คำสแลง

 คำสแลง หรือคำคะนอง  

       ภาษาเป็นวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอคือ เกิดขึ้น ตั้ง อยู่ และเสื่อมสูญไปเช่นเดียวกับวัฒนธรรมอื่น ๆ ปัจจุบันมีภาษาเกิดขึ้นใหม่ ไม่ขาดสาย ตามวิวัฒนาการของสังคมและวัฒนธรรมเช่น ภาษาวิชาการ ภาษาเฉพาะ วิชาชีพ ภาษาที่ใช้เรียกสิ่งที่เป็นนวัตกรรมต่าง ๆ เป็นต้น และมีภาษาอีก ลักษณะหนึ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะกลุ่มคนในสังคม เป็นภาษาที่สร้างสีสัน สร้าง ความแปลกใหม่ ได้รับความนิยมเฉพาะกลุ่มในเวลาสั้น ๆ แล้วเสื่อมสูญไป ภาษา ชนิดนี้เรียกว่า ภาษาสแลง คำสแลง หรือคำคะนอง

      ภาษาสแลง คำสแลงหรือคำคะนองได้มีผู้ให้ความหมายไว้มากมายทั้งที่เป็นพจนานุกรม ผลงาน เอกสาร ตำรา และงานวิจัย เช่น  
    
    พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน(1) อธิบายความหมายของคำสแลงว่าถ้อยคำหรือ สำนวนที่ใช้เข้าใจเฉพาะกลุ่มหรือชั่วระยะเวลาหนึ่ง ไม่ใช่ภาษาที่ยอมรับกัน ว่าถูกต้อง  
   
    พจนานุกรมของ Webster(2) อธิบายความหมายของคำสแลงว่าเป็นคำเฉพาะ กลุ่ม เป็นภาษาไม่สุภาพ มีระยะเวลาใช้คำเหล่านี้ไม่นานก็จะหายไป หรือ เปลี่ยนไปและเป็นคำเกิดใหม่ตลอดเวลา 
   
    พจนานุกรมของ Grolier(3) อธิบายความหมายของคำสแลงว่าเป็นคำสร้างใหม่ มี ระยะเวลาใช้ไม่นาน เป็นการใช้ภาษาเพื่อให้เกิดภาพ พจน์ (Figure of Speech) เป็นคำที่ใช้กันเฉพาะกลุ่ม
    
    พจนานุกรมคำเหมือนคำตรงข้าม(4) อธิบายความหมายของคำสแลงว่าเป็นคำ ตลาด และเป็นภาษาที่ใช้เฉพาะกลุ่ม  เฉพาะอาชีพใดอาชีพหนึ่ง หรือเป็นรหัสของ ขโมยหรือโจร 
    
    สอ  เสถบุตร(5)  อธิบายความหมายของคำสแลงว่าคือ คำที่ใช้กันทั่วไป แต่ ไม่ถูกต้องตามหลักของภาษาและมักใช้กันชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น, คำ ตลาด, ถ้อยคำที่ใช้เข้าใจกันเฉพาะชนหมู่ใดหมู่หนึ่ง เช่น คำพูดแปลก ๆ ของ นักเรียนและทหาร เป็นต้น
    
     นอกจากพจนานุกรมที่ยกตัวอย่างข้างต้นแล้ว ยังมีผลงานตำราที่ให้ความหมายคำสแลงไว้ดังนี้
    
    ผะอบ  โปษกฤษณะ(6)  กล่าวว่า คำสแลงคือ คำที่ตั้งตามอารมณ์ เด็กวัยรุ่น คำเหล่านี้เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็หายไป
เช่น เป็นไงเลย  จิ๊กโก๊  จมไปเลย กระดูกขัดมัน  สะบัดช่อปิ้ง ฯลฯ                                              
    
    สมโรจน์  สวัสดิกุล  ณ  อยุธยา(7)  เรียกคำสแลงว่า “คำคะนอง”
และกล่าวว่า คำสแลงเป็นภาษาปาก เป็นภาษาไม่เป็นแบบแผน แต่ไม่ใช่คำต่ำ หรือ คำหยาบ เป็นคำพิเศษเฉพาะกลุ่มที่สร้างขึ้นเพื่อให้มี คำแปลกๆสร้างความสนุก สนาน ระดับคำมีการเปลี่ยนแปลงตาม       กาลสมัย
    
    สุดาพร  ลักษณียนาวิน(8)  กล่าวว่า คำสแลงเกิดจากความรู้สึกเบื่อในการ ใช้คำซ้ำแล้วซ้ำอีก คำสแลงยังเป็นสมบัติของคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด เพื่อแสดง ความเป็นสมาชิกในกลุ่ม และมีระยะเวลาในการใช้คำสแลงไม่นาน
    
    บุญยงค์  เกศเทศ(9)  กล่าวว่า คำสแลงเกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว เป็น ภาษาพูดที่นิยมกันในบางหมู่คณะ บางกรณีก็ต้องพูดเพื่อให้ออกรส จึงพยายาม สร้างรูปภาษาให้แปลกออกไป คำสแลงมักไม่ติดอยู่ในภาษานานนัก เมื่อคำหนึ่งหาย ตายไปก็มักนิยมคำใหม่ขึ้นแทน คำสแลงนั้นมีใช้กันมาทุกยุคทุก สมัย   เช่น    มันส์   เดิ้ล    หย่อย  สะเหล่อ  ยากส์   ซ่า ส์   บ๊องส์  ฟู่ฟ่า  เก๋ากึ๊กก์  เซ็งระเบิด
    
    Joos(10)  จัดคำสแลงอยู่ในวัจนลีลาแบบเป็นกันเอง 
(Casual Style)  และกล่าวว่า เป็นลีลาภาษาที่ใช้กันในกลุ่มผู้ใกล้ชิดมีความ สนิทสนมเป็นกันเองมาก อยู่ในกลุ่มสังคมเดียวกันและอยู่ในวัยเดียวกัน
    
     ความหมายของ “คำสแลง” นอกจากได้กล่าวไว้ตามคำจำกัดความของพจนานุกรม ฉบับต่างๆ และนักวิชาการข้างต้นแล้วยังมี           นักวิชาการสนใจศึกษา วิจัยคำสแลงหลายคนซึ่งคำสแลงที่ศึกษา
ก็เป็นคำที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์    ฯลฯและนักวิชาการเหล่านี้   ได้กล่าวถึงความหมายและ
คุณสมบัติของคำสแลงไว้ด้วย เช่น
    
     ศรีจันทร์  วิชาตรง(11) ศึกษาวิเคราะห์ลักษณะภาษาไทยที่ใช้โฆษณาใน หนังสือพิมพ์รายวัน ระหว่างปี พ.ศ.2519 – 2521  สรุปได้ว่าคำสแลงเป็นส่วน หนึ่งของภาษาโฆษณา เช่น โฆษณาเครื่องเสียง
                      เครื่องรับแบบ “แยกส่วน”  ที่ว่าดี ๆ
                      เห็นทีจะต้องชิดซ้าย ให้เคนวูด KR-6030 เสียแล้ว
    
                     ชิดซ้าย เป็นคำสแลงหมายความว่าหลีกทางให้

         สุชาดา  เทวะผลิน(12) วิจัยคำสแลงในภาษาไทยจากหนังสือพิมพ์รายวัน  งานวิจัยนี้ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของคำสแลงไว้ดังนี้
1.     เป็นภาษาที่จัดอยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน และไม่เป็นที่ยอมรับในการใช้อย่างเป็นมาตรฐานเป็น
ภาษาที่ไม่ปรากฏหรืออาจปรากฏในพจนานุกรมแต่ระบุว่าเป็นภาษาปาก
2.     เป็นคำที่ให้ความความหมายเชิงอารมณ์   (Affective
Meaning) ที่ช่วยบอกความมีชีวิตชีวา ตลก ขบขัน หรือให้
ภาพพจน์ใหม่ ทำให้ภาษามีพลังขึ้น
3.     เป็นคำที่มีระยะเวลาไม่นาน มักเลิกใช้ไปเพราะหมดความนิยม หรือมีการยอมรับจนเป็นภาษามาตรฐาน
4.     เป็นภาษาที่ใช้เฉพาะกลุ่มและกลุ่มนี้อาจจะเป็นกลุ่มเล็กหรือใหญ่ก็ได้ และเป็นกลุ่มที่สมาชิกของกลุ่มมีความใกล้ชิดกัน
    
     นันทา  อาจแย้มสลวล(13)  ศึกษาลักษณะภาษาในวารสารเพื่อการท่อง เที่ยว ปี พ.ศ.2524  สรุปว่าคำสแลงเป็นคำที่ใช้สื่อสารและเข้าใจกันเฉพาะ กลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่งในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และเป็นคำที่ไม่ใช้ในภาษา ที่เป็นทางการ
   
     ศักดิ์สิทธิ์  ลิมกุลาคมน์(14)  ศึกษากลวิธีการใช้คำในภาษาโฆษณาภาษา ไทย ทางโทรทัศน์ และนิตยสารไทย สรุปว่าคำสแลงคือ คำที่ให้ความหมายเชิง อารมณ์ เป็นคำที่มีลักษณะหรือการใช้ผิดไปจากปกติ
    
     นอกจากพจนานุกรม ตำรา และงานวิจัย บางเรื่องที่ได้กล่าวถึง  คำสแลงดังกล่าวแล้ว ในการประชุมระดับชาติยังมีการกล่าวถึง
คำแสลงด้วย เช่น สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ15 มีรายงานผลการสัมมนา ภาษาไทยกับสังคมไทย ซึ่งกล่าวถึงคำสแลงว่าเป็นสำนวนเฉพาะสมัยที่เป็นที่ รู้จักกันในยุคหนึ่งสมัยหนึ่งแล้วก็เสื่อมคลายหายไป ในตำราภาษาไทยของพระยา ศรีสุนทรโวหาร
(น้อย  อาจารยางกูร)  เรียกคำชนิดนี้ว่า “คำคะนอง”  ในปัจจุบันนี้มีการใช้ คำสแลงหลายคำที่เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่มีความหมายเป็นที่เข้าใจ กันในหมู่ชนรุ่นใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคำอุทาน หรือเป็นคำคุณศัพท์ อาทิ คำ ว่า กระจอก เชย เบี้ยว ชักดาบ แสบ สะบึม
โดดร่ม ฯลฯ
    
      โดยสรุปภาษาสแลง คำสแลง หรือคำคะนอง (Slang)
คือถ้อยคำ สำนวน หรือภาษาพูดที่ใช้สร้างความเข้าใจเฉพาะกลุ่ม
ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มสาว เป็นภาษาที่สร้างขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ ภาษาไม่สุภาพ เป็นภาษาไม่เป็นแบบแผน แต่ไม่ใช่คำหยาบหรือ คำต่ำ แต่เป็นคำ พิเศษที่สร้างขึ้นเพื่อให้เกิดคำแปลก ๆ ผิดไปจากปรกติทั้งด้านเสียง รูป คำ และความหมายเป็นภาษาที่ไม่ปรากฏในพจนานุกรม หรือปรากฏในพจนานุกรมแต่ระบุ ว่าเป็นภาษาปาก    
คำสแลงมีระยะเวลาการใช้ไม่นานก็จะสูญหาย ไปเพราะหมด    ความนิยม
  
      จากลักษณะเฉพาะและความสำคัญของภาษาสแลง คำสแลงหรือคำคะนอง ดังกล่าวมา แล้วข้างต้น ได้ทำให้ผู้เขียนสนใจศึกษาภาษาชนิดนี้ โดยเฉพาะเก็บรวบรวม ข้อมูลจากกลุ่มวัยรุ่น และสื่อต่าง ๆ
เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และคอมพิวเตอร์ ในช่วง ปี 2540 – 2545 แล้วนำมาวิเคราะห์ประเภท  การสร้าง ที่มาและความหมายของคำ สแลง
    
     อนึ่งภาษาในลักษณะสแลงดังที่กล่าวมานั้นมีคำใช้เรียกอยู่หลาย คำ เช่น ภาษาสแลง คำสแลง หรือคำคะนอง เป็นต้น  ซึ่งในงานเขียนของผู้เขียนจะ ใช้ว่า “คำสแลง” เพียงคำเดียว

              คำสแลงที่ลงในบทความพิเศษในครั้งก่อนนั้นยังไม่จบ เพราะเหตุ ว่าผู้เขียนมัวแต่แก้ไขเรื่องการอ้างอิงงานวิชาการของนักวิชาการ หลายๆ ท่าน แต่ไม่สามารถแก้ไขระบบคอมพิวเตอร์ให้สามารถเขียนอ้างอิงได้อย่าง ถูกต้อง  ท่านผู้อ่านอาจจะงงนิดหน่อย แต่ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านทราบ แหล่งที่มาของการค้นคว้าอย่างละเอียดว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร   ต้องขอประทาน อภัยท่านผู้อ่านไว้ ณ ที่นี้   สำหรับภาคจบนี้ผู้เขียนจะเขียนถึงประเภทและ ชนิดของคำสแลง  พร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบ 
    จากการวิเคราะห์ข้อมูล16 คำสแลงที่ปรากฎจากกลุ่มวัยรุ่นและสื่อ ต่าง ๆ ในช่วงปี  ๒๕๔๐ – ๒๕๔๕ ผู้เขียนพบว่าคำสแลงมีหลายประเภท  ดังต่อไป นี้

๑.๑   ประเภทของคำสแลง

     คำสแลงสามารถจำแนกได้ ๓ ประเภท คือ คำสแลงแท้ คำสแลงเทียม และคำสแลงลักษณะประสม คำสแลงแต่ละประเภทมีลักษณะแตกต่างกัน กล่าวคือ
    
          ๑.๑.๑    คำสแลงแท้  หมายถึง คำสแลงที่ถูกกำหนดเสียงและความหมาย ขึ้นใหม่ อาจมีเค้าของเสียงและความหมายจากคำที่มีอยู่เดิมก็ได้ เช่น
         
                      ซ้าว   เป็นคำสแลงที่กำหนดเสียงใหม่โดยเปลี่ยนเสียง พยัญชนะต้นและเสียงวรรณยุกต์จากคำเดิม “สาว” ซึ่งมีเค้าของเสียงเดิมแต่มี ความหมายต่างจากเดิมคือ หมายถึงผู้ชายกะเทยที่มีพฤติกรรมแสดงตนว่าเป็นหญิง ไม่ใช่ชาย ดังตัวอย่างประโยค     “สมศักดิ์เป็นซ้าวนะ”
        
                      นุย    เป็นคำสแลงที่กำหนดเสียงใหม่และความหมาย ใหม่ ซึ่งมีความหมายว่า ตั้งใจทำ  ดังตัวอย่างประโยค  “นุชเธอต้องนุยประโยค นี้ให้ได้นะ”

         ๑.๑.๒ คำสแลงเทียม หมายถึง คำสแลงที่นำคำซึ่งมีอยู่ในภาษามาใช้ใน ความหมายใหม่ อาจเป็นความหมายเชิงอุปมา หรือความหมายต่างจากเดิมโดยสิ้น เชิง หรือใช้ในหน้าที่ซึ่งกำหนดขึ้นใหม่ เช่น
                       แหนม  เป็นคำสแลงที่นำคำซึ่งมีอยู่ในภาษามาใช้ใน ความหมายเชิงอุปมาโดยนำลักษณะแหนมที่มัดเป็นเปลาะอ้วนกลมเป็นปล้อง ใช้ใน เชิงความเปรียบลักษณะรูปร่างคนอ้วนเตี้ย ดังตัวอย่างประโยค“ยายแหนมเดินมา นั่นแล้ว”
             
                       เกาเหลา  เป็นคำสแลงที่นำมาจากคำเดิม คือ “เกาเหลา” ซึ่งเรียกก๋วยเตี๋ยวที่ไม่ใส่เส้น ไม่ต้องการกินเส้น สังคม วัยรุ่นได้นำคำนี้มาใช้ความหมาย ไม่กินเส้น คือ ไม่ชอบกัน, เข้ากันไม่ ได้ ดังตัวอย่างประโยค“สมชายเกาเหลากับเพื่อน”
    
          ๑.๑.๓  คำสแลงลักษณะประสม  หมายถึง คำสแลงที่ตัดพยางค์หรือประสมคำระหว่างคำสแลงแท้กับคำสแลงเทียม เช่น
            
                       ก๊ะ  เป็นคำสแลงที่ตัดคำจากคำเดิม “กะเทย” เปลี่ยน เสียงวรรณยุกต์เพื่อสื่อความหมายทางอารมณ์ ดังตัวอย่างประโยค
“โอย ! นังหนุ่มเป็นก๊ะเหมือนเรา”
            
                       สะมะนะแฮป  เป็นคำสแลงที่ประสมระหว่างคำสแลงแท้ คือ “สะมะนะ” กับคำสแลงเทียมคือ “แฮป” มาจากคำเดิม
“Happy” หมายถึง สุข, ความสุข    ตัดเสียงพยางค์ท้าย “py”
แต่ยังคงเค้าความหมายเดิมอยู่ คือ “สะมะแฮป”แปลว่า ความสุข ดังตัวอย่างประโยค “สุชาดากินข้าวกะแฟนสะมะนะแฮป”

๑.๒   การจำแนกชนิดของคำสแลง
     คำสแลงแต่ละประเภทคือ คำสแลงแท้ คำสแลงเทียม และคำสแลงลักษณะประสม ดัง ที่กล่าวมานั้น แต่ละประเภทสามารถจำแนกออกเป็นชนิดย่อย ๆ ตามหน้าที่ของคำ ได้ดังต่อไปนี้
    
        ๑.๒.๑  ชนิดของคำสแลงแท้  จำแนกตามหน้าที่ของคำและการปรากฏในตำแหน่งประโยค ดังนี้
         ๑.  คำสแลงแท้ที่เป็นคำนาม  เช่น ซ้าว  ป๊อพ  เก็กชง  ชิ้งฉ่อง  ตะแน็ว  มูเตรู  
         ๒.  คำสแลงแท้ที่เป็นคำสรรพนาม จากข้อมูลพบเพียง  ๑ คำ คือ แม่ง    
         ๓.  คำสแลงแท้ที่เป็นคำกริยา  เช่น  มิ่ว  ติงนัง  เหวอเข่อเว่อ  อิปเป๊ะอิบปั๋ง
         ๔.  คำสแลงแท้ที่เป็นคำวิเศษณ์  เช่น  อึ๋ม  สะแด่ว  สะปุ้ยตุ่ย    
         ๕.  คำสแลงแท้ที่เป็นคำอุทาน   จากข้อมูลมี  ๒ คำ คือ  แม่งเอ๊ย    แม่งโว้ย  
    
        ๑.๒.๒  ชนิดของคำสแลงเทียม  จำแนกตามหน้าที่ของคำและการปรากฏในตำแหน่งประโยค  ดังนี้
         ๑.  คำสแลงเทียมที่เป็นคำนาม   เช่น   แหนม   ม่าม่า   ทูอินวัน  หัวเห็ด
         ๒. คำสแลงเทียมที่เป็นคำสรรพนาม  เช่น  (อี) เห็ดสด  (อี) กระซู่  
         ๓. คำสแลงเทียมที่เป็นคำกริยา  เช่น  ตุ๋ย  ขอเบียร์  ลอยกระทง  หนีบโจ๊ะ 
          ๔.  คำสแลงเทียมที่เป็นคำวิเศษณ์  เช่น  ตู้ม  บูริน  สวิงกิ้ง  ประมาณนั้น
          ๕.  คำสแลงเทียมที่เป็นคำสันธาน  จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มี  ๒ คำ คือ แบบว่า    ประมาณว่า  
          ๖.  คำสแลงเทียมที่เป็นคำอุทาน จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มี  ๒  คำ คือ ให้ตายเถอะโรบิ้น และ อกอีแป้นแล่นลึกเข้าตึกแขก

           ๑.๒.๓ ชนิดของคำสแลงลักษณะประสม จำแนกตามหน้าที่ของคำและการปรากฏในตำแหน่งประโยค  ดังนี้
         ๑. คำสแลงลักษณะประสมที่เป็นคำนาม  เช่น  โบ  หยามโฮ   โม่ตาลา  สะมะนะแฮป    
         ๒.คำสแลงลักษณะประสมที่เป็นคำสรรพนามและคำอุทาน  จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มี ๑ คำ คือ อีแควด
         ๓. คำสแลงลักษณะประสมที่เป็นคำกริยา  จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มี ๕ คำ คือ แด็ะ  แชท  บิวท์  เฟิร์ม  มีพาว
         ๔. คำสแลงลักษณะประสมที่เป็นคำวิเศษณ์   จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มี  ๖ คำ คือ ก็อบ  เจิด  แจ่ม  เซวส์ เซอร์  ล้ำ 

              นอกจากการวิเคราะห์คำสแลงประเภทและชนิดต่างๆ แล้วผู้เขียนยัง วิเคราะห์การสร้างคำสแลงลักษณะคำประสม  เช่น  กะเทยควาย  หอยมด  นางฟ้าออ นไลน์  ฯลฯ   การสร้างคำสแลงลักษณะคำซ้ำ   เช่น  เด็กๆ  ซิ่วๆ   ฯลฯ    การ สร้างคำสแลงลักษณะวลี  เช่น  นิ่งหลับขยับแดก  สายเดี่ยวเคี้ยว หมาก ฯลฯ  และการสร้างคำสแลงลักษณะที่เป็นประโยค  เช่น  กระเป๋ารั่ว  หมา ร้องไห้  ไข่ดาวถูกตะหลิวตบ  เต่าเรียกแม่   เม็ดแมงลักไม่พองน้ำ  สมองไม่ มีรอยหยัก  ฯลฯ   สุดท้ายคือการวิเคราะห์ที่มาและความหมาย   เช่น
    
               กะเทยควาย     เป็นคำนาม หมายถึง ผู้ชายกะเทยที่มี  รูปร่างใหญ่โตไม่น่าดูและไม่ฉลาด
               ที่มา  มาจากการประสมคำระหว่าง “กะเทย”
กับ “ควาย” เกิดความหมายใหม่ที่ยังคงเค้าความหมายเดิมและโยงความหมายรูป ลักษณ์ของ “ควาย” สัตว์ตัวใหญ่และความหมายโดยนัยแปลว่า “โง่ ไม่ฉลาด”  เป็น ความเปรียบผู้ชายกะเทยที่มีรูปร่างใหญ่ไม่น่าดูและไม่ฉลาด
               ตัวอย่าง :  สันต์กะเทยควายประจำกลุ่ม
 
               ซ่าไม่ซ่าก็เยี่ยวเป็นฟอง  เป็นคำกริยาหมายถึงไม่เกรงกลัวผู้ใด
               ทีมา  น่าจะมาจากความหมาย “ซ่า” คำสแลงเดิม หมาย ถึง ไม่กลัวใคร สร้างกลุ่มคำโดยใช้ภาษาเพื่อให้เกิดภาพพจน์เป็นความ หมายกว้างออก
               ตัวอย่าง :  ดูเอาละกัน ผมซ่าไม่ซ่าก็เยี่ยวเป็นฟองละกัน

               ได้หน้าลืมหลัง      เป็นคำนาม หมายถึง ผู้ชายที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ
               ที่มา   มาจากสำนวน “ได้หน้าลืมหลัง”  หมายถึง ผู้ที่ หลงลืมง่าย เป็นคำสแลงชนิดกลุ่มคำความหมายกว้างออก หมายถึง ผู้ชายที่แต่ เดิมมีพฤติกรรมบี่ยงเบนทางเพศ แต่เมื่อพบหญิงสาวก็ลืมชายคนรักโดยสนิท
               ตัวอย่าง :  ไม่อยากพูดถึงสุรเดชไอ้พวกได้หน้าลืมหลัง

     ติงนัง  เป็นคำกริยา หมายถึง มีเพศสัมพันธ์
               ที่มา  มาจากเพลงลูกทุ่งที่มีชื่อเสียงของนักร้อง
รุ่ง สุริยา  ชื่อเพลง “ติงนัง”ซึ่งเดิมเสียงติงนังเป็นคำเลียนเสียง ธรรมชาติการตีกลองโทน แต่ในเพลงสื่อความหมายนัย หมายถึงมีเพศ สัมพันธ์ ปัจจุบันความหมายสื่อกันในกลุ่มรักร่วมเพศ
               ตัวอย่าง :  ใคร ๆ ก็รู้ว่าศักดิ์กับชายติงนัง

               สายเดี่ยวเคี้ยวหมาก   เป็นคำนาม หมายถึง หญิงสูงอายุแต่แต่งตัวเป็นเด็กวัยรุ่น
               ที่มา  มาจากแฟชั่นสาววัยรุ่นในฤดูร้อนที่จะสวมเสื้อคอลึก เป็นรูปสี่เหลี่ยมมีสายเล็ก ๆ เป็นหูพาดไหล่ยึดส่วนหน้ากับส่วนหลัง เรียก กันทั่วๆ ไปว่า“สายเดี่ยว”เติมพยางค์ท้าย2พยางค์
“เคี้ยวหมาก”  มีความหมายโดยนัย หมายถึง ผู้สูงอายุ เป็นกลุ่มคำแสดงความเปรียบผู้หญิงสูงอายุที่แต่งตัวเป็นเด็กสาววัยรุ่น
               ตัวอย่าง :  ดูป้าทำตัวเป็นสายเดี่ยวเคี้ยวหมาก
                                       ฯลฯ

       การศึกษาคำสแลงนอกจากจะให้ความรู้เชิงภาษาดังกล่าวข้างต้นแล้ว คำ สแลงยังให้ความรู้เกี่ยวกับสภาพสังคม ความเจริญทางเทคโนโลยี และวัฒนธรรม ประเพณีในสังคมช่วงปี  ๒๕๔๐ – ๒๕๔๕   ดังต่อไปนี้
    ๑)  สภาพสังคม  คำสแลงที่เกิดขึ้นในช่วงปี  ๒๕๔๐ – ๒๕๔๕  ได้แสดงให้เห็นสภาพสังคมไทยในช่วงนั้นหลายประการเช่น
             ๑.๑)  สังคมไทยเป็นสังคมเปิดมากขึ้น  ยอมรับสิทธิส่วนบุคคลมาก ขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเพศ   เห็นได้จากการสร้างคำสแลงใช้สื่อเฉพาะกลุ่มผู้มี พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ และการสร้างคำสแลงเพื่อหลีกเลี่ยงคำต้องห้ามเกี่ยว กับเพศมีมากขึ้น เช่น
                       ตะแน็ว  ตุ๊ด  ทีบี  ทูอินวัน  ทีพี  น้องจุง  น้อง ตุ้ม  เสือไบ  หยามโฮ  กระดุ้ย เก็กชง  ซองจู  เด้อ  สวิงเด้ง  หนีบ โจ๊ะ  แอ๊บ  ซ้าว  ชะนี  เห็ดสด  หน้าหม้อ  หูดำ    ชาวดอกไม้   ชาวสี ม่วง  ได้หน้าลืมหลัง  กระเทยความ  ติงนัง  บ๊วบ   น้อง   อึ๊บ  กีฬาใน ร่ม  เป็นต้น
             ๑.๒)  สังคมกรุงเทพฯเป็นสังคมสมัยใหม่มากขึ้น ซึ่งเห็นได้จาก คำสแลงที่มีใช้เฉพาะกรุงเทพฯเท่านั้น เช่น หยามโฮ             ผีมะขาม  ผี ขนุน ป๊อพ  เป็นต้น
             ๑.๓)  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม คำสแลงบางคำเกิดขึ้นเพราะ เกิดเหตุการณ์ในสังคมช่วงนั้น เช่น   ตุ๋ย   สวิงกิ้ง    โม่ตาลา    น้อง ตุ้ม  เป็นต้น
             ๑.๔)  การติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศมีมากขึ้น ซึ่งเห็นได้จาก อิทธิพลภาษาต่างประเทศที่นำมาสร้างคำสแลงลักษณะคำประสมระหว่างคำไทยกับคำ ต่างประเทศ หรือทับศัพท์ เช่น  เพื่อนเทค   เยเย่    มีพาว  เป็นต้น

     ๒)  ความเจริญทางเทคโนโลยี  คำสแลงที่เกิดจากภาษาที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในสังคมยุคข้อมูลข่าวสารไร้ พรมแดน   เช่น    ดำดอทคอม แชท นางฟ้าออนไลน์  เป็นต้น ได้แสดงให้เห็น ถึงความเจริญทางเทคโนโลยีในช่วงเวลาที่ศึกษา

     ๓)  การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมประเพณี คำสแลงบางคำทำให้เห็นความ เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมประเพณี เช่น สายเดี่ยวเคี้ยวหมาก หมายถึง ผู้หญิงที่มี อายุแต่แต่งตัวแบบวัยรุ่น คือ สวมเสื้อสายเดี่ยวที่เปิดเผยเนื้อหนัง การ แต่งกายเช่นนี้ไม่เหมาะสมกับผู้มีอายุ เมื่อผู้มีอายุแต่งกายเช่นนี้ก็จะ ถูกล้อเลียนด้วยคำสแลงว่า “สายเดี่ยวเคี้ยวหมาก”
      
        คำสแลงที่เกิดขึ้นและใช้อยู่ในช่วงปี  ๒๕๔๐ – ๒๕๔๕   ดังที่รวบรวม มาได้จากการศึกษาครั้งนี้นับเป็นปรากฎการณ์ทางภาษาที่สอดคล้องกับสภาพสังคม และวัฒนธรรมในเวลานั้น   ในช่วงเวลาต่อไปสภาพสังคมและวัฒนธรรมก็จะเปลี่ยน แปลงไปอีกและคำสแลงก็จะเกิดขึ้นใหม่อีก จึงควรมีการศึกษารวบรวมปรากฏการณ์ ทางภาษาลักษณะนี้ไว้ เพื่อเป็นหลักฐานที่มีประโยชน์ต่อการศึกษาภาษาและ พัฒนาการทางสังคม
     
         ในปีช่วงระยะเวลานี้จะพบว่าเกิดคำสแลงใหม่หลายคำ   อาทิ  เด็กสก็ อย  เด็กแว็นส์    ฯลฯ  คำสแลงที่พบในที่ผู้เขียนศึกษาบางคำก็หายไป เช่น คำ ว่า  นุย   ตะแน็ว  เป็นต้น   และคำสแลงบางคำก็ยังคง อยู่  เช่น   อึ๊บ  กะเทยควาย     ได้หน้าลืมหลัง   เป็นต้น

        คำสแลง(ภาค ๑) ที่ผู้เขียนรวบรวมในปี พ.ศ.๒๕๔๐ – ๒๕๔๕  ผู้เขียนรวบรวมได้ ทั้งหมด ๓๗๔  คำ และได้นำคำสแลงทุกคำมาวิเคราะห์ประเภท ชนิด การสร้างคำ และ ความหมายของคำสแลงไว้ในหนังสือเรื่อง “คำสแลง” ที่พิมพ์เป็นรูปเล่มและมอบ ให้ห้องสมุดต่าง ๆ ได้แก่ หอสมุดแห่งชาติ หอสมุดมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ โรฒ    ศูนย์วิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  หอสมุดกลางมหาวิทยาลัย ศิลปากร วังท่าพระ  เป็นต้น  หากท่านใดสนใจอ่านฉบับเต็มก็สามารถหาอ่านได้ ที่หอสมุดข้างต้น

ผศ.จินตนา  พุทธเมตะ


 

 

เชิงอรรถ

(1) ราชบัณฑิตยสถาน. (2542). พจนานุกรมฉบับราช-บัณฑิตยสถาน  พ.ศ.2542.  หน้า 1140.
(2) Webster, Noah LLD. (1975)  Webster’s New Twentieth Century Dictionary. P.21-37.
(3) The Grolier International Dictionary.  (1984).  The Grolier International Dictionary, Volumn Two. U.S.A.  Grolier Incorporated. P.1214.
(4) วิทย์  เที่ยงบูรณธรรม.  (2531).  พจนานุกรมคำเหมือนคำตรงข้าม.  หน้า 793.
(5) สอ  เสถบุตร.  (2524).  New  Model  English-Thai Dictonary .  กรุงเทพฯ  หน้า 1357.
(6) ผะอบ   โปษกฤษณะ.  (2541).  ลักษณะเฉพาะของภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ 6.  กรุงเทพฯ. หน้า 69.
(7) สมโรจน์  สวัสดิกุล  ณ  อยุธยา.  (2526).  “ข้อคิดเห็นบางประการเกี่ยวกับภาษาไทย”.สิ่งที่น่ารู้ในภาษาไทย.  หน้า 16
(8) สุดาพร  ลักษณียนาวิน.  (2525).  “ภาษาศาสตร์กับครูสอนภาษา” ในศาสตร์แห่งภาษา.หน้า 40.
(9) บุญยงค์  เกศเทศ.  คำไทย.  (2532).  กรุงเทพฯ.  หน้า 39.
(10) Joo  Martin.  (1961).  The Five Clocks. pb.
(11) ศรีจันทร์  วิชาตรง.  (2524).  ศึกษาวิเคราะห์ลักษณะภาษาไทยที่ใช้โฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวัน ระหว่างปี พ.ศ.2519-2521.  หน้า 52.
(12) สุชาดา  เทวะผลิน. (2531).  คำสแลงในภาษาไทยจากหนังสือพิมพ์ราย วัน วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต.  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.  หน้า 1.
(13) นันทา  อาจแย้มสรวล.  (2531).  การศึกษาลักษณะภาษาในวารสารเพื่อการท่องเที่ยว ปี พ.ศ.2524.  หน้า  40-41.
(14) ศักดิ์สิทธ  ลิมกุลาคมน์. (2534).  กลวิธีการใช้คำในภาษาโฆษณาภาษาไทยทางโทรทัศน์ และนิตยสารไทย. หน้า 20-21.
(15) สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ.(2527) รายงานผลการสัมมนา :ภาษาไทยกับสังคมไทย หน้า309

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 413955
 เขียน:  
 อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า