การใส่ท่อระบายน้ำดี ในผู้ป่วยภาวะท่อน้ำดีอุดตัน

 การใส่ท่อระบายน้ำดีได้รับความนิยมว่าเป็นหัตถการหลักอย่างหนึ่งในการรักษาอาการทางเดินน้ำดีอุดตัน การทำหัตถการตามขั้นตอนที่เหมาะสมและเป็นมาตรฐาน การเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมร่วมกับการวางแผนการรักษาและการพยาบาลที่ดี จะทำให้ผลของหัตถการประสบความสำเร็จและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยภาวะท่อทางเดินน้ำดีอุดตันได้ 
การใส่ท่อระบายน้ำดีในผู้ป่วยภาวะท่อน้ำดีอุดตัน
(Percutaneous Transhepatic Biliary Drainage : PTBD)


          การใส่ท่อระบายน้ำดีเป็นหัตถการที่เป็นประโยชน์ในการช่วยบรรเทาอาการแก่ผู้ป่วยที่มีภาวะท่อน้ำดีอุดตัน โดยการแทงเข็มผ่านผิวหนังไปยังท่อน้ำดีโดยใช้ ultrasound guidance หรือ fluoroscopic guidance จากนั้นจะผ่านขดลวดนำ (guidewire) ไปยังตำแหน่ง porta hepatis และสอดตัวท่อระบายผ่านระบบ coaxial sheath dilator system จากนั้นจะทำการฉีดสารทึบรังสีเพื่อยืนยันตำแหน่ง เมื่อได้ตำแหน่งที่ต้องการ จะทำการขดปลายท่อระบายน้ำดีให้อยู่ในรูปที่เหมาะสม จากนั้นจะทำการเชื่อมต่อกับถุงเก็บน้ำดี ตัวเลือกทางอุปกรณ์ที่หลากหลายและการดูแลภายหลังการทำหัตถการจะช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น

 

          ตับ (liver) เป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย มีน้ำหนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม วางอยู่ในช่องท้องใต้กระบังลมด้านขวา ตับมีหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการสร้างน้ำดี (bile) เพื่อใช้ย่อยอาหารประเภทไขมัน และช่วยให้การดูดซึมของอาหารเข้าสู่ลำไส้ โดยน้ำดีจะไหลผ่านท่อ
น้ำดี (bile duct) ลงสู่ถุงน้ำดี (gall bladder)และลำไส้ (duodenum) นอกจากนี้ตับยังเป็นแหล่งทำลายพิษที่สำคัญของร่างกาย โรคที่สำคัญก็คือการเกิดภาวะอุดตันของทางเดินน้ำดี (obstructive jaundice) อาจเนื่องจากการเป็นมะเร็ง adrenocarcinoma ของเยื่อบุท่อน้ำดี มะเร็งแพร่กระจาย (metastasis) มาที่ตับหรือต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วตับ ก้อนนิ่ว ซึ่งจะทำให้เกิดการอุดตันของท่อน้ำดี ทำให้น้ำดีคั่งอยู่ในตับเป็นปริมาณมากจนท้นกลับเข้ากระแสโลหิต ทำให้เกิดอาการตัวเหลือง ตาเหลือง และคันตามผิวหนัง

          การใส่ท่อระบายน้ำดี (Percutaneous transhepatic biliary drainage) ได้ถูกรายงานครั้งแรกในปี 1962 เพื่อการรักษาอาการอุดตันของทางเดินน้ำดีชนิดรุนแรง (malignant obstructive jaundice) และได้รับความนิยมจนเป็นหัตถการมาตรฐานในการบรรเทาอาการตีบตันของทางเดินน้ำดี อย่างไรก็ตามการใส่ท่อระบายน้ำดียังมีผลข้างเคียงที่สำคัญ ได้แก่ อาการอาหารไม่ย่อย การเคลื่อนหลุดจากตำแหน่งของท่อระบาย ต่อมาในปี 1968 McCune ได้รายงานวิธี ERCP เพื่อรักษาโรคทางตับอ่อนและทางเดินน้ำดี ซึ่งต่อมาทั้ง PTBD และ ERCP ต่างเป็นตัวเลือกเพื่อการรักษาโรคทางเดินน้ำดีอุดตัน และการใช้โครงลวดถ่างขยาย (stent PTBD, stent ERCP) ก็เป็นการพัฒนาหัตถการขั้นสูงยิ่งขึ้น และผลทางคลินิกที่ดีขึ้น

ขั้นตอนของหัตถการ
รังสีแพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่ (local anesthesia) บริเวณชายโครงด้านขวาหรือหน้าท้องด้านบน จากนั้นจะใช้เข็มชนิด Chiba ขนาด 21G ในการแทงผ่านผิวหนังไปยังท่อน้ำดีที่อยู่ภายในตับโดยใช้เครื่องช่วยนำทาง ซึ่งอาจเป็น ultrasound guidance หรือ fluoroscopic guidance จากนั้นจะผ่านขดลวดนำ (guidewire) ไปยังตำแหน่ง porta hepatis และสอดตัวท่อระบาย (dilator) ผ่านระบบcoaxial sheath dilator system จากนั้นจะทำการฉีกสารทึบรังสีเพื่อยืนยันตำแหน่ง เมื่อได้ตำแหน่งที่ต้องการ จะทำการขดปลายท่อระบายน้ำดีให้อยู่ในรูปที่เหมาะสม จากนั้นจะทำการเชื่อมต่อกับถุงเก็บน้ำดี (sealed bile bag ) การเลือกท่อระบายจะเลือกท่อระบายที่มีลักษณะของรูเปิดหลายรู (multiple side holes) เพื่อการระบายที่ดี ในการทำหัตถการใส่ท่อระบายน้ำดี จุดสำคัญคือการประเมินตำแหน่งของท่อทางเดินน้ำดีที่จะเจาะเข้าไป หากการอุดตันอยู่ที่ตำแหน่งเหนือต่อ hepatic hilar ให้เลือกตำแหน่งของท่อทางเดินน้ำที่ขยายจะเป็นจุดที่ต้องแทงผ่าน แต่หากตำแหน่งอุดตันอยู่ที่ตำแหน่งต่ำกว่า hepatic hilar ท่อทางเดินน้ำดีสาขาทั้งข้างซ้ายและข้างขวาก็เหมาะสมพอกัน อย่างไรก็ตามการแทงไปยังท่อทางเดินน้ำดีทางซ้ายจะมีความง่ายกว่า แต่หากพิจารณาในเชิงเทคนิคการแทงไปยังท่อทางเดินน้ำดีทางขวาจะดีกว่าเนื่องจากเป็นท่อที่ต่อตรงไปยัง common bile duct ในการทำหัตถการ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือการตัวเลือกทางอุปกรณ์ที่มีความหลากหลายซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสม

 

 

การดูแลท่อระบายน้ำดี
การดูแลบริเวณท่อระบายน้ำดีที่ติดกับผิวหนังทำโดยการปิดทับด้วยผ้าก๊อสสะอาดปราศจากเชื้อ และใช้พลาสเตอร์ยึดท่อระบายกับผิวหนัง เพื่อป้องกันไม่ให้ท่อระบายถูกดึงรั้งและเลื่อนหลุด ระยะเวลาของการใส่ท่อระบายน้ำดีขึ้นอยู่กับแผนการรักษาของแพทย์ โดยประมาณ 2-3 สัปดาห์ หรือจนกว่าน้ำดีจะไหลลงสู่ลำไส้ได้ตามปกติ

ข้อห้ามในการทำ PTBD

ผู้ป่วยที่มีภาวะอุดตันของท่อทางเดินน้ำดี บางส่วนไม่อาจทำ PTBD ได้ เนื่องด้วยภาวะบางประการ ได้แก่ ภาวะเลือดแข็งตัวช้า, ภาวะติดเชื้อในระบบไหลเวียนเลือด, มีน้ำในช่องท้อง, มะเร็งระยะสุดท้ายและมีอาการเพียงเล็กน้อย และมะเร็งแพร่กระจายในเนื้อตับ/อุดตันหลายตำแหน่ง ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้จะได้รับการพิจารณาทำหัตถการอื่นๆ เพื่อบรรเทาอาการต่อไป

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการรักษา
ก่อนการทำหัตถการ ผู้ป่วยควรพักค้างในโรงพยาบาลก่อนการรักษา 1 วัน เพื่อเตรียมทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่จะใส่ท่อระบาย, เจาะเลือดตรวจทางห้องปฏิบัติการ, ซื้อยาและอุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็นในการตรวจรักษา และต้องงดอาหารและน้ำดื่มอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ก่อนตรวจ ก่อนการตรวจผู้ป่วยต้องลงชื่อในใบยินยอมรับการตรวจรักษา ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถลงชื่อได้เองต้องให้ผู้ที่ดูแลผู้ป่วยหรือผู้ปกครองที่มีสิทธิอันชอบธรรมลงชื่อแทน

การสังเกตอาการหลังการระบายน้ำดี

เมื่อผู้ป่วยได้รับการใส่ท่อระบายน้ำดี พยาบาลจะต้องทำการสังเกตอาการของผู้ป่วยก่อนส่งกลับหอผู้ป่วย ในด้านต่าง ได้แก่
1. สังเกตอาการแสดงและบันทึกระดับความรู้สึกตัว บันทึกสัญญาณชีพ เพื่อตรวจสอบภาวะการเสียเลือด ภาวะ
แทรกซ้อนจากการแพ้สารทึบรังสี
2. ประเมินระดับการปวด และจัดท่าทางเพื่อลดอาการปวด
3. สังเกตตำแหน่งและลักษณะของท่อระบายน้ำดี ว่าไม่หัก พับ งอ ดึงรั้ง เพื่อป้องกันการหลุด เลื่อนของท่อระบายน้ำดี
4. สังเกตลักษณะน้ำดี บันทึกปริมาณน้ำดีที่ไหลออกมา
5. ให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยในการทำแผล การสังเกตน้ำดี และการเปลี่ยนถุงรองรับน้ำดีเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยภายหลังการใส่ท่อระบายน้ำดี
1. นอนหงายโดยใช้หมอนหนุนใต้เข่า
2. ขอยาแก้ปวดจากพยาบาลได้ เมื่อรู้สึกปวดโดยเฉพาะในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก
3. ห้ามนอนทับท่อระบาย ถ้าใส่ท่อระบายที่ชายโครงขวาก็ห้ามนอนตะแคงขวาเพื่อป้องกันไม่ให้ท่อระบายหัก พับ งอ ระวังไม่ให้ท่อระบายถูกดึงรั้ง หรือเลื่อนหลุด
4. พยายามให้ถุงหรือขวดรองรับน้ำดี อยู่ระดับต่ำกว่าเอวเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำดีไหลย้อนกลับ ซึ่งจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้
5. หากพบว่ามีน้ำดีไหลซึมหรือพลาสเตอร์เลื่อนหลุด ท่อระบายหัก พับงอ น้ำดีขุ่นหรือเปลี่ยนสีจากสีเหลืองเป็นสีอื่น หรือน้ำดีไม่ไหล หรือไหลน้อยลงกว่าเดิมให้รีบแจ้งพยาบาล

การดูแลผู้ป่วยหลังทำการระบายน้ำดี
1. ควรให้ยาปฏิชีวนะต่อประมาณ 5 วันหรือเปลี่ยนยาตามผล bile c/s
2. ระวังการเกิดภาวะ electrolyte imba
lance เนื่องจากเสีย bile salt ออกจากร่างกายทุกวัน
3. ทำแผลสัปดาห์ละ 2 ครั้งหรือทุกครั้งที่แผลซึม
4. ควรล้างสายระบายด้วยน้ำเกลือ NSS ครั้งละประมาณ 5-10 ml.จนกว่าจะใส
5. นัดผู้ป่วยมาเปลี่ยนสายระบายน้ำดีทุก 3-6 เดือน เพื่อป้องกัน bacterial creeping เข้าไปในทางเดินน้ำดี
6. ติดตามและตรวจสอบตำแหน่ง ของสายระบายน้ำดี โดยการฉีดสารทึบรังสีที่เจือจางเข้าไปในสายระบายน้ำดี แล้วถ่ายรูป plain film เมื่อมี clinical indication

การดูแลท่อระบายน้ำดีภายหลังการออกจากโรงพยาบาล
เมื่อผู้ป่วยกลับบ้านจะต้องดูแลท่อระบายน้ำดีเอง โดยระวังไม่ให้แผลท่อระบายน้ำดีสกปรกหรือเปียกน้ำ ควรทำความสะอาดแผลทุกวัน โดยปฏิบัติดังนี้
1. ล้างมือฟอกสบู่ 2-3 ครั้ง แล้วเช็ดด้วยผ้าสะอาดหรือสะบัดมือแรงๆ จนแห้งก่อนทำแผล
2. ใช้สำลีสะอาดชุบน้ำยา เบตาดีน เช็ดผิวหนังรอบๆ แผล และท่อระบายที่ติดกับผิวหนังด้วย เนื่องจากท่อระบายนี้จะเลื่อนเข้าออกตามการหายใจ ใช้สำลีสะอาดชุบแอลกอฮอล์ 70 % ทำความสะอาดซ้ำด้วยวิธีเดียวกัน
3. ปิดแผลด้วยผ้าก๊อสปราศจากเชื้อ โดยใช้ผ้าก๊อสหนุนท่อระบาย และติดพลาสเตอร์ให้ท่อระบายแนบกับผิวหนังหน้าท้อง เพื่อป้องกันการหักพับของท่อ
4. ใช้พลาสเตอร์ติดยึดท่อระบายกับผิวหนังหน้าท้องเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันท่อระบายถูกดึงรั้งและเลื่อนหลุด

สรุป
การใส่ท่อระบายน้ำดีได้รับความนิยมว่าเป็นหัตถการหลักอย่างหนึ่งในการรักษาอาการทางเดินน้ำดีอุดตัน การทำหัตถการตามขั้นตอนที่เหมาะสมและเป็นมาตรฐาน การเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมร่วมกับการวางแผนการรักษาและการพยาบาลที่ดี จะทำให้ผลของหัตถการประสบความสำเร็จและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยภาวะท่อทางเดินน้ำดีอุดตันได้

บรรณานุกรม

1. Liu Y D, Wang Z Q, Wang X D, et al. Stent Inplantation through rendezvous technique of PTBD and ERCP : the treatment of obstructive jaundice. J of Digestive Diseases 2007; 8: 198-202
2. http://www.hospital.md.kku.ac.th/xrayopd/new_page_16.htm
3.เสาวนีย์ หอมสุด, จุฑา ศรีเอี่ยม, ตองอ่อน น้อยวัฒน์ และ อภิชาติ กล้ากลางชน.การใส่ท่อระบายน้ำดีในผู้ป่วยภาวะท่อน้ำดีอุดตัน. วารสารชมรมรังสีเทคนิคและพยาบาลเฉพาะทางรังสีวิทยาหลอดเลือดและรังสีร่วมรักษาไทย. 2008, 1 : 33-39

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 298128
 เขียน:  
 ดอกไม้:  ความเห็น: 17  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

นรพ. ศุภากร
IP: xxx.42.82.229
เขียนเมื่อ Mon Oct 18 2010 13:05:45 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณค่ะพี่1 หนูกำลังหาพอดี

Hana สุวิญญา ธนสีลังกูล
เขียนเมื่อ Mon Oct 18 2010 15:39:37 GMT+0700 (ICT)

เอ้า..หนู เป็นไงบ้าง ไปเรียนเครียดป่าว สู้ๆนะจ๊ะ

ทิพย์
IP: xxx.46.41.19
เขียนเมื่อ Wed Mar 30 2011 11:29:57 GMT+0700 (ICT)

อยากทราบว่า ถ้าเกิดคนที่ป่วยเป็นถุงน้ำดีอุดตัน จะมีวิธีการรักษาอย่างไรบ้างค่ะ ช่วยตอบข้อสงสัยให้ด้วยนะค่ะ ขอบคุณค่ะ

Hana สุวิญญา ธนสีลังกูล
เขียนเมื่อ Sat Apr 09 2011 15:44:53 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณทิพย์

ขออภัยที่ตอบช้านะคะ

ถุงน้ำดีอุดตัน ในที่นี้หมายถึงนิ่วในถุงน้ำดีรึเปล่าค่ะ ถ้าใช่มีเวบที่น่าสนใจ อธิบายรายละเอียดไว้ดีมากๆที่นี่ค่ะ => นิ่วถุงน้ำดีและการรักษา มีคำแนะนำตั้งแต่เมื่อรับการวินิจฉัยว่าเป็น แล้วถ้าไม่มีอาการต้องรักษาหรือไม่ นอกจากผ่าตัดจะมีวิธีรักษาอื่นๆหรือไม่ การผ่าตัดโดยใช้กล้องส่อง ทำไมต้องเอาถุงน้ำดีออกด้วย เมื่อไม่มีถุงน้ำดีแล้วต้องปฏิบัติอย่างไรต่อไป ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด

หวังว่าคงมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย ^^ และขอเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยและญาติผ่านช่วงเวลาแห่งการเจ็บป่วยนี้ไปได้ด้วยดีนะคะ

เชน
IP: xxx.183.103.133
เขียนเมื่อ Sun Apr 08 2012 19:58:24 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ

      ผมได้อ่านบทความนี้แล้วรู้สึว่าเป็นประโยชน์มากเลยครับ พอดีว่าคุณพ่อผมก็เป็นอยู่ วันนี้นอนอยู่ที่โรงพยาบาลระยอง

หมอบอกว่า ตรวจพบว่าเป็นท่อน้ำดีอุดตัน แต่จะรอผลตรวจอีกรอบว่ามีอาการอื่นๆอีกมั๊ย จะได้ผ่าตัดไปเลยครั้งเดียว คุณพอเล่าให้ฟังว่า มันมีอาการคุนด้วยนะครับ ไม่รู้ว่ามันเป็นอาการข้างเคียงหรือเปล่า

Hana สุวิญญา ธนสีลังกูล
เขียนเมื่อ Sun Apr 08 2012 23:23:31 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณเชน อาการที่คุณพ่อคุณเชนบอกน่ะจะเป็นอาการคันใช่รึเปล่าคะ สำหรับผู้ป่วยที่มีท่อน้ำดีอุดตันจะทำให้น้ำดีและสารบิลิรูบินคั่ง ไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการตัวตาเหลือง และมีอาการคันจากสารบิลิรูบินก่อการระคายเคืองต่อผิวหนังค่ะ สำหรับการรักษา การทานยาแก้คันก็ช่วยได้เพียงทุเลาอาการ การรักษาหลักโดยรักษาที่สาเหตุจะแก้ไขอาการได้ดีที่สุดค่ะ เช่น หากน้ำดีคั่งจากท่อน้ำดีอุดตัน แพทย์ก็จะพิจารณาหาวิธีช่วยระบายน้ำดีไม่ให้คั่งค่ะ เดี๋ยวนี้มีหลายวิธีในการช่วยระบายน้ำดี การใส่สายระบายน้ำดีก็เป็นอีกทางเลือกนึงที่จะช่วยได้ค่ะ ผู้ป่วยแตะละรายอาจเหมาะกับการรักษาที่แตกต่างกัน ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณเชนหายป่วยไวๆด้วยนะคะ ^^

นุ๊ก
IP: xxx.67.135.160
เขียนเมื่อ Fri Oct 05 2012 22:12:31 GMT+0700 (ICT)

พอดีคุณย่าทำการใส่สายระบายน้ำดีมาจากกรุงเทพตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2554 คุณหมอนัดเปลี่ยนสายวันที่ 31 มีนาที่ผ่านมา แต่ที่บ้านคิดว่าถ้าพาไปเปลี่ยนสายที่กรุงเทพคงไม่ไหว รบกวนขอคำปรึกษาว่าที่อุดรมีที่ไหนที่เราพอจะพาไปเปลี่ยนสายระบายน้ำดีได้บ้างคะ เพราะลองพาคุณย่าไปถามที่ รพ.ค่ายประจักษ์กับ รพ.อุดร แต่เค้าบอกว่าทำไม่ได้ เลยงงว่าจะพาไปเปลี่ยนที่ไหนได้อีกคะ ขอบคุณล่วงหน้าเลยนะคะ :)

Top
IP: xxx.77.176.90
เขียนเมื่อ Fri Feb 01 2013 08:14:07 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ การใส่สายระบายน้ำดีเมื่อผู้ป่วยกลับบ้าน มีน้ำดีไหลซึมออกมาเยอะ ต้องเปลี่ยนผ้าก๊อสประมาณวันละ 3-4 ครั้ง อยากทราบว่าจมีผลข้างเคียงอะไรต่อผู้ป่วยไหมครับ ขอคุณล่วงหน้า

Top
IP: xxx.77.176.90
เขียนเมื่อ Fri Feb 01 2013 08:15:32 GMT+0700 (ICT)

*ขอบคุณล่วงหน้านะครับ

Hana สุวิญญา ธนสีลังกูล
เขียนเมื่อ Sat Feb 02 2013 23:37:00 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณนุก

ต้องขอโทษอย่างมากเลยค่ะที่เพิ่งตอบ เพิ่งเห็นข้อความคุณนุกจริงๆ 

ที่อุดร จริงๆแล้วรพ.อุดร รพ.ค่ายฯ ก็สามารถเปลี่ยนสายระบายน้ำดีได้นะคะ 

และที่โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานีอีกแห่งที่สามารถทำได้ค่ะ


Hana สุวิญญา ธนสีลังกูล
เขียนเมื่อ Sat Feb 02 2013 23:43:14 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณ Top

สำหรับน้ำดีที่ไหลซึมออกมาเยอะแบบนี้ จะทำให้ผิวบริเวณรอบๆระคายเคืองและอาจเกิดการอักเสบติดเชื้อต่อไปได้ค่ะ ดังนั้น แนะนำว่าควรไปพบแพทย์เพื่อรับการแก้ไขค่ะ 

น.สเสาวลักษณ์ อัศราช
IP: xxx.231.114.252
เขียนเมื่อ Wed May 22 2013 15:32:45 GMT+0700 (ICT)

คุณแม่ก็ใส่ท่อน้ำดีแต่ใส่ครั้งนี้หลุดเพราะอะไรคะถึงหลุด

วีรชน ชมภูราช
IP: xxx.77.238.157
เขียนเมื่อ Thu Nov 28 2013 09:11:09 GMT+0700 (ICT)

พ่อไปเจาะท่อน้ำดีมา น้ำที่ไหลออกมาระดับไหนถึงจะว่าปกติครับ

Hana สุวิญญา ธนสีลังกูล
เขียนเมื่อ Thu Nov 28 2013 22:24:00 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณเสาวลักษณ์

ใส่ท่อน้ำดี ในที่นี้คือใส่สายระบายน้ำดีที่ระบายน้ำดีออกมาลงในถุงข้างนอก หรือใส่ท่อน้ำดี(stent) ไว้ข้างในเพื่อถ่างขยายท่อระบายน้ำดีที่ตีบให้กว้างขึ้นคะ แต่การใส่ทั้งสองอย่างก็มีโอกาสหลุดได้ค่ะ ทุกครั้งหลังจากใส่แล้ว ผู้ป่วยจึงได้รับคำแนะนำให้สังเกตความผิดปกติเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้าน หนึ่งในความผิดปกติที่ต้องมาพบแพทย์คือ ท่อระบายน้ำดีเลื่อหลุดค่ะ เพราะหากมีการเลื่อนหลุด ก็จะทำให้ไม่สามารถระบายน้ำดีได้ อาจก่อให้เดิออาการน้ำดีอุดตันอีกค่ะ

Hana สุวิญญา ธนสีลังกูล
เขียนเมื่อ Thu Nov 28 2013 22:25:56 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณวีรชน

น้ำดีที่ไหลออกมาไม่ควรเกิน 1000 ซีซีต่อวันค่ะ หากเกินนี้แสดงว่าผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอพบแพทย์ก่อนถึงวันนัดค่ะ

ปรียาภรณ์ มาละอินทร์
IP: xxx.230.88.246
เขียนเมื่อ Fri Jan 03 2014 16:48:40 GMT+0700 (ICT)

ถ้าเจาะถุงน้ำดีแล้วต้องนอนที่ร.พ.กี่วันค่ะแล้วออกมาใช้เวลาใส่สายระบายท่อน้ำดีนานไหมค่ะ

Kaemkun
IP: xxx.230.144.141
เขียนเมื่อ Sat Aug 16 2014 15:18:49 GMT+0700 (ICT)

น้ำที่ไหลออกมาเป็นสีเขียวเข้มค่ะ. มันมีผลเสียยังใงบ้างค่ะ. ?   /ขอบคุณค่ะ. :)

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า