สมมุติฐาน
สมมุติฐาน คือข้อความที่ระบุความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร(Varibles) หรือแนวคิด (Concepts) วึ่งผู้ที่จะทำการวิจัยต้องการจะทำการทดสอบว่าเป็นความจริงหรือไม่ ตัวอย่างของสมมติฐานได้แก่ การให้สวัสดิการทำให้คนมีแรงจูงใจในการมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากขึ้น หรือการให้สวัสดิการในการมาใช้สิทธิเลือกตั้งทำให้ประชาชนมีความนิยมในการบริหารของ กกต.มากขึ้น จะเห็นได้ว่าข้อความทั้งสองเชื่อมโยงระหว่างตัวแปร ๒ ตัว ข้อความแรกเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างการให้สวัสดิการและแรงจูงใจในการมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ข้อความที่สองเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างการให้สวัสดิการและความนิยมในการบริหารของ กกต. จะเห็นได้ว่าสมมติฐานทั้ง ๒ ข้อ เป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ว่าถูกต้องหรือไม่ การพิสูจน์ทำได้โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลข้อมูลสอบถามความคิดเห็นจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งไม่จำเป็นเสมอไปว่าจะต้องยืนยันว่า สมมติฐานที่ตั้งไว้นั้นจะถูกต้องเสมอ ข้อมูลที่เก็บมาได้อาจจะพิสูจน์ได้ว่า สมมติฐานนั้นไม่เป็นจริง
ลักษณะของสมมติฐาน
สมมติฐานคือข้อความที่ระบุความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ผู้วิจัยต้องการทดสอบ แต่การเขียนสมมติฐานที่ดีและถูกต้อง สมมติฐานที่ดีจะต้องระบุความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม โดยกำหนดให้เห็นทิศทางของความสัมพันธ์ว่าเป็นไปในทางลบหรือทางบวก พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขว่า ความสัมพันธ์นั้นจะเกิดขึ้นในกรณีใดบ้าง เช่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ในเขตเมืองมีความรู้เรื่องกฏหมายเลือกตั้งมากกว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่นอกเขตเมือง
สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับผู้ที่ยังขาดประสบการณ์ในการทำวิจัยหรือยังใหม่ต่อการวิจัย คือ ปัญหาเกี่ยวกับจำนวนข้อของสมมติฐานว่าในการวิจัยแต่ละเรื่อง ผู้วิจัยสามารถสมมติฐานได้ข้อเดียวหรือหลายข้อก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสลับซับซ้อนของกรอบแนวคิด หรือวัตถุประสงค์ของการวิจัย หรือของสมมติฐานเอง งานวิจัยที่ดีจะมีจุดสนใจจุดใหญ่ ๆ เพียงจุดเดียวหรือสองจุด สมมติฐานจึงมีเพียงสมมติฐานเพียงข้อเดียวหรือสองข้อ ส่วนจะมีข้อสมมติฐานย่อยหรือไม่อยู่ในดุลยพินิจของผู้วิจัย ในหลักทั่วไปของสมมติฐานในงานวิจัย คือ การไม่สลับซับซ้อน ผู้วิจัยควรตั้งสมมติฐานเท่าที่จำเป็น เพื่อมิให้ดูว่าเรื่องที่ตนทำการวิจัยนั้นยุ่งเหยิงเกินไป การตั้งสมมติฐานเท่าที่จำเป็นนั้นคือการเสนอสมมติฐานเท่ากับประเด็นที่ตนได้กำหนดไว้สำหรับการวิจัย ตัวอย่างเช่น “การศึกษาพฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดเพชรบูรณ์”
ผู้วิจัยได้ตั้งสมมติฐานสำหรับการวิจัยไว้คือ
๑.ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่มีความรู้ และทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง
๒.ผู้ที่เคยเลือกตั้งในอดีตหรือเป็นสมาชิกพรรคการเมือง จะเลือกพรรคการเมืองเดิมที่ตนเคยเลือกหรือที่ตนเป็นสมาชิกอยู่
จะเห็นได้ว่าสมมติฐานที่กำหนดไว้ ๒ ข้อ ครอบคลุมตัวแปรต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในประเด็น ที่ผู้วิจัยได้ระบุไว้อย่างครบถ้วน และสมมติฐานทั้ง ๒ ข้ออาจจะแยกเป็นสมมติฐาน ๔ ข้อก็ได้ดังนี้
๑.ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งดี
๒.ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ มีทัศคติที่ดีต่อการเลือกตั้ง
๓.ผู้ที่เคยเลือกตั้งในอดีตส่วนใหญ่จะเลือกพรรคการเมืองที่ตนเคยเลือกตั้ง
๔.ผู้ที่เคยเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองใดหรือเคยสนับสนุนพรรคการเมืองใดจะเลือกพรรคการเมืองนั้น
แหล่งที่มาของสมมติฐาน
การกำหนดสมมติฐานต้องมีเหตุผลรองรับโดยมาจากแหล่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
๑.จากผลการวิจัย ผลการวิจัยของผู้อื่นที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรที่จะทำการวิจัยเป็นแหล่งสำคัญที่จะในการตั้งสมมติฐานได้ เช่น ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยเพื่อเปรียบเทียบแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่อการอบรมของผู้นำหญิงและผู้นำชาย และค้นคว้าผลการวิจัยมาทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีดังนี้ จากการค้นคว้างานวิจัยเรื่องที่ ๑ – ๔ ผลการวิจัย พบว่า ผู้นำชายมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่อการอบรมสูงกว่าผู้นำหญิง เรื่องที่ ๕-๘ พบว่าผู้นำหญิงมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่อการอบรมสูงกว่าผู้นำชาย และเรื่องที่ ๙-๑๐ พบว่าผู้นำชายและผู้นำหญิงมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ไม่แตกต่างกัน เนื่องจากผลการวิจัยที่ได้ศึกษายังไม่สอดคล้องกัน ผู้วิจัยจึงตั้งสมมุติฐานแบบไม่มีทิศทางว่า “ผู้นำชายและผู้นำหญิงมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่อการอบรมที่แตกต่างกัน” เป็นต้น
๒.จากแนวคิด ทฤษฎี และหลักการ ผลการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องจะมีแนวคิดและหลักการที่เกี่ยวกับตัวแปร จะทำให้มีแนวทางในการตั้งสมมติฐานได้ เช่น จากทฤษฎีที่ว่า การให้แรงเสริมทางบวกจะทำให้เกิดพฤติกรรมนั้น ๆ ก็อาจนำมาปรับให้เข้ากับเรื่องที่จะศึกษา ว่า การชมเชยผู้นำทำให้ผู้นำมีความตั้งใจในการพัฒนาท้องถิ่นมากขึ้น
๓.จากการใช้หลักเหตุผล เป็นการแนวทางการใช้หลักเหตุผลมาเป็นความรู้ที่มาใช้ เช่นถ้าผู้วิจัยค้นคว้างานวิจัยที่เกี่ยวกับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ไม่ได้ พบแต่เรื่องความกระตือรือร้นของผู้นำชายและผู้นำหญิง และเมื่อศึกษาทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์แล้วปรากฎว่า ความกระตือรือร้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งของแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ก็อาจตั้งสมมติฐานโดยเทียบเคียงเชิงเหตุผลก็ได้
๔.จากแหล่งอื่น ๆ เช่นแหล่งความรู้และประสบการณ์ของผู้วิจัย จากผู้รู้ และความเชื่อทั่วไปในสังคม
หลักเกณฑ์ในการตั้งสมมุติฐาน
ในการตั้งสมมุติฐานมีหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
๑.มีแหล่งที่มา สมมุติฐานการวิจัยต้องมีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่ตั้งมาลอย ๆ หรือมาจากความรู้สึก หรืองานวิจัยเพียงเล่มเดียวที่นำมาเป็นต้นแบบ ต้องมีที่มาให้มากพอสมควร
๒.มีความน่าเชื่อถือ แหล่งที่มาของสมมุติฐานมีหลายแหล่ง โดยพิจารณาลำดับความสำคัญ ตั้งแต่ผลการวิจัย แนวคิดทฤษฎี หลักการ และแหล่งอื่น ๆ ยิ่งถ้าใช้หลายแหล่งประกอบกันได้ตามลำดับก็จะทำให้มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
๓.ควรตั้งสมมุติฐานแบบมีทิศทาง การตั้งสมมุติฐานแบบมีทิศทาง แสดงถึงความเชื่อมั่น หรือผ่านการค้นคว้า กรั่นกรองมาเป็นอย่างดี
๔.เขียนอย่างชัดเจน สมมุติฐานการวิจัยควรเขียนโดยสรุป เช่น เขียนเป็นประโยคบอกเล่า ให้สอดคล้องกับปัญหาและวัตถุประสงค์ของการวิจัย ไม่ใช้คำว่าอาจจะ น่าจะ ต้องเขียนบอกความสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างตัวแปรให้ชัดเจน และมีความละเอียดที่จะทดสอบได้
การทดสอบสมมติฐาน
หลังจากที่ได้กำหนดสมมติฐานไว้แล้ว ผู้วิจัยต้องดำเนินการทดสอบซึ่งมีประเด็นที่ต้องพิจารณา ในการวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ผู้วิจัยจะตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร แต่ในการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ผู้วิจัยต้องทำตัวเป็นกลางโดยต้องตั้งสมมติฐานทางสถิติทดสอบในทำนองที่ว่าตัวแปรไม่มีความสัมพันธ์กัน เพื่อล้มล้างสมมติฐานของการวิจัย ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงความลำเอียงที่จะพิสูจน์ว่าตัวแปรต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กัน ตัวอย่าง ผู้วิจัยตั้งสมมติฐานไว้ว่า ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมมีความสัมพันธ์กับการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ผู้วิจัยจะทดสอบโดยพยายามพิสูจน์ว่า ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมไม่มีความสัมพันธ์กับการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง กล่าวคือ ผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกัน ไม่แตกต่างกันในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ในการเก็บข้อมูลผู้วิจัยไม่ควรเก็บข้อมูลไปในทางที่สนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่เลือกเก็บข้อมูลที่สนับสนุนสมมติฐานเท่านั้น กล่าวคือจะไม่พยายามเลือกสัมภาษณ์คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมดีและไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเท่านั้นจะต้องสัมภาษณ์ผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่ต่ำและไม่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งด้วย
การใช้สถิติทดสอบสมมติฐาน สิ่งจำเป็นสำหรับการวิจัยเชิงปริมาณที่มุ่งหาคำอธิบาย จำเป็นต้องใช้เทคนิคการวิเคราะห์ทางสถิติที่ถูกต้อง ทั้งนี้เพราะสถิติที่ใช้วิเคราะห์แต่ละวิธีสร้างขึ้นมาอย่างมีเป้าหมายโดยเฉพาะ และเหมาะสมกับระดับตัวแปรบางระดับเท่านั้น ดังนั้นถ้าเป็นการทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มหรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรผู้วิจัยจะต้องหาเทคนิคการวิเคราะห์ที่เหมาะสมกับระดับการวัดของตัวแปรอิสระหรือตัวแปรตาม
การตีความหมายผลการทดสอบ ผู้วิจัยจะต้องตีความผลที่ได้ทดสอบเพื่อยืนยันสมมติฐานที่กำหนดไว้ นอกจากนั้นผู้วิจัยยังสามารถอ้างผลการทดสอบที่มีผู้วิจัยไว้แล้วหรืออาจจะใช้ทฤษฎีที่ได้ผ่านการศึกษา ทบทวน วรรณกรรม นั้นมาอ้างความสอดคล้องหรือความแตกต่างก็ตาม
มาเชียร์และให้กำลังใจครับ
ขอบคุณมาก ๆ ครับ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากๆสำหรับข้อมูลค่ะ อ่านมาหลายที่แล้วไม่เข้าใจ มีประโยชน์กับวิจัยที่ทำตอนนี้มากเลย
ขอบคุณครับ