107 ปีแห่งรัก หมะเมียะ - เจ้าศุขเกษม

 รักต่างเชื้อชาติ รักอมตะที่ควรจดจำ 

                      107 ปีแห่งรัก หมะเมียะ – เจ้าศุขเกษม

                                  พ.ศ. 2446 – 2553

                          ตำนานแห่งรักอันอมตะของล้านนา

                                         ......................

                                             

            ตำนานรักเมื่อ 107 ปีที่ผ่านมา ยังอยู่ในความทรงจำของชาวเหนือมิรู้ลืม เป็นความรักที่อมตะ ระคนขมขื่นโศกเศร้าอาดูร ขับขานก้องกังวานผ่านบทเพลง “หมะเมียะ” ของศิลปินล้านนา จรัล มโนเพชร "....หมะเมียะเป๋นสาวแม่ก๊า..จาวพม่าเมืองเมาะละ  แหม่ง...งามล้ำเหมือนเดือนส่องแสง..คนมาแย่งหลงฮักสาว....หมะเมียะบ่เกยฮักไผ มอบใจ๋ฮื่อหนุ่มเจื้อเจ้า เป๋นลูกอุปราชท้าว...เจียงใหม่......

            เจ้าศุขเกษมเป็นบุตรชายคนโตของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าราชวงศ์ของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในสายที่จะได้เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ต่อไปภายหน้า

            ในเวลานั้น เชียงใหม่และเมืองอื่นๆในล้านนา มีระบบการปกครองของเจ้าผู้ครองนคร แต่เมืองต่างๆในล้านนามิใช่รัฐอิสระหากเป็นประเทศราชของสยาม สยามส่งขุนนางขึ้นไปควบคุมโดยตรงตั้งแต่ปีพ.ศ. 2416 และค่อยๆทำลายอำนาจของเจ้านายท้องถิ่นเป็นขั้นๆ จนเมื่อมั่นใจว่า ล้านนาสิ้นแรงต่อต้านแล้วจึงยกเลิกฐานะประเทศราชของล้านนาและได้ผนวกดินแดนล้านนาเป็นส่วนหนึ่งของสยามในปีพ.ศ. 2442

            ส่วนหญิงสาววัย 16 ปีชื่อหมะเมียะ (คนท้องถิ่นออกเสียง “เมียะ” พยางค์เดียว) เป็นคนเมืองเมาะละแหม่ง (เมืองท่าสำคัญของพม่า) เธอเป็นแม่ค้าขายบุหรี่ในตลาดกลางเมือง ทั้งสองพบกันและรักกันที่เมืองเมาะละแหม่ง ฝ่ายชายถูกส่งไปเรียนหนังสือที่นั่นเมื่ออายุ 15 ปี ซึ่งตรงกับพ.ศ. 2441 จากนั้นราวเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446 ทั้งสองก็หอบหิ้วกันมายังบ้านเกิดของฝ่ายชาย แต่เนื่องจากฝ่ายชายไม่ได้แจ้งเรื่องรักให้เจ้าพ่อเจ้าแม่ และยังไม่ได้รับอนุญาตให้รักกันและครองรักกัน สาวน้อยจึงต้องปลอมตัวเป็นชายร่วมทางมาด้วย

            เมื่อความล่วงรู้ไปทั่วคุ้มว่าเจ้าน้อยศุขเกษมมีเมียเป็นชาวพม่า และพากลับมาโดยไม่ได้รับอนุญาต ความขัดแย้งทางความคิด ความไม่พอใจจึงเกิดขึ้น ทั้งในหมู่เจ้านายล้านนาและขุนนางชาวสยามที่ได้แผ่อำนาจและบารมีเหนือสองฝั่งน้ำแม่ปิง

            ปราณี ศิริธร ได้เขียนถึงโศกนาฏกรรมของหนุ่มสาวคู่นี้ในหนังสือ “เพ็ชรลานนา” เล่ม 2 หน้า 228-229 ไว้ว่า

            “แล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่ถูกพลัดพรากจากกันจนชั่วชีวิต มันเป็นเช้าของเดือนเมษายน พ.ศ. 2446 เจ้านายข้าราชการและประชาชนรวมทั้งชาวพม่า มอญ เงี้ยว ต่องสู้ ที่ทราบข่าวการตัดสินใจเดินทางกลับเมาะละแหม่งของหมะเมียะยอดหญิงของทายาทเจ้าอุปราชผู้ยอมหลีกทางให้เพราะแรงกดดันทางการเมืองและเพื่อความสุขสวัสดิ์สถาพรและอนาคตของสามีอย่างน่าสรรเสริญต่างก็จับกลุ่มเดินมุ่งสู่ประตูหายยา ซึ่ง ณ ที่นั่นขบวนช้างอันเป็นพาหนะและคนติดตามควบคุมขบวนและเสบียงกรังได้ไปรอคอยอยู่ เสียงสนทนาพาทีของประชาชนเซ็งแซ่ล้วนแต่สงสารเอ็นดูสาวน้อยวัย 16 ปี ผู้มีกรรมจำพราก ท้าวบุญสูงผู้มีหน้าที่ไปรับตอนเดินทางมาแต่แรกต้องรับภาระนี้อีก ควบคุมลูกหาบประมาณ 20 คน รวมทั้งช้าง 3 เชือก ทุกคนรอการมาถึงของหมะเมียะด้วยความกระสับกระส่ายกระวนกระวายใจ ต่างใคร่เห็นรูปโฉมโนมพรรณของสาวพม่าที่ร่ำลือกันว่างามแสนงาม

            สักครู่ใหญ่ รถม้าของคุ้มอุปราชก็ค่อยๆชะลอมาหยุดกึกลงหมะเมียะในชุดแต่งกายพม่า มีผ้าคลุมผมก้าวลงจากรถก่อน ตามติดด้วยเจ้าน้อยศุขเกษม ทั้งคู่มีหน้าตาหมองคล้ำ ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะปิดบังหรือละอายใจ ถึงแม้ประชาชนจะห้อมล้อมมุงดูอยู่รอบด้านมืดฟ้ามัวดิน

            เจ้าน้อยศุขเกษมเองก็พลอยสะอื้นตื้นตันใจ คร่ำครวญสุดแสนอาดูรจนท้าวบุญสูงมาเตือนครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าถึงเวลาจะเคลื่อนขบวนเดินทาง นั่นแหละทั้งสองจึงยอมแยกจากการโอบกอดกัน

            แม้จะขึ้นไปบนกูบช้างแล้วก็ตาม หมะเมียะก็ขอลงมาหาเจ้าน้อยศุขเกษมอีกจนได้ เธอคุกเข่าลงกับพื้นก้มหน้าสยายผมออกเช็ดเท้าสามีด้วยความรักอาลัย เรียกน้ำตาของเจ้าน้อยศุขเกษมให้ไหลลงนองอาบสองแก้ม แล้วก็โผเข้ากอดรัดกันอีก

            เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงซึ่งเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาประชาชนทั้งชายหญิง ทำให้ผู้ที่มีจิตใจไม่เข้มแข็งกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เหมือนกัน ท้าวบุญสูงต้องอึดอัดใจอย่างยิ่ง เพราะไหนจะต้องปลอบใจหมะเมียะกลับขึ้นไปบนหลังช้าง ไหนหมะเมียะจะดึงดันกลับลงมาอีกเป็นหนที่สองวิ่งเข้าสู่อ้อมกอดเจ้าน้อยศุขเกษมอีก กว่าขบวนจะออกเดินทางได้ก็เลยกำหนดเวลาไปนานอีกโข

            เจ้าน้อยศุขเกษมยืนเหม่อมองดูจุดเล็กๆที่ขยับเขยื้อนได้ โดยมีหมะเมียะเหลียวมองด้านหลังจากบนหลังช้างนั้นตลอดเวลาจนลับจากสายตา จึงกลับสู่คุ้ม

            ประชาชนชาวเชียงใหม่ ไม่มีโอกาสได้ประสบพบเห็นความรักต่างแดนอันลงเอยด้วยความโศกสลดรันทดใจมาก่อน และไม่มีโอกาสจะพบเห็นอีกแล้วในประวัติศาสตร์ของเวียงพิงค์...”

            ชีวิตรักอันรันทดของเจ้าน้อยศุขเกษม และหมะเมียะจบลงแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2446 อันเป็นปีที่ทั้งสองเดินทางกลับถึงเชียงใหม่และถูกพรากจากกันไม่นานหลังจากนั้น ทั้งสองถูกแยกจากกันและไม่ได้พบกันอีก สำหรับหมะเมียะเป็นความทุกข์โทมนัสจนต้องเข้าหาธรรมะเพื่อดับทุกข์ ยอมรับและเข้าใจความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต และรับรู้ว่าจิตของคนเราควรจะเป็นอย่างไร ในสภาพภายนอกที่เราไม่อาจควบคุมได้ทั้งหมด นั่นก็คือการทำจิตใจและเข้าใจต่อชีวิต ต่อคนรัก ต่อโลกรอบๆของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่มีอายุ 16-17 ปี ขณะจะบวชเป็นชี และบวชตราบจนสิ้นลมใน 58 ปีให้หลัง

            เมื่อปี พงศ. 2446 หรือ 107 ปีที่แล้ว ทั้งสองถูกแยกจากกันและไม่ได้พบกันอีก แม้หมะเมียะจะได้บวชชี หลังจากทราบข่าวว่าเจ้าน้อยแต่งงานกับเจ้าหญิงบัวชุม และต่อมาเธอได้เดินทางไปยังเมืองเชียงใหม่เพื่อร่ำลาเจ้าน้อย เจ้าน้อยศุขเกษมน่าจะรู้สึกผิดและเจ็บปวดอย่างที่สุด จึงไม่อาจทำใจออกมาพบหญิงคนรักได้ ได้แต่ฝากของที่ระลึกให้เป็นเงิน 800 บาทและแหวนอีก 1 วง

            อีก 10 กว่าปีให้หลังเจ้าน้อยศุขเกษมก็ได้เสียชีวิตด้วยพิษสุราเมื่ออายุได้ 33 ปี หลังจากตรอมตรมอย่างหนักจากการพลัดพรากผู้เป็นที่รัก และหมะเมียะก็สิ้นชีวิตอีก 59 ปีให้หลังเมื่ออายุได้ 75 ปี สำหรับเจ้าน้อยศุขเกษมแล้วชีวิตของเขาจบสิ้นแล้วตั้งแต่ปีนั้น ปีที่เขาถูกการเมืองเข้าทำลายความรัก และเขาได้ละเมิดคำสัญญาที่เขามีไว้กับหญิงสาวที่เขารัก ทั้งหมดเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นใกล้ตัวเราทั้งหลายที่เมืองเมาะละแหม่ง ผ่านแม่สะเรียง ฮอด จอมทอง สันป่าตอง หางดงและตัวเมืองเชียงใหม่

            อัฐของคนทั้งสอง ลูกหลานสกุล ณ เชียงใหม่ ได้นำมาไว้ในกู่ของราชสกุล ณ เชียงใหม่ที่วัดสวนดอก เพื่อสานฝันให้เธอได้กลับมาอยู่ใกล้คนรักและให้ทุกคนได้ตระหนักรู้ถึงความรักอันอมตะที่ยิ่งใหญ่ของคนทั้งสองตลอดไป

           ในโอกาส 107 ปี ของตำนานรักอันอมตะนี้ คนล้านนา สยาม และพม่า คงได้พิสูจน์บทเรียนแล้วว่า ความรักนั้นยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด ไม่มีกำแพงแห่งเชื้อชาติ ภาษา ประเพณี หรือการเมืองใดจะขวางกั้น และแม้วันเวลาจะผ่านไป 1 ศตวรรษแล้ว ความรักนั้นไม่เพียงแต่ยังคงทรงพลังเช่นนั้น แต่ดูเหมือนจะเปี่ยมพลังยิ่งขึ้น และสร้างความมหัศจรรย์ใจยิ่งกว่าเดิม

           อาจารย์เก            

                                              .....................

 

อ้างอิง  

             ธเนศวร์   เจริญเมือง, 100 ปีแห่งรักหมะเมียะ-เจ้าศุขเกษม (พ.ศ.2446-2546)                        สถาบันพัฒนาเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 2546 เชียงใหม่: หจก.เชียงใหม่โรงพิมพ์แสงศิลป์

           

           

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 356442
 เขียน:  
 ความเห็น: 19  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า

ความเห็น

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร
เขียนเมื่อ Thu May 06 2010 15:51:08 GMT+0700 (ICT)

ท่าน ศน.เก ครับ

ผมสนใจ ยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษา ที่เเม่ฮ่องสอน ไม่ทราบว่าผมจะต้องไปหาข้อมูลเหล่านี้ที่ไหนครับผม?

นายรักษ์ ปริกทอง
เขียนเมื่อ Thu May 06 2010 23:38:02 GMT+0700 (ICT)

เรียน ท่านอาจารย์ เก

ผมสนใจและชอบเรื่องของ หมะเมียะ มากๆ เป็นการให้ความสำคัญและเพิ่มคุณค่าในเรื่องของความรัก ซึ่งคนในปัจจุบันมีน้อยมากหรือแทบจะไม่มี เรื่องนี้สอนใจคนได้มาก หลายมิติ ปัญหาความแตกต่างทางสังคมและชนชั้น ความซื่อสัตย์ต่อความรัก มนุษย์นั้นหากรักคนอื่นมากกว่าตนเอง สังคมก็คงจะมีแต่สันติสุข แต่สังคมปัจจุบัน คนส่วนมาก รักตัวเองมากกว่ารักคนอื่น ถ้ารู้จักที่จะให้ ถ้ารู้จักที่จะรัก ถ้ารู้ที่จะเสียสละ ก็จะได้รับความรักที่แท้จริง

ด้วยความปรารถนาดีจาก นายรักษ์ ปริกทอง ชมรมคลังปัญญา สวัสดีครับท่านอาจารย์

อาจารย์เก
เขียนเมื่อ Fri May 07 2010 10:46:23 GMT+0700 (ICT)

คุณจตุพร

ไปขอข้อมูลที่สำนักงานจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นยุทธศาสตร์ใหญ่ ทำกันหลายระยะกว่าจะเสร็จ ผมได้ไปทำหน้าที่แทนผอ.เขต ครั้งหนึ่ง หรือลองเข้าwebของจังหวัดแม่ฮ่องสอนอาจจะมีในนั้น

อาจารย์เก

อาจารย์เก
เขียนเมื่อ Fri May 07 2010 10:57:15 GMT+0700 (ICT)

คุณรักษ์ครับ

ผมสนใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่า ผมนำเรื่องหมะเมียะเล่าเป็น "เรื่องเล่าเร้าพลัง"ให้กับนักศึกษาวิทยาลัยชุมชน ในการสอนประวัติศาสตร์เมืองยวมใต้ (เมืองแม่สะเรียง)เมืองหน้าด่านที่สำคัญของล้านนา ปรากฏว่านักศึกษาชอบมาก เรื่องนี้สอนคนรุ่นหลังในหลายแง่มุม แง่มุมที่สำคัญคือ การเมืองทำลายความรัก ไม่ว่ายุคไหนๆ การเมืองทำลายความรักความสามัคคี คุณรักษ์ว่าจริงไหมครับ

อาจารย์เก

บุษรา
เขียนเมื่อ Thu May 13 2010 11:33:25 GMT+0700 (ICT)
  • สวัสดีค่ะ
  • แวะมาทักทายในวันหยุดนักขัตฤกษ์  สบายดีนะค่ะ
  • วันนี้บุษราได้นำภาพสายน้ำเย็น ๆ มาฝากกันค่ะ         

                                                                              

อาจารย์เก
เขียนเมื่อ Wed May 26 2010 14:47:24 GMT+0700 (ICT)

คุณบุษราครับ

ขอบคุณที่นำภาพสวยๆมาฝาก บางครั้งเครียดกับงาน บางครั้งเหงาๆ บางครั้งว้าวุ่นใจ บางครั้งตัดสินใจไม่ได้ นอนแช่น้ำเย็นๆดูเหมือนทุกอย่างดีขึ้น เป็นวิธีจัดการกับชีวิตตนเองที่ค้นพบ ยิ่งอายุมากดูเหมือนโลกยิ่งกว้างขึ้นนะหนู แบก.... วาง....แล้วปลง ทุกอย่างก็ดีขึ้นครับ

อาจารย์เก

บุษรา
เขียนเมื่อ Wed May 26 2010 14:49:29 GMT+0700 (ICT)
  • สวัสดีค่ะ
  • แวะมาเรียนเชิญอาจารย์ไปชม "สุดยอดส้วม...โรงพยาบาลพะโต๊ะ" ค่ะ
  • ขอบคุณค่ะ

                   

บุษรา
เขียนเมื่อ Wed May 26 2010 15:30:52 GMT+0700 (ICT)
  • สวัสดีค่ะ อาจารย์เก
  • ยินดีมาก ๆ ค่ะที่อาจารย์แวะไปเป็นกำลังใจให้งานเขียนของบุษราถึง 2 เรื่องซ้อน ๆ เกิดเป็นเป็นคนชาติหนึ่ง จะทำอะไรเพื่อทดแทนบุญคุณผู้มีพระคุณ ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ องค์กร และประเทศชาติ  เท่าที่จะทำได้ บุษราจะเป็นคนดี ด้วยการคิดดี พูดดี ทำดี ตลอดไปค่ะอาจารย์
  • ขอบพระคุณนะค่ะ

                         

อาจารย์เก
เขียนเมื่อ Thu May 27 2010 09:07:45 GMT+0700 (ICT)

เธอคือเทียนเล่มหนึ่งของประเทศไทย ที่ส่องสว่างอยู่ท่ามกลางป่าเขา และความขาดแคลน ลุงเกภูมิใจในตัวเธอมาก บุคคลเช่นเธอหายากมากในสังคมปัจจุบัน เธอลองคิดดูก็แล้วกัน ถ้าประเทศชาติของเรามีแต่บุคคลเช่นเธอ มีหรือจะวุ่นวายอย่างนี้ มีหรือจะแย่งกันเป็นใหญ่ มีหรือจะแย่งกันโกง มีหรือจะแย่งกันฉกฉวย หรือมีจะฆ่าแกงกัน ไม่มีหรอกครับ ลุงเกก็เสียใจอยู่เหมือนกันที่ปั้นคนคุณภาพให้ประเทศชาติไม่ได้ดั่งใจคิด (เคยคิดนะว่า ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในประเทศหากมีคนไตเข้าไปเกี่ยวข้องและสร้างปัญหาลุงเกจะขออาสาไปเกลี้ยกล่อมเขาเอง) แต่ก็ไม่มี เลยรอดตัวไป มีแต่พวกเขมร

เธอใช้ภาษาไทยได้ดีมาก ลองเขียนเรื่องสั้น หรือเรื่องยาวดูสิ ลุงเกว่าเธอเขียนได้ดีแน่นอน ขอบคุณมากครับ

อาจารย์เก

บุษรา
เขียนเมื่อ Tue Jul 06 2010 19:16:07 GMT+0700 (ICT)
  • สวัสดีค่ะ
  • แวะมาทักทายด้วยความระลึกถึง สบายดีนะคะ
  • วันนี้บุษราได้นำภาพดอกไม้สวย ๆ มาฝากกันค่ะ
  • ขอบคุณค่ะ

                         

อาจารย์เก
เขียนเมื่อ Wed Jul 14 2010 14:46:16 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณมากครับ

ลุงเก

เพชรลดา
เขียนเมื่อ Wed Jul 14 2010 15:16:21 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะอาจารย์เก

ได้อ่านเรื่องหมะเมียะ แล้วรู้สึกคุ้นๆใช่ที่ช่อง 7 นำมาทำละคร ที่สุวนันท์แสดงหรือเปล่าคะ ถ้าใช่จำได้ว่าตอนนั้น น้ำตาท่วมจอเลยค่ะ มีคำหนึ่งที่ยังจำได้ตลอดคือตอนที่เรียกหาหมะเมียะค่ะ ร้องว่า หมะเมียะเอ้ยหมะเมียะ ........ ประมาณนี้แหละค่ะ บางครั้งก็ยังติดปากพูดอยู่เลยค่ะเวลาเรียกหาใครที่เราต้องการพบ พอได้อ่านเรื่องราวแล้วน่าเศร้ากับความรักของทั้งคู่จัง อิทธิพลทางการเมืองเนี่ย ร้ายแรงและยิ่งทวีคูณขึ้นมากเชียวนะคะ คิดว่าเมื่อไหร่หนาคนเราจะเพียงพอพอเพียงและสงบสุขแบบไม่เครียดสักที่หนอ พุทธทำนายแม่นจริงๆ ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ

บุษรา
เขียนเมื่อ Wed Aug 11 2010 07:51:56 GMT+0700 (ICT)
  • สวัสดีค่ะ
  • วันแม่ที่ใกล้จะถึงนี้ ขอส่งความรักและความระลึกถึงด้วยบทกลอนเพราะ ๆ จาก internet มาฝากกันค่ะ
    สตรีใด…….ไหนเล่า………..เท่าเธอนี้
    เป็นผู้ที่ …………..ลูกทุกคน………บ่นรู้จัก
    เป็นผู้ที่ ……………มีพระคุณ………การุณนัก
    เป็นผู้ที่ …………..สร้างความรัก…..สอนความดี
    เป็นผู้ที่……………คอยสั่งสอน…….เอาใจใส่
    คอยห่วงใย….……เราทุกคน………จนวันนี้
    เปรียบแสงทอง……สว่างล้ำ……….นำชีวี
    เธอคนนี้…………..คือ ” แม่ ”……..ของเราเอง

                                  

ไกรสิทธิ์ เกษี
IP: xxx.143.153.217
เขียนเมื่อ Wed Aug 11 2010 10:51:22 GMT+0700 (ICT)

     สวัสดีครับ ครูใหญ่ รู้สึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสเรียนรู้วิธีการทำงานในโรงเรียนกับพี่ ทั้งที่พี่คือครูใหญ่ที่เป็นผู้บังคับบัญชาคนแรก ผมยังจดจำอยู่ตลอดเวลา ว่าวิถีของผมช่างแตกต่างจากคนอื่นๆอีกตั้งมากมาย ทุกคนต้องเดินทางไปโรงเรียนเพื่อรายงานตัวเข้ารับตำแหน่งทำหน้าที่ที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้ง แต่นายไกรสิทธิ์ เกษี กลับยื่นหนังสือรายงานตัวให้ครูใหญ่ที่หน้า สปอ.เมืองแม่ฮ่องสอน โดยคำแนะนำของป้ากิ่งทอง ซึ่งตอนนั้น ผมเองยังไม่แน่ใจว่าใช่ครูใหญของเราจริงๆหรือเปล่า ยื่นหนังสือไปแล้วยังเป็นกังวลอยู่ตั้งหลายวัน หลังจากยื่นหนังสือให้พี่แล้วก็ซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซด์คุณครูสุรศักดิ์ ทรัพย์ศรี ไปทำหน้าที่สอนเด็กบ้านหมากกาวยอน กว่าผมจะได้ไปทำหน้าที่ตามที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งจริง ต้องวนเวียนไปอยู่บ้านห้วยตองไปเรียนรู้การทำงานกับท่านครูใหญ่ อุทัย คำกลาง(ตอนนั้นชอบเย้าแหย่กันเล่นๆว่า..คลำกลาง หรือ คากลาง)ผ่านไปอีก หนึ่งปี จึงได้เดินทางถึงไม้สะเป่(21 พฤษภาคม 2531)แต่วันนั้นครูใหญ่เกของผมเปลี่ยนไปแล้ว กลายเป็นครูใหญ่แม้ว ..ทับทิม กวีวัฒน์..เรียบร้อย

     วันนี้ผมได้อ่านเรื่องราวที่คุณพี่ได้ถ่ายทอดแล้วยังนึกเสียดายเวลา ไปอยู่ตั้งหกปีกว่าเพิ่งจะรู้เรื่องหมะเมียะวันที่มานั่งอยู่สระบุรี ได้ฟังเพลงก็บ่อยครั้งแต่ก็ไม่เคยใส่ใจที่จะศึกษาเรื่องราว เพื่อถ่ายทอดไปสู่นักเรียนที่เราสอนเลย มานึกได้อีกที่ก็ค่อนข้างสายแล้วครั้นจะเอามาเล่าให้นักเรียนสระบุรีฟังก็คงจะไม่ซึ้งสักเท่าไร แต่สำหรับผมแล้วซาบซึ้งในความรักของทั้งสองท่านที่สุด

   ต้องขอบคุณพี่มากๆ ที่นำสิ่งดีๆหลายอย่างมาเผยแพร่ และที่สำคัญพี่เป็นกำลังใจให้กับทุกคนเลย ผมอ่านทุกกระทู้ของพี่แล้ว แต่ขอเขียนกระทู้นี้ก่อน แล้วจะเวียนมาเยี่ยมบ่อยๆครับ คุณพี่สบายดีนะครับ   ...ไกรสิทธิ์  เกษี...สพท.สระบุรี 1

บุษรา
เขียนเมื่อ Thu Nov 25 2010 13:20:33 GMT+0700 (ICT)
  • สวัสดีค่ะ
  • บุษราแวะมาทักทายอาจารย์ค่ะ สบายดีนะค่ะ
  • ขอบพระคุณค่ะ

                                           

ประเสริฐ ประดิษฐ์
IP: xxx.143.190.34
เขียนเมื่อ Thu Dec 02 2010 13:06:01 GMT+0700 (ICT)

คุณครูไกรสิทธิ์ครับ

ยังคิดถึงคุณครูอยู่เลยครับ คนเก่าๆที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกันลุงเกไม่เคยลืมเลยครับ หลายคนไปดีมีอนาคตไกล ส่วนลุงก็ยังเป็นขวัญใจชาวดอยอยู่เหมือนเดิม ลืมดอยไม่ลง......

ลุงเก

คุณบุษราครับ

ขอบคุณครับที่มาเยี่ยม ผมไม่ได้เข้าบล็อคนานแล้ว ภาระงานอื่นมันเยอะครับ ขอบคุณอีกครั้งที่ยังนึกถึงคนไกล....

ลุงเก

บุษรา
เขียนเมื่อ Mon Jan 17 2011 20:40:05 GMT+0700 (ICT)
  • สวัสดีค่ะ
  • บุษราแวะมาเยี่ยมเยียนอาจารย์ค่ะ
  • ขอบพระคุณค่ะ

                                 

นายประเสริฐ ประดิษฐ์
IP: xxx.143.190.34
เขียนเมื่อ Mon Jan 24 2011 15:10:21 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณครับ คุณบุษบา มิตรทางไกลที่แสนดีเสมอ

ลุงเก

อาจารย์เก
เขียนเมื่อ Thu May 24 2012 09:29:26 GMT+0700 (ICT)

คุณเพชรลัดดาครับ ผมตอบกระทู้ช้าไปหน่อย ต้องขอโทษด้วยครับ ผมดูหนังเรื่องหมะเมี๊ยะที่คุณเพชรลัดดาเล่าถึง ติดตามเกือบทุกตอน เพิ่งจบไปเมื่อคืนนี้เอง ผมรู้สึกว่าผู้สร้างยังไม่อินน์กับเรื่องเท่าไหร่ มันจึงดูแปล่งๆ ทั้งภาษาพูด เนื้อเรื่อง อ่านประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์จะอินน์กว่าครับ เหมือนมีสิ่งมาดลใจ ให้วิถีชีวิตเป็นเช่นนั้น ประสบการณ์จริงกำลังเกิดขึ้นกับเรา ผมกำลังศึกษาเรียนรู้อยู่ว่า เป็นเพราะอะไร ทำไมต้องมาเกิดขึ้นกับเราด้วย แปลกไหมครับ (เล่าเพียงเท่านี้แหละนะ) ขอบคุณมากครับ อาจารย์เก

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์