ศรีปราชญ์ กวีเอกแห่งกรุงศรีอยุธยา


ศรีปราชญ์  กวีเอกแห่งกรุงศรีอยุธยา

  

     สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง  นับเป็นยุคทองแห่งวรรณคดี  มีกวีสำคัญหลายท่าน  เช่น  สมเด็จพระนารายณ์มหาราช  พระมหาราชครู  พระโหราธิบดี  และกวีคนสำคัญแห่งยุคนี้ “ศรีปราชญ์” 

     วรรณคดีเรื่องเด่นที่แต่งในสมัยนี้มีหลายเรื่อง  เช่น  สมุทรโฆษคำฉันท์ (พระมหาราชครูแต่งตอนต้น  สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงพระราชนิพนธ์ตอนกลาง  ส่วนตอนท้ายของเรื่องสมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงพระราชนิพนธ์ในสมัยรัชกาลที่  3)   จินดามณี  หนังสือแบบเรียนภาษาไทยเล่มแรก  แต่งโดยพระโหราธิบดี  และโคลงกำสรวลศรีปราชญ์  ผลงานของศรีปราชญ์ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าใช้ถ้อยคำสำนวนคมคาย  เป็นแบบฉบับของวรรณคดีประเภทโคลงดั้น

    คำประพันธ์ประเภทโคลงสี่สุภาพได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในยุคนี้  เรียกว่าสามารถเจรจาโต้ตอบกันเป็นโคลงทีเดียว  แม้แต่เด็กชายศรี บุตรชายพระโหราธิบดี ภายหลังได้เป็น "ศรีปราชญ์"ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 7 ขวบ(บางตำราว่า 9 ขวบ บางตำราก็ว่า 12 ขวบ) ยังสามารถต่อโคลงของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้

สมเด็จพระนารายณ์              อันใดย้ำแก้มแม่         หมองหมาย

                                      ยุงเหลือบฤๅริ้นพราย         ลอบกล้ำ

ศรีปราชญ์                    ผิวชนแต่จะกราย                ยังยาก

                                     ใครจักอาจให้ช้ำ                 ชอกเนื้อเรียมสงวน

ครั้งหนึ่งศรีปราชญ์แต่งโคลงกระทู้แล้วได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  เมื่อเดินกลับออกมานายประตูก็ทักทายศรีปราชญ์เป็นโคลง  ส่วนศรีปราชญ์ก็ตอบโต้เป็นโคลงดังนี้

นายประตู                        แหวนนี้ท่านได้แต่               ใดมา

ศรีปราชญ์                       เจ้าพิภพโลกา                     ท่านให้

นายประตู                        ทำชอบสิ่งใดนา                   วานบอก

ศรีปราชญ์                       เราแต่งโคลงถวายไท้          ท่านให้รางวัล

             เมื่อครั้งที่ศรีปราชญ์ได้รับพระราชทานนามว่า “ศรีปราชญ์”  ได้เจรจาโต้ตอบกับพระยาแสนหลวงเจ้าเมืองเชียงใหม่ดังนี้

พระยาแสนหลวง          รังศรีพระเจ้าฮื่อ                    ปางใด

ศรีปราชญ์                    ฮื่อเมื่อเสด็จไป                      ป่าแก้ว

พระยาแสนหลวง          รังศรีบ่สดใส                          สักหยาด

ศรีปราชญ์                    ดำแต่นอกในแผ้ว                  ผ่องเนื้อนพคุณ

    การโต้ตอบกันด้วยโคลงระหว่างศรีปราชญ์กับพระเยาวราช  เป็นที่มาของบทเพลงสุนทราภรณ์  เพลงพรานล่อเนื้อ  ที่แต่งในเวลา  300 ปีต่อมา 

พระยาเยาวราช          เจ้าอย่าย้ายคิ้วช่ำ          เมลืองมา

                            อย่าม่ายเมียงหางตา             ล่อเหล้น

                           จะมาก็มารา                            อย่าเหนี่ยว  นานเลย

                           ครั้นพี่มาอย่าเร้น                    เรียกเจ้าจงมา

ศรีปราชญ์                 เจ้าอย่าย้ายคิ้วให้            เรียมเหงา

                           ดูดุจนายพรานเขา                  ส่อเนื้อ

                           จะยิงก็ยิงเอา                           อกพี่  ราแม่

                           เจ็บไป่ปานเจ้าเงื้อ                   เงือดแล้วราถอย

 เพลงพรานล่อเนื้อ

              เจ้ายักคิ้วให้พี่   เจ้ายิ้มในทีเหมือนเจ้าจะมีรักอารมณ์        ยั่วเรียมให้เหงามิใช่เจ้าชื่นชม   อกเรียมก็ตรม ตรมเพราะคมตาเจ้า

            เรียมพะวักพะวง   เรียมคิดทะนง แล้วเรียมก็คงหลงตายเปล่า
ดังพรานล่อเนื้อ เงื้อแล้วเล็งเพ่งเอา    ยั่วใจให้เมา เมาแล้วยิงนั่นแล

            น้าวศรเล็งเพ่งเอาทุกสิ่ง   หากเจ้าหมายยิงก็ยิงซิแม่           ยิงอกเรียมสักแผล   เงื้อแล้วแม่อย่าแปรอย่าเปลี่ยนใจ

           เรียมเจ็บช้ำอุรา   เจ้าเงื้อเจ้าง่าแล้วเจ้าก็ล่าถอยทันใด        เจ็บปวดหนักหนาเงื้อแล้วราเลิกไป   เจ็บยิ่งสิ่งใดไยมิยิงพี่เอย  

 

ครั้งหนึ่งศรีปราชญ์ได้ทักทายพระสนมเป็นโคลงว่า

                         ไยแม่หิ้วนั้นใช่                    จักตก

               เอาพระกรมาปก                            ดอกไม้

              สองมือทาบตีอก                             ครวญใคร่  เห็นนา

              หัวยะยิ้มรอยให้                              พี่เต้าไปหา

พระสนมไม่พอใจจึงตอบโต้ศรีปราชญ์เป็นโคลงเช่นกัน

                       หะหายกระต่ายเต้น               ชมจันทร์

            มันบ่เจียมตัวมัน                                ต่ำต้อย

            นกยูงหากกระสัน                              ถึงเมฆ

            มันบ่เจียมตัวมัน                                ต่ำต้อยเดียรฉาน

ศรีปราชญ์ถูกพระสนมเปรียบเปรยเช่นนั้นจึงใช้โวหารยอกย้อนกลับเป็นโคลง ว่า

                    หะหายกระต่ายเต้น                   ชมแข

           สูงส่งสุดตาแล                                    สู่ฟ้า

          ฤดีฤดูแด                                             สัตว์สู่  กันนา

          อย่าว่าเราเจ้าข้า                                  อยู่พื้นเดียวกัน

                การใช้คารมตอบโต้กับพระสนมในครั้งนั้นทำให้ชีวิตที่กำลังรุ่งโรจน์ของศรีปราชญ์ต้องพลิกผัน   ศรีปราชญ์ถูกเนรเทศไปเมืองนครศรีธรรมราช  และจบชีวิตลงที่นั่น  ฝากไว้เพียงโคลงบทสุดท้ายในชีวิตกวีเอกแห่งกรุงศรีอยุธยา

                    ธรณีนี่นี้                                  เป็นพยาน

         เราก็ศิษย์มีอาจารย์                           หนึ่งบ้าง

         เราผิดท่านประหาร                            เราชอบ

         เราบ่ผิดท่านมล้าง                             ดาบนี้คืนสนอง

 

 

หมายเลขบันทึก: 405279เขียนเมื่อ 29 ตุลาคม 2010 10:48 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 ธันวาคม 2012 13:48 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (4)

ชอบตรงหะหายกระต่ายเต้น ชมแข.....ครับ

สวัสดีค่ะ  Ico32 คุณโสภณ เปียสนิท

   คารมคมคายระดับศรีปราชญ์ย่อมจะต้องโดนใจผู้อ่านเป็นธรรมดานะคะ  ดิฉันคิดว่าคนสมัยก่อนเจ้าคารม  ทั้งศรีปราชญ์  พระสนม  ข้าราชการ  จนแม้แต่ระดับนายประตู  สรุปได้ว่าโดยสายเลือดแล้วคนไทยนั้นเจ้าบทเจ้ากลอนค่ะ

จริงๆ บทที่เป็นทักทายพระสนมน่ะค่ะ ไม่ใช่นะคะ แต่เป็นการหยอกแกล้งคนแก่ต่างหากค่ะ ส่วนที่พระสนมโต้กลับนั้นคือตอนวันลอยกระทงซึ่งศรีปราชญ์กับพระสนมทะเลาะกันค่ะ

จริง ๆ แล้วไม่ใช่ 

มันบ่เจียมตัวมัน  ต่ำต้อยเดียรฉาน

แต่เป็น

มันบ่เจียมตัวน้อย   ต่ำต้อยเดียรฉาน  แก้หน่อยนะคะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท