ซอมบี้

ภาพประกอบ
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด

ว่ากันว่าซอมบิมีต้นกำเนิดมาจากประเทศเฮติ ซึ่งอยู่ในหมู่เกาะอินดิสตะวันตก ทวีปอเมริกาเหนือ ส่วนใหญ่ชาวเฮติสืบเชื้อสายมาจากทาสผิวดำชาวแอฟริกัน ตั้งแต่ศตวรรษที่17 ทาสเหล่านี้ถูกนักค้าทาสชาวฝรั่งเศส พามาจากทวีปแอฟริกา และมาใช้แรงงานในไร่อ้อย ซึ่งเป็นพืชที่ทำรายได้มากในสมัยนั้น นอกจากการสืบเชื้อสายแล้ว ยังมีลัทธิความเชื่อที่สืบทอดต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน โดยมีความเชื่อที่ฝังรากลึกในหมู่ชาวเฮติคือ ลัทธิวูดู



เฮติดินแดนแห่งซอมบี้


เฮติ (Haiti) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐเฮติ (Republic of Haiti) เป็นประเทศหนึ่งในทวีปอเมริกาเหนือ ตั้งอยู่บนเกาะฮิสปันโยลาในทะเลแคริบเบียน โดยมีเกาะเล็ก ๆ ใกล้เคียงด้วย คือ ลาโกนาฟว์ (La Gonâve) ลาตอร์ตู (La Tortue) เลกาเยอมีต (Les Cayemites) อีลาวาช (Île à Vache) ลากรองด์เก (La Grande Caye) และนาวาส (Navasse) โดยประเทศเฮติแบ่งครึ่งเกาะฮิสแปนิโอลากับสาธารณรัฐโดมินิกัน มีพื้นที่ 10,714 ตารางไมล์ (27,750 ตารางกิโลเมตร) มีเมืองหลวงคือกรุงปอร์โตแปรงซ์

อดีตเอติคือตกอาณานิคมของฝรั่งเศส จนประกาศเอกราชในปี พ.ศ. 2347 ใช้ชื่อประเทศว่าเฮติ ซึ่งมาจากชื่อเกาะในคำอาราวักเก่าว่า อายิตี (Ayiti) โดยถือว่าเป็นประเทศเอกราชแห่งที่ 2 ในทวีปอเมริกา (รองจากสหรัฐอเมริกา) และเป็นสาธารณรัฐเอกราชของคนผิวดำแห่งแรกของโลกอีกด้วย แต่ทั้ง ๆ ที่เก่าแก่และมีอายุยาวนาน เฮติกลับเป็นชาติที่ยากจนที่สุดในซีกโลกตะวันตก

ประเทศไฮติขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่เรียกได้ว่ามีโรคระบาดเกิดขึ้นบ่อยมาก อันเนื่องมากจากขาดหลักสุจอนามัยที่ดีพอในการดำรงชีวิต ทำให้อายุไขเฉลี่ยของประชาชนในประเทศนี้ลดลง คือมักตายก่อนวัยอันควร โดยเมื่อมีคนตายศพของผู้ตายมักนิยมเอาไปฝังในสุสานที่ตกแต่งสวยงาม เนื่องจากมีความเชื่อว่า ยิ่งสุสารมีความสวยงามมากขึ้นเท่าไร ผู้ตายยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ญาติของผู้ตายกลัวจับใจ.................................

นั้นคือการขโมยศพเพื่อทำซอมบี้ของสิทธิวูดู
ซอมบี้นั้นในภาษาพื้นเมืองไฮติเขาเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า "โบโกร์" (Bokor).. ซอมบี้เป็นทาสผีดิบของหมอผี หรือผู้ทรงไสยดำ ผู้ที่มีอำนาจ (เชื่อว่าเป็นอำนาจจากนรก) เรียกเอาคนตายกลับขึ้นมาจากหลุมศพ..ซอมบี้เป็นเพียงศพที่เดินได้มันกินอาหารได้ อาหารที่กินเป็นอาหารพิเศษที่หมอผีจัดหามาให้ มันมีลมหายใจคล้ายคน มันต้องขับถ่าย มันพูดได้ แต่ส่วนมาไม่ได้พูดภาษาคน และมันสามารถได้ยินเสียงหรือรับรู้คำสั่งของหมอผีได้แสดงว่ามันมีชีวิต แต่มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปราศจากความทรงจำใด ๆ ทั้งสิ้น มันไม่รู้จักชีวิตของตัวมันเอง มันไม่มีความรำลึกของอดีตใด ๆ เกี่ยวกับตัวมันเอง มันไม่เคยเข้าใจสภาพ หรือสถานภาพใด ๆ เกี่ยวกับตัวมันเอง มันไม่รู้จักความเจ็บปวดหรือความกลัว..พูดง่าย ๆ ซอมบี้ เป็นเสมือนหุ่นยนต์ที่มีเลือดเนื้อ เหมือนเครื่องจักรชีวอย่างไงอย่างนั้นนั่นเอง

ชนเผ่าชาไฮติแทบทุกคนรู้จักความชั่วร้ายแห่งไสยดำวูดูเป็นอย่างดี และพวกเขาก็รู้จักซอมบี้ว่ามันมีจริง มันเป็นศพคืนชีพ ทาสรับใช้ของหมอผีหรือผู้มีอำนาจทางไสยดำวูดู พวกชาวบ้านธรรมดาจะสามารถแยกซอมบี้ออกจากหมู่คนธรรมดาได้ทันทีที่ได้เห็น

กล่าวกันว่า พวกซอมบี้มักจะมีท่าทางการเดินเหินไม่เหมือนคนธรรมดา การเดินของซอมบี้จะโยกเยกตัวไปมามากกว่าคนธรรมดา คล้ายกับว่ามันเป็นเครื่องจักรกลที่เดินได้ มันมีสายตาที่เหม่อลอย ดวงตา ที่ปราศจากแวดของชีวิต และยังกล่าวกันว่า ซอมบี้มีเสียงหายใจที่ดัง และมีจังหวะการสูดลมหายใจเข้าออกข้าเร็วต่างกับคนธรรมดา

ชาวบ้านธรรมดาในไฮติโดยทั่วไปไม่มีใครกลัวซอมบี้ เพราะไม่เคยปรากฏว่า ซอมบี้ทำอันตรายได้เลย แต่ก็ไม่มีใครกล้ายุ่งเกี่ยวข้องกับซอมบี้ ถ้าเผอิญ ไปเจอมันเข้า สิ่งที่พวกเข้าทุกคนกลัวที่สุดไม่ใช่ซอมบี้ แต่พวกเขากลัวเป็นซอมบี้ กลัวว่าญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงคนที่รู้จัก และตัวเองเมื่อตายไปแล้วจะกลายเป็นซอมบี้ พวกเขาไม่กล้ารับหน้าหรือให้การต้อนรับซอมบี้ผู้มาเยือน ไม่ว่าซอมบี้นั้นจะเคยเป็นพ่อ แม่ พี่น้อง หรือ ใครที่เคยรู้จักสนิทสนมด้วยในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่

ในการทำพิธีฝังศพญาติพี่น้องของตน ชาวไฮติมีพิธีกรรมที่เรียกว่า "ทำให้ตายครั้งที่สอง" เพื่อป้องกันมิให้ศพกลับลุกขึ้นมาเป็นซอมบี้

แม้แต่คนที่ยากจนไม่มีเงินจะทำพิธีศพญาติของตน ยังต้องไปนำก้อนหินขนาดใหญ่ ๆ มาทับหลุมฝังศพเพื่อป้องกันมิให้ศพญาติที่ฝังไว้ลุกกลับขึ้นมา

บางครั้งญาติผู้ตายต้องผลัดกันนั่งเฝ้าอยู่ปากหลุมศพ เฝ้ากัน 24 ชั่วโมง ทั้งวันทั้งคืนไม่ให้คลาดสายตา เป็นเวลานับเดือน ๆ จนกว่าจะแน่ใจว่าศพในหลุมที่ฝังไว้นั้นเน่าสลายไปหมดแล้ว เพราะกลัวว่าศพอาจคืนชีพเป็นซอมบี้กลับขึ้นมาใหม่นั่นเอง

ในพิธีฝังศพของผู้มีเงินหน่อย จะต้องนำสิ่งของต่าง ๆ เช่นลูกปัดหินหลากสี ด้ายสีต่าง ๆ หลายหลอด พร้อมกับเข็มเย็บผ้าหลายโหล และเมล็ดพืชเล็ก ๆ บางชนิดอีกหลายร้อยหลายพันเม็ดใส่ไว้ในโลงศพของผู้ตายด้วย สิ่งของต่าง ๆ ดังกล่าวจะต้องผ่านพิธีการปลุกเสกลงของเสียก่อนโดยผู้ทรงคุณทางไสยขาว (white magic ) วิชาลึกลับใช้เวทมนต์ในทางที่ดีทำเครื่องรางของขลังป้องกันภัยอันตรายหรือปลุกเสกเมตรามหานิยมฯลฯก่อนการปิดปากโลงศพ และฝังกลบไว้ในป่าช้า เชื่อกันว่า ถ้าศพคืนชีพขึ้นมามันจะไม่ลุกออกมาจากโลง เพราะมัวแต่เล่นสิ่งของเหล่านั้นจนเพลินนั้นเอง

บางครั้งมีการใส่มีดที่ลงของลงคาถาไว้ในโลงด้วยหลายเล่ม เพื่อว่าศพคืนชีพเกิดเซ็งขึ้นมาเพราะออกจากโลงไม่ได้ จะได้ฆ่าตัวตายเป็นครั้งที่สอง นอนตายอย่างสงบอยู่ในโลงนั้น พิธีกรรมที่หนักข้อขึ้นไปอีกก็ยังมี กล่าวคือ ก่อนปิดฝาโลง จะจัดการตัดคอศพแยกใส่หีบฝังต่างหาก หรือไม่ก็เอหมุดลงคาถาตอกหน้าอกฝังไว้กับโลงเพื่อป้องกันศพคืนชีพเป็นซอมบี้ พวกไฮติไม่นิยมการเผาศพ แต่ก็มีการเผาศพอยู่เหมือนกัน เชื่อว่าการเผาศพมิได้ช่วยป้องกันซอมบี้แต่อย่างใด เพราะมีเรื่องเล่ากันว่า คนตายที่ถูกเผาไปแล้ว บางทียังกลายเป็นซอมบี้ได้ ขณะกำลังเผา ๆ อยู่ดันลุกพรวดพราดออกมาจากโลงก็มี ไอ้ตัวซอมบี้แบบนี้น่ากลัวน่าสยดสยองกว่าซอมบี้ธรรมดา ร่างกายมันดำไหม้เฟอะ เป็นศพพิการแต่ยังเดินได้




ลิทธิวูดู


วูดูมาจากคำว่า "จิตวิญญาณ" ลัทธินี้จะมีความเชื่อในวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งถือเป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ,ลม และไฟด้วย พิธีกรรมของลัทธิวูดูจะประกอบด้วยการเต้นรำ และพิธีบูชายัญ บางครั้งวิญญาณศักดิ์สิทธิ์อาจเข้าสิงในร่างคน ทำให้ผู้นั้นมีการกระทำตามคำสั่งของวิญญาณ หรือการติดต่อวิญญาณ

ในศตวรรษที่21 และ 22 ความเชื่อทางไสยศาสตร์เข้ามาสู่สหรัฐอเมริกา และคาริบเบียน พร้อมกับทาสผิวดำชาวแอฟริกา พวกทาสไม่มีอำนาจใดๆ ศาสนาและความเชื่อถูกกีดกัน เมื่อชาวแอฟริกันตะวันตกถูกนำมารวมกับขนชาติอื่นทำให้ศาสนา และความเชื่อของคนผิวดำเสื่อมลง ความเจริญรุ่งเรืองของไสยศาสตร์จะมีมากในไฮติ และสาธารณรัฐ โดมินิกัน ทาสที่ถูกนำเข้ามาในสองประเทศนี้ จะมาพร้อมกับความเชื่อและลัทธิศาสนา แม้ว่าจะถูกพรากจากญาติมิตร พวกเขาก็ยังสามารถอุทิศตนให้โวดุได้ ในสหรัฐอเมริกา ลัทธินี้เป็นสิ่งต้องห้าม

ปี พ.ศ.2247 รัฐบาลห้ามมิให้ชุมนุมกันในเวลากลางคืน

ปี พ.ศ.2206 รัฐบางรัฐในสหรัฐอเมริกาแก้ปัญหาโดยการบังคับให้ทาสนับถือศาสนาคริสต์แทนที่จะเป็นวู
ดู

ส่วนในเฮติ ปี พ.ศ. 2493 ฟรองซัวส์ ดูวาลิเยร์(Francois Duvalier) ขึ้นเป็นประธานาธิบดีของไฮติ ไสยศาสตร์ได้ถูกนำขึ้นทะเบียนตามหลักกฎหมายเป็นครั้งแรก และได้ใช้สิ่งนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนเอง นักบวชของวัดใดมีผลงานเป็นที่น่าพอใจ ก็จะได้รับตำแหน่งทางการเมืองเป็นรางวัล ดุวาลิเยร์ เล่นสนุกบนความกลัวของผู้คนที่มีต่อหมอผีและผีดิบ โดยแต่งตั้งตำรวจที่มีอำนาจลึกลับไปสืบข้อมูลส่วนตัวของบุคคลแล้วนำมาเปิดเผย และมีผลเรื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ลัทธิวูดูมีเรื่องลึกลับมากมาย น่าค้นหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาสาปแช่ง ยาพิษ ฯลฯแต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ เรื่องของ ซอมบี……ศพคืนชีพ


ซอมบี้คืออะไร


ซอมบี้หรือเรียกว่า"ซัมบิ" (zumbi) ..เชื่อกันว่า ซอมบีเป็นศพที่เดินได้ เนื่องจากเป็นร่างไร้วิญญาณที่ถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ด้วยอำนาจเวทมนตร์ของนักบวชในลัทธิวูดู ลักษณะการเดินของซอมบิดูคล้ายหุ่นยนต์ที่ไร้วิญญาณ ปราศจากแววตา และจะทำตามคำสั่งของนักบวช

ซอมบี้นั้นในภาษาพื้นเมืองไฮติเขาเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า "โบโกร์" (Bokor).. ซอมบี้เป็นทาสผีดิบของหมอผี หรือผู้ทรงไสยดำ ผู้ที่มีอำนาจ (เชื่อว่าเป็นอำนาจจากนรก) เรียกเอาคนตายกลับขึ้นมาจากหลุมศพ..ซอมบี้เป็นเพียงศพที่เดินได้มันกินอาหารได้ อาหารที่กินเป็นอาหารพิเศษที่หมอผีจัดหามาให้ มันมีลมหายใจคล้ายคน มันต้องขับถ่าย มันพูดได้ แต่ส่วนมาไม่ได้พูดภาษาคน และมันสามารถได้ยินเสียงหรือรับรู้คำสั่งของหมอผีได้แสดงว่ามันมีชีวิต แต่มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปราศจากความทรงจำใด ๆ ทั้งสิ้น มันไม่รู้จักชีวิตของตัวมันเอง มันไม่มีความรำลึกของอดีตใด ๆ เกี่ยวกับตัวมันเอง มันไม่เคยเข้าใจสภาพ หรือสถานภาพใด ๆ เกี่ยวกับตัวมันเอง มันไม่รู้จักความเจ็บปวดหรือความกลัว..พูดง่าย ๆ ซอมบี้ เป็นเสมือนหุ่นยนต์ที่มีเลือดเนื้อ เหมือนเครื่องจักรชีวอย่างไงอย่างนั้นนั่นเอง

ชนเผ่าชาไฮติแทบทุกคนรู้จักความชั่วร้ายแห่งไสยดำวูดูเป็นอย่างดี และพวกเขาก็รู้จักซอมบี้ว่ามันมีจริง มันเป็นศพคืนชีพ ทาสรับใช้ของหมอผีหรือผู้มีอำนาจทางไสยดำวูดู พวกชาวบ้านธรรมดาจะสามารถแยกซอมบี้ออกจากหมู่คนธรรมดาได้ทันทีที่ได้เห็น

กล่าวกันว่า พวกซอมบี้มักจะมีท่าทางการเดินเหินไม่เหมือนคนธรรมดา การเดินของซอมบี้จะโยกเยกตัวไปมามากกว่าคนธรรมดา คล้ายกับว่ามันเป็นเครื่องจักรกลที่เดินได้ มันมีสายตาที่เหม่อลอย ดวงตา ที่ปราศจากแวดของชีวิต และยังกล่าวกันว่า ซอมบี้มีเสียงหายใจที่ดัง และมีจังหวะการสูดลมหายใจเข้าออกข้าเร็วต่างกับคนธรรมดา

ชาวบ้านธรรมดาในไฮติโดยทั่วไปไม่มีใครกลัวซอมบี้ เพราะไม่เคยปรากฏว่า ซอมบี้ทำอันตรายได้เลย แต่ก็ไม่มีใครกล้ายุ่งเกี่ยวข้องกับซอมบี้ ถ้าเผอิญ ไปเจอมันเข้า สิ่งที่พวกเข้าทุกคนกลัวที่สุดไม่ใช่ซอมบี้ แต่พวกเขากลัวเป็นซอมบี้ กลัวว่าญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงคนที่รู้จัก และตัวเองเมื่อตายไปแล้วจะกลายเป็นซอมบี้ พวกเขาไม่กล้ารับหน้าหรือให้การต้อนรับซอมบี้ผู้มาเยือน ไม่ว่าซอมบี้นั้นจะเคยเป็นพ่อ แม่ พี่น้อง หรือ ใครที่เคยรู้จักสนิทสนมด้วยในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่

ในการทำพิธีฝังศพญาติพี่น้องของตน ชาวไฮติมีพิธีกรรมที่เรียกว่า "ทำให้ตายครั้งที่สอง" เพื่อป้องกันมิให้ศพกลับลุกขึ้นมาเป็นซอมบี้

แม้แต่คนที่ยากจนไม่มีเงินจะทำพิธีศพญาติของตน ยังต้องไปนำก้อนหินขนาดใหญ่ ๆ มาทับหลุมฝังศพเพื่อป้องกันมิให้ศพญาติที่ฝังไว้ลุกกลับขึ้นมา

บางครั้งญาติผู้ตายต้องผลัดกันนั่งเฝ้าอยู่ปากหลุมศพ เฝ้ากัน 24 ชั่วโมง ทั้งวันทั้งคืนไม่ให้คลาดสายตา เป็นเวลานับเดือน ๆ จนกว่าจะแน่ใจว่าศพในหลุมที่ฝังไว้นั้นเน่าสลายไปหมดแล้ว เพราะกลัวว่าศพอาจคืนชีพเป็นซอมบี้กลับขึ้นมาใหม่นั่นเอง

ในพิธีฝังศพของผู้มีเงินหน่อย จะต้องนำสิ่งของต่าง ๆ เช่นลูกปัดหินหลากสี ด้ายสีต่าง ๆ หลายหลอด พร้อมกับเข็มเย็บผ้าหลายโหล และเมล็ดพืชเล็ก ๆ บางชนิดอีกหลายร้อยหลายพันเม็ดใส่ไว้ในโลงศพของผู้ตายด้วย สิ่งของต่าง ๆ ดังกล่าวจะต้องผ่านพิธีการปลุกเสกลงของเสียก่อนโดยผู้ทรงคุณทางไสยขาว (white magic ) วิชาลึกลับใช้เวทมนต์ในทางที่ดีทำเครื่องรางของขลังป้องกันภัยอันตรายหรือปลุกเสกเมต
รามหานิยมฯลฯก่อนการปิดปากโลงศพ และฝังกลบไว้ในป่าช้า เชื่อกันว่า ถ้าศพคืนชีพขึ้นมามันจะไม่ลุกออกมาจากโลง เพราะมัวแต่เล่นสิ่งของเหล่านั้นจนเพลินนั้นเอง

บางครั้งมีการใส่มีดที่ลงของลงคาถาไว้ในโลงด้วยหลายเล่ม เพื่อว่าศพคืนชีพเกิดเซ็งขึ้นมาเพราะออกจากโลงไม่ได้ จะได้ฆ่าตัวตายเป็นครั้งที่สอง นอนตายอย่างสงบอยู่ในโลงนั้น พิธีกรรมที่หนักข้อขึ้นไปอีกก็ยังมี กล่าวคือ ก่อนปิดฝาโลง จะจัดการตัดคอศพแยกใส่หีบฝังต่างหาก หรือไม่ก็เอหมุดลงคาถาตอกหน้าอกฝังไว้กับโลงเพื่อป้องกันศพคืนชีพเป็นซอมบี้ พวกไฮติไม่นิยมการเผาศพ แต่ก็มีการเผาศพอยู่เหมือนกัน เชื่อว่าการเผาศพมิได้ช่วยป้องกันซอมบี้แต่อย่างใด เพราะมีเรื่องเล่ากันว่า คนตายที่ถูกเผาไปแล้ว บางทียังกลายเป็นซอมบี้ได้ ขณะกำลังเผา ๆ อยู่ดันลุกพรวดพราดออกมาจากโลงก็มี ไอ้ตัวซอมบี้แบบนี้น่ากลัวน่าสยดสยองกว่าซอมบี้ธรรมดา ร่างกายมันดำไหม้เฟอะ เป็นศพพิการแต่ยังเดินได้

พวกหมอผีวูดู หรือ พวกจอมคาถาอาคมแห่งวูดู บางคนมีลูกสมุน- ซอมบี้ เป็นกองทัพเลยก็มี นับว่าเป็นทาสผีดิบที่สัตย์ซื่อมาก เรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับซอมบี้มีปรากฏอยู่ในบันทึกของชาวตะวันตกที่เดินทางไปอยู่ในแถบไฮติ นับตั้งแต่สมัย ล่าอาณานิคมโน้น วิลเลียม ซีบรุ๊ก ผู้จัดการ ฝ่ายผลิตและส่งออกของบริษัท ผลิตน้ำตาลจากอ้อย (Hailian American Sugar Corporation" เคยเขียนบันทึกไว้ว่า

"..มีพวกกรรมกรไร่อ้อยหลายร้อยคนเป็นคนงานอยู่ในความดูแลของหมอผีวูดู ซึ่งทำหน้าที่คุมคนงานและจัดหาคนงานมาเข้าทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เหมือนมนุษย์จักรกล.. มีอยู่หลายสิบคนที่มีพวกญาติพี่น้องมาขอตัวกลับเพื่อนำไปฆ่าให้ตายเป็นครั้งที่สอง .. ทำให้เกิดปัญหามาก เพราะพวกญาติพี่น้องมาพบว่า คนงานบางคนเป็นญาติหรือ คนที่เข่ารู้จักดีซึ่งตายไปแล้ว และกลายเป็นซอมบี้อยู่ในอาณัติคาถาของหมอผีวูดู ใช่ให้มาทำงานเป็นทาสอยู่ในไร่อ้อย…"



ซอมบี้คือศพเดินได้จริงหรือ

ถ้าเราสังเกตพวกซอมบี้ จะพบว่า พวกซอมบี้มักจะมีท่าทางการเดินเหินไม่เหมือนคนธรรมดา การเดินของซอมบี้จะโยกเยกตัวไปมามากกว่าคนธรรมดา คล้ายกับว่ามันเป็นเครื่องจักรกลที่เดินได้ มันมีสายตาที่เหม่อลอย ดวงตา ที่ปราศจากแวดของชีวิต และยังกล่าวกันว่า ซอมบี้มีเสียงหายใจที่ดัง และมีจังหวะการสูดลมหายใจเข้าออกข้าเร็วต่างกับคนธรรมดา และสูญเสียความทรงจำ

เมื่ออ่านพบว่ามันมีลักษณะคล้ายคนติดยาเสพย์ติดอย่างยิ่ง..........................

เช่นในกรณีของคลาอุส นารุคิส




คลาอุส นารุคิส


คนนี้มีนามว่า คลาอุส นารุคิส เขาเคย เสียชีวิตมาแล้ว ด้วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคไต เสียชีวิตของโรงพยาบาลอัลเบอร์โต ชูไบร่า แห่งเฮติ บันทึกบอกไว้ว่าเขาเสียชีวิตลงเมื่อ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 เวลา 1.45 น.

ต่อมาในปี 18 ปีต่อมา ผู้คนในหมู่บ้านเวสเทเรบ้านเกิดของคลาอุส ต่างแตกตื่น เมื่อพบคลาอุส นารุคิส ออกมาเดินเพ่งพาน ชาวบ้านต่างแปลกประหลาดใจและหวาดกลัว

เขาเล่าให้ฟังว่า เเมื่อเขารู้ตัวอีกทีเขารู้สึกว่าถูกนำตัวไปอยู่กระท่อมกลางนา เพื่อนำมาใช้ทำงานร่วมกับซอมบี้ตัวอื่นๆ ซึ่งเขาได้เห็นน้องชายตัวแสบของเขาเป็นผู้ร่วมมือกับหมอผีนำร่างของเขามานั่นเอง

ขณะที่อยู่กับซอมบี้ตัวอื่นๆ ความจำของเขาค่อยๆกลับมา จนจำได้ว่าเขาคือใคร เมื่อน้องชายของเขาและหมอผีเสียชีวิต เขาจึงเดินทางกลับบ้านเกิดและ เล่าเรื่องในวัยเด็กของเขา ได้อย่างถูกต้อง

นี้มันกรณีตายแล้วฟื้นนี้หว่า



ตายแล้วฟื้น

ถ้าจะถามหาเหตุผลที่ไม่เกี่ยวกับไสยศาสตร์ ว่าทำไมคนที่ตายแล้วสามารถคืนชีพพลุกขึ้นเดินได้ ? เรื่องนี้ต้องไปถาม ดร.แอนโทนี วิลลิเออส์ นายแพทย์แผนปัจจุบัน ชาวฝรั่งเศส แห่งโรงพยาบาลกลางของไฮติ

หมอแอนโทนี ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลดังกล่าวมาเป็นเวลาหลายสิบปี และเขาเชื่อ 100% ว่า ซอมบี้มีจริง เพราะเขาเคยเจอ และได้ตรวจซอมบี้มาหลายตัวแล้ว

แล้วซอมบี้คือศพคืนชีพจริงหรือไม่ หมอแอนโทนี่ตอบว่า "ศพของคนที่ตายแล้วนั้น ไม่มีวันจะลุกขึ้นมาเดินได้อีกหรอก ซอมบี้ไม่ใช่ศพเดินได้ และก็ไม่ใช่ศพคืนชีพ หรือผีดิบอะไรอย่างที่ผู้คนชาวไฮติเชื่อกันหรอก ผมเชื่อว่า ซอมบี้ คืนคนที่ยังไม่ตาย มันคือคนเป็น ๆ นี่แหละ แต่เป็นคนที่โดนยาพิษหรือสารเคมีพิษบางอย่างเข้า ซึ่งเขาเรียกว่า "ยาสั่ง" อย่างแรงเข่าสู่ร่างกาย แล้วทำให้เกิดอาการคล้ายคนตาย"

"..ถ้าคุณไม่รู้ คุณก็นึกว่าคนตายแน่แล้ว แม้แต่แพทย์บางคนยังวินิจฉัยว่าตายแน่ แล้วคนคนนั้นก็ถูกนำไปฝัง ซึ่งความจริงคนคนนั้นยังไม่ได้ตายจริง ๆ เขาถูกฝังทั้งเป็น และต่อมาเมื่อยาหมดฤทธิ์ เขาก็จะฟื้นขึ้นมาอีกถ้าบังเอิญสามารถตะเกียกตะกายขึ้นมาจากหลุมศพได้ ก็มีโอกาสออกมาเดินให้พวกเราได้ขวัญผวากัน แต่ส่วนมากผู้ที่ให้ยาสั่งนั่นแหละที่มักแอบไปขุดเอาขึ้นมาจากหลุมศพ ปลุกให้ตื่น และใช้ยาสั่งบางชนิดทำให้กลายเป็นทาสซอมบี้เก็บไว้ใช้งาน..ซอมบี้ คือคนไร้สติ ไม่มีความทรงจำใด ๆ เหลืออยู่ในสมองเลย และก็ไม่สามารถจดจำอะไรได้อีก เพราะเนื้อเยื่อของสมองบางส่วนถูกทำลายด้วยฤทธิ์ยาเคมียางอย่าง เขาจึงกลายเป็นมนุษย์หุ่นยนต์ทาสรับใช้ไปในที่สุด.."

หมอแอนโทนีเชื่อว่า พวกพ่อมดหมอผีแห่งวูดูบางคนรู้วิธีผสมสูตร "ยาสั่ง" ดังกล่าว มันเป็นศาสตร์เร้นลับที่ใช้สืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณกาล "ยาสั่ง" มีส่วนผสมของสมุนไพร และสารเคมีอื่น ๆ จากสิ่งมีชีวิตที่หายาก สูตรยาสั่งที่ทำให้คนแน่นิ่งเหมือนตาย (แต่ไม่ตาย) นั้นวิทยาศาสตร์การแพทย์ปัจจุบันยังไม่ทราบแต่แอนโทนียืนยันว่า "ยาสั่ง" อย่างที่ว่านั้นมีจริง ๆ และมีใช้กันในหมู่ของพวกพ่อมดหมอผีแห่งวูดูเหล่านั้น

มีหลักฐานพอแสดงว่า "ยาสั่ง" มีอยู่จริง และมีใช้กันมานานแล้วตั้งแต่สมัยที่พวกแอฟริกันตะวันตก ถูกพวกผิวขาวกวาดต้อนเอาไปเป็นทาส ในกลุ่มประเทศแถบคาริบเบียน เช่น ไฮติ จาไมก้า มีพวกพ่อค้าผิวขาวบุกป่าฝ่าดงเข้าไปแสวงหาพวกคนป่าแอฟริกัน เพื่อจับตัวไปขายเป็นทาส ..คาร์ดิแนลล์ เอ. ดับบลิว ก็เป็นนักจับทาสไปขายคนหนึ่งในสมัยนั้น เขาเขียนบันทึกเอาไว้ว่า เขาเคยบุกเข้าไปในป่าลึกเพื่อแสวงหาคนดำที่แข็งแรงบึกบึน เขาจับได้เด็กหนุ่มผิดดำคนหนึ่ง และเกิดการต่อสู้กัน จนเด็กหนุ่มผิวดำได้รับบาดเจ็บ ต่อมาเขาได้นำไปรักษาที่หมู่บ้านชายป่า โดยมีหมอผีของหมู่บ้านนำยาสมุนไพรมาใส่แผล ซึ่งทำให้เด็กหนุ่มผิวดำตายไป 5 วัน นอนแข็งทื่อ ตัวเย็น ไม่หายใจ แต่หลังจาก 5 วันผ่านไปหมอผีให้ยาอีกขนานหนึ่ง ทำให้เด็กผิวดำกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ใหม่อย่างปาฏิหาริย์และก็กลับมีร่างกายแข็งแร
งเป็นปกติ แผลแห้งสนิท ไม่มีการอักเสบบวมอีกเลย



ยาสั่ง

เรื่องของยาสั่งที่ทำให้คนตายไปได้ชั่วขณะ และกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อีกตามสั่งนี้ออกจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ถ้ามันเป็นจริงล่ะมันจะเป็นยาอะไร? และยาสั่งอีกชนิดหนึ่ง ที่สามารถปลุกศพขึ้นมาได้นั้น มีจริงรึ? บันทึกของหมอสอนศาสนาชาวอังกฤษ ชื่อ บาทหลวง ลีวิส ผู้ซึ่งได้เห็นพิธีกรรมการปลุกศพให้คืนชีพมากับตาตนเอง เขียนเล่าไว้ว่า

"…ศพนั้นเป็นศพที่ตายไปแล้ว 10 วัน ถูกขุดขึ้นมาจากหลุม และเอาออกจากโลง นำมามัดให้ยืนอยู่กับต้นไม้ใหญ่ น่าแปลกที่ศพนั้นยังไม่เน่าไม่มีวี่แววว่าจะบวมขึ้นอีดเลย แต่ดูซีดคล้ำเหมือนคนตายใหม่ ๆ หมอผีนำผงศักดิ์สิทธิ์ชนิดต่าง ๆโรย และเป่าใส่ร่างของศพ ชงน้ำศักดิ์สิทธิ์กรอกปากศพ และทำพิธีนวดศพ พร้อมกับการท่องมนต์คาถาปลุกเสกเรียกเงาแห่งวิญญาณ ชั่วครู่ก็แก้มัดศพออก ร่างนั้นล้มฟาดลงกับพื้น หัวหน้าหมอผีกระโดดขึ้นส่งเสียงกู่ร้องเรียกวิญญาณ และวิ่งอย่างบ้าคลั่งหายเข้าไปในป่า พวกลูกน้องหมอผียังคงสวดคาถาอาคมร่ายมนต์ให้ศพต่อไป อีก 2-3 ชั่วโมงต่อมา หัวหน้าหมอผีกลับออกมาจากป่าพร้อมด้วยต้นไม้ สมุนไพรต่าง ๆ เต็มสองกำมือ หมอผีปรุงสมุนไพรเหล่านั้นให้เป็นยาชุบชีวิตโดยบดขยี้ให้แหลกผสมกันตามอัตราส่วน แล้วนำไปบีบคั้นเอาน้ำกรอกเข้าปากและจมูกของศพที่ละหยด พร้อมกับท่องเวทมนต์คาถาปลุกเสกไปด้วย เวลาผ่านไปไม่นาน ศพเริ่มกระดุกกระดิกได้ หมอผีและลูกสมุนลึกขึ้นร่ายรำว่าคาถากันไปรอบ ๆ ศพ และแล้วศพก็คืนชีพทรงตัวลุกขึ้นยืนโงนเงนไปมาได้.."

ที่น่าสนใจในบันทึกของบาทหลวงลีวิส คือ เขาได้กล่าวถึงสมุนไพรที่ได้เห็นหมอผีนำมาใช้เป็นยาปลุกศพ.. ในบันทึกเขียนไว้ว่า

"มีสมุนไพรและพืชหลายชนิด แต่ที่เห็นและจำได้ เพราะรู้จักดีก็คือ พืชที่เรียกว่า "คาล์ลาโล" (Callaloo) ..คาล์ลาโลเป็นพืชที่กินได้ ไม่มีอันตรายและบางครั้งนิยมใช้ปรุงรสโดยต้มรวมกับผักต่าง ๆ..พืชอีกชนิดหนึ่งคือพืชที่เรียกกันว่า "Belladonna" (เป็นพืชมีพิษมีดอกสีแดงรูปร่างคล้ายระฆัง ) และอีกชนิดหนึ่งคือ "แอปเปิ้ลหนาม" (thorn apple)



Belladonna





แอปเปิ้ลหนาม" (thorn apple)



พิษหลาบขนาน



ความจริงแล้วในวงการแพทย์แผนปัจจุบัน มีตัวยา หรือสารเคมี หลายชนิด ที่สามารถทำให้เกิดอาการโคมา เหมือนตายได้เช่นกัน และยาพวกนี้เป็นยาอันตรายสูงมาก ถ้าใช้ไม่ถูกวิธีจะทำให้เกิดการพิการทางสมองไปตลอดชีวิต ..ในไฮติก็มีโรงพยาบาลและแพทย์สมัยใหม่อยู่หลายแห่ง พวกชาวไฮหัวสมัยใหม่เมื่อเกิดอาการไม่สบายก็ไปหาหมอตามโรงพยาบาล เพื่อรับการรักษาแผนปัจจุบัน แพทย์แผนปัจจุบันตามโรงพยาบาลเหล่านี้จึงมีโอกาสได้พบกับผู้ป่วยที่คิดว่าตนเองโดน "ยาสั่ง" เข้าให้แล้ว และส่วนใหญ่ของคนไข้ประเภทนี้ก็ได้รับการรักษาจนหายกลับไป มีน้อยรายที่ญาติพาตัวคนไข้มาหาแพทย์และบอกว่าคนไข้นั้นคือ ซอมบี้ ในกรณีของคนไข้ที่เป็นซอมบี้ หมอวินิจฉัยแล้วพบว่าเป็นคนโรคจิต หรือไม่ก็มีอาการผิดปกติทางสมองอย่างรุนแรงนั่นเอง

ความตริงเบื้องหลังของศพคืนชีพในสายตาจองแพทย์สมัยใหม่ก็คือเรื่องของความเชื่อถือแล
ะไสยศาสตร์มากกว่าจะมีมูลความจริง แต่เรื่องของซอมบี้จะมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของ "ยาสั่ง" อย่างไรนั้น อาจจะมีคำตอบที่น่าฟังดังมาจากมหาวิทยาลัย ฮาร์เวิร์ด ที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ภาควิชาพฤกษศาสตร์ มีการค้นคว้าเกี่ยวกับพืชและการใช้สมุนไพร โดยเฉพาะอย่างยิ่งมี การค้นเรื่องพืชที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทำซอมบี้ของชาวไฮติวูดูมานานกว่า 20 ปี

เวด เดวิส เป็นผู้เชี่ยวชาญด้ายพืชมีพิษจากฮาร์เวิร์ด เดินทางไปค้นคว้าเรื่องนี้โดยเฉพาะที่ไฮติ ผลงานของเขาออกตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือ Jaurnal 0f Ethnopharmacology ..เดวิสบุกเข้าไปในดินแดนแห่งเวทมนต์คาถาของไฮติถึง 4 แห่งด้วยกัน แต่ละแห่งต้องใช้ความพยายามอุตสาหะไม่น้อยในการรวบรวมตัวอย่าง พืชมีพิษชนิดต่าง ๆ รวมทั้ง "ยาสั่ง" หรือสารเคมี (ผงศักดิ์สิทธิ์) ที่พวกพ่อมดหมอผีใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ อีกมากมาย แล้วนำกลับไปวิเคราะห์ในห้องแลบที่วีเดนและสวิตเซอร์แลนด์ ผลการวิเคราะห์พบว่าผงศักดิ์สิทธิ์หรือยาสั่งประเภทต่าง ๆ หลายชนิด จากดินแดนต่างกันทั้ง 4 แห่ง ต่างก็มีส่วนผสมคล้ายคลึงกัน ทั้งหมดมีส่วนผสมของสารเคมีที่มาจากพืชและสัตว์เป็นสารที่ทำให้เกิดอาการทางประสาทหล
อด ประสาทหยุดทำงาน ได้ทั้งสิ้น สารพิษเหล่านั้นที่สำคัญ ๆ ได้แก่ พิษงู พิษแมงมุมยักษ์ และสารพิษที่มีอยู่ในสัตว์ เลื้อยคลานบางชนิดที่มีขาหลาย ๆ ขา เช่น ตะขาบ กิ้งกือ ผลการวิเคราะห์ยังพบว่า มีสารพิษสำคัญอยู่ชนิดหนึ่ง เป็นสารพิษที่พบอยู่น้ำเมือกหล่อเลี้ยงผิวหนังของคางคกมีพิษชนิดหนึ่งของแอฟริกาชื่อ
"Bufomarinus" และยังมีสารพิษร้ายแรงที่สุดที่สามารถทำลายประสาทได้อย่างรุนแรงคือสารจำพวก "เทโทรโดท็อกซิน" (Tetrodotoxin) สารนี้มีอยู่ในปลาปักเป้ามีพิษ 2-3 ชนิดคือ ปลาตระกูล "Diodonhystric" "Gholacanthus" และ "Sphoeroides testudineus"


โทโทรโดท็อกซิน เป็นสารพิษร้ายแรงจำพวกไม่ใช่สารโปรตืน ซึ่งมนุษย์รู้จักว่าแรงที่สุดในการระงับ หรือ ทำลายประสาท มีอำนาจแรงกว่าสาร "โคแคน" ถึง 160,000 เท่า (Cocaine สารสกัดจากต้น โคคา เป็นสารพิษที่ไม่ใช่โปรตีน มี อำนาจระงับประสาทความเจ็บปวดเฉพาะแห่งได้ดี

เชื่อว่าสารนี้เป็นตัวการสำคัญในส่วนผสมของ "ยาสั่ง" ที่ทำให้คนกลายเป็นซอมบี้นั่นเอง ..หมอผีหรือผู้วางยาสั่ง ต้องการวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งที่สามารถทำให้ตัวยาอเทโทรโดท๊อกซินเข้าสู่ร่างกายข
องเหยือ ผลก็คือเหยื่อจะหมดสติ ระบบประสาททั้งมหดทั่วร่างกายหยุดทำงาน นั่นคือตายทั้งเป็น (แต่ยังไม่ได้ตายจริง ๆ) ดร.ลีออน โรซิน จิตแพทย์แห่งสถาบันโรคจิตในยิวยอร์กได้ทดลองฉีดยาสั่งที่เดวิสสั่งตัวอย่างกลับมา ให้กับหนูทดลอง ปรากฏว่าหนูทดลองหมดความรู้สึกขึ้นโคมารุนแรง เสมือนตาย แต่ต่อมาเมื่อหมดฤทธิ์ยา มันก็กลับฟื้นขึ้นมามีอาการกลับเป็นปกติเหมือนเดิม แสดงว่ายาสั่งไม่ได้ทำลายประสาม (ของหนู) เพียงแต่ทำให้ประสาททั้งหมดหยุดการทำงานไปชั่วคราวเท่านั้น

ซอมบี้กลายเป็นทาสของหมอผีได้อย่างไร? ข้อนี้ เดวิสอธิบายว่า เชื่อว่าศพของผู้ตาย ซึ่งความจริงยังไม่ตาย จะถูกขุดขึ้นมา แล้วนำออกมาจากโลงศพจะได้รับการรักษาด้วยยาถอนพิษ ซึ่งก็เป็นสมุนไพรหลายชนิดผสมกันทำเป็นยาหรือ อาหารศักดิ์สิทธิ์ เมื่อใส่ให้กับศพแล้วผู้ตายก็ฟื้นคืนสติ จากนั้นหมอผีจะให้กินยาอีกชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายแป้งเปียกสีเขียว ปั้นเป็นก้อนยาว ๆ เรียกกันว่า "แตงกวาซอมบี้" (zombie cucumbers)

เดวิสเชื่อว่า แตงกวาซอมบี้ เป็นสิ่งที่ได้มาจากพืชสมุนไพร และมีสารพิษจากสัตว์บางชนิด ซึ่งมีส่วนผสมของสารพวกโปรตีนอัลคาลอยด์ สารพวกนี้คนที่กินเข้าไปจะเกิดความจำเสื่อม และถ้าโดนเข้าไปมาก ๆ จะทำให้กลายเป็นคนไร้ความนึกคิด จดจำอะไรไม่ได้เลย เพราะเซลล์สมองและประสาทบางส่วนถูกทำลาย ..และนั่นหมายถึง ซอมบี้ ศพคืนชีพ ทาสผู้ซื่อสัตย์ กรรมกรที่ทำแต่งานอยู่ในไร่อ้อยโดยไม่หวังสินจ้างรางวัล หรือแม้แต่คำชมจากใคร

 

พวกหมอผีวูดู หรือ พวกจอมคาถาอาคมแห่งวูดู บางคนมีลูกสมุน- ซอมบี้ เป็นกองทัพเลยก็มี นับว่าเป็นทาสผีดิบที่สัตย์ซื่อมาก เรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับซอมบี้มีปรากฏอยู่ในบันทึกของชาวตะวันตกที่เดินทางไปอยู่ในแถบไฮติ นับตั้งแต่สมัย ล่าอาณานิคมโน้น วิลเลียม ซีบรุ๊ก ผู้จัดการ ฝ่ายผลิตและส่งออกของบริษัท ผลิตน้ำตาลจากอ้อย (Hailian American Sugar Corporation" เคยเขียนบันทึกไว้ว่า


"..มีพวกกรรมกรไร่อ้อยหลายร้อยคนเป็นคนงานอยู่ในความดูแลของหมอผีวูดู ซึ่งทำหน้าที่คุมคนงานและจัดหาคนงานมาเข้าทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เหมือนมนุษย์จักรกล.. มีอยู่หลายสิบคนที่มีพวกญาติพี่น้องมาขอตัวกลับเพื่อนำไปฆ่าให้ตายเป็นครั้งที่สอง .. ทำให้เกิดปัญหามาก เพราะพวกญาติพี่น้องมาพบว่า คนงานบางคนเป็นญาติหรือ คนที่เข่ารู้จักดีซึ่งตายไปแล้ว และกลายเป็นซอมบี้อยู่ในอาณัติคาถาของหมอผีวูดู ใช่ให้มาทำงานเป็นทาสอยู่ในไร่อ้อย…"


ซอมบี้คือศพเดินได้จริงหรือ !?


ถ้าเราสังเกตพวกซอมบี้ จะพบว่า พวกซอมบี้มักจะมีท่าทางการเดินเหินไม่เหมือนคนธรรมดา การเดินของซอมบี้จะโยกเยกตัวไปมามากกว่าคนธรรมดา คล้ายกับว่ามันเป็นเครื่องจักรกลที่เดินได้ มันมีสายตาที่เหม่อลอย ดวงตา ที่ปราศจากแวดของชีวิต และยังกล่าวกันว่า ซอมบี้มีเสียงหายใจที่ดัง และมีจังหวะการสูดลมหายใจเข้าออกข้าเร็วต่างกับคนธรรมดา และสูญเสียความทรงจำทุกอย่าง

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 คำสำคัญ: ผีเสื้อ 
 หมายเลขบันทึก: 329773
 เขียน:  
 ความเห็น:  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

ปั้นข้าว
IP: xxx.172.199.250
เขียนเมื่อ Thu Jan 21 2010 13:55:29 GMT+0700 (ICT)

เป็นมุมมองอีกแนวมุมมองหนึ่งขอบคุณน้องมากที่หาข้อมูลแนวนี้มาให้อ่านเพราะยังสงสัยเรื่องยาสั่งอยู่ว่าจะมีประเทศไหนที่มีเรื่องราวอย่างนี้บ้าง...

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า