใจ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคและพร้อมให้บริการเพื่อนร่วมงาน
  • ไม่ใช้อำนาจข่มผู้อื่น และ
  • แสดงออกถึงพันธะผูกพันต่อชุมชน
  • พร้อมทั้งเรียนรู้ และ
  • มีความยุติธรรม
sara
IP: xxx.121.57.86
เขียนเมื่อ Thu Oct 18 2007 22:49:16 GMT+0700 (ICT)

ความคิดดิฉัน leadership ต้องเกิดจากภายในจึงจะเป็น leader อย่างแท้จริง แต่ยอมรับว่า personal apperance มีผลอย่างมากต่อการยอมรับความเป็น leader ถึง 80% ส่วนอีก 20% จะมองเห็นต่อเมื่อ decision making (คือสติปัญญา) เรามี case study มากมายกรณีนี้

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์