เปรตขอส่วนบุญ


ประมาณ 5 ทุ่มกว่าๆ เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น พลันก็มีเสียงกรีดร้อง ที่เป็นเสียงแหลมเล็กดังโหยหวล ยาว สอดคล้องกับเสียงหอนอันโหยหวลชวนขนลุก สยองยิ่งนัก ของบรรดาสุนัขในหมู่บ้าน

เปรต ขอส่วนบุญ

      พอพูดถึงเปรต หลายคนคงนึกถึงละคร “เปรตวัดสุทัศน์” และถ้าจะพรรณนาถึงรูปร่างหน้าตาก็คงจะลำบากเพราะไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิต และคงไม่อยากเห็นอีกด้วย

      แต่ก็พอที่จะจินตนาการได้ว่า มันน่าจะมีรูปร่างที่สูงใหญ่ กว่าต้นตาล ตัวผอม มือโต เท้าโต ตาโต ปากเล็ก

      เขาว่าเปรตเป็นสัตว์นรกประเภทหนึ่งที่ เมื่อคราวเป็นมนุษย์ ได้กระทำความชั่วไว้มายมาก เมื่อตายไปจึงตกนรกเพื่อใช้เวรใช้กรรมที่ทำไว้

      แม่กับพ่อเคยเล่าให้ฟังครั้งหนึ่งว่า

      ในช่วงเข้าพรรษา ที่แม่แก่(ยาย) ต้องไปถือศีล โดยนอนอยู่ที่วัดหนึ่งคืน รวมกับคนอื่นๆ ในรุ่นราวคราวเดียวกัน ซึ่งคนที่ไปถือศีล หรือ “อุโบสถศีล” หรือ ศีลแปด ด้วยการนุ่งขาวห่มขาว ตอนเช้าก็ไปทำบุญเหมือนคนอื่นๆ ทั่วไป

      อ้อ! ลืมบอกไปว่า เขาไปเฉพาะวันพระเท่านั้น ก็จะมีวันพระแรม 8 ค่ำ แรม15 ค่ำ ขึ้น 8 ค่ำ ขึ้น 15 ค่ำ ประมาณนี้แหละ เช้าก็ไปทำบุญร่วมกับคนอื่นๆ ทั่วไป มีการ สมาทานศีล 5 ให้กับคนทั่วไป ถวายภัตราหารเช้า พระฉันเช้าเสร็จ ก็รับพร แล้วก็ส่วนใหญ่จะไปอยู่วัดในช่วงเข้าพรรษาเท่านั้นเหมือนกัน

      เมื่อรับพร ก็กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล กราบพระเสร็จ ก็กลับบ้าน

      แม่แก่(ยาย) ก็อยู่วัดต่อ รับศีลอุโบสถ ฟังเทศก์ ฟังธรรม

      หลังจากนั้น ก็ท่องหนังสือบ้าง พูดคุยกันบ้าง น่อนพักกันบ้าง

      11.00 น. หรือที่เรียกกันว่า “เพลน” ก็ตั้งวงกันกินข้าวกลางวัน ซึ่งบางคนไม่ยุ่งยาก ไม่มีการงานอะไร ก็ให้ลูกหลานเอาไปส่ง บางคนที่ไม่มีใครก็เตรียมมาเองตั้งแต่ตอนเช้า โดยการนำใส่ปิ่นโต มาพร้อมกันกับ ปิ่นโตที่จะเอามาทำบุญตอนเช้า

      เป็นภาพที่น่าดู ไม่ใช่เฉพาะช่วงที่ผู้ถือศีลนั่งล้อมวงกันกินข้าวกลางวันเพียงอย่างเดียว แต่ ลูกหลานที่เอาปิ่นโตไปส่งก็พลอยได้มีโอกาสที่จะได้พูดคุย ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบกันด้วย

      ตอนเย็นก็มีการสวดมนต์ เหมือนกับพระทำวัตรเย็น เป็นการทบทวนความจำกันไปในตัวบางคนที่ยังไม่แม่น (จำไม่ได้) ก็กางหนังสือท่องตามๆ กันไป

      ในช่วงเย็นลูกหลานก็นำเอาผ้าห่ม มุ้ง ไปส่งกันอีกรอบ ด้วยเพราะไม่ได้กินข้าวเย็นกัน ในช่วงนี้ไปจนถึงเข้านอน ก็จะต้มน้ำร้อน ชงชา หรือเครื่องดื่มอื่นๆ พูดคุยกัน จนประมาณ 3-4 ทุ่มก็เริ่มแยกย้ายกันเข้านอน

      ประมาณ 5 ทุ่มกว่าๆ เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น พลันก็มีเสียงกรีดร้อง ที่เป็นเสียงแหลมเล็กดังโหยหวล ยาว สอดคล้องกับเสียงหอนอันโหยหวลชวนขนลุก สยองยิ่งนัก ของบรรดาสุนัขในหมู่บ้าน

      แรกๆ ทุกคนก็นอนกันนิ่ง แม่แก่(ยาย) บอกว่า

      “คงไม่มีใครหลับแน่ๆ เพราะเสียงอันแหลมเล็ก ที่ดังติดต่อกันเป็นเวลานาน เป็นหลายอึดใจ”

      สักพัก ก็เริ่มมานั่งรวมกันอยู่ที่กลางศาลา ไม่เป็นอันหลับอันนอน จนตีสี่ ก็เริ่มสวดมนต์ทำวัตรเช้า และกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลกันเป็นพิเศษ

      แม่และพ่อที่อยู่บ้านก็ได้ยิน เหมือนกัน

      “คงจะได้ยินกันทั้งหมู่บ้าน ยกเว้นเด็กๆ ที่นอนหลับไม่ตื่นเท่านั้นแหละมั้งที่ไม่ได้ยิน”

      บ่ายวันต่อมาก็เริ่มีคนตายกัน ทีละคนสองคน

      ค่ำลงก็เข้าบ้านกันเงียบ

      แม่บอกว่า หมู่บ้านเย็น และวังเวง กันมากในช่วงนั้น

      พอมีคนตายติดต่อกันหลายศพ ผู้ใหญ่ กำนัน ก็เรียกประชุม และมีมติให้ทำบุญกลางบ้าน 7 วันติดต่อกันเพื่อเป็นการแผ่ส่วนบุญให้กับ ผีเปตร เพราะเชื่อกันว่า เปตรที่ออกมาร้องนั้นเป็น ผีเปตรของคนที่ตายไปแล้วไม่มีใครทำบุญส่งไปให้ ทำให้เกิดทุกขเวทนา มากจึงออกมาขอส่วนบุญ

      ในครั้งนั้นแม่เล่าว่ามีคนตายกันมากถึง 10 ศพ ติดต่อกัน เป็นที่น่าเศร้าสลดใจของคนในหมู่บ้าน

      คนที่ไม่เชื่อในเรื่องผีเปตร พอได้ยินในครั้งนั้น ต่างไม่มีใครพูดว่าไม่เชื่ออีกเลย

คำสำคัญ (Tags): #เรื่องเล่า
หมายเลขบันทึก: 381961เขียนเมื่อ 5 สิงหาคม 2010 12:06 น. ()แก้ไขเมื่อ 19 เมษายน 2012 11:13 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกันจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท