สมาชิก
แลกเปลี่ยน

๗.กัณฑ์มหาพน

 เป็นกัณฑ์ป่าใหญ่ ชูชกหลอกล่ออจุตฤๅษีให้บอกทางสู่อาศรมพระเวสสันดรแล้วก็รอนแรมเดินไพรไปหา เมื่อถึงอาศรมฤๅษี ชูชกได้พบกับอจุตฤๅษี ชูชกใช้คารมหลอกล่อจนอจุตฤๅษีจึงให้ที่พักหนึ่งคืนและบอกเส้นทางไปยังอาศรมพระเวสสันดร 

เมื่อชูชกพราหมณ์ภารทวาชโคตรไป ก็ได้พบพระอัจจุตฤาษี ครั้นได้พบท่านแล้วก็สนทนาปราศรัยกับพระอัจจุตฤาษีว่า พระผู้เป็นเจ้าไม่มีโรคาพาธกระมัง พระผู้เป็นเจ้ามีความผาสุกสำราญกระมัง พระผู้เป็นเจ้ายังอัตภาพให้เป็นไป ด้วยการเสาะแสวงหาผลาหารสะดวกกระมัง มูลผลาหารมีมากกระมัง. เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานที่จะมีน้อยกระมัง ความเบียดเบียนให้ลำบากในวนประเทศที่เกลื่อนไปด้วยเนื้อร้าย ไม่ค่อยมีกระมัง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภารทวาโช ได้แก่ ชูชก. บทว่า อปปเมว ได้แก่ น้อยทีเดียว. บทว่า หึสา ได้แก่ ความเบียดเบียนให้ท่านลำบากด้วยสามารถแห่งสัตว์เหล่านั้น.

ดาบสกล่าวว่า
ดูก่อนพราหมณ์ รูปไม่ค่อยมีอาพาธ สุขสำราญดี ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยเสาะหาผลไม้สะดวกดี และมูลผลาหารก็มีมาก อนึ่ง เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีบ้างก็เล็กน้อย ความเบียดเบียนให้ลำบากในวนประเทศ ที่เกลื่อนไปด้วยเนื้อร้าย ก็ไม่ค่อยมีแก่รูป เมื่อรูปอยู่อาศรมหลายพรรษา รูปมิได้รู้จักอาพาธที่ทำใจไม่ให้ยินดีเกิดขึ้นเลย.
ดูก่อนมหาพราหมณ์ ท่านมาดีแล้วและมาไกลก็เหมือนใกล้ เชิญเข้าข้างใน ขอให้ท่านเจริญเถิด ชำระล้างเท้าของท่านเสีย. ดูก่อนพราหมณ์ ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง และผลหมากเม่า เป็นผลไม้มีรสหวานเล็กๆ น้อยๆ เชิญท่านเลือกบริโภคแต่ที่ดีๆ เถิด. ดูก่อนพราหมณ์ น้ำดื่มนี้เย็นนำมาแต่ซอกเขา ขอเชิญดื่มเถิด ถ้าปรารถนาจะดื่ม.

ชูชกกล่าวว่า
สิ่งที่พระคุณเจ้าให้แล้ว เป็นอันข้าพเจ้ารับไว้แล้ว บรรณาการอันพระคุณเจ้ากระทำแล้วทุกอย่าง ข้าพเจ้ามาเพื่อพบพระราชโอรสของพระเจ้าสญชัยที่ถูกชาวสีพีขับไล่นั้น ถ้าพระคุณเจ้าทราบก็จงแจ้งแก่ข้าพเจ้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตมหํ ทสสมาคโต ความว่า ข้าพเจ้ามาเพื่อพบพระเวสสันดรนั้น

ดาบสกล่าวว่า
มิใช่แกมาเพื่อพบพระเจ้าสีวีราชผู้มีบุญ ชะรอยแกปรารถนาพระมเหสีของท้าวเธอ ซึ่งเป็นผู้ยำเกรงพระราชสามี หรือชะรอยแกอยากได้พระกัณหาชินาไปเป็นทาสี และพระชาลีไปเป็นทาส แน่ะตาพราหมณ์ อีกอย่างหนึ่ง แกมาเพื่อนำ พระราชเทวีพระราชกุมารกุมารีทั้งสามพระองค์ไปจากป่า โภคสมบัติและพระราชทรัพย์อันประเสริฐของพระเวสสันดร ย่อมไม่มี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตสส โภคา วิชชนติ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ผู้เจริญ พระเวสสันดรนั้นอยู่ในป่า ย่อมไม่มีโภคสมบัติและพระราชทรัพย์อันประเสริฐ พระองค์ท่านอยู่อย่างเข็ญใจ แกจักไปเฝ้าพระองค์ทำไม.

ชูชกได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า
ท่านผู้เจริญยังไม่ควรจะโกรธเคืองข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้ามิได้มาขอทาน การเห็นพระผู้ประเสริฐย่อมให้สำเร็จประโยชน์ การอยู่ร่วมกับพระผู้ประเสริฐเป็นความสุขทุกเมื่อ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นพระเจ้าสีวีราชที่ถูกชาวสีพีขับไล่ ข้าพเจ้ามาเพื่อจะพบพระองค์ ถ้าพระคุณเจ้าทราบก็จงแจ้งแก่ข้าพเจ้า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชานาสิ สํส เม มีคำอธิบายว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่ควรที่ท่านผู้เจริญจะโกรธเคือง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ด้วยว่า ข้าพเจ้ามาเพื่อจะขออะไรๆ กะพระเวสสันดร ก็หามิได้ อนึ่ง การได้เห็นพระผู้ประเสริฐทั้งหลาย ยังประโยชน์ให้สำเร็จ และการอยู่ร่วมกับพระผู้ประเสริฐเหล่านั้นก็เป็นความสุข ข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์ ผู้เป็นอาจารย์ของพระเวสสันดรนั้น จำเดิมแต่พระองค์ถูกชาวสีพีขับไล่นั้น ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นพระองค์เลย เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงมาเพื่อพบเห็นพระองค์ ถ้าพระคุณเจ้ารู้สถานที่ประทับของพระเวสสันดร ก็จงแจ้งแก่ข้าพเจ้า.

พระอัจจุตฤาษีได้ฟังคำของชูชกก็เชื่อ จึงกล่าวว่า เอาเถอะ พรุ่งนี้ เราจักแสดงประเทศที่ประทับของพระเวสสันดรแก่ท่าน วันนี้ท่านอยู่ในที่นี้ก่อน กล่าวฉะนี้แล้วให้ชูชกกินผลาผลจนอิ่ม

รุ่งขึ้น เมื่อจะชี้หนทาง จึงเหยียดมือขวาออก กล่าวว่า
ดูก่อนมหาพราหมณ์ นั่นภูเขาคันธมาทน์ล้วนแล้วไปด้วยศิลา ซึ่งเป็นที่ประทับแห่งพระราชาเวสสันดร พร้อมด้วยพระมัทรีราชเทวี ทั้งพระชาลีและพระกัณหาชินา ทรงเพศบรรพชิตอันประเสริฐ ทรงขอสำหรับสอยผลาผล ภาชนะสำหรับใช้ในการบูชาเพลิง กับทั้งชฏา ทรงหนังเสือเหลืองเป็นภูษาทรง บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงนมัสการเพลิง.
ทิวไม้เขียวนั้นทรงผลต่างๆ และภูผาสูงยอดเสียดเมฆ เขียวชะอุ่ม นั่นแลเป็นเหล่าอัญชนภูผาเห็นปรากฏอยู่. นั่นเหล่าไม้ตะแบก ไม้หูกวาง ไม้ตะเคียน ไม้รัง ไม้สะคร้อ และเถายางทราย อ่อนไหวไปตามลม ดังมาณพดื่มสุราครั้งแรกก็โซเซ ฉะนั้น. เหล่านกโพระดก นกดุเหว่า ย่อมร่ำร้องบนกิ่งต้นไม้ พึงฟังดุจสังคีตโผผินบินจากต้นนั้นสู่ต้นนี้ กิ่งไม้และใบไม้ทั้งหลาย อันลมให้หวั่นไหวแล้ว. ดังจะชวนบุคคลผู้ไปให้มายินดี และยังบุคคลผู้อยู่ในที่นั้นให้เพลิดเพลิน. ซึ่งเป็นที่ประทับแห่งพระราชาเวสสันดร พร้อมด้วยพระมัทรีราชเทวี ทั้งพระชาลีและพระกัณหาชินา ทรงเพศบรรพชิตอันประเสริฐ และทรงขอสำหรับสอยผลาผล ภาชนะสำหรับใช้ในการบูชาเพลิง กับทั้งชฎา ทรงหนังเสือเหลืองเป็นภูษาทรง บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงนมัสการเพลิง.
ดอกกุ่มหล่นเกลื่อนในภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ ภาคพื้นเขียวไปด้วยหญ้าแพรก ละอองธุลีไม่มีฟุ้งขึ้นในสถานที่นั้น. ภูมิภาคนั้นเช่นกับสัมผัสนุ่น คล้ายคอนกยูง หญ้าทั้งหลายขึ้นเสมอกันเพียง ๔ องคุลี. ไม้มะม่วง ไม้หว้า ไม้มะขวิด และมะเดื่อมีผลสุกอยู่ในที่ต่ำ ราวไพรยังความยินดีให้เจริญ เพราะมีเหล่าต้นไม้ที่ใช้บริโภคได้. น้ำใสสะอาดกลิ่นหอมดี สีดังแก้วไพฑูรย์ เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงปลาไหลหลั่งมาในป่านั้น.
ในภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ใจไม่ไกลอาศรมนั้น มีสระโบกขรณีดารดาษไปด้วยปทุมและอุบล ดุจในนันทนอุทยานของเหล่าทวยเทพ ฉะนั้น. ดูก่อนพราหมณ์ในสระนั้นมีอุบลชาติ ๓ ชนิดคือ เขียว ขาว และแดง งามวิจิตรมิใช่น้อย.

เนื้อความของคาถานั้น เหมือนกับที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. บทว่า กเรริมาลา วิคตา ความว่า เกลื่อนกลาดไปด้วยดอกกุ่มทั้งหลาย. บทว่า สทฺทลา หริตา ความว่า ภูมิภาคเขียวไปด้วยหญ้าแพรกประจำ. บทว่า น ตตถุทธํสเต รโช ความว่า ธุลีแม้มีประมาณน้อยก็ไม่ฟุ้งขึ้นในที่นั้น. บทว่า ตูลผสสสมูปมา ได้แก่ เช่นกับสัมผัสแห่งนุ่น เพราะมีสัมผัสอ่อนนุ่ม. บทว่า ติณานิ นาติวตตนติ ความว่า หญ้ามีสีเหมือนสีคอนกยูงในภูมิภาคนั้นเหล่านั้น ขึ้นสูงแค่ ๔ องคุลีเท่านั้นโดยรอบ. ไม่งอกยาวเลยกว่านั้น. บทว่า อมพา ชมมู กปฏฐา จ ได้แก่ ไม้มะม่วงด้วย ไม้หว้าด้วย ไม้มะขวิดด้วย. บทว่า ปริโภเคหิ ได้แก่ ต้นไม้ที่บริโภคได้ มีดอกมีผล หลายอย่าง. บทว่า สนฺทติ ความว่า น้ำหลั่งจากภูเขาไหลเป็นไปในไพรสณฑ์นั้น. บทว่า วิจิตฺรนีลาเนกานิ เสตานิ โลหิตกานิ จ ความว่า อัจจุตฤาษีแสดงว่า สระนั้นงามด้วยอุบลชาติสามอย่างเหล่านี้ คือ อุบลเขียวอย่างหนึ่ง อุบลขาวอย่างหนึ่ง อุบลแดงอย่างหนึ่ง ซึ่งคล้ายผอบดอกไม้ที่จัดแต่งไว้ อย่างวิจิตรงดงาม.

พระอัจจุตฤาษีพรรณนาสระโบกขรณีสี่เหลี่ยมอย่างนี้แล้ว เมื่อจะพรรณนาสระมุจลินท์อีก จึงกล่าวว่า
ปทุมชาติในสระนั้นสีขาวดังผ้าโขมพัสตร์ สระนั้นชื่อว่ามุจลินท์ ดารดาษไปด้วยอุบลขาว จงกลนีและผักทอดยอด อนึ่ง ปทุมชาติในสระนั้นมีดอกบานสะพรั่ง ปรากฏเหมือนไม่มีกำหนดประมาณ บานในคิมหันตฤดูและเหมันตฤดู แผ่ไปในน้ำแค่เข่า เหล่าปทุมชาติงามวิจิตรชูดอกสะพรั่งส่งกลิ่นหอมฟุ้ง หมู่ภมรบินว่อนร่อนร้องอยู่รอบๆ เพราะกลิ่นหอมแห่งบุปผชาติ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โขมาว ได้แก่ สีขาวราวกะว่าสำเร็จแด่ผ้าใยไหม. บทว่า เสตโสคนฺธิเยหิ จ ความว่า สระนั้นดารดาษไปด้วยอุบลขาว จงกลนีและผักทอดยอดทั้งหลาย. บทว่า อปริยนฺตาว ทิสฺสเร ความว่า ปรากฏเหมือนหาประมาณมิได้. บทว่า คิมหา เหมนติกา ได้แก่ ปทุมชาติที่บานสะพรั่งในคิมหันตฤดูและเหมันตฤดู. บทว่า ชณณุตคฆา อุปตถรา ความว่า แผ่ไป ได้แก่ บาน คือปรากฎราวกะดำรงอยู่ในน้ำประมาณแค่เข่า. บทว่า วิจิตรา ปุปผสณฐิตา ความว่า ปทุมชาติทั้งหลายงามวิจิตรชูดอกสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทุกเมื่อ.

ดูก่อนพราหมณ์ อนึ่ง ที่ขอบสระนั้นมีรุกขชาติหลากหลายขึ้นอยู่ คือ ไม้กระทุ่ม ไม้แคฝอย ไม้ทองหลาง ผลิดอกบานสะพรั่ง ไม้ปรู ไม้สัก ไม้ราชพฤกษ์ ดอกบานสะพรั่ง ไม้กากะทิง มีอยู่สองฟากสระมุจลินท์ ไม้ซึก ไม้แคขาว บัวบก ไม้คนทิสอ ไม้ยางทรายขาว ไม้ประดู่ ดอกบานหอมฟุ้งที่ใกล้สระนั้น ต้นมะคำไก่ ต้นพิกุล ต้นแก้ว ต้นมะรุม ต้นการเกด ต้นกรรณิการ์ ต้นชะบา ต้นรกฟ้าขาว ต้นรกฟ้าดำ ต้นสะท้อน และต้นทองกวาว ดอกบานผลิดอกออกยอดพร้อมๆ กัน ตั้งอยู่รุ่งเรืองแท้ ต้นมะรื่น ต้นตีนเป็ด ต้นกล้วย ต้นคำฝอย ต้นนมแมว ต้นคนทา ต้นประดู่ลายกับต้นกากะทิง มีดอกบานสะพรั่ง ต้นมะไฟ ต้นงิ้ว ต้นช้างน้าว ต้นพุดขาว ต้นพุดซ้อน โกฐเขมา โกฐสอ มีดอกบานสะพรั่ง. พฤกษชาติทั้งหลายในสถานที่นั้น มีทั้งอ่อนทั้งแก่ ต้นไม่คด ดอกบาน ตั้งอยู่สองข้างอาศรม รอบเรือนไฟ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติฏฺฐนติ ความว่า ตั้งล้อมรอบสระ. บทว่า กทมพา ได้แก่ ต้นกระทุ่ม. บทว่า กจจิการา จ ได้แก่ ต้นไม้ที่มีชื่ออย่างนั้น. บทว่า ปาริชญญา ได้แก่ มีดอกแดง. บทว่า วารณา วุยหนา ได้แก่ ต้นนาคพฤกษ์. บทว่า มุจลินทมภโต ได้แก่ ณ ข้างทั้งสองของสระมุจลินท์. บทว่า เสตปาริสา ได้แก่ รุกขชาติที่เป็นพุ่มขาว ได้ยินว่า ต้นแคขาวเหล่านั้นมีลำต้นขาว ใบใหญ่ มีดอกคล้ายดอกกรรณิการ์. บทว่า นิคคณฑี สรนิคคณฑี ได้แก่ ต้นคนทิสอธรรมดา และต้นคนทิสอดำ. บทว่า ปงฺกุรา ได้แก่ ต้นไม้สีขาว. บทว่า กุสุมภรา ได้แก่ ไม้กอชนิดหนึ่ง. บทว่า ธนุตกการีปุปเผหิ ความว่า งดงามด้วยดอกนมแมวและดอกคนทาทั้งหลาย. บทว่า สีสปาวารณาหิ จ ได้แก่ งดงามด้วยต้นประดู่ลาย และต้นกากะทิงทั้งหลาย. แม้บทว่า อจฉิปา เป็นต้นก็เป็นชื่อต้นไม้ทั้งนั้น. บทว่า เสตเครุตคริกา ได้แก่ ต้นพุดขาวและต้นกฤษณา. บทว่า มํสิโกฏฐกุลาวรา ได้แก่ กอต้นชาเกลือ กอต้นโกฐ และต้นเปราะหอม. บทว่า อกุฏิลา ได้แก่ ต้นตรง. บทว่า อคยาคารํ สมนตตโต ความว่า ตั้งแวดล้อมเรือนไฟ.

อนึ่ง ที่ขอบสระนั้นมีพรรณไม้เกิดเอง เกิดขึ้นเป็นอันมาก คือ ตะไคร้ ถั่วเขียว ถั่วราชมาส ถั่วครั่ง น้ำในสระมุจลินท์นั้นกระเพื่อมเนื่องถึงฝั่งน้ำ แมลงผึ้งทั้งหลายเรียกว่าหิงคุชาล. รุกขชาติทั้งสอง คือไม้สีเสียดและไม้เต่าร้าง ก็มี ณ สระมุจลินท์นั้น. ผักทอดยอดเป็นอันมากก็มี ณ เบื้องต่ำ.
ดูก่อนพราหมณ์ รุกขชาติทั้งหลายอันเถาสลิดปกคลุมตั้งอยู่ กลิ่นของดอกสลิดเป็นต้นเหล่านั้น ทรงอยู่ได้ ๗ วันไม่จางหาย. ฝั่งสระมุจลินท์ทั้งสองฟาก มีต้นไม้ตั้งอยู่เป็นส่วนๆ ราวกะบุคคลปลูกไว้ ป่านั้นดารดาษไป ด้วยหมู่ต้นราชพฤกษ์งามดี กลิ่นแห่งดอกราชพฤกษ์เป็นต้นเหล่านั้น ทรงอยู่ได้กึ่งเดือน ไม่จางหาย. อัญชัญเขียว อัญชัญขาว และกรรณิการ์เขาดอกบานสะพรั่ง.
ป่านั้นปกคลุมไปด้วยอบเชยและแมงลัก อันบุคคลยินดีด้วยกลิ่นจากดอกและกิ่งก้าน. หมู่ภมรบินว่อนร่อนร้องอยู่รอบๆ เพราะกลิ่นหอมแห่งบุปผชาติ. ดูก่อนพราหมณ์ ณ ที่ใกล้สระนั้นมี ฟักแฟง แตง น้ำเต้าสามชนิด. ชนิดหนึ่งผลโตเท่าหม้อ อีกสองชนิดผลโตเท่าตะโพน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ผณิชชกา ได้แก่ ติณชาติที่เกิดเอง. บทว่า มุคคติโย ได้แก่ ถั่วเขียวชนิดหนึ่ง. บทว่า กรติโย ได้แก่ ถั่วราชมาส. บทว่า เสวาลํ สีสกํ ได้แก่ แม้ต้นไม้เหล่านี้ก็เป็นไม้กอ นั่นแล อีกอย่างหนึ่ง. บทว่า สีสกํ ท่านกล่าวว่า จันทน์แดง. บทว่า อุธาปวตตํ อุลลุลิตํ ความว่า น้ำนั้นถูกลมพัดกระเพื่อมเนื่องถึงริมฝั่งตั้งอยู่. บทว่า มกขิกา หิงคุชาลิกา ความว่า แมลงผึ้ง ๕ สีที่กลุ่มดอกไม้แย้มบานที่เรียกหิงคุชาล ต่างบินวนว่อนร่อนร้องด้วยเสียงอันไพเราะอยู่ในสระนั้น. บทว่า ทาสิมกญจโก เจตถ ความว่า ในสระนั้นมีรุกขชาติอยู่สองชนิด. บทว่า นีเจ กลมพกา ได้แก่ ผักทอดยอดมี ณ เบื้องต่ำ. บทว่า เอลมพกรุกขสญฉนนา ความว่า อันไม้เถาซึ่งมีชื่ออย่างนี้ปกคลุม. บทว่า เตสํ ได้แก่ ดอกเหล่านั้นของไม้เถานั้น กลิ่นของดอกสลิดเป็นต้นเหล่านั้น แม้ทั้งหมดหอมอยู่ตลอด ๗ วัน ดอกไม้ทั้งหลายสมบูรณ์ด้วยกลิ่นหอม ภูมิภาคเต็มไปด้วยทรายคล้ายแผ่นเงิน. บทว่า คนโธ เตสํ ความว่า กลิ่นของดอกราชพฤกษ์เป็นต้นเหล่านั้น หอมอยู่กึ่งเดือน. บทว่า นีลปุปผิ เป็นต้น ได้แก่ ไม้เถามีดอก. บทว่า ตุลสีหิ จ ความว่า ผลของไม้เถา ๓ ชนิด คือ ฟักแฟง แตง น้ำเต้า ไม้เถาเหล่านั้น ไม้เถาชนิดหนึ่งมีผลเท่าหม้อใหญ่ อีก ๒ ชนิดผลเท่าตะโพน เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ อีกอย่างหนึ่ง ๒ ชนิด มีผลเท่าตะโพนและกอกระเพรา.

อนึ่ง ที่ใกล้สระนั้นมีพรรณผักกาดเป็นอันมาก ทั้งกระเทียมประกอบด้วยใบเขียว ต้นเหลาชะโอนตั้งอยู่ดุจต้นตาล ผักสามหาวมีเป็นอันมาก ควรเด็ดดอกด้วยกำมือ เถาโคกกระออม นมตำเลีย เถาหญ้านาง เถาชะเอม ไม้อโศก ต้นเทียน บรเพ็ดไฟ ชิงช้าชาลี ว่านหางช้าง อังกาบ ไม้หนาด ไม้กากะทิงและมะลิซ้อนบานแล้ว ต้นทองเครือก็บานขึ้นต้นไม้อื่นตั้งอยู่ ต้นก้างปลา กำยาน คัดเค้า ชะเอม มะลิเลื้อย มะลิธรรมดา ชบา บัวบก ย่อมงดงาม แคฝอย ฝ้ายทะเล กรรณิการ์ บานแล้ว. ปรากฏดังข่ายทอง งามรุ่งเรืองดุจเปลวเพลิง. ดอกไม้เหล่านั้นเหล่าใด เกิดแต่ที่ดอนและในน้ำ ดอกไม้เหล่านั้นทั้งหมดปรากฏในสระนั้น. เพราะขังน้ำอยู่มากน่ารื่นรมย์ ด้วยประการฉะนี้.

บรรดาเหล่านั้น บทว่า สาสโป ได้แก่ พรรณผักกาด. บทว่า พหุโก แปลว่า มาก. บทว่า นาทิโย หริตายุโต ความว่า กระเทียมประกอบด้วยใบเขียว ธรรมชาติกระเทียมเหล่านี้มีสองชนิด กระเทียมแม้นั้นมีมากที่สระนั้น. บทว่า อสีตาลาว ติฏฐนติ ความว่า ต้นไม้มีชื่อว่าเหลาชะโอน อย่างนี้ปรากฏ ณ ภูมิภาคที่เรียบราบ ตั้งอยู่คล้ายต้นตาล. บทว่า เฉชชา อินทวรา พหู ความว่า ที่ริมน้ำมีผักสามหาวเป็นอันมาก พอที่จะเด็ดได้ด้วยกำมือตั้งอยู่. บทว่า อปโผฏา ได้แก่เถาโคกกระออม. บทว่า วลลิโภ ขุททปุปผิโย ได้แก่บรเพ็ด และชิงช้าชาลี. บทว่า นาคมลลิกา ได้แก่ไม้กากะทิงและมะลิซ้อน. บทว่า กึสุกวลลิโย ได้แก่ธรรมชาติไม้เถาที่มีกลิ่นหอมเป็นประมาณ. บทว่า กเตรุหา ปวาเสนฺติ ได้แก่ทั้งสองอย่างเหล่านี้เป็นไม้กอมีดอก. บทว่า มธุคนธิยา ได้แก่มีกลิ่นเหมือนน้ำผึ้ง. บทว่า นิลิยา สุมนา ภณฑี ได้แก่มะลิเลื้อย มะลิปกติ และชบา. บทว่า ปทุมตตโร ได้แก่ ต้นไม้ชนิดหนึ่ง. บทว่า กณิการา จ ได้แก่กรรณิการ์เถาบ้าง กรรณิการ์ต้นบ้าง. บทว่า เหมชาลาว ความว่า ปรากฏเหมือนข่ายทองที่ขึงไว้. บทว่า มโหทธิ ได้แก่สระมุจลินท์ขังน้ำไว้มาก.

อนึ่ง ในสระโบกขรณีนั้น มีเหล่าสัตว์ที่เที่ยวหากินในน้ำเป็นอันมาก คือปลาตะเพียน ปลาช่อน ปลาดุก จระเข้ ปลามังกร ปลาฉลาม ผึ้งที่ไม่มีตัว ชะเอมเครือ กำยาน ประยงค์ กระวาน แห้วหมู สัตตบุษย์ สมุลแว้ง ไม้กฤษณาต้นมีกลิ่นหอม แฝกดำ แฝกขาว บัวบก เทพทาโร โกฐทั้ง ๙ กระทุ่มเลือดและดองดึง ขมิ้น แก้วหอม หรดาลทอง คำคูน สมอพิเภก ไคร้เครือ การบูรและรางแดง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อถสสา โปกขรณิยา ความว่า อัจจุตฤาษีกล่าวเรียกสระนั่นแหละว่า โบกขรณีในที่นี้. เพราะเป็นเช่นกับสระโบกขรณี. บทว่า โรหิตา เป็นต้น เป็นชื่อของสัตว์ที่เที่ยวหากินในน้ำเหล่านั้น. บทว่า มธุ จ ได้แก่ ผึ้งที่ไม่มีตัว. บทว่า มธุลฏฐิ จ ได้แก่ ชะเอมเครือ. บทว่า ตาลิยา เป็นต้น ทั้งหมดเป็นไม้มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ.

อนึ่ง ที่ป่านั้นมีเหล่าราชสีห์ เสือโคร่ง ยักขินี ปากเหมือมลา และเหล่าช้าง เนื้อฟาน ทราย กวางดง ละมั่ง ชะมด สุนัขจิ้งจอก กระต่าย บ่าง สุนัขใน จามรี เนื้อสมัน ชะนี ลิงลม ค่าง ลิง ลิงโทน กวาง ละมั่ง หมี โคถึก ระมาด สุนัขป่า พังพอน กระแต มีมากที่ใกล้สระนั้น กระบือป่า สุนัขใน สุนัขจิ้งจอก ลิงลมมีโดยรอบ เหี้ย คชสีห์มีตระพองดังคชสาร เสือดาว เสือเหลือง กระต่าย แร้ง ราชสีห์ เสือแผ้ว ละมั่ง นกยูง หงส์ขาว และไก่ฟ้า นกกวัก ไก่เถื่อน นกหัสดีลิงค์ ร่ำร้องหากันและกัน นกยางโทน นกยางกรอก นกโพระดก นกต้อยตีวิด นกกระเรียน นกหัสดิน เหล่าเหยี่ยว นกโนรี นกโพระดก นกต้อยตีวิด นกกระเรียน นกกระทา อีรุ้ม อีร้า เหล่านกค้อนหอย นกพระหิต นกคับแล นกกระทา นกกระจอก นกแซงแซว นกกระเต็น และนกกางเขน นกกรวิก นกกระไน นกเค้าโมง นกเค้าแมว. สระมุจลินท์เกลื่อนไปด้วยฝูงนกนานาชนิด กึกก้องไปด้วยเสียงต่างๆ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุริสาลู ได้แก่ ยักขินีมีปากเหมือนลา. บทว่า โรหิตา สรภา มิคา ได้แก่ กวางดง ละมั่ง ชะมด. บทว่า โกฏฐสุณา ได้แก่ สุนัขจิ้งจอก. ปาฐะว่า โกฏฐโสณา ก็มี. บทว่า สุโณปิ จ ได้แก่ มฤคชาติเล็กๆ ที่ว่องไวชนิดหนึ่ง. บทว่า ตุลิยา ได้แก่ บ่าง. บทว่า นฬสนนิภา ได้แก่ สุนัขในมีสีคล้ายดอกอ้อ. บทว่า จามรี จลนี ลงฺฆี ได้แก่ จามรี เนื้อสมันและลิงลม. บทว่า ฌาปิตา มกกฏา ได้แก่ ลิงใหญ่สองชนิดนั่นแล. บทว่า ปิจุ ได้แก่ ลิงตัวเมียชนิดหนึ่งหาอาหารกินที่ริมสระ. บทว่า กกกฏา กตมายา จ ได้แก่ มฤคใหญ่สองชนิด. บทว่า อิกฺกา ได้แก่ หมี. บทว่า โคณสิรา ได้แก่ โคป่า. บทว่า กาฬเกตฺถ พหุตโส ความว่า ชื่อว่า เหล่ากาฬมฤคมีมากใกล้สระนี้. บทว่า โสณา สิงฺคาลา ได้แก่ สุนัขป่า สุนัขใน และสุนัขจิ้งจอก. บทว่า จปฺปกา ความว่า เหล่าลิงลมที่อาศัยบนกอไผ่ใหญ่ซึ่งตั้งอยู่รอบอาศรม. บทว่า อากุจฺจา ได้แก่ เหี้ย. บทว่า ปจฺลากา ได้แก่ คชสีห์มีตะพองดังคชสาร. บทว่า จิตฺรกา จาปิ ทีปิโย ได้แก่ เสือดาว และเสือเหลือง. บทว่า เปลกา จ ได้แก่ กระต่าย. บทว่า วิฆาสาทา ได้แก่ นกแร้งเหล่านั้น. บทว่า สีหา ได้แก่ ไกรสรราชสีห์. บทว่า โกกนิสาตกา ได้แก่ มฤคร้ายที่มีปกติจับสุนัขป่ากิน. บทว่า อฏฐปาทา ได้แก่ ละมั่ง. บทว่า ภสสรา ได้แก่ หงส์ขาว. บทว่า กุกฏฐกา ได้แก่ ไก่ฟ้า. บทว่า จงฺโกรา ได้แก่ นกกด. บทว่า กุกกุฏา ได้แก่ ไก่ป่า. บทว่า ทินทิภา โกญฺจวาทิกา ได้แก่ เหล่านกทั้งสามชนิดนี้นั่นแล. บทว่า พยคฆินสา ได้แก่ เหยี่ยว. บทว่า โลหปิฏฐา ได้แก่ นกสีแดง. บทว่า จปปกา ได้แก่ นกโพระดก. บทว่า กปิญชรา ติตติราโย ได้แก่ นกกระเรียนและนกกระทา. บทว่า กุลาวา ปฏิกุฏฐกา ได้แก่ นกทั้งหลายสองชนิดแม้เหล่านี้. บทว่า มณฑาลกา เจลเกฬุ ได้แก่ นกค้อนหอย และนกพระหิต. บทว่า ภณฑุติตติรนามกา ได้แก่ นกคับแค นกกระทา และนกแขวก. บทว่า เจลาวกา ปิงคุลาโย ได้แก่ สกุณชาติสองชนิด นกกระเต็น นกกางเขน ก็เหมือนกัน. บทว่า สคคา ได้แก่ นกกระไน. บทว่า อุหุงการา ได้แก่ นกเค้าแมว.

ยังมีนกทั้งหลายที่ใกล้สระนั้น คือเหล่านกขนเขียว เรียกนกพระยาลอ พูดเพราะพร้อมกับตัวเมียร่ำร้องต่อกันและกันบันเทิงอยู่. และเหล่านกที่มีเสียงไพเราะ มีนัยน์ตางาม มีหางตาสีขาวทั้งสองข้าง มีขนปีกวิจิตร มีอยู่ใกล้สระนั้น. อนึ่ง เหล่าสกุณชาติที่มีอยู่ใกล้สระนั้น เป็นพวกนกมีเสียงไพเราะ มีหงอนและขนคอเขียว ร่ำร้องต่อกันและกัน. เหล่านกกระไน นกกด นกเปล้า นกดอกบัว เหยี่ยวแดง เหยี่ยวกันไกร นกกระลิง นกแขกเต้า นกสาลิกาสีเหลือง สีแดง สีขาว นกกระจิบ นกหัสดิน นกเค้าโมง นกเคล้า นกแก้ว นกดุเหว่า นกออกดำ นกออกขาว หงส์ขาว นกค้อนหอย นกระวังไพร หงส์แดง นกกระไน นกโพระดก นกพระหิด นกพิราบนกพิราบ หงส์ทอง นกจากพราก ผู้เที่ยวไปทั้งในน้ำและบนบก. และนกหัสดินทรี ร้องน่ายินดี ร้องในกาลเช้ากาลเย็น. ยังเหล่าสกุณชาติมีสีต่างกันเป็นอันมาก มีอยู่ที่ใกล้สระนั้น ร่ำร้องต่อกันและกัน ยินดีกับเหล่าตัวเมีย และทั้งหมดนั้นเสียงไพเราะ ร้องอยู่สองฟากสระมุจลินท์.
อนึ่งยังมีเหล่าสกุณชาติชื่อกรวี (การเวก) ที่ใกล้สระนั้น ร่ำร้องหากันและกัน ยินดีกับเหล่าตัวเมีย และทั้งหมดนั้นร้องเสียงไพเราะ อยู่สองฟากสระมุจลินท์
อนึ่งยังมีเหล่าสกุณชาติชื่อกรวี (การเวก) ที่ใกล้สระนั้น ร่ำร้องหากันและกัน ยินดีกับเหล่าตัวเมีย และทั้งหมดนั้นร้องเสียงไพเราะ อยู่สองฟากสระมุจลินท์
สองฟากสระมุจลินท์เกลื่อนไปด้วยเนื้อทรายและกวาง มีหมู่ช้างอยู่อาศัย ปกคลุมไปด้วยลดาวัลย์ต่างๆ อันชะมดอยู่อาศัยแล้ว และแถบสระมุจลินท์นั้นมีหญ้ากับแก้ ข้าวฟ่าง ลูกเดือยมากมาย และข้าวสาลีที่เกิดเองตามธรรมชาติ และอ้อยก็มีมิใช่น้อย ที่ใกล้สระมุจลินท์นั้น
นี้เป็นหนทางเดินได้คนเดียวจึงไปได้ ตรงไปจะถึงอาศรมสถาน. บุคคลถึง ณ อาศรมนั้นแล้ว จะไม่ได้ความลำบาก ความระหายและความไม่ยินดี แต่อย่างไรเลย. เป็นที่พระเวสสันดรราชฤาษีพร้อมด้วยพระโอรสพระธิดา และพระมเหสีประทับอยู่. ทรงเพศบรรพชิตผู้ประเสริฐ และทรงขอสำหรับสอยผลาผล ภาชนะในการบูชาเพลิง และชฏา ทรงหนังเสือเหลืองเป็นภูษาทรง บรรทมเหนือแผ่นดิน นมัสการเพลิง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นีลกา ได้แก่ มีขนปีกลายวิจิตรสวยงาม. บทว่า มญชุสสราสิตา ได้แก่ มีเสียงไพเราะเป็นนิตย์. บทว่า เสตกขูฏา ภทรกขา ความว่า มีนัยน์ตางาม ประกอบด้วยหางตาขาวทั้งสองข้าง. บทว่า จิตรเปกขณา ได้แก่ มีขนปีกอันวิจิตร. บทว่า กุฬีรกา ได้แก่ นกกด. บทว่า โกฏฐา เป็นต้น เป็นเหล่าสกุณชาติ. บทว่า วารณา ได้แก่ นกหัสดีลิงค์. บทว่า กทมพา ท่านกำหนดเอานกแก้วใหญ่. บทว่า สุวโกกิลา ได้แก่ นกแก้วที่เที่ยวไปกับนกดุเหว่า และนกดุเหว่าทั้งหลาย. บทว่า กุกกุสา ได้แก่ นกออกดำ. บทว่า กุรุรา ได้แก่ นกออกขาว. บทว่า หํสา ได้แก่ หงส์ขาว. บทว่า อาฏา ได้แก่ นกที่มีปากมีสัณฐานคล้ายทัพพี. บทว่า ปริวเทนฺติกา ได้แก่ สกุณชาติชนิดหนึ่ง. บทว่า วารณภิรุทา รมฺมา ได้แก่ นกหัสดินทรีร้องน่ายินดี. บทว่า อุโภ กาลุปกูชิโน ความว่า ส่งเสียงร้องกึกก้องเป็นอันเดียวกัน ตลอดเชิงบรรพต ทั้งเย็นทั้งเช้า. บทว่า เอเณยยา ปสตากิณณํ ความว่า เกลื่อนไปด้วยเนื้อทราย กวาง และกวางดาวทั้งหลาย.
บทว่า ตตถ ปตโต น วินทติ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ คนที่ไปถึงอาศรมของพระเวสสันดรแล้ว จะไม่ได้ความหิว หรือความระหายน้ำดื่ม หรือความไม่พอใจ ในอาศรมนั้นเลย.

พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
ชูชกพรหมพันธุ์ได้ฟังคำของพระอัจจุตฤาษีนี้แล้ว ทำประทักษิณพระฤาษี มีจิตยินดี หลีกไปยังสถานที่พระเวสสันดรประทับอยู่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวสสนตโร อหุ ความว่า พระเวสสันดรมีอยู่ในที่ใด ชูชกก็ไปสู่ที่นั้น.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

· คำสำคัญ: พระเวสสันดร ชูชก สระโบกขรณี พระอัจจุตฤาษี 
· หมายเลขบันทึก: 462962 · เขียน:  
· ดอกไม้:
2
 · ความเห็น:
4
 · อ่าน: แสดง 
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกที่เกี่ยวข้อง
    บันทึกก่อนนี้
    บันทึกใหม่กว่า
    แพรภัทร
    เขียนเมื่อ Tue Sep 27 2011 23:12:40 GMT+0700 (ICT)

    มหาพน หมายถึง ป่าใหญ่ หรือไพรกว้าง

    กัณฑ์มหาพนประดับด้วยคาถา ๘๐ พระคาถา

    พระเทพโมลี (กลิ่น) วัดราชสิทธาราม (วัดพลับ) เป็นผู้นิพนธ์

    เพลงประจำกัณฑ์ คือ เพลง “เชิดกลอง”

    ประกอบกิริยาเดินอย่างเร่งรีบของ ชูชก

    ข้อคิดจากกัณฑ์

    คนฉลาดแต่ขาดเฉลียว คนมีปัญญาแต่ขาดสติย่อมพลาดท่าเสียทีได้

    เนื้อความโดยย่อ

    ชูชก เดินทางผ่านสถานที่สำคัญๆ ตามที่พรานเจตบุตรบอก

    จนกระทั่ง อัจจุตฤาษี จึงสอบถามที่อยู่ของ พระเวสสันดร

    พระอัจจุตฤาษี เห็นท่าทีและพฤติกรรมของ ชูชก ครั้งแรกก็ลังเล

    กลัวว่า ชูชก จะมาขอพระชาลี พระกัณหาไปเป็นทาส

    หรือไม่ก็ขอพระนางมัทรี

    จึงไม่บอกทาง ชูชก แก้ตัวด้วยมธุรสวาจา

    ยกเหตุผลว่าจะมาเที่ยวขอให้เสื่อมเสียพงศ์พราหมณ์ทำไม

    การมาครั้งนี้เพื่อเยี่ยมเยียน พระเวสสันดร จริงๆ

    ขอให้ได้เห็นจะได้เป็นกุศล

    ทั้งยังอ้างว่าตั้งแต่พระเวสสันดร จากเมืองมา

    ตนยังไม่ได้พบ พระเวสสันดร เลย

    ทำให้ พระอัจจุตฤาษี ใจอ่อน

    หลงเชื่อว่า ชูชก มาด้วยเจตนาดี

    เมื่อเห็นว่า พระอัจจุตฤาษี ใจอ่อนหลงเชื่อแล้ว

    ชูชก จึงขอค้างแรมที่อาศรมหนึ่งคืน

    รุ่งขึ้น พระอัจจุตฤาษี จัดหาผลไม้ให้

    และบอกทางไปพระอาศรมของ พระเวสสันดร อย่างละเอียด

    พรรณนาถึงป่าเขา ฝูงสัตว์ร้ายต่างๆ

    ด้วยเป็นป่าใหญ่ สมกับที่เรียกว่า ป่ามหาพน

    ชูชก จดจำคำแนะนำเส้นทางไว้

    แล้วอำลามุ่งหน้าเดินทางไปสู่พระอาศรมของ พระเวสสันดร

    ตัวละครสะท้อนคุณธรรม

    พระอัจจุตฤาษี เป็นแบบอย่างของนักพรตผู้ฉลาด

    แต่ขาดเฉลียว หูเบาเชื่อง่าย

    แพรภัทร
    เขียนเมื่อ Tue Sep 27 2011 23:14:49 GMT+0700 (ICT)

    พระโบราณจารย์เจ้า ได้แสดงอานิสงส์แห่งการบูชาในเวสสันดรชาดกไว้โดยลำดับดังนี้

    ผู้บูชากัณฑ์มหาพน (กัณฑ์ ที่ ๗)

    จะได้เสวยสมบัติในดาวดึงส์เทวโลก

    ครั้นจากเทวโลกนั้นแล้ว

    จะได้ลงมาเกิดเป็นกษัตริย์มหาศาล

    มีทรัพย์ศฤงคารบริวารมาก

    มีอุทยานและสระโบกขรณีเป็นที่ประพาส

    เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยศักดานุภาพ เฟื่องฟุ้งไปทั่วชมพูทวีป

    อีกทั้งจักได้เสวยอาหารอันเป็นทิพย์เป็นนิตย์นิรันดร์

    แพรภัทร
    เขียนเมื่อ Wed Oct 05 2011 22:33:11 GMT+0700 (ICT)

    พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนามหาเวสสันดรชาดก ซึ่งประดับด้วยคาถาประมาณ ๑,๐๐๐ คาถานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน มหาเมฆก็ยังฝนโบกขรพรรษให้ตก ในที่ประชุมแห่งพระประยูรญาติของเรา อย่างนี้เหมือนกัน.

    ตรัสดังนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า

    พราหมณ์ชูชกในกาลนั้น คือ ภิกษุเทวทัต.

    นางอมิตตตาปนา คือ นางจิญจมาณวิกา.

    พรานเจตบุตร คือ ภิกษุฉันนะ.

    อัจจุตดาบส คือ ภิกษุสารีบุตร.

    ท้าวสักกเทวราช คือ ภิกษุอนุรุทธะ.

    พระเจ้าสญชัยนรินทรราช คือ พระเจ้าสุทโธทนมหาราช.

    พระนางผุสดีเทวี คือ พระนางสิริมหามายา.

    พระนางมัทรีเทวี คือ ยโสธราพิมพา มารดาราหุล.

    ชาลีกุมาร คือ ราหุล.

    กัณหาชินา คือ ภิกษุณีอุบลวรรณา.

    ราชบริษัทนอกนี้ คือ พุทธบริษัท.

    ก็พระเวสสันดรราช คือ เราเองผู้สัมมาสัมพุทธเจ้า แล.

    poom
    IP: xxx.4.47.139
    เขียนเมื่อ Sun Jan 13 2013 18:30:46 GMT+0700 (ICT)

    (๖) เดิน ยํ อตฺถํ อันว่าอรรถอันใดยังมิได้ปรากฏ ในจุณณิยบทภายหลัง ตํ อตฺถํ สมเด็จพระสรรเพ็ชญ์พุทธบรมนาถนราสภศาสดาจารย์ เมื่อจะโปรดประทานอรรถอันนั้นให้แจ้ง จึงตรัสว่า ขึ้น ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงศีลสังวรวินัย ผู้เห็นภัยในสังสารวัฏโดยพิเศษ พฺรหฺมพนฺธุ อันว่าเฒ่าทลิทเชษฐ์ชาติทิชงค์พงศ์เผ่าภารัทวาชโคตรคนภิกขาจาร สุตฺวา ครั้นได้สดับสาส์นพระนักสิทธิ์สิ้นสงสัยโสมนัสปราโมทย์ น้อมเศียรศิโรตม์ด้วยมโนภิรมย์ระรื่นเริง รับคำพระอจุตตฤษีซร้องสาธุการสรรเสริญ ปทกฺขิณํ กตฺวา เฒ่าก็ด้อมเดินกระทำประทักษิณสิ้นตติยวารกำหนด นมัสการประณตประนมลา บ่ายภิมุขมุ่งพฤกษาสำเหนียกเนินไศล ไปโดยอุดรทิศสถลมารคระมัดกาย ผู้เดียวเดินสันโดษดายในแดนดงพงศพนัสแสนกันดาร เห็นแต่ไพรพฤกษาสารกับเสือสีห์สรรพสัตว์นิกรอันร้ายกาจ เวสฺสนฺตโร อันว่าพระพงศ์ภาณุมาศมิ่งมไหศวรรย์พระเวสสันดรราชฤษี อหุ เมาะ อโหสิ แลมี ยตฺถ ปเทเส ในอมรินทรสุราศรมบรมนิวาสนสถานเทวนฤมิตรสถิต ณประเทศที่ใด ปกฺกามิ พราหมณ์ก็รีบร้อนสัญจรไปด้วยใจหวัง ตํ ปเทสํ สู่ประเทศที่นั้นแล ฯ

    มหาวนวณฺณนา นิฏฺฐิตา ฯ ประดับด้วยพระคาถา ๘๐ พระคาถา

    ตรงนี้แปลว่าอะไรหรอครับ

    อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
    ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
    {{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
     ใส่รูปหรือไฟล์