สมาชิก
แลกเปลี่ยน
 

Marketing GuRu/ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้

21-5-49

สวัสดีชาว Blog ทรัพยากรพันธุ์ X

          ผมต้องขอขอบคุณลูกศิษย์ทุกคนที่กรุณาส่ง Blog มาพูดคุยกันและหลังจากจบการอบรมเมื่อวันที่ 18 ที่ผ่านไปแล้วก็ยังส่งมาหาผมอีก 2-3 ท่านแล้วขณะนี้ Blog ของเรามีคนเข้ามาแล้วประมาณเกือบ 200 คน ก็นับว่ามีคนให้ความสนใจแยะ และเป็นแหล่งที่ share ข้อมูลได้ดี  ผมอยากจะขอย้ำเรื่องวันเสาร์ที่ 10 มิ.ย.ที่ office ของผมจะมีการพบกันอีกครั้งแต่ส่วนใหญ่จะเน้นการพูดเรื่อง SMEs

          ส่วนคุณยมนั้น ผมยอมรับว่ามาช่วยเป็นวิทยากรได้ดีมาก ผมขอชมเชยที่ต่อยอดความคิดของผมได้ดีแล้วยังพูดถีงอาจารย์ป๋วยอย่างอบอุ่นด้วย อาจารย์ป๋วยท่านรักลูกศิษย์และชีวิตท่านติดดินมากผมเองก็ได้ใกล้ชิดกับลูกศิษย์เยอะ ได้รับรู้จากลูกศิษย์ตลอดเวลา

          ขณะนี้ผมอยู่ที่ Melbourne กับ กฟผ.แล้วก็จะไปประชุม APEC ต่อ แต่ก็ขอให้ลูกศิษย์พันธุ์ X ช่วยส่ง Blog มาคุยกันว่าวันที่ 2 ของการอบรมได้อระไรบ้าง และผมอยากให้ยมมาช่วยเป็นวิทยากรให้ผมบ่อยๆ

                                                           ขอบคุณ

                                                       จีระ  หงส์ลดารมภ์

 

                             

17 - 5 - 49

สวัสดีครับชาว Blog..

         วันนี้ผมรับหน้าที่เป็นโค้ชให้แก่ผู้บริหารรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องทรัพยากรมนุษย์และมาร่วมการเรียนรู้ในการสัมมนาที่ทาง Marketing Guru เป็นผู้จัดฯ ผมก็เลยแนะนำให้ลูกศิษย์ที่นี่เข้ามาแบ่งบันความรู้ ความคิดกันที่ชุมชนการเรียนรู้ออนไลน์ หรือ Blog แต่เนื่องจากว่า Blog เดิมของผม (We share ideas) มีการต่อสายความคิดกันค่อนข้างจะยาวมาก ก็เลยคิดว่าน่าจะมี Blog ใหม่สำหรับกลุ่มลูกศิย์ที่ Marketing Guru ขึ้นมา โดยใช้ชื่อ Blog ว่า "Marketing GuRu/ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้" ก็หวังว่า Blog นี้จะได้รับความสนใจเช่นกัน

         สำหรับบรรยากาศการเรียนรู้ในช่วงเช้าวันนี้ดีมากเพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการเล่า และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน

         ลูกศิษย์ของผมในวันนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

  • กลุ่มแรกเป็น Non - HR คือเป็นผู้ที่ไม่ได้ทำงานด้าน HR โดยตรง แต่มีความสนใจในเรื่อง "คน" วันนี้ก็คงจะได้รับความรู้ทั้งในแง่ของการพัฒนา การบริหาร และการกำหนดยุทธศาสตร์เรื่องคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะของผู้นำ หรือผู้บริหารในองค์กรก็จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ถือธงนำทางไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งจะต้องมองเรื่อง "คน" อย่างลึกซึ้ง รอบคอบแบบมีปรัชญา  
  • อีกกลุ่มหนึ่งคือ HR Manager ซึ่งมีอยู่หลายคนด้วยกันที่ทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มที่เป็นแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับแรงงานไร้ฝีมือ ผมก็หวังว่าการเรียนในวันนี้จะทำให้ลูกศิษย์ของผมมองทะลุว่า HR ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องของปรัชญา ความเชื่อ และศรัทธา ประเด็นที่จะฝากไว้สำหรับลูกศิษย์ในกลุ่มนี้ก็คือ การทำงานให้ประสบผลสำเร็จเรื่อง "คน" เราควรจะเริ่มที่ R ตัวแรก นั่น คือ Respect หรือการนับถือ ให้เกียรติ ยกย่องกับคนที่ทำงาน หรือร่วมงานกับเราในทุกระดับ ซึ่งนับว่าเป็นกุญแจสำคัญดอกแรกที่จะไขไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแน่นอน 

                                                                         จีระ  หงส์ลดารมภ์

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
· คำสำคัญ: uncategorized 
· หมายเลขบันทึก: 29245
· สร้าง:    · อ่าน: แสดง · ความเห็น:
75
 
· สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
แจ้งลบ
แจ้งลบ
ทัศนีย์ แสนทวีสุข
IP: xxx.144.143.2
เขียนเมื่อ Wed May 17 2006 19:41:21 GMT+0700 (ICT)

ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณอาจารย์อย่างมากทีเสียสละเวลาอันมีค่ามาทำการแลกเปลี่ยนความรู้กับพวกเราในวันนี้ อาจารย์จะใช้คำว่าแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ไม่ใช้คำว่ามาสอน ซึ่งทำให้บรรยากาศในห้องสัมมนาในวันนี้เป็นไปด้วยความสนุกและไม่เครียดค่ะ  ดิฉันเป็นคนที่มักจะหาความรู้ใส่ตัวอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่มีโอกาสได้ดูรายการที่อาจารย์ดำเนินรายการเนื่องจากที่บ้านไม่ได้ติด UBC ค่ะ ด้วยเหตุผลบางประการณ์  แต่เมื่อได้พบกับอาจารย์ในวันนี้รู้สึกว่าคิดไม่ผิดที่มาสัมมนาในวันนี้และวันพรุ่งนี้ ซึ่งทั้งสองวันจะเป็นวันที่เราได้ความรู้ ประสบการณ์ และที่สำคัญได้สังคมใหม่ ๆ ได้รู้จักเพื่อนอีกกลุ่มที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน  ซึ่งก่อนหน้าที่ก็ได้มีการรวมกลุ่ม HR กับพวกสื่อต่าง ๆ และก็ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แลกเปลี่ยนการแก้ปัญหาในระบบ HRมาบ้าง แต่เพื่อน ๆ กลุ่มนี้ส่วนมากจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิหลาย ๆ ท่าน และอีกหลาย ๆ ท่านเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งนี้ถือว่าเป็นโอกาสอีกอย่างหนึ่งที่ได้รับนอกเหนือจากวิชาการที่อาจารย์ได้บรรยายในวันนี้  ในขณะที่เขียนบทความถึงอาจารย์นี้ดิฉันยังไม่ได้กลับบ้านเลยค่ะ ต้องเข้ามาพิมพ์การบ้านส่งอาจารย์ก่อน เพราะที่บ้าน Internet เข้าไม่ได้ค่ะ คอมพิวเตอร์เสียค่ะ เลยต้องเข้ามาส่งความคิดเห็นนี้ถึงอาจารย์ก่อนแล้วค่อยกลับบ้าน และเตรียมตัวเพื่อไปรับความรู้ในวันพรุ่งนี้อีก ซึ่งก็คาดหวังว่าจะนำความรู้ที่ได้รับทั้งสองวันนี้มาประยุกต์ใช้ในสำนักงานให้มากที่สุด 

ขอสรุปประเด็นที่ได้รับในวันนี้ ดังนี้ค่ะ

1. ได้รับความรู้ใหม่ ๆ ที่ไม่ได้มองแค่ในสำนักงานเราเท่านั้น แต่ได้ทราบถึงภายนอกด้วยว่าขณะนี้โลกได้พัฒนาไปถึงไหนแล้ว จากเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่มาเข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้

2. ได้รู้จักอาจารย์ที่จากเดิมไม่เคยรู้จักมาก่อนและนี้แหละผู้ที่จะจุดประกายความฝัน หรือความมุ่งมั้นในการทำงานให้กับเรา เพราะบ้างครั้งมีปัญหาในการทำงาน ไม่มีผู้แนะแนวทางให้ก็ทำให้สมองมึนเหมือนกันค่ะ แต่วันนี้คิดว่าเราได้ทางสว่างในการทำงานแล้วค่ะ ถึงแม้ไม่ได้ติดต่อกับอาจารย์โดยตรง แต่บทความ เนื้อหาที่อาจารย์ได้ลงไว้ใน web ก็น่าจะนำมาพัฒนาองค์กรและตัวเองได้แน่ ๆ

3. หนังสือของอาจารย์ยังอ่านไม่จบค่ะ แต่จะอ่านต่อไปให้จบเพราะเท่าที่อ่านมามีประโยชน์ในเรื่องของแนวคิดในการบริหารคน ก่อนหน้านี้ได้เคยอ่านประวัติ คุณสุจินต์ ที่เค้าเขียน เค้าว่าผมเป็นมืออาชีพค่ะ  แล้วก็หนังสือชื่อ fish ที่แปลว่าปลานี้แหละค่ะ เป็นหนังสือที่พูดเกี่ยวกับคน และแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารคนมาบ้างแล้วค่ะ  เมื่ออ่านจบคงจะได้แนวคิดเพื่อนำไปประยุกต์กับการบริหารแล้วในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอนค่ะ

และสุดท้ายถึงการสัมมนาในสองวันนี้จะจบ แต่การเรียนรู้ของดิฉันคงไม่มีวันจบค่ะ อยากมีความรู้สักเสี้ยวหนึ่งของอาจารย์เพื่อจะนำความรู้ที่มีอยู่ของเราไปพัฒนาองค์กรและประเทศชาติต่อไปค่ะ 

ขอแสดงความเคารพและนับถืออย่างยิ่ง

 

 

Sulak Phadungsap
IP: xxx.144.143.2
เขียนเมื่อ Wed May 17 2006 20:10:45 GMT+0700 (ICT)
สิ่งที่ได้จากหลักสูตรอบรมสัมนาในวันนี้ มีมากมายหลายประเด็น เริ่มจากการหาแนวทางเพื่อจะได้ทราบว่าจะทำอย่างไร เพื่อจะ motivate หาความเป็นเลิศของคนออกมาให้ได้ จากปรัชญาต่าง ๆ ที่ได้จากการสัมนา สิ่งที่น่าสนใจคือ ทรัพยากรมนุษย์ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นกำไร ดังนั้นการมีความรู้เพื่อนำไปใช้พัฒนาคน จึงถือเป็นสิ่งสำคัญมาก จากการสัมมนาในวันนี้มีประเด็นที่น่าสนใจหลายประเด็น ซึ่งน่าจะแบ่งออกเป็นประเด็นใหญ่ ๆ ได้ 3 ประ เดน ดังนี้
1.เรื่องของทุนทางปัญญา ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การคิดเป็น ไม่ใช่จะเป็นแต่ผู้ปฏิบัติอย่างเดียว แต่ต้องคิดเป็นด้วย เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคล ที่จบ ปวช ปวส ก็ ถ้าเป็นผู้ที่คิดเป็น ก็สามารถที่จะทำงานต่างๆ ได้ดี และอาจดีกว่าผู้ซึ่งจบปริญญา ตรี หรือ ปริญญาเอกที่ได้แต่เรียน และท่องจำ ไม่สามารถประยุกต์ หรือสร้างสรรค์ งานอะไรได้ นอกจากนี้ การที่คิดออกนอกกรอบไม่เป็น ก็เป็นการยากที่จะทำให้มีการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ออกมา อย่างเช่น ปรัชญาของอาจารย์ที่ว่า การสร้างความคิดออกนอกกรอบ หรือ คิดแบบ immagination สำคัญกว่าการมี knowledge เพียงอย่างเดียว
2.เรื่องของจังหวะเวลา การมีโอกาสที่ดี และการบริหารสถานการณ์ได้ จะสามารถทำให้เราประสบความสำเร็จ
ดังนั้นเราควรสนใจในเรื่องของ What’s going on around us เพื่อที่จะได้ opportunity ที่ดีกว่า หรือมากกว่าคนอื่น ดังนั้นการอ่านหนังสือมากขึ้น การหาความรู้จากสิ่งรอบตัวตลอดเวลา จึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะ การที่เราอ่านน้อย มุมมองต่าง ๆ ก็จะไม่กว้าง ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ก็จะไม่เกิด นอกจากนั้นการนำ IT
เข้ามาใช้ ก็เป็นการสร้างโอกาส และ จุดแข็งให้กับงานของเรามากขึ้นเช่นกัน เช่น เพราะ IT ทำให้เกิด e-commerce ,  การผลิตที่ถูกลง  ต้นทุนที่ต่ำขึ้น รวมถึงไม่ต้องเสียภาษีด้วย ซึ่งนับเป็นการสร้าง oportunity และ advantage ให้กับงานอีกด้วย
3.ทรัพยากรมนุษย์ และ Innovation
         Innovation หรือ นวัตกรรม คือ การมีจินตนาการ บวกกับความคิดสร้างสรรค์ และความรู้ใหม่ ๆ ที่เป็นระบบ และนำไปปฏิบัติลงมือทำ ทำแล้วก็ต้องให้เกิดประโยชน์ และให้มีมูลค่าเพิ่มด้วย
การมีความคิดสร้างสรรค์ ส่วนหนึ่งก็ต้องมาจากการคิดที่เป็นระบบ ดังนั้น การหาความรู้ใหม่ ๆ ตลอดเวลาจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก  การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ มีความสำคัญกับงาน HR มาก เพราะทำให้บทบาทของ HR ที่มุ่งเน้นแต่งานเอกสารเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เรียกว่า HR พันธุ์ X ซึ่งเป็น HR  ที่กล้าคิดกล้าทำ และมีการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ มาสร้างสรรค์งาน ให้เปลี่ยนไปในแนวทางที่เป็นประโยชน์กับองกร ที่มีความเปลี่ยนแปลง ตามยุคสมัยตลอดเวลา
 ปัญหาเรื่องคนที่เป็นอุปสรรคกับการทำ นวัตกรรม
  1. คนไทยมีอัตตาสูง มักคิดว่า ฉันเก่ง ฉันดี ฉันถูก จังไม่ฟังเสียงของคนรอบข้าง
  2. ขาดความกล้าแสดงออก เพราะกลัวเสียหน้า
  3. ไม่ชอบคิดขอบติอย่างเดียว
  4. ไม่รักการอ่าน ทำให้ขาดความรู้ และความคิดสร้างสรรค์
  5. เน้นการท่องจำมากกว่าความคิดสร้างสรรค์

ยุพา สุวรรณแสง
IP: xxx.144.144.164
เขียนเมื่อ Wed May 17 2006 21:33:19 GMT+0700 (ICT)

เรียน ศ.ดร.จีระ ที่เคารพ

มาเรียนกับท่านอาจารย์วันนี้ ตระหนักได้ว่า

1. ถ้าประเทศไทยมีบุคลากรที่มีความรู้มากมายหลากหลาย และมีความคิดโชติช่วงชัชวาลเฉกเช่นท่านอาจารย์จีระ ประเทศไทยเราคงพัฒนาก้าวไกลไปกว่านี้มาก

2. มนุษย์เกิดมามีความเท่าเทียมกัน สังคมจะอยู่อย่างสงบสุข ถ้าเราให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะอยู่ตำแหน่งอะไร หน้าที่การงานอะไร ก็มีคุณค่าในเนื้องานของเขาเอง

3. งานเกี่ยวกับ HR ไม่มีทฤษฎีอะไรที่แน่นอนและลงตัวแบบ 1+1 = 2 ทั้งนี้เี้พราะมนุษย์มีอารมณ์เป็นตัวกำหนด

4. งาน HR จะสำเร็จถ้าเจ้าหน้าที่ HR สามารถ tuning in กับฝ่ายจัดการได้สำเร็จและพูดเป็นภาษาเดียวกัน

ด้วยความเคารพ

สุมาลี คงทน
IP: xxx.144.160.242
เขียนเมื่อ Wed May 17 2006 21:39:18 GMT+0700 (ICT)

ก่อนอื่นดิฉันต้องขอขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงที่ได้สละเวลาอันมีค่าของอาจารย์มาให้ความรู้แก่พวกเรา และทำให้พวกเราได้รู้จักกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน จากการได้อบรมในวันนี้ ได้ให้ประโยชน์แก่ตัวดิฉันมาก  จากการที่ดิฉันได้ทำงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ  ซึ่งตั้งแต่เริ่มทำงานดิฉันได้พบ หรือ ผ่านผู้คนจำนวนมาก (พนักงาน) ซึ่งหลายรุ่นมาก สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะหลังจากที่ดิฉันได้รับเขาเข้ามาพยายามฝึกสอนเขา ทุกอย่างจนเป็นงาน ไม่นานเขาก็ออกไป ซึ่งทำให้มีการเปลี่ยนพนักงานหลายรุ่น จนถึงรุ่นปัจจุบัน ซึ่งดิฉันก็พยายามหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นถึงเป็นเช่นนี้ และวันนี้ดิฉันก็ได้รู้แล้วค่ะ (แม้จะไม่มากนัก) เพราะดิฉันได้ฟังอาจารย์บรรยายค่ะ สำหรับการเรียนในวันนี้ ดิฉันสรุปได้ดังนี้

การบริหารความเป็นเลิศของคนในองค์กร

   1.  ให้คนมีคุณภาพ

   2.  ให้คนมีความมุ่งมั่นพัฒนาองค์กร

   3.  พัฒนาคนไปสู่ความเป็นเลิศ

   4.  ทุกคนมีศักยภาพ แต่ทำอย่างไรถึงจะให้คนนำออกมาใช้

   5.  ต้องศึกษาตัวบุคคลอย่างแท้จริง

ทรัพยากรณ์มนุษย์ และ Innovation

ปัญหาเรื่องคน เป็นอุปสรรคในการสร้างนวัตกรรม

     1.  ไม่มีจริยธรรม

     2.  ไม่มีความมั่นใจ

     3.  ไม่มีศักยภาพ

     4.  การแสดงออก

     5.  ขาดความรู้

     6.  ไม่ชอบความเสี่ยง

     7.  คิดว่าตัวเองเก่ง

ดิฉันมีปัญหาที่จะถามอาจารย์ดังนี้ค่ะ

    1.  พนักงานส่วนใหญ่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง, การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน  โดยส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองเก่ง และทำดีแล้ว, ไม่ยอมรับสิ่งใหม่ ๆ

    2.  ถ้าเราอยากตรวจสอบพนักงาน ในการทำงานด้านบริการหลังการขาย มีวิธีไหนบ้าง ที่ไม่ต้องไปสอบถามจากลูกค้า

    3. ไม่รู้ว่าปัญหาเกิดจากตัวเราหรือเปล่า เช่น  GM ทำงานเร็วเพราะมีการแข่งขัน แต่พนักงานในแผนกที่เกี่ยวข้องทำงานล่าช้ามาก ผิดพลาดบ่อย ๆ ทำให้เกิดการขัดแย้ง และ นำไปสู่การไม่อยากทำงานของตัวเองที่ได้รับมอบหมาย

     4.  การสร้างบรรยากาศที่ดีในองค์กร  มีข้อแนะนำหรือเปล่าค่ะ นอกจาก อารมณ์ดี  ยิ้มแย้มแจ่มใส

     อาจารย์มีข้อแนะนำหรือเปล่าค่ะ

ขอขอบพระคุณอาจารย์มากค่ะ

 

เบญจวรรณ ฤกษ์สมเด็จ
IP: xxx.144.143.3
เขียนเมื่อ Wed May 17 2006 21:48:25 GMT+0700 (ICT)

เรียน อาจารย์ที่เคารพ 

ต้องขอขอบคุณทาง Marketing GURU ที่ได้จัดให้มีการสัมมนาหลักสูตร ทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้และมีวิทยากรคือ ศ.ดร. จีระ  หงส์ลดารมภ์  เป็นผู้ที่ให้ความรู้  คำแนะนำ นำประสบการณ์ที่มีคุณค่ามาเล่าให้ฟัง ตลอดจนให้ผู้เข้าร่วมสัมมนามีการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน 

ดิฉันชอบแนวคิดของทางอาจารย์เกี่ยวกับให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาซึ่งพวกเรามีอยู่ด้วยกัน 25 ท่าน ร่วมกันเป็นพันธมิตรในการรวมตัวกันเพื่อจัดตั้งกลุ่ม  Consultant for SME   มากค่ะ และดิฉันจะขอเป็นส่วนหนึงในกิจกรรมนี้ด้วยค่ะ (อยากสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และเพิ่มมูลค่าให้กับตัวเองบ้าง)

และจากการที่ได้ทำ workshop ขอสรุปประเด็นที่กลุ่มได้นำเสนอเกี่ยวกับปัญหาเรื่องคนที่เป็นอุปสรรคในการสร้างนวัตกรรมคืออะไร โดยให้อธิบายมา 3 เรื่อง  โดยในกลุ่มที่ 1 (นำเสนอเป็นกลุ่มแรก) ได้สรุปประเด็นจากกลุ่มได้แก่

  1. ขาดการทำงานเป็นทีม  : คนไทยชอบการทำงานคนเดียว ไม่ชอบการทำงานเป็นทีม ไม่ชอบการเสนอความคิดเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเข้าห้องประชุม จะไม่ค่อยมีความคิดเห็น หรือข้อเสนอแนะ อะไรออกมา แต่เมื่อออกมาจากห้องประชุมแล้วมักจะออกมาบ่น หรือแสดงอาการไม่พอใจออกมา ซึ่งจะทำให้ไม่ค่อยมีความคิดใหม่ๆ หรือ นวัตกรรมอะไรออกมาในบริษัท ซึ่งจะเป็นลักษณะของการ maintain งานเอาไว้เท่านั้น และจะทำให้เราสู้ประเทศอื่นๆ ไม่ได้ เช่น จีน เวียดนาม หรือ อินเดีย เป็นต้น
  2. ชอบคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ดีอยู่แล้ว  มั่นคงอยู่กับสิ่งเดิมๆ เพราะเจ้านายไม่เคยว่าหรือบ่นอะไร ( ไม่มีข้อบกพร่องอะไรให้ว่า เพราะไม่ได้ทำอะไร เพราะคนที่ไม่ได้ทำอะไร ทำแต่งานประจำ เจ้านายไม่รู้จะไปตำหนิงานตรงไหน)
  3. คนไทยชอบความสบาย ไม่ชอบเสี่ยง (เฉพาะเรื่องงานเท่านั้น) เพราะถ้าเป็นคนที่ชอบคิดทำอะไรอยู่ตลอดเวลานั้น จะทำให้เหนื่อย หมดความสบาย เพราะส่วนใหญ่แล้ว คนที่คิดมักจะเป็นคนที่ต้องลงมือทำงานนั้นๆ เอง

และจากการที่ได้ฟังกลุ่มอื่นๆ นำเสนอนั้น ได้มีประเด็นที่น่าสนใจได้แก่

  1. Negative Attitude คือเป็นคนที่มีความคิดติดลบ ซึ่งจะเป็นคนที่ไม่มีนวัตกรรมเช่นกัน เพราะจะเป็นคนที่ไม่มีการเรียนรู้ เพราะอาจารย์จะเน้นมากว่า ถ้าไม่รู้จักที่จะเรียนรู้ จะเป็นคนที่ไม่มีนวตกรรม และคุณก็จะเป็นคนที่ไม่ทนต่อโลก
  2. การไม่กล้าแสดงออก ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก เพราะคนไทยจะถูกสอนว่า ไม่ให้โต้เถียง ต้องฟังความคิดเห็นของผู้ใหญ่ และผู้ชายต้องเป็นช้างเท้าหน้า
  3. การขาดความรู้จริง หรือการขาดความมั่นใจ  คนเรามักจะไม่เข้าถึงตัวสินค้าอย่างแท้จริง ทำให้เราเป็นนักเลียนแบบที่ดี มากกว่าเป็นผู้คิดจะทำ (สินค้า) ที่ดี
  4. การขาดความมั่นใจในตนเอง ทำให้เราไม่กล้าที่จะนำเสนอแผนงานหรือผลงานต่อเจ้านายหรือในที่ประชุม
  5. การขาดจริยธรรม ซึ่งสิ่งนี้จะต้องเป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนต้องตระหนัก

ซึ่งจากการทำเพียง 1 workshop ในเวลาเพียงน้อยนิด แต่พวกเราก็ได้ความรู้ และเกิดการเรียนรู้เป็นอย่างมาก และดิฉันเองต้องพัฒนาตัวเองอีกเป็นอย่างมาก เพื่อให้มีความรู้จริง และทำตัวเองให้มีนิสัยเรียนรู้ให้มากกว่านี้

จากการที่ได้เข้าร่วมสัมมนาในวันนี้ ขอสรุปประเด็นที่ได้รับดังนี้ค่ะ

  1. ได้รับรู้ถึงการตั้งคำถามที่ดี ที่ทางอาจารย์ตั้งคำถามใพวกเราตอบ
  2. ให้รู้จักการจับประเด็น ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นจุดอ่อนของดิฉันเป็นอย่างมาก แต่พยายามเรียนรู้และจะทำให้ดีได้
  3. สร้างนิสัยให้พวกเรารักการอ่าน และเป็นนักเขียน ซึ่งเป็นการให้เราพัฒนาตนเองในเรื่องการบันทึกเรื่องราว หรือเหตุการณ์ต่างๆ และเป็นการบ่งบอกว่า เราจับประเด็นได้หรือไม่
  4. ได้รู้จัก website ดีๆ ที่ได้ให้ดิฉันได้เรียนรู้ และตักตวงความรู้ได้จากที่นี่
  5. ได้รู้จัก คำว่า บ้าคลั่ง ว่าเราจะสร้างความบ้าคลั่งให้ประสบตวามสำเร็จได้อย่างไร  และเปลี่ยนความบ้าคลั่งให้เป็นพฤติกรรมที่เหมาะสม เพื่อนำไปสู่ performance
  6. อาจารย์สอนให้รู้จักคำว่า RESPECT โดยการให้นับถือคนที่เสียเปรียบทางสังคม หรือ ควรยกย่องคนที่เสียเปรียบทางสังคม เพราะว่า HR or CEO ที่ดีต้องเห็นคุณค่าของคน และเป็นงานของดิฉันที่ต้องคิดให้ได้ว่าทำอย่างไรจะทำให้คนในที่ทำงานเป็นคนที่มีคุณภาพ และต้องทำให้เขาอยากที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต

ในวันนี้ขออนุญาต ส่งงานให้ทางอาจารย์ก่อนเท่านี้นะค่ะ เพราะต้องสอนการบ้านลูกๆ และส่งงานให้ทางที่ทำงานด้วย อย่างไรก็ตามในวันนี้ ดิฉันได้รู้จักอาจารย์มากขึ้น และจะเรียนรู้จากอาจารย์ให้มากยิ่งขึ้นในวันพรุ่งนี้ และตลอดไป ส่วนหนังสือจะอ่านให้จบภายในคืนนี้ค่ะ

การบริหารความเป็นเลิศของคนในองค์กรไม่ใช่แค่ปลูกข้าว

  ............. แต่ต้องดูว่าเก็บเกี่ยวได้ผลหรือเปล่า

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

เบญจวรรณ  ฤกษ์สมเด็จ       

Boonsong Piernpunlert
IP: xxx.144.160.247
เขียนเมื่อ Wed May 17 2006 21:49:06 GMT+0700 (ICT)
บรรยากาศในการเข้าร่วมสัมมนาในวันแรกนี้ มีการแนะนำตัว บอกเล่าเก้าสิบถึงลักษณะงานของแต่ละท่าน พอสังเขป   กลุ่มผู้เข้าร่วมสัมมนาก็มีหลากหลาย อย่างที่อาจารย์ ดร.จีระ ได้แจ้งไว้ ว่าแยกออกเป็น กลุ่มคนทำงาน HR และ NON-HR  แต่เนื่องจากโดยเนื้อแท้แล้ว เราต่างเข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ ก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน นั่นก็คือ  ต้องการเพิ่มพูน องค์ความรู้ในตัวตนของเรา  โดยคาดหวังจะได้รับรู้ถึงสิ่งแตกต่างจากเดิมๆที่เรามี ที่เรารู้  หรือแม้แต่บางเรื่องอาจเป็นเรื่องพื้นฐานเดิมๆที่อาจเผลอบอกตัวเองว่า เรื่องบางเรื่องเราต่างก็พอรู้มาบ้างจากการ อ่าน การเรียนรู้  ตลอดระยะเวลาที่ผ่านๆมา 
                แต่การเข้ามาสัมผัสบรรยากาศในวันนี้  พบความจริงอย่างหนึ่งว่า  แม้เรื่องบางเรื่องที่ได้ยินได้ฟัง จะเป็นเรื่องที่เราพอรู้มาบ้าง ลึกๆแล้วเราที่รู้มาเหมือนไม่มีประโยชน์อะไรเลย  เหตุเพราะขาดการนำไปปฎิบัติ   อาจารย์ยังตอกย้ำได้ตรงๆถึงความล้มเหลวในการเข้าอบรม ที่รับมาเพียงความรู้ที่ขาดการนำไปต่อ ยอด
                สิ่งที่ได้รับจากการเข้าสัมมนาในวันแรกนี้  ทำให้รู้สึกได้ว่าหลายๆครั้งที่ผ่านๆมา แม้เราจะย้ำคิดย้ำพูดถึงความสำคัญของ คุณค่ามนุษย์ ที่ดูเหมือนระบุบอกถึง คนเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า แต่การปฎิบัติต่อเขาเหล่านั้นกลับไม่ได้แสดงออกให้เห็นถึงคุณค่าที่ได้กล่าวอ้างไว้
                โดยรวมๆ ทรัพยากรมนุษย์ เมื่อนับเป็น กำไร  ที่กล่าวถึง นั่นก็ยิ่งตอกย้ำถึง คุณค่าที่สำคัญของทรัพยากรมนุษย์ที่ ยิ่งต้องให้การเอาใจใส่,  ดูแล, พัฒนา เพื่อรักษาไว้ ให้สามารถสร้างประโยชน์ และ ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มต่อองค์กรอย่างจริงจัง
                สิ่งที่ได้มีการแลกเปลี่ยนกันในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงมุมมองที่หลากหลาย ที่แฝงเร้นอยู่ในความคิดความอ่านของแต่ละคน  ที่นับได้ว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่มีความต้องการ มีเป้าประสงค์ต่อการเข้ามาร่วมสัมมนาที่คล้ายๆกัน
                การทำ Workshop ก็เป็นอีกเรื่องที่เป็นการเปิดโอกาสให้ได้มีการแสดงออกถึงซึ่งความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวาง  อีกทั้งสามารถนำความคิดที่อาจแตกต่างกันอยู่บ้างมา Align เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวคิดที่สมบูรณ์มากที่สุด
            อีกประเด็นก็คือ แนวคิดการก่อเกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ การสร้างแนวร่วมเพื่อให้สามารถเชื่อมโยงกันได้ในกลุ่มสัมมนา หรือแม้แต่ อาจสามารถเชื่อมโยงไปในกลุ่มอื่น ล้วนเป็นสิ่งใหม่ๆที่ ได้รับทราบรับรู้ในวันนี้  ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว ล้วนสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมในภาพใหญ่ได้  ทั้งนี้ก็เนื่องจากการจัดการการศึกษา-พัฒนาบุคคลากร ในประเทศของเรายังดูเหมือนว่ายังไม่สามารถสนับสนุนความเจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืน
                อย่างไรก็ตาม การที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมรับฟังการสัมมนาในวันนี้  ทำให้รู้สึกได้ถึง การตอกย้ำ และทำให้มั่นใจได้ในหลายๆเรื่องที่ค้างๆคาใจอยู่บ้างเช่นกัน  โดยเเฉพาะในส่วนของการพัฒนาที่ต้องมองภาพรวมๆ ของประเทศ  อย่ามองเพียงกลุ่มคน กลุ่มเล็ก ในองค์กรของเรา  ที่แท้จริงแล้ว ก็คือการมองไปยังเป้าหมายใหญ่ที่เราปราถนาให้ประเทศเป็น และ ให้ส่งเสริมดำเนินการให้องค์กรเล็กๆของเราสามารถประสพผลสำเร็จได้ อีกทั้งความสำเร็จดังกล่าวยังต้องมีผลต่อความสำเร็จของเป้าหมายใหญ่ของประเทศที่เราตั้งใจไว้อีกด้วย
 
จากการอ่านหนังสือ "ทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้ (CHAMPIONS)" ที่อ่านผ่านๆเร็วๆ เนื่องจากหากอ่านเอาเรื่องก็ไม่อาจจบทันการส่งการบ้าน (แต่ตั้งใจแน่วแน่ว่า ต้องอ่างให้จบ ในแบบของการอ่านและวิเคราะห์เจาะลึก ให้ได้)
อาจารย์ กับท่านพารณ ต่างล้วนมองไปที่การพัฒนาคน โดยเน้นที่การสร้างความยั่งยืนในระยะยาว และรวมถึงการแสวงความรู้ความคิดใหม่ๆ โดยมุ่งเน้นไปที่องค์กรจะดีต้องมีคนเก่ง และดีมีคุณธรรม มีวินัย  เน้นการมีความส่วนร่วมของพนักงาน เพื่อให้เกิดความผูกพันกับองค์กร    เป็นการนำเอาความคิดด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กระจายสู่สังคมให้มากขึ้น
ความแตกต่าง ที่เกิดขึ้นบนเป้าหมายเดียวกัน ทฤษฎี 4L
ของอาจารย์
  - เข้าใจการเรียนรู้, สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้, สร้างโอกาสในการเรียนรู้, สร้างชุมชนการเรียนรู้
ของท่านพารณ
- หมู่บ้านแห่งการเรียนรู้ , โรงเรียนแห่งการเรียนรู้ , อุตสาหะกรรมแห่งการเรียนรู้ , ประเทศแห่งการเรียนรู้

            อย่างไรก็ตาม นับได้ว่า เป็นหนังสือที่ดี เล่มหนึ่ง ที่สามารถ บ่งบอกได้ถึงมุมมองและแนวคิดของ สอง ผู้รู้แห่งประเทศไทย  ที่สามารถอ่านเอาเรื่องและนำไป Apply ต่อยอดกระบวนการ วางแผน , การทำไปปฎิบัติ,  การตรวจสอบ  และการแก้ใขกรณีที่ต้องปรับปรุงการปฎิบัติ  ได้เป็นอย่างดีครับ

วัฒนา ผาสุกพูนผล
IP: xxx.9.65.118
เขียนเมื่อ Wed May 17 2006 21:59:13 GMT+0700 (ICT)

เรียน อ.จีระ

ต้องขอเรียนแจ้งอาจารย์ล่วงหน้าเลยว่า ก่อนหน้านี้แล้วไม่เคยรู้จักตัวอาจารย์ และ WEBSITE ของอาจารย์เลย  แต่เป็นเพราะเจ้านายได้ฟังอาจารย์พูดจาก UBC จึงได้ส่งเข้าไปอบรม (17-5-49)  ในครั้งแรกที่รับรู้ว่าต้องมาอบรมมีความรู้สึกไม่อยากมาเลย   แต่เมื่อได้ฟังหัวข้อ และแนวคิด รวมทั้งได้อ่านข้อความใน WEBSITE ของอาจารย์แล้วรู้สึกขอบคุณเจ้านายมาก ๆ ที่มีวิสัยทัศน์ที่กว้าง   เพราะโดยปกติแล้วในองค์กรไม่ค่อยมีใครได้ไปฝึกอบรม  

 

เมื่อได้ฟังอาจารย์พูดแล้วรับรู้ได้เลยว่า อาจารย์เป็นคนที่มีความรู้จริงแทบจะทุก ๆ เรื่อง แล้วก็เป็นคนที่มีความคิดทันสมัย  เพราะโดยปกติคนรุ่นอาจารย์ที่คิดว่าตัวเองมีความรู้เยอะแล้ว จะไม่ค่อยขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติม  จะคิดว่าความรู้ตัวเองแน่นพอแล้ว  และทุกคนต้องฟัง   แต่สำหรับอาจารย์ไม่ใช่ ในการสอนของอาจารย์ ๆ จะรับฟังความคิดเห็นของลูกศิษย์  และนำความรู้ของอาจารย์มาช่วยเสริมทำให้เกิดความกระจ่างมากยิ่งขึ้น

 

ในหนังสือที่อาจารย์แจกก็ได้อ่านบ้างแบบไม่ละเอียด แต่ชอบบทความที่อาจารย์สัมภาษณ์คุณพารณมาก    เพราะงานที่ทำทุกวันนี้เป็นผู้ขายสินค้าให้กับบริษัทในเครือปูนซีเมนต์ไทยหลายโรง   และได้รับรู้มาตลอดเวลาว่า พนักงานของปูนฯไทย นั้นมีประสิทธิภาพ ซื่อสัตย์ รักองค์กรจริง ๆ    และไม่เคยมีปัญหาเรื่องการคอรัปชั่น   ทางปูนฯไทย จะเน้นเรื่องบรรษัทภิบาล และความโปร่งใสมาก  ทำให้รู้สึกเลยว่าคนที่วางระบบให้ปูนฯไทย ต้องเป็นคนดี และ เก่งมาก ๆ  และเมื่อได้มาอ่านหนังสือของอาจารย์ ทำให้ถึงบางอ้อได้เลยว่าเพราะอะไรปูนฯ ไทย ถึงประสบความสำเร็จได้จนถึงทุกวันนี้

 

หลังจากวันนี้ไปก็ตั้งใจว่าจะเข้าไปอ่านบทความของอาจารย์ให้ละเอียด เพื่อเพิ่มพูนความรู้ และพัฒนาสมองของตัวเองให้รู้จักคิดและประมวลผลได้อย่างเป็นระบบมากขึ้นค่ะ

 

ขอแสดงความนับถือ/วัฒนา 

ภาวพันธ์ โตแสง
IP: xxx.146.247.70
เขียนเมื่อ Wed May 17 2006 22:06:10 GMT+0700 (ICT)

กราบเรียนอาจารย์ที่เคารพค่ะ

มนุษย์เราอาจถือได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่โลกได้สร้างขึ้นมาให้มาอยู่คู่กับการพัฒนาการ วิวัฒนาการต่างๆ แต่การจะสร้างให้มนุษย์ให้เป็นคนเก่ง คนดี คนฉลาดนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและลึกซึ้งที่เราต้องค่อยๆทำความเข้าใจ และต้องทำความเข้าใจให้ตรงประเด็น เช่นว่า การอยู่รวมกันกับคนมากกว่า 1 คน เป็นธรรมชาติที่เราจะเริ่มเห็นปัญหา เช่นมีข้อคิดเห็นต่างกัน มีพฤติกรรมต่างกัน ซึ่งเราจะให้ทุกคนเหมือนเรานั้น เป็นไปไม่ได้ แต่เราจะพยายามสอดประสานความรู้ ทักษะวิถีการเรียนรู้ การใช้ชีวิตให้ไปในทางที่ดี เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคมได้

 

การที่ได้เข้ามารับการอบรมจากอาจารย์นั้น เปรียบเสมือนเป็นการย้ำหรือชี้ทางให้กับเราว่าเรากำลังเดินอยู่บนทางที่ถูกที่ควรหรือไม่ หรืออาจจะหลงทางอยู่ ไม่รู้จริงเห็นแจ้งในวัฏจักรทรัพยากรมนุษย์ วันนี้ซึ่งเราได้เริ่มเรียนรู้ ค้นหาคำตอบ และเริ่มเข้าใจ….ดังต่อไปนี้

 

  1. ความหมาย ปรัชญา และพื้นฐานของคำว่า ทรัพยากรมนุษย์ ว่าเราควรมีหลักปฏิบัติอย่างไรและมีวิถีแนวทางความคิดและการนำไปใช้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีของคุณพารนในแง่ของปรัชญาที่ว่า ทรัพยากรมนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดขององค์กร หรือจากอาจารย์จีระที่สอนให้มีมุมมองมนุษย์เป็น มูลค่าเพิ่ม ก็ตาม ล้วนแต่นำไปใช้ในเชิงสร้างสรรค์ในสิ่งที่ทรงคุณค่าให้กับตัวบุคคลได้ ส่วนพื้นฐานของการเรียนรู้ให้ตัวเรานั้นเกิดมูลค่าเพิ่ม อาจารย์ได้สอนให้นำหลัก 4 L’s เข้ามาใช้และเป็นหลักวิธีคิดที่ทำให้คนที่ยังไม่รู้ ได้เปิดโลกกว้าง มีวิสัยการพัฒนาได้กว้างไกลขึ้นอย่างชัดเจน
  2. Vision of “Know-how”, “How-to” and “Successful” เป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในการเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าต่อองค์กร คือเมื่อรู้จักที่จะ adapt ทฤษฎีความรู้เข้ามาแล้วยังต้องต้องชัดเจนในด้านภาคปฏิบัติและวัดผลคุณภาพว่าเป็นอย่างไร ได้มาตรฐานตามที่เราคาดหวังหรือไม่ หากมาถึงข้อนี้ มักจะมีการชะงักตรง “How-to” และ “Successful” การแก้ไขที่จะทำให้เราฟันฝ่าอุปสรรคไปได้นั้น เราต้องกลับไปพิจารณาข้อ #1 ว่าเราได้เข้าใจ 100% แล้วหรือยัง เรายังมีข้อผิดพลาดจุดไหน และสำรวจว่าเราจะมีการปรับปรุงได้อย่างไร เพื่อที่จะให้เรานั้นได้เดินไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างสำเร็จ
  3. อย่าพึ่งใคร ให้พึ่งตัวเองก่อน ไม่ว่าจะเป็นด้านการคิดค้นนวัตกรรมแบบใหม่ขึ้นมาในสังคมไทย จุดเริ่มต้นควรมาจากความคิดของเราก่อน อย่าไปลอกเลียนแบบ เพราะการลอกเลียนแบบนั้นไม่ได้ช่วยทำให้ความเป็น original นั้นจีรัง มันอาจจะอยู่ได้ แต่อยู่ได้ไม่นานก็ต้องเสื่อมถอยหายไป นอกจากนี้เมื่อเรามีความคิดสร้างสรรค์ที่จะผลิตนวัตกรรมขึ้นมาสู่สายตาโลกแล้ว เราต้องมั่นใจว่าสิ่งที่เราคิดค้นนั้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงด้วยเช่นกัน ถือว่าเป็นการคิดค้นจากฝีมือตนเองและน่าภาคภูมิใจรวมถึงเป็นตัวอย่างกับคนอื่นที่ยังไม่เข้าถึงการคิดค้นตรงนี้ได้

 

สำหรับการเข้ารับการอบรมกับอาจารย์ ยังคงมีอะไรให้ค้นหาและเรียนรู้อีกมากมาย อย่างน้อยวันนี้ก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่จริงๆที่สามารถทำให้คิดตามและเกิดเป็น “Know-how” ได้ เมื่อจบการอบรมคงจะเข้าใจและรู้แนวทางที่จะปฏิบัติ “How-to” ต่อไป

 

กราบขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ

ภาวพันธ์ โตแสง

www.tohsang.com

chartinun salifa
IP: xxx.142.219.15
เขียนเมื่อ Wed May 17 2006 22:17:30 GMT+0700 (ICT)

วันนี้ผมได้เข้าอบรมสัมมนาเรื่อง "ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้" โดยมีท่านอาจารย์ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เป็นวิทยากร ผมจัดอยู่ในกลุ่ม non-HR เข้าไปเรียนเพราะต้องการเรียนรู้ เรื่อง HR ให้มากขึ้น เพราะงานที่บริษัทกำลังขยายตัว รวมทั้งธุรกิจของบริษัทก็เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนโดยตรง

วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ฟังอาจารย์บรรยาย รู้สึกแปลกกับวิธีการถ่ายทอดของอาจารย์ ไม่เหมือนกับวิธีการสอนของวิทยากรท่านอื่น แต่เป็นสิ่งที่ดีครับทำให้ผู้เข้าอบรมได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ทำให้การเข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้ได้รับประโยชน์มากขึ้น เพราะผมเห็นว่าความรู้จากประสพการจริง มีค่ากว่าทฤษฎีในตำรา ผ่านการลองผิดลองถูกมาแล้ว สามารถนำไปปรับใช้ได้เลย

ช่วงท้ายวันนี้มีการระดมสมองกันในเรื่อง อุปสรรคของการทำนวตกรรม ผมมองเห็นว่าทุกคนตระหนักและทราบดีว่ามีอุปสรรคอะไรบ้าง แต่ในเกือบทุกบริษัท ปัญหานี้ก็ยังคงอยู่โดยเฉพาะในองค์กรใหญ่ๆ

ผมได้อ่านหนังสือของอาจารย์ไปแล้วบางบท เห็นได้ชัดเจนเลยว่าทั้งท่านพารณและอาจารย์จีระ มีความมุ่งมั่นมากในการพัฒนาคน ท่านพารณได้สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในองค์กร ทำให้คนของปูนซิเมนต์ไทยเป็นคนที่มีคุณภาพ สร้างความได้เปรียบในด้านการแข่งขันให้บริษัท การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดในบริษัท ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว

 เช่นเดียวกับอาจารย์จีระผมเห็นว่าการที่อาจารย์พยายามผลักดันให้ผู้บริหารประเทศเห็นความสำคัญในเรื่องการพัฒนาคนเป็นการมองกาลไกลมาก เพราะประเทศจะเจริญได้อย่างมั่นคงและยั้งยืน คนในประเทศต้องเป็นคนที่มีคุณภาพ เพราะฉะนั้นการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในประเทศ จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก

 

Kannika Uliss
IP: xxx.144.160.244
เขียนเมื่อ Wed May 17 2006 22:49:03 GMT+0700 (ICT)
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มาสัมมนาเรื่อง HR และก็วิเศษมากเพราะฟังแล้วคิดแล้วรู้สึกว่า ตัวเองนี่ขาดมุมมองเยอะแยะ Knowledge ในเรื่องอื่นๆ ก็ต้องปรับปรุง ทั้ง ๆ ที่อ่านหนังสือเยอะมาก ทุกวัน ในรถ และ ก่อนนอน แต่เป็นหนังสือบันเทิง
พอฟังอาจารย์แล้ว ต้องพยายามปรับปรุงตัวเองแน่นอน ให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ ที่เป็น MINI กูรู 

 

วันนี้ได้ฟังเรื่องนวัตกรรม ก็มีข้อคิดประเด็นหนึ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นปัญหา ที่เป็นอุปสรรคกับการทำ นวัตกรรมอีก 1 ประเด็น คือความสามัคคี ทำยังไงกลุ่มคนที่อยู่ด้วยกัน ทำงานร่วมกัน ในองค์กรเดียวกัน ถึงจะสามัคคี เกาะกลุ่มกัน การไม่สามัคคี ไม่ค่อยเหนียวแน่น ไม่ค่อยแข็งแรง ทำให้ Power ในการออกความเห็นที่ เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมก็เลยไม่ค่อยสำเร็จ เลยมีแต่ ideas มากมาย

 

สุพิตรา ฟูพันธุ์อนันต์
IP: xxx.57.146.225
เขียนเมื่อ Wed May 17 2006 22:57:37 GMT+0700 (ICT)

 สวัสดีค่ะอาจารย์และชาว Blog ทุกคน

ดิฉันเป็นน้องใหม่ของชาว Blog และรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์จีระ หลังจากที่วันนี้ได้เข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อ ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ ดิฉันต้องขอขอบพระคุณอาจารย์ที่ได้ให้โอกาสดิฉันได้เป็นแนวร่วมคนหนึ่งในการบริหารความเป็นเลิศของทรัพยากรมนุษย์

หลังจากที่ได้รับแจ้งจากฝ่ายบุคคลให้ดิฉันเข้าร่วมสัมมนา สิ่งแรกที่สงสัยและไม่แน่ใจในความหมายของ "HR" พันธุ์แท้ว่าคืออะไรและทำไมวิทยากรถึงเป็นอาจารย์จีระ ซึ่งดิฉันเคยได้ยินชื่อเสียงท่านแต่ไม่คิดว่าท่านจะสละเวลามาบรรยายได้ สิ่งเดียวที่ได้รับการขยายความจากหัวหน้าคือจากการที่ได้ดูรายการ UBC ของอาจารย์ทำให้ดิฉันและเพื่อนอีก 3 คนได้มาร่วมสัมมนาในวันนี้

จากบรรยากาศในห้องสัมมนาเราได้ share idea โดยแบ่งเป็นTeam learning อาจารย์ให้เราแนะนำตัวและบอกในสิ่งที่เราต้องการจาก work shop นี้ และบอกว่า เราจะได้เรียนรู้จากเพื่อนๆที่เข้าร่วมสัมมนาจากการที่เราได้ share idea โดยมีอาจารย์เป็นแนวร่วม

เสียงอาจารย์ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของดิฉันว่า "โป๊ะเชะ" และบอกกับพวกเราเสมอว่าต่อไปพวกเราจะต้อง"บ้าคลั่ง"ในการใฝ่รู้แบบ life long learning ซึ่งตอนนี้ดิฉันเริ่มซึมซับกับความรู้สึกของคำๆนี้แล้ว

สำหรับวันนี้สิ่งที่เรียนรู้จากอาจารย์ถึงวัตถุประสงค์ที่พวกเรามารวมกันเพื่อหาความรู้เรื่อง HR พันธุ์แท้และนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเรา องค์กร และประเทศ โดยเน้นการเรียนแบบ 4 L's ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จากเพื่อนๆที่มาจากหลากหลายอาชีพ สิ่งที่ได้กับตัวเองก็คือการเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองในการเรียนรู้และนำเอาไปใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าทั้งตัวเองและคนอื่น

ก่อนจบของวันนี้อาจารย์ให้ทำ work shop เกี่ยวกับปัญหาเรื่องคนที่เป็นอุปสรรคในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆโดยให้อ่านบทความเกี่ยวกับ HR เพื่อ Innovation โดยอาจารย์ให้คิดคำตอบที่ไม่ซ้ำกับของอาจารย์ ในทีมของเราพูดถึงการขาด Confidence การขาด Ethic และ ความแตกต่างของศักยภาพด้านพื้นฐานทางครอบครัวและการศึกษาซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการทำงานเป็น Team work ได้

สุดท้ายการบ้านในคืนนี้คือการ share Blog จากสิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้และจากการอ่านหนังสือ "HR" พันธุ์แท้ซึ่งเป็นบทเรียนจากความจริงทั้งของอาจารย์และคุณพารณซึ่งต้องขอยกให้เป็น "HR Champions" ทั้งสองท่าน 

Kanidtha Vidthayanon
IP: xxx.17.70.8
เขียนเมื่อ Wed May 17 2006 23:04:58 GMT+0700 (ICT)

Dear Dr.Chira,

So sorry I have to submit my assignment in English since my Thai typing is very very poor. However, my English also poor as well.

I saw my classmates wrote several beautiful articles thus I may not want to repeat it. I would like to say that I'm delighted the way you conduct the class. It's exciting and fruitful. This is the first time I have a chance to submit my assignment via Blog. Quite cool!

-I had learnt that "How to" is not important than "Convert knowledge to be performance".

- Sentence of the day " Human Resources is not the Cost but the Profit.

Please kindly share your experiences to our class tomorrow about "How to build our staff to give commitment to their work.

Last but not least, "Nothing Never Change" however "The Cause of Changes Never Change". This is why we have to keep on learning for whole life.

Best regards,

Kanidtha Vidthayanon

 

สุกุมล สมภพรุ่งโรจน์
IP: xxx.146.247.70
เขียนเมื่อ Wed May 17 2006 23:43:18 GMT+0700 (ICT)

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณอาจารย์จีระที่ให้ความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ในวันนี้ ซึ่งวันนี้ได้จัดเป็นวันแรกของการสัมมนา บรรยากาศภายในห้องสัมมนาได้มีการจัดเป็นโต๊ะกลม ซึ่งจะได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ของผู้เข้าร่วมสัมมนา และจะได้รู้จักกันมากขึ้น ช่วงเช้าอาจารย์ได้ใช้เวลาพอสมควรในการให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รู้จักกัน และมีโอกาสได้ถ่ายทอดถึงปัญหาของแต่ละคน ในวันนี้อาจารย์ได้ให้ความรู้ถึงสถานะการณ์ว่าภายนอกเป็นอย่างไร อนาคตจะเป็นอย่างไรถ้าเราไม่มีการพัฒนา อาจารย์ได้ให้แง่คิด สอนให้เราได้รู้จักคิดตามเวลาท่านบรรยาย ท่านได้สอนเกี่ยวกับทฤษฎี 4Lวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ในครั้งนี้ และมีทฤษฎีอีกมากมายที่ท่านนำมาบรรยาย เพียงแต่เราจะต้องนำสิ่งที่เรียนรู้มาปรับใช้กับองค์กรของเราเอง ช่วงท้ายชั่งโมง อาจารย์ได้ให้ชมวีดีโอเกี่ยวกับเรื่องนวัตกรรม การที่จะมีนวัตกรรมนั้น ก็จะต้องมีความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และความคิดนี้ก็ต้องทำให้สำเร็จด้วย ผู้เข้าร่วมสัมมนาก็ได้มีโอกาสทำ workshop ได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องของอุปสรรคของการมีนวัตกรรม ท้ายนี้การเข้าร่วมสัมมนาในวันแรกก็ทำให้ดิฉันได้แง่คิดบ้างไม่มากก็น้อย จากการฟังบรรยายของอาจารย์จีระ แต่ดิฉันคิดว่าสิ่งที่มีประโยชน์นอกจากนั่งฟังการบรรยาย คือได้เจอเพื่อน ๆ ผู้เข้าร่วมสัมมนา เพราะการได้เรียนรู้ถึงประสบการณ์ของแต่ละท่านเป็นสิ่งมีประโยชน์มาก ๆเช่นกัน

ในเรื่องของหนังสือที่อาจารย์ให้มาอ่านนั้น ท่านทั้งสองก็จะเน้นในเรื่องของคนเหมือนกัน แต่บางสิ่งบางอย่างที่นำมาใช้ก็จะไม่เหมือนกัน บางอย่างก็จะคล้าย ๆ กัน ท้ายนี้ดิฉันต้องขอขอบคุณอาจารย์อีกครั้งที่ให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านมีโอกาสเข้ามา blogในเว็บไซค์ของอาจารย์ ขอบคุณค่ะ

ไพฑูรย์ ศิริฉัตรชัยกุล
IP: xxx.155.1.246
เขียนเมื่อ Wed May 17 2006 23:46:41 GMT+0700 (ICT)

สิ่งที่ได้รับจากการอ่านหนังสือ

  1. ได้แนวคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งเรื่องส่วนตัว งาน และสังคม
  2. ได้ทบทวนการปฏิบัติงานประจำและนำมาเทียบกับทฤษฎีและประสบการณ์ที่ผู้มีชื่อเสียงค้นพบเพื่อนำไปถ่ายทอดต่อในองค์กร
  3. ทราบถึงความเข้มข้นของการแข่งขันทั้งในประเทศและทั่วโลกว่าเพียงแค่ก้าวหน้าอย่างเดียวอาจจะไม่พอ ต้องก้าวให้เร็วกว่าถึงจะอยู่รอบและชนะ
  4. ได้ข้อคิดให้กลับมาทบทวนเรื่องนโยบายว่าด้วยความเชื่อมั่นในคุณค่าของคนภายในองค์กรได้มีตัววัดหรือแผนปฏิบัติและสำเร็จมากน้อยเพียงไร

 

จุดอ่อน

  1. ดูหน้าปกแล้วไม่ทราบถึงวัตถุประสงค์ของหนังสือว่าต้องการให้ผู้อ่านได้รับอะไร
  2. เนื้อหาค่อนข้างไปทาง Macro เกินไป
  3. ควรมีกรณีศึกษาประกอบเพื่อให้เห็นภาพมากชึ้น
  4. ควรมีรูปภาพที่ดูแล้วrelax บ้างจะใด้ไม่เครียดเกินไป
  5. หากมีข้อสรุปท้ายบทจะดีมาก สำหรับการทบทวนหรือนำไปปฏิบัติได้ง่าย

ปัญหาเรื่องคนที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรม

1 ไม่สามารถทำงานเป็นทีมได้ดีและขาดทีม Spirit

ชอบสบายไม่อยากเสี่ยงการทำสิ่งใหม่

ไม่ขนขวายหาความรู้ใหม่

ไม่มีนิสัยรักการอ่าน

ขาดจริยธรรม(หรือมีแต่น้อย)ที่จะคำนึงถึงสังคม

มีความเป็นอัตตา (เชื่อมั่นในตนเองสูงเกินไม่รับฟังผู้อื่น)

7 ไม่เข้าใจความหมายของการสร้างนวัตกรรมอย่างแท้จริง
ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท
IP: xxx.144.160.246
เขียนเมื่อ Wed May 17 2006 23:50:20 GMT+0700 (ICT)

ผมต้องขาดการเข้าร่วมสัมมนาในสายอาชีพตรงของผมถึงสองงานเพื่อเข้าร่วมรับการอบรมหลักสูตร ทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้ ของ ศ.ดร.จีระ ในวันนี้  คุ้มครับ ผมรู้จักและติดตามผลงานของท่านมาตลอด ไม่เคยผิดหวังเลยครับ ท่านมีวิธีการให้ความรู้คนที่แตกต่างกว่าวิทยากรท่านอื่นๆ ผมได้ความรู้เพิ่มเติมมากมาย ท่านเป็นเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนให้เห็นตัวผมเอง ท่านเป็นผู้ที่ให้การสนับสนุนและยกย่องผมมาตลอด ท่านเป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ผมเคยพบ ( รองจากคุณพ่อและคุณแม่ผม)

ผมได้เลือกเรียนวิชาที่ผมต้องการจะทำงานเป็นอาชีพ โดยไม่ให้ความสนใจกับวุฒิบัตรที่สังคมกำหนดให้ ผมไม่เคยหยุดเรียนรู้ ผมพร้อมที่จะเรียนทุกลมหายใจเข้าออก ทั้งเรียนจากประสพการในชีวิต และเรียนจากหลักสูตร วิทยากรที่มีชื่อเสียงในด้านการบริหาร การจัดการ การตลาด หรือหลักสูตรอะไรก็ตามที่ผมเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพและเพิ่มมูลค่าให้กับผม ผมจะต้องหาทางเข้าไปเรียนรู้จากวิทยากรท่านนั้นให้ได้

ผมไม่เคยได้รับมอบหมายงานให้ดูแลเรื่อง HR แต่ผมทราบว่า HR เป็นเรื่องที่สำคัญมากในวงการธุรกิจ หัวหน้างานทุกท่านจะต้องมีความเข้าใจในบทบาทของ HR ผู้นำและหัวหน้างานที่มีประสิทธิภาพจะต้องเข้าใจ HR และต้องให้ความสำคัญควบคู่กันไปกับการตลาด การบริหารการจัดการ และการเงิน  HR ต้องถูกแทรกอยู่ในทุกส่วนของธุรกิจ

การบริหาร HR จริงๆไม่ยาก เพียงแต่ผู้ที่รับผิดชอบต้องมีความจริงใจ และยุติธรรม สอดส่องดูแลทรัพยากรมนุษย์ให้เขาได้ในสิ่งที่เราเองอยากจะได้ ตั้งงบด้าน HR ให้เป็นเงินลงทุนเช่นเดียวกับการลงทุนในทรัพย์สิน

วิภา คิดเมตตากุล
IP: xxx.149.1.102
เขียนเมื่อ Wed May 17 2006 23:51:55 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีท่านอาจารย์ ดร.ธีระ และเพื่อน ๆ ทุกคน

ตอนเช้าของวันนี้ ต้องบอกตรง ๆ ว่า ไม่เคยรู้จักอาจารย์มาก่อนหน้านี้เลย เนื่องจากอยู่ในสายงาน Non-HR   แต่หลังจากเข้าสัมนาแล้ว ก็รู้สึกคลั่งไคล้ในวิชาความรู้ของอาจารย์มาก นึกไม่ถึงเลยว่าเมืองไทยจะมี Guru เจ๋ง ๆ แบบนี้ บอกตรง ๆ และขอฟันธงไปเลยว่าการสัมนาวันนี้ถึงพริกถึงขิง แถมมีความเป็นกันเองอีกต่างหาก มันโป๊ะเชะ จริงๆ (ขออนุญาตยืมคำอาจารย์มาใช้ค่ะ) ขอบพระคุณอาจารย์และเพื่อน ๆ ที่ทำให้วันนี้เป็นการสัมนาที่สมบูรณ์แบบจริง ๆ ถ้ามีโอกาสคงต้องขออนุญาตติดตามผลงานอันทรงคุณค่าของอาจารย์ที่จะมีต่อๆ ไป

สำหรับเพื่อน ๆ แล้ว ดิฉันรู้สึกดีใจ และยินดีที่ได้รู้จักทุกคน ถึงแม้เราจะมาจากต่างบริษัท ต่างสายงาน รวมไปถึงวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างกัน แต่การสัมนาวันนี้ ทุกคนมีความเป็นกันเองมาก ระหว่างการสัมนามีการร่วมแบ่งปันประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ส่วนงานที่ได้รับมอบหมาย เพื่อนๆ ทุก ๆ ทีมน่ารักมาก มีการรวมหัว(สมอง)กัน share idea ร่วมกันทำจนงานสำเร็จลุล่วงด้วยดี ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้เพื่อน ๆ keep relation กันไว้ เพื่อสามารถสร้าง connection ทางธุรกิจได้ในอนาคต

สำหรับเรื่องที่ได้สัมนาไปแล้วในวันนี้ เพื่อน ๆ ผู้มีความสามารถได้เขียนกันไปมากแล้ว ดิฉันขออนุญาตสร้างความแตกต่าง เขียนความคิดเห็นเรื่องที่จะสัมนาในวันพรุ่งนี้สัก 1 ประเด็น ขอเป็น Issue เรื่อง Leadership กับ Management แตกต่างกันอย่างไร

ขออนุญาตพูดถึง มิติของผู้นำซึ่งเข้าใจว่าน่าจะประมาณนี้

1. มีการพัฒนาความสามารถในการเป็นผู้นำ เพื่อนำองค์กรไปในอนาคตด้วยความมั่นใจ

2. มีการพัฒนาความรู้ความสามารถในด้านธุรกิจและความท้าทายในโลกธุรกิจยุคโลกาภิวัฒน์

3. มีวุฒิภาวะ สร้างความสมดุลในผลงาน และกิจกรรมที่ยังดำเนินต่อไป

ผู้นำไม่จำเป็นต้องทำตามแผน แต่ทำสิ่งที่ถูกต้อง Do the right thing ผู้นำจะมีวิสัยทัศน์ มองไกลถึง mission และ Strategy ขององค์กร การที่มี on the job experiences ก็ไม่ได้สร้างผู้นำตามที่องค์กรต้องการได้

ผู้จัดการ ต้องทำทุกอย่างให้เป็นไปตามแผน เป็นไปตามกฎ ตามกรอบ ต้องควบคุมไปตามแผน Do the thing right ผู้จัดการจะมองที่ How to เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ส่วนใหญ่เป็นการมองด้านเดียวไม่ได้มองมุมกว้าง ผู้บริหารที่ดีหรือผู้จัดการที่ดีก็อาจไม่เหมาะกับการเป็นผู้นำ

ขออนุญาตจบแค่นี้นะค่ะ เริ่มง่วงแล้ว เขียนต่อไปอาจไม่รู้เรื่องก็ได้

แล้วพบกันพรุ่งนี้ที่เก่าเวลาเช้ากว่าเดิมค่ะ

 

 

 

 

 

พริมา เข็มกลัดเงิน
IP: xxx.144.160.245
เขียนเมื่อ Wed May 17 2006 23:53:34 GMT+0700 (ICT)
พริมา เข็มกลัดเงิน
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์ที่เคารพ วันนี้ดิฉันรู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสมาร่วมสัมมนาในหลักสูตรนี้ ได้พบเพื่อนผู้ร่วมทางที่มีที่มาแห่งการเข้ามาสู่การเรียนรู้ครั้งนี้หลากหลายเหตุผล แต่มีแนวคิดร่วมในเรื่องการให้ความสำคัญกับบุคลากรเฉกเช่นเดียวกัน เป็นโอกาสจะได้แลกเปลี่ยนความรู้  และที่สำคัญได้พบอาจารย์ วคิดในเรื่องการให้ความสำคัญกับเรื่องและฟังหลักการ แนวคิดและเรื่องราวจากประสบการณ์ของอาจารย์ซึ่งถือว่ามีค่ามาก และเป็นโอกาสได้เรียนลัดจากผู้มีประสบการณ์สายตรง ที่เรียกได้ว่าเป็น Guru ในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
                วันนี้เราตระหนักกันดีว่า ทรัพยากรมนุษย์ คือสิ่งที่มีค่าสูงสุด ซึ่งอาจารย์ได้แนะนำว่า  เราต้องบริหารความเป็นเลิศโดยการดึงเอาศักยภาพของคนออกมาให้ได้มากที่สุด ซึ่งต้องใช้หลักยุทธศาสตร์ และคงมีมากมายที่ต้องทำความเข้าใจกันต่อไป (วันนี้ยังอ่านหนังสือไม่จบ แต่จะอ่านต่อไปให้จบแน่ๆ)
วิธีการเรียนรู้ที่อาจารย์ใช้และแนะนำให้พวกเราวันนี้ จึงเป็นแนวทางซึ่งปูพื้นฐานที่จะทำให้ผู้เรียนต้องคิด วิเคราะห์และเกิดความเข้าใจจริงๆ ตลอดจนนำไปประยุกต์เพื่อต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในโอกาสต่อๆไปได้  มิใช่นั่งฟังผ่านๆ ไป พอจบ class แล้วก็ลืม หรือมิได้มีอะไรงอกเงยออกมาสร้างนวัตกรรมใดๆได้
นวัตกรรม หรือ Innovation ที่ได้เรียนรู้วันนี้ ก็คือการที่เราใช้จินตนาการแห่งความคิดสร้างสรรค์ ประกอบกับความรู้ที่เป็นระบบ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่จะเกิดประโยชน์แก่เศรษฐกิจ และสังคม ให้ลุล่วงเกิดเป็นผลสำเร็จ  
ประเทศไทยเราต้องเตรียมพร้อม และปรับตัวพัฒนาเรื่องนี้ เพื่อสามารถแข่งขันได้ในโลกเสรี  ซึ่งเราต้องทราบว่าปัจจุบันทรัพยากรมนุษย์ของไทยเราบางครั้งก็เป็นอุปสรรคในการสร้างสรรค์นวัตกรรมดังกล่าว  ซึ่งหากจะวิเคราะห์ลงไปให้ถึงพื้นฐานทางสังคม วิถีการดำรงชีวิต และวัฒนธรรมดั้งเดิม ก็พอจะสรุปได้ดังนี้
1.       ระบบการศึกษาของเราเน้นให้ท่องจำ มากกว่าการสร้างระบบความคิด
2.       วัฒนธรรมและประเพณีที่ต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ หรือผู้มีอาวุโสกว่า ทำให้คนไม่กล้าแสดงออก ขาดความมั่นใจในตัวเอง
3.       คนไทยไม่รักการอ่าน จึงเป็นอุปสรรคต่อการสร้างองค์ความรู้
4.       คนไทยมักยึดมั่นในอัตตา ถือตนเองเป็นใหญ่ บางทีก็ไม่ฟังเสียงคนรอบข้าง
5.       คนไทยชอบติ แต่บางครั้งไม่ใช่เพื่อก่อ  ติ แต่ไม่เสนอแนวทางแก้ไข
6.       คนไทยมักมีความสามารถเฉพาะตัวสูง แต่ทำงานเป็นทีมไม่เก่ง ชอบเก่งคนเดียว
7.       หลายคนกลัวที่จะต้องรับผิดชอบ และยุ่งยากในชีวิต หากเสนออะไรใหม่ๆออกไป แล้วต้องลงมือทำเอง
ซึ่งสิ่งเหล่านี้พวกเราน่าจะร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขได้ไม่มากก็น้อย แต่คงต้องรวมพลังกันค่ะ
ขอบคุณค่ะ
นงนุช วงศ์อติลักษณ์
IP: xxx.144.160.245
เขียนเมื่อ Wed May 17 2006 23:56:04 GMT+0700 (ICT)

lสวัสดี ค่ะ อาจารย์

หนูขอขอบคุณอาจารย์ค่ะ  วันนี้หนูได้เข้าฟ้งการบรรยายเกี่ยวกับ HR ซึ่งหนูก็ไม่ทราบมาก่อนเหมือนกันว่าความสำคัญมันจะมากขนาดนี้  แต่แฟนหนูมักจะพูดให้หนูฟังอยู่ตลอดเวลาว่ามันสำคัญมาก  ถ้ามีโอกาสแฟนหนูเค้าอยากมาฟังค่ะ

อย่างวันนี้สิ่งที่หนูได้รับกลับมาไม่มากก็น้อยคือเรื่องความสำคัญของ คน  คนแต่ละคนมีมุมมองความคิดแตกต่างกันออกไปซึ่งสิ่งนี้เป็นตัวบ่งบอกพฤติกรรมของคนรวมถึงวัฒนธรรมความเป็นอยู่และความต้องการความกระตือรือร้นในการทำงาน

จุดประสงค์ในการเข้าฟังครั้งนี้คือต้องการปรับปรุงพัฒนา พนักงานในบริษัทฯ ให้มีประสิทธิ์ภาพในการทำงานและบริหารเวลาให้เหมาะสมกับงาน

จากการที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ในบางหัวเรื่องก็สามารถมาประยุกต์ใช้ได้กับการวางแผนงานให้เข้ากับบุคคลนั้นต้องอาศัยการเรียนรู้และเข้าใจถึงศักยภาพของคนด้วยจึงสามารถทำงานให้มีประสิทธิภาพได้  เพราะการทำงานต้องมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงกลยุทธวิธีตลอดเวลาเพื่อให้สอดคล้องกับงาน ดังนั้น

จะเห็นได้จากการกล่าวถึงอุปสรรคในการสร้างนวัตกรรมคือ

1.เรื่องความรู้  และทักษะการเรียนรู้

2.เรื่องความกลัว   กลัวที่จะทำสิ่งใหม่ๆ(เพราะกลัวความผิดพลาด)

3.ไม่กล้าแสดงออก  เพราะไม่รู้ว่าทำแล้วจะได้อะไรและใครจะเป็นคนทำ

จริงแล้วทุกคนมีความรู้ความสามารถแต่ไม่รู้ว่าจะนำมาใช้อย่างไรมากกว่าเพียงแต่ขาดการชี้นำที่ดีบวกกับขาดความเชื่อมั่น

ขอแสดงความเคารพอย่างสูง

อุไรรัตน์
IP: xxx.121.111.79
เขียนเมื่อ Thu May 18 2006 00:02:42 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะอาจารย์จิระและเพื่อนๆทุกท่าน

ดิฉันดีใจมากที่ได้มีโอกาสเข้าการอบรมในวันนี้ จริงๆแล้วดิฉันควรจะได้มีโอกาสได้รับความรู้จากอาจารย์นานมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ในคราวนั้นติดธุระสำคัญจึงได้พลาดไป มาครั้งนี้ใจจริงก็มีจุดประสงค์ให้ผู้บริหารอีกท่านหนึ่งได้เข้าอบรมเช่นเดียวกัน แต่เผอิญเธอติดธุระต่างจังหวัด จึงไม่มีโอกาสที่ได้รับความรู้ที่มีคุณค่าอย่างมากอยู่ดี

วันนี้ได้มีโอกาสได้รู้จักเพื่อนๆหลากหลายธุรกิจอย่างไกล้ชิดและได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างรับประทานอาหาร ก็ได้คุยถึงปัญหาของกันและกัน แต่ก็เป็นปัญหาที่คล้ายๆกันถึงแม้จะเป็นธุรกิจ เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องบุคลากร

สรุปประเด็นวันนี้คือ มนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีค่าและสำคัญที่สุด ไม่ใช่ต้นทุนแต่เป็นกำไร และเพราะสำคัญที่สุดนั้นจึงต้องทำให้เราต้องยอมมานั่งหาวิธีการบริหารคนอย่างไร จึงจะได้ประโยชน์สูงสุด

สิ่งที่ได้คือ Reality การมองความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในองค์กรและแก้ไขที่ต้นเหตุ บางทีดิฉันรู้ว่าคนในองค์ต้องการการพัฒนา แต่ยังทำไม่ได้เต็มที่เนื่องจากว่าบางคนยังไม่สามารถจัดเวลาได้เหมาะสม เพราะฉะนั้นจากข้อนี้ดิฉันจึงเข้าใจว่าตอ้งพยายามพัฒนาเขาเหล่านั้นอย่างจริงจังและอย่างต่อเนื่อง มันทำให้ดิฉันเกิดความคิดว่าเราจะรอเขาว่างและส่งไปอบรมอย่างเดียวไม่ได้ เราอาจต้องทำสื่อขึ้นมาให้พวกเขาได้เรียนรู้มากขึ้น

ดิฉันคิดว่าเราต้องมองภาพใหญ่ขึ้นเป็น รู้ทั้งกว้างและลึก ผู้บริหารบางคนมีความรู้เฉพาะด้านจริงๆ แต่ไม่สามารถรู้ความเป็นมาเป็นไปทั้งองค์ได้ก็ไม่สามารถที่จะบริหารให้มีประสิทธิภาพได้ จะต้องเป็นผู้ที่รักการหาความรู้ที่หลากหลาย ควรจะสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้รักการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

สมชาย เอกประไพ
IP: xxx.144.143.4
เขียนเมื่อ Thu May 18 2006 00:03:11 GMT+0700 (ICT)
ผมเป็นคนหนึ่งซึ่งได้เข้าฟังอาจาร์ยบรรยายในวันนี้ ยอมรับว่าเป็นรูปแบบการฝึกอบรมที่ดีและได้ผลมากกว่าในหลายครั้ง แต่ต้องบอกว่ามาจากปัจจัยหนึ่งซึ่งคนเข้าอบรมจำนวนไม่มาก จึงสามารถเกิดผลลัพธ์ดังกล่าวได้ หากคนจำนวนมากบรรยากาศก็คงเปลี่ยนไป เช่นเดียวกับการคุยกันสองต่อสองย่อมได้ผลกว่าการคุยกันเป็นกลุ่ม เช่นเดียวกับเวลาผมต้องการคุยเรื่องสำคัญและต้องการให้บรรลุผลมากที่สุด ผมก็จะคุยโดยแบ่งเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการคุยแบบเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ดี แต่ในหลาย ๆ ครั้งหากมีความจำเป็นต้องคุยแบบคนฟังมาก ๆ มักจะไม่ได้คุณภาพ เพราะไม่อาจมีปฏิสัมพันธ์ทางความคิดได้สักเท่าไร มักจะเป็นแบบ One way มากกว่า Two ways communicate ผมคงขออารัมบทในฐานะเป็นศิษย์ใหม่ของอาจาร์ยวันนี้เพียงแค่นี้ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหา
            อันที่จริงรู้สึกดีมาก ๆ ก็ตอนที่กำลังทำงานอยู่ตอนนี้ เพราะถือว่าเป็นมิติหรือนวัตกรรมใหม่ในการสัมนามาตลอดชีวิต เพราะทุกครั้งไม่เคยต้องมานั่งทำแบบนี้หลังอบรม แต่รู้สึกเต็มใจและดีใจหากอาจาร์ยหรือผู้อื่นจะได้อ่านและร่วมแบ่งปันประสบการณ์หรือมุมมองจากผม เพราะผมเป็นอีกคนหนึ่งซึ่งสัมผัสของจริงคือชีวิตคนจริง ๆ มากว่ายี่สิบปี ประกอบธุรกิจเป็นของตนเองมามากกว่า 16 ปี และทำอุตสาหกรรมมามานานกว่าสิบปี ได้สัมผัสจากประสบการณ์ชีวิตจริงของผู้คนและได้เสวนาด้วยในหลากหลายสถานภาพ ไม่ว่าจะเป็นนายจ้าง เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า ลูกจ้าง อาจาร์ย ตลอดจนผู้คนในแวดวงสังคมมามากกว่าหมื่นคน ทั้งคนไทยและคนต่างประเทศ ทำให้ได้ประสบการณ์ชีวิตที่มีค่ามหาศาลและนำมาบริหารงานอยู่ทุกวันนี้ และมีความสุขมากที่ได้ทำอย่างนั้น มีคนบอกว่าหากเรามีความรักและมีความสุขในการทำสิ่งใด ย่อมจะประสบความสำเร็จในสิ่งนั้น ๆ ผมก็เช่นกัน ถึงแม้ว่าที่ได้กล่าวมาพอสังเขปดูเหมือนจะมีประโยชน์มากในการทำงานแต่เชื่อหรือไม่ว่า การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอีกปรัชญาหนึ่งซึ่งรู้ลึกซิ้งดี เป็นผลมากจากทุกอย่างในโลกนี้มีการเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา เราในฐานะคนหนึ่งซึ่งอยู่บนสังคมบนโลกใบนี้ คงยากที่จะปฏิเสธที่จะต้องปรับตัวตลอดเวลา แต่แปลกที่คนไม่ชอบการเรียนรู้ โดยเฉพาะสังคมไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบการเรียนรู้ อยากที่จะสบาย ในความเป็นจริงทุกคนรักสบายไม่มีใครอยากลำบาก แต่พวกเขาเหล่านั้นไม่เข้าใจว่าการจะได้อะไรบางอย่างมาเราต้องแลกด้วยการเสียอะไรบางอย่างไป เช่น เวลา การพักผ่อน เป็นต้น เพื่อแลกกับสิ่งซึ่งจะทำให้เราอยู่รอดได้อย่างมีคุณภาพ ผมขอยกตัวอย่างง่าย ๆ และมักจะใช้เป็นประจำ เราลองมาดูคำถามและคำตอบพวกนี้ดู
ถ้าถามว่า
“ใครอยากรวยมีฐานะดีเพื่อมีเงินมาพัฒนาคุณภาพชึวิต”
รับรองทุกคนตอบเหมือนกันหมดว่า...อยากเป็นเช่นนั้น
แต่ถ้าลองถามคำถามต่อเนื่องจากคำถามแรกว่า
“ใครอยากทำงานวันละ 20 ชั่วโมงและพักผ่อนเพียงวันละ 4 ชั่วโมง”
 เข้าใจว่าคนกลุ่มเดียวกันจะตอบว่า...ไม่อยากเป็นส่วนใหญ่
อีกครั้งหนึ่ง ถ้าถามว่า
“ใครอยากเป็นคนดี...ผมคงไม่ต้องเฉลย”  
แต่ถ้าลองถามต่อเนื่องว่า ใครอยากทำดีบ้าง...อาจตอบว่าอยาก
แต่อย่าลืมนะครับว่าทำดีนั้นทำยากกว่าทำชั่ว
เพราะผู้คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเหตุและผลหรือหลักตรรกนั่นเอง หากคุณเอาใจใส่ดูแลพืชผลที่คุณปลูกมันก็จะผลิดอกออกผลที่ดี เช่นเดียวกันคนถ้าคุณไม่ใส่ปุ๋ยบำรุงรักษาตัวเองในทุกเรื่องในทางบวก เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นคนที่ดีมีคุณภาพได้ หากทุกคนตระหนักและเข้าใจในความจริงแล้ว และเริ่มลงมือเปลี่ยนแปลงตัวเองนับตั้งแต่วันนี้ ย่อมส่งผลถึงตนเอง ครอบครัว สังคม ประเทศชาติและโลกใบนี้อย่างแน่นอน
ผมอยากพูดถึงเรื่อง AQ มากกว่า IQ และ EQ ผมมีความเห็นด้วยจากทฤษฏีนี้ของผู้เขียนคนหนึ่ง ซึ่งเขาพูดถึงความฉลาดในด้านทัศนคติมีความสำคัญกับคนมากกว่าหรือเป็นตัวกำหนดความสำเร็จก่อนที่จะใช้ความฉลาดของสมองและอารมณ์ เพราะหากเราเริ่มจากมีทัศนคติที่ไม่ดีหรือมีความคิดลบกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ต่อให้เรามีปัญญาและอารมณ์ดี ก็คงเชื่อว่าคนเหล่านั้นจะลงมือทำสี่ง ๆ นั้นให้สำเร็จ เพราะหากคิดจะไม่ทำแล้วผลใด ๆ ย่อมไม่เกิดขึ้น ตรงกันข้ามหากคิดอยาก คน ๆ นั้นก็จะลงมือทำจากไม่มีความรู้และอาจไม่สบอารมณ์เพราะอุปสรรคมาก แต่ด้วยแรงขับเคลื่อนที่มีอยู่ในตัวมาก มันก็จะมีแรงผลักดันในตัวให้คิด พยายาม และอดทน จนบรรลุเป้าหมายในที่สุด ผมมีความเชื่อเช่นนั้น เพราะได้ทดลองกับตนเองเหมือนกัน
ทีนี้เราจะทำอย่างไรดีกับคนรอบข้างของเรา ผมว่าบางครั้งเราต้องหันกลับมามองในสิ่งนี้กันให้มาก ๆ คือทำอย่างไรให้คนมีความคิดดี ความคิดบวก ก็อาจมีหลายวิธีแต่อาจต้องใช้พร้อม ๆ กัน เช่น เริ่มจากผู้นำก่อน คือกลุ่มคนจำนวนน้อยซึ่งมีความเชื่ออย่างแรงกล้าและมีคุณสมบัติผู้นำ เพื่อที่จะมาปลุกเร้าหรือปลุกคนทีเหลือให้ตื่นและให้เปลี่ยน ด้วยการโน้มน้าวชักจูง สถาบันการศึกษาการเรียนการสอน ควรมีการเน้นเรื่องเหล่านี้ เรื่องการคิด การคิดต้องคิดให้ดีคิดให้ถูกและคิดก่อนทำ มองเหตุและผลข้อดีข้อเสียอย่างรอบคอบ การมองโลกในแง่บวก เห็นทุกอย่างเป็นโอกาส นอกจากนั้นผู้นำทางสังคมและผู้นำระดับชาติ ต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง เพราะใก้ลชิดคนเป็นอย่างมาก มีนโยบายสร้างให้สังคมมีคุณธรรมและจริยธรรมในใจโดยบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาประเทศควบคู่ไปกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งกิจ เพราะจะเอาแต่ความเจริญทางด้านวัตถุอย่างเดียวไม่ได้ หากผู้คนขาดคุณธรรมและจริยธรรม ถึงแม้พัฒนาคนจนมีความสามารถแล้วก็รังแต่จะมีแต่ปัญหาสังคม เนื่องจากคนมีความคิดเป็นทุนเดิมเรื่องสัญชาตญาณการอยู่รอดและเอาตัวรอดอยู่แล้ว จะทำให้มองเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ไม่เคยคิดเสียสละให้ผู้อื่นและสังคม ผมคิดว่าทุกวันนี้ คนไทยขาดส่วนนี้มากและที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ไม่พัฒนาความรู้ความสามารถแล้วยังไม่มีคุณธรรมและจริยธรรมอีก อย่างนี้น่ากลัวเป็นสองเท่า คำถามคือว่า ทำอย่างไรให้สังคมส่วนใหญ่พัฒนาให้คนเป็นคนเก่งและเป็นคนดีควบคู่กันไป สงสัยต้องเพิ่งหลักคำสอนทางพุทธศาสนาเข้ามาแทรกซึมในชีวิตประจำวันน่าจะดีกว่า แต่ใครเล่าที่จะมีความสามารถผนวกส่วนนี้ให้เข้ามาในชีวิตคนไทย มามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคมอย่างกลมกลืนและเป็นธรรมชาติ ผมคิดว่าถ้าคนไทยมีแต่พูดแต่ไม่ทำ โดยเฉพาะผู้ที่มีบทบาทกับสังคม หรือคนที่มีแรงดึงดูดผู้คนในสังคมไม่นำก่อนและหาวิธีที่เป็นรูปธรรมแล้ว ก็ยากที่จะเปลี่ยนสังคมนี้ให้พัฒนาได้ ให้เป็นสังคมแห่งการคิดดีและพร้อมที่จะเรียนรู้เพื่อความอยู่รอด บางครั้งผู้คนในสังคมปัจจุบันนี้ใช้ชีวิตทุกวันนี้เพียงเพื่อเห็นพระอาทิตย์ขึ้นและรอมันตกดินเท่านั้นเป็นกิจวัตรประจำวัน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไรอยู่ และอยู่เพื่อทำอะไร เหมือน Dr.Covey ได้กล่าวไว้ในบทหนึ่งของคลิปวีดีโอ Leadership ว่า
“Do you do thing right?  
                        Do you do the right thing?”
ทุกคนควรตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทุกวันนี้เราทำสิ่งที่สมควรทำและถูกต้องหรือยัง
            สุดท้ายขอขอบคุณอาจารย์ที่เสียสละเพื่อสังคม เป็นแบบอย่างที่ดี เพราะอาจารย์อาจเลือกวาระที่มีค่าตอบแทนที่ดีกว่านี้ได้ แต่ไม่เลือกยอมเลือกที่จะเสียสละเพื่อสังคม สังคมต้องการคนคิดแบบนี้มาก ๆ
ศิษย์ใหม่...คนเดินถนน
           
ไพฑูรย์ ศิริฉัตรชัยกุล
IP: xxx.155.1.246
เขียนเมื่อ Thu May 18 2006 00:04:42 GMT+0700 (ICT)

สิ่งที่ได้รับจากการอ่านหนังสือ

  1. ได้แนวคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งเรื่องส่วนตัว งาน และสังคม
  2. ได้ทบทวนการปฏิบัติงานประจำและนำมาเทียบกับทฤษฎีและประสบการณ์ที่ผู้มีชื่อเสียงค้นพบเพื่อนำไปถ่ายทอดต่อในองค์กร
  3. ทราบถึงความเข้มข้นของการแข่งขันทั้งในประเทศและทั่วโลกว่าเพียงแค่ก้าวหน้าอย่างเดียวอาจจะไม่พอ ต้องก้าวให้เร็วกว่าถึงจะอยู่รอบและชนะ
  4. ได้ข้อคิดให้กลับมาทบทวนเรื่องนโยบายว่าด้วยความเชื่อมั่นในคุณค่าของคนภายในองค์กรได้มีตัววัดหรือแผนปฏิบัติและสำเร็จมากน้อยเพียงไร

 

จุดอ่อน

  1. ดูหน้าปกแล้วไม่ทราบถึงวัตถุประสงค์ของหนังสือว่าต้องการให้ผู้อ่านได้รับอะไร
  2. เนื้อหาค่อนข้างไปทาง Macro เกินไป
  3. ควรมีกรณีศึกษาประกอบเพื่อให้เห็นภาพมากชึ้น
  4. ควรมีรูปภาพที่ดูแล้วrelax บ้างจะใด้ไม่เครียดเกินไป
  5. หากมีข้อสรุปท้ายบทจะดีมาก สำหรับการทบทวนหรือนำไปปฏิบัติได้ง่าย

ปัญหาเรื่องคนที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรม

1 ไม่สามารถทำงานเป็นทีมได้ดีและขาดทีม Spirit

ชอบสบายไม่อยากเสี่ยงการทำสิ่งใหม่

ไม่ขนขวายหาความรู้ใหม่

ไม่มีนิสัยรักการอ่าน

ขาดจริยธรรม(หรือมีแต่น้อย)ที่จะคำนึงถึงสังคม

มีความเป็นอัตตา (เชื่อมั่นในตนเองสูงเกินไม่รับฟังผู้อื่น)

7 ไม่เข้าใจความหมายของการสร้างนวัตกรรมอย่างแท้จริง
ไพฑูรย์ ศิริฉัตรชัยกุล
IP: xxx.155.1.246
เขียนเมื่อ Thu May 18 2006 00:12:40 GMT+0700 (ICT)

สิ่งที่ได้รับจากการอ่านหนังสือ

  1. ได้แนวคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งเรื่องส่วนตัว งาน และสังคม
  2. ได้ทบทวนการปฏิบัติงานประจำและนำมาเทียบกับทฤษฎีและประสบการณ์ที่ผู้มีชื่อเสียงค้นพบเพื่อนำไปถ่ายทอดต่อในองค์กร
  3. ทราบถึงความเข้มข้นของการแข่งขันทั้งในประเทศและทั่วโลกว่าเพียงแค่ก้าวหน้าอย่างเดียวอาจจะไม่พอ ต้องก้าวให้เร็วกว่าถึงจะอยู่รอบและชนะ
  4. ได้ข้อคิดให้กลับมาทบทวนเรื่องนโยบายว่าด้วยความเชื่อมั่นในคุณค่าของคนภายในองค์กรได้มีตัววัดหรือแผนปฏิบัติและสำเร็จมากน้อยเพียงไร

 

จุดอ่อน

  1. ดูหน้าปกแล้วไม่ทราบถึงวัตถุประสงค์ของหนังสือว่าต้องการให้ผู้อ่านได้รับอะไร
  2. เนื้อหาค่อนข้างไปทาง Macro เกินไป
  3. ควรมีกรณีศึกษาประกอบเพื่อให้เห็นภาพมากชึ้น
  4. ควรมีรูปภาพที่ดูแล้วrelax บ้างจะใด้ไม่เครียดเกินไป
  5. หากมีข้อสรุปท้ายบทจะดีมาก สำหรับการทบทวนหรือนำไปปฏิบัติได้ง่าย

ปัญหาเรื่องคนที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรม

1 ไม่สามารถทำงานเป็นทีมได้ดีและขาดทีม Spirit

ชอบสบายไม่อยากเสี่ยงการทำสิ่งใหม่

ไม่ขนขวายหาความรู้ใหม่

ไม่มีนิสัยรักการอ่าน

ขาดจริยธรรม(หรือมีแต่น้อย)ที่จะคำนึงถึงสังคม

มีความเป็นอัตตา (เชื่อมั่นในตนเองสูงเกินไม่รับฟังผู้อื่น)

7 ไม่เข้าใจความหมายของการสร้างนวัตกรรมอย่างแท้จริง
ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท
IP: xxx.144.160.246
เขียนเมื่อ Thu May 18 2006 00:14:17 GMT+0700 (ICT)

ลืมไปครับท่านให้เขียนเรื่อง " ปัญหาเรื่องคน เป็นอุปสรรค์ในการสร้างนวัตกรรม คืออะไร "

๑) Team Work Learning ขาดการเรียนรู้ในการทำงานเป็นทีม

( ไม่กล้าแสดงออก ,ไม่รู้จริง หรือไม่มีปัญญา,อัตตาสูง ไม่ยอมฟังใคร )

๒) คิดว่าของเก่าที่ทำดีอยู่แล้ว ( ไม่กล้าเสี่ยง ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง  ไม่มีความเป็น Leadership )

๓)ชอบง่ายๆ สบายๆ ไม่ต้องรับผิดชอบมาก ( กลัวเหนื่อย ไม่ต้องการรับผิดชอบ ขาดแรงจูงใจ ไม่ทราบว่าทำแล้วได้อะไร )

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท
IP: xxx.144.160.247
เขียนเมื่อ Thu May 18 2006 00:21:23 GMT+0700 (ICT)

 

ผมต้องขาดการเข้าร่วมสัมมนาในสายอาชีพตรงของผมถึงสองงานเพื่อเข้าร่วมรับการอบรมหลักสูตร ทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้ ของ ศ.ดร.จีระ ในวันนี้  คุ้มครับ ผมรู้จักและติดตามผลงานของท่านมาตลอด ไม่เคยผิดหวังเลยครับ ท่านมีวิธีการให้ความรู้คนที่แตกต่างกว่าวิทยากรท่านอื่นๆ ผมได้ความรู้เพิ่มเติมมากมาย ท่านเป็นเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนให้เห็นตัวผมเอง ท่านเป็นผู้ที่ให้การสนับสนุนและยกย่องผมมาตลอด ท่านเป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ผมเคยพบ ( รองจากคุณพ่อและคุณแม่ผม)

ผมได้เลือกเรียนวิชาที่ผมต้องการจะทำงานเป็นอาชีพ โดยไม่ให้ความสนใจกับวุฒิบัตรที่สังคมกำหนดให้ ผมไม่เคยหยุดเรียนรู้ ผมพร้อมที่จะเรียนทุกลมหายใจเข้าออก ทั้งเรียนจากประสพการในชีวิต และเรียนจากหลักสูตร วิทยากรที่มีชื่อเสียงในด้านการบริหาร การจัดการ การตลาด หรือหลักสูตรอะไรก็ตามที่ผมเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพและเพิ่มมูลค่าให้กับผม ผมจะต้องหาทางเข้าไปเรียนรู้จากวิทยากรท่านนั้นให้ได้

ผมไม่เคยได้รับมอบหมายงานให้ดูแลเรื่อง HR แต่ผมทราบว่า HR เป็นเรื่องที่สำคัญมากในวงการธุรกิจ หัวหน้างานทุกท่านจะต้องมีความเข้าใจในบทบาทของ HR ผู้นำและหัวหน้างานที่มีประสิทธิภาพจะต้องเข้าใจ HR และต้องให้ความสำคัญควบคู่กันไปกับการตลาด การบริหารการจัดการ และการเงิน  HR ต้องถูกแทรกอยู่ในทุกส่วนของธุรกิจ

การบริหาร HR จริงๆไม่ยาก เพียงแต่ผู้ที่รับผิดชอบต้องมีความจริงใจ และยุติธรรม สอดส่องดูแลทรัพยากรมนุษย์ให้เขาได้ในสิ่งที่เราเองอยากจะได้ ตั้งงบด้าน HR ให้เป็นเงินลงทุนเช่นเดียวกับการลงทุนในทรัพย์สิน

 " ปัญหาเรื่องคน ที่ เป็นอุปสรรค์ในการสร้างนวัตกรรม  " ได้แก่

๑) Team Work Learning ขาดการเรียนรู้ในการทำงานเป็นทีม

( ไม่กล้าแสดงออก ,ไม่รู้จริง หรือไม่มีปัญญา,อัตตาสูง ไม่ยอมฟังใคร )

๒) คิดว่าของเก่าที่ทำดีอยู่แล้ว ( ไม่กล้าเสี่ยง ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง  ไม่มีความเป็น Leadership )

๓)ชอบง่ายๆ สบายๆ ไม่ต้องรับผิดชอบมาก ( กลัวเหนื่อย ไม่ต้องการรับผิดชอบ ขาดแรงจูงใจ ไม่ทราบว่าทำแล้วได้อะไร )

IP: xxx.144.143.2
เขียนเมื่อ Thu May 18 2006 00:51:42 GMT+0700 (ICT)

17 พฤษภาคม 2549

การอบรม HR พันธุ์ X วันแรก  (แอร์เย็นมากๆ)

                ว่าตามจริงแล้ว สิ่งที่ออนได้รับในวันนี้ แม้นเป็นเพียงวันแรก และไม่กี่ชั่วโมงก็ตาม ก็เชื่อได้ว่าเป็นคำตอบที่ตอบปัญหาของออนได้อย่างดีแล้วค่ะ ซึ่งคำตอบเหล่านั้น ล้วนเป็นหัวใจของงานบริหารบุคคลทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น

                1. การใช้ Respect บริหารคน และสร้างปฏิสัมพันธ์กับพนักงานทุกระดับอย่างเข้าใจ

                2. การใช้ทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่(แม้เพียงน้อยนิด) ให้มีประสิทธิผล และประสิทธิภาพ การอ้างว่าผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีความสามารถ คงจะไม่ถูกต้องนัก ตราบเท่าที่ตัวเรายังเป็นผู้บังคับบัญชาอยู่ เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องรับผิดชอบ และฝึกฝนพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชาของเราอยู่ตลอดเวลา และต่อเนื่อง  ซึ่งนอกจากหัวหน้างานที่ต้องพัฒนาลูกน้องแล้ว จะต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอด้วย

                3. ในยุคโลกาภิวัฒน์ และระบบทุนนิยมเสรี ที่ภาคอุตสาหกรรมถูกให้ความสำคัญและเติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก ทรัพยากรบุคคลไม่ใช่ต้นทุนอีกต่อไป หากแต่เป็นทรัพยากรสำคัญที่สร้าง กำไร ให้องค์กร ถือเป็นผลกำไรสำคัญของทุกองค์กร การบริหารคนและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับคน ต้องมีความคิดแบบบูรณาการ ใช้ศาสตร์ทุกสาขาวิเคราะห์เพื่อให้เข้าใจคนอย่างถ่องแท้ เข้าใจว่าคนต้องการอะไร

                4. การสร้างนวัตกรรม ซึ่งจะต้องใช้ทั้งความรู้หลายๆ แขนง  จินตนาการ  และความคิดสร้างสรรค์ รวมไปถึงจิตสำนึกต่อสังคมด้วย  โดยหลังจากที่ทุกกลุ่มได้อภิปรายร่วมกันแล้วพบว่าอุปสรรคหลักๆ ในการสร้างนวัตกรรมขึ้นในสังคมไทย  น่าจะได้แก่

                -  นิสัยกล้าทำในสิ่งที่ไม่ดี แต่ไม่กล้าทำในสิ่งที่ดี  เพราะกลัวการถูกตัดสินว่า ดี/ไม่ดี

                -  ขาดการกล้าแสดงออก และคิดนอกกรอบ

                -  การไม่มีจิตสำนึก และทัศนคติที่ดีในการดำเนินชีวิต  เหมือนเช่นที่คุณศุภชัยกล่าวไว้ว่าจีนนั้นพัฒนาแบบเป็นองค์รวม คือไปด้วยกันทั้งหมด ทุกส่วน  ในขณะที่อินเดียทำเป็นบางจุด บางส่วน  สังคมไทยก็เช่นกัน ควรต้องพัฒนาไปแบบองค์รวม เพราะหากคนจำนวนหนึ่งสร้างนวัตกรรมขึ้นมามากมาย แต่คนอีกจำนวนหนึ่งก็ยังคงปั๊มแผ่น MP3 ก๊อปปี้หนัง กันอย่างเป็นธุรกิจเช่นนี้ สังคมนวัตกรรมที่เกิดขึ้นคงไม่แข็งแรงเท่าใดนัก

                - โดยส่วนตัวแล้ว คิดว่าสาเหตุอีกข้อที่เป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุใน 2 ข้อด้านบน คือการขาดผู้นำที่ให้ความสำคัญกับการบริหารและพัฒนาบุคคล  หน่วยงานรัฐหรือผู้มีอำนาจ ควรให้ความสำคัญ ส่งเสริมการพัฒนาครูและสถาบันครอบครัวอย่างต่อเนื่อง  องค์กรที่มีศักยภาพทุกองค์กรในสังคมต้องร่วมมือกันผลักดันต่อไป หยุดไม่ได้ เพราะลำพังเพียงการพัฒนาพนักงานในองค์กร อาจไม่ยากเท่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ความเชื่อ นิสัยของคนในชาติ ซึ่งคงต้องใช้เวลานานมาก (แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้) เพียงแต่สิ่งสำคัญคือต้องทำอย่างต่อเนื่อง

ขอขอบพระคุณอาจารย์ (ถึงแม้อาจารย์ไม่ชอบให้เรียกอย่างนี้ แต่ก็เป็นการเรียกมาจากความรู้สึกนะคะ) สำหรับประสบการณ์ ความคิด และแนวทางการถ่ายทอด ทุกอย่าง ถึงแม้ออนจะไม่ได้มีความตั้งใจอยากเป็นถึงผู้บริหารระดับ CEO แต่แนวทางของอาจารย์ก็ทำให้ออน ทำงานด้วยความเชื่อ และเห็นความสำคัญที่จะพัฒนาคนมากขึ้นค่ะ

ด้วยความนับถือ และขอได้รับความขอบคุณจาก...

อรพรรณ มีวงศ์อุโฆษ (ออน)

บริษัท เคมสตาร์ ชิปปิ้ง จำกัด  (Ship Owner and Management)
สมบัติ อาชญาทา
IP: xxx.136.152.157
เขียนเมื่อ Thu May 18 2006 09:06:06 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ  อาจารย์จีระ   หงส์ลดารมภ์

                จากการสัมนา วันที่ 17 พฤษภาคม  2549  ผมมีความรู้สึกประทับใจวิธีการของอาจารย์  ทำให้เกิดมุมมองที่หลากหลายของผู้ร่วมสัมนาทั้งที่ 25 ท่าน  จากการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการสัมนาผลพอจะสรุป blog ได้ดังนี้ครับ

1.        จากหนังสือของอาจารย์ ผมร่างทฤษฎี  4 L’S

-  Learning Metrodology   (เข้าใจวิธีการเรียนรู้)
-  Learning Environment   (สร้างบรรยากาศการเรียนรู้)
-  Learning Opportunities (สร้างโอกาสในการเรียนรู้)
-  Learning Communities (สร้างชุมชนการเรียนรู้)
                ผมมองว่าทุกองค์กร จะมองพนักงานเป็นแรงงานที่จะต้องทำการผลิตให้ได้เหมือนเครื่องจักรไม่เข้าใจถึงวิธีการสร้างคนให้เกิดการเรียนรู้และสร้างจิตสำนึก ให้คนรักองค์กร รักงานที่ตัวเองทำ และให้เขามีความสุขกับงานที่ทำ เราจะเห็นว่าองค์กรจะประสบปัญหาต่าง ๆ มากมาย เช่น มีปัญหาคุณภาพ , ของเสียมาก , ผลผลิตตกต่ำ , ต้นทุนสูง ฯลฯ  ผมมีความเชื่อว่าหากนำทฤษฎี 4 L’S ของอาจารย์มาประยุกต์ ใช้จะช่วยลดปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างแน่นอนและต่อเนื่องครับ
                2.   การมองภาพจาก Macro ไปสู่ Micro ผมว่าทุกองค์กรมีการจัดทำแผนธุรกิจประจำทุกปีอยู่แล้วหากผู้บริหารองค์กร นำภาพ Macro ของเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของโลก ทั้ง 8 เรื่อง เช่น FTA , WTO , พลังงานทดแทน , สงครามก่อการร้าย , อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา , การค้าเสรี ฯลฯ  จะทำให้องค์กรกำหนดยุทธศาตร์และปรับเปลี่ยนองค์กรได้อย่างถูกต้องพร้อมที่จะแข่งขันและเติบโตแบบก้าวกระโดด
                3.     ทฤษฎีภาวะผู้นำ (Leadership)
                         ผมว่า 7 Competencies of Leadership   น่าจะเป็นคุณสมบัติของผู้นำในยุคโลกาภิวัตน์
                        1.   Drier   ขับเคลื่อนองค์กรไปให้ถึงเป้าหมาย
                        2.   Leadership Motivation   ผู้นำต้องสร้างแรงบันดาลใจให้กับทีม
                        3.   Integrity   ต้องมีความยุติธรรม
                        4.   Self Confidence   มั่นใจตัวเองทุก ๆ ด้าน
                        5 . Intelligence   มีความเฉลียวฉลาด
                        6.  Knowledge of Business   รู้ธุรกิจที่ทำอยู่อย่างถ่องแท้
                        7.  Emotional Intelligence   ควบคุมอารมณ์ได้ดี    

ผู้นำองค์กรส่วนใหญ่ยังขาด เรื่องของการ Drive องค์กรจะทำงานประจำเสียมากกว่าและเรื่องของการ   Emotional Intelligence ก็ยังทำได้ไม่ดี หากผู้นำยุกต์ใหม่มีคุณสมบัติทั้ง 7 ข้อ ที่องค์กรจะได้ประโยชน์อย่างมาก

  1. ตอบคำถามทำไม HR. Innovation ถึงไม่ประสบความสำเร็จ และมีปัญหาอะไรบ้าง พอจะสรุปได้ 3 ประเด็น ดังนี้ครับ

-          การระดับสมอง เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะคนไทยจะมีวัฒนธรรมการไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน ชอบทำงานคนเดียว (ข้าเก่ง) เมื่อเทียบกับประเทศทางตะวันตก เราจะเสียเปรียบเรื่องนี้มาก

-          กลัวความเสี่ยง เพราะคนส่วนใหญ่มองว่า การคิดอะไรใหม่ ๆ จะส่งผลต่อการทำงานของเรา เช่น กล้าทำงานหนักขึ้น , กลัวเจ้านายตำหนิ (หากงานล้มเหลว) , กลัวตัวเองจะหมดอำนาจ (หากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น)   Innovation เลยไม่เกิด

-          ความรู้และทักษะในการคิด Innovation ใหม่ ๆ มีไม่เพียงพอ เพราะพื้นฐานการศึกษาที่ไม่ดีของคนไทย เช่นการเรียนแบบท่องจำไม่ได้ช่วยให้คนคิดเป็นด้วยตัวเอง ขาดวัฒนธรรมการมุ่งเน้นการเรียนและค้นคว้าใหม่ ๆ จะเห็นว่าเด็กไทยชอบสนุก / ชอบเล่น ดูหนัง , ฟังเพลง อันนี้เป็นปัญหาระดับประเทศ

ผมมีมุมมองว่า ประเทศไทยจะต้องเร่งปรับปรุงยุทธศาสตร์ทางด้านการศึกษา เพราะประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาพนี้เข้าไปไกลว่าเรามาก สิงค์โปร์ , เวีดยนาม โดยเฉพาะ สิงค์โปร์ เขานำหลักสูตร 7 Habits บรรจุเอาไว้ในหลักสูตรการเรียนแล้ว คนของเขามีการวางแผนการใช้ชีวิตและเป้าหมายในชีวิตอย่างชัดเจน ในประเทศไทยหลักสูตรนี้คนทำงานระดับบริหารเรียนกันจะเห็นว่าต่างกันมากครับ

        สำหรับจุดอ่อนหนังสือ ของอาจารย์ ผมยังมองไม่เห็นครับ ต้องเวลาที่มีกำจัด Blog ของผมอาจจะไม่สมบูรณ์ ต้องขออภัยด้วยครับ เพราะผมเขียนจากความรู้สึกของคนทำงานโรงงาน (แถว ๆ จังหวัดสมุทรสาคร)

        ผมเชื่อว่าหลักสูตร HR พันธ์ x ของอาจารย์มีประโยชน์มากครับ เพราะนอกจากจะนำมาประยุกต์กับการทำงาน ในองค์กรได้แล้ว ยังทำให้มองเห็นภาพรวมของประเทศอีกด้วยครับ ....... ผมขออวยพรให้อาจารย์ประสบความสำเร็จในการประชุม APEC ที่เวียดนาม เกี่ยวกับ HR Innovation พร้อมกับความสำเร็จสู่คนไทยทุกคนครับ

                                                                                                                         สมบัติ  อาชญาทา

                                                                                                        Sombata@PJWplastic.com

สุพิตรา ฟูพันธุ์อนันต์
IP: xxx.57.146.225
เขียนเมื่อ Thu May 18 2006 23:50:25 GMT+0700 (ICT)

กราบเรียนอาจารย์ที่เคารพ

จากการที่ได้เข้าร่วมสัมมนา 2 วัน ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติเพื่อเป็น HR พันธุ์แท้ ความรู้มากมายที่ดูเหมือนไม่มีวันเรียนจบอย่างที่อาจารย์สอนว่า life long learning ที่ดิฉันตั้งใจว่า จะนำไปใช้ประยุกต์กับการพัฒนาทั้งตัวเองและคนอื่น ในองค์กรของดิฉันขอยกเพียงหัวข้อมากล่าวสั้นๆดังนี้

  • ทฤษฎีทุน 8 ประเภท
  •  Happiness Capital
  • ทฤษฎี 5 K ใหม่
  • ทฤษฎี 4 L
  • HR Orchitecture
  • ทุนทางสังคม - เครือข่าย
  • การมอง HRต้องมองจาก Macroไปสู่ Micro
  • เน้นการอ่านที่โป๊ะเชะ
  • Discover new idea
  • เน้นทฤษฏี 2 R's
  • ทฤษฏีภาวะผู้นำ

ตลอดการเรียนที่ทำเป็น Team Learning ทำให้ดิฉันและเพื่อนๆได้ฝึกคิดและปฏิบัติ โดยใช้บทเรียนจากความจริงของอาจารย์ ทำให้เข้าใจถึงความหมายและคุณค่าของ HR พันธุ์แท้

การพัฒนาคนให้มีคุณภาพและอยากทำงานให้สำเร็จโดยมีทุนความสุข การนับถือและการให้เกียรติ Respect ช่วยโค้ชและให้โอกาสคนจะทำอย่างไรที่จะเอาศักยภาพของคนออกมาได้ เอาความเป็นเลิศของคนออกมา ซึ่งเป็นศิลปะอย่างนึง work shop สุดท้ายที่เราทำ ในเรื่องภาวะผู้นำมีข้อคิดในความแตกต่างของผู้นำหญิงและชาย , ตะวันออกและตะวันตก ตลอดจนข้อคิดเห็นในการที่จะทำอย่างไรให้องค์กรพัฒนาผู้นำที่มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น

สิ่งที่ได้เรียนรู้ทั้งหมดในการสัมมนาในครั้งนี้ถึงแม้ว่าดิฉันจะเป็น Non - HR , แต่จะพยายามนำความรู้และข้อคิดต่างๆที่ได้รับไปใช้ในการพัฒนา การบริหารเรื่องคนในองค์กรเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยมีทุนแห่งความสุขและทุนแห่งความยั่งยืนต่อไป

ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์อีกครั้งค่ะ

เรียนอาจารย์ที่เคารพ

น้องหวาน(ภวพันธ์ โตแสง)ฝากเรียนอาจารย์ว่าน้องหวานนอน admit อยู่ที่โรงพยาบาล ถ้าหายแล้วจะส่งการบ้านค่ะ

 

Paitoon Sirichatchaikul
IP: xxx.155.1.246
เขียนเมื่อ Thu May 18 2006 23:58:30 GMT+0700 (ICT)

สิ่งที่ได้จากการสัมนาทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้

2 วันที่แสนจะคุ้มค่า

  1. ได้พบและรู้จักกับทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้ที่ทรงคุณค่าของประเทศไทยเพิ่มอีกหนี่งท่านคือ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ 
ทั้งนี้ผมไม่เคยรู้จักกับท่านมาก่อนเคยแต่ได้ยินชื่อเสียงท่านมาบ้างและเคยชมรายการที่ท่านจัดบ้าง แต่ผมมีเหตุผลดังนี้
    1. ท่านมีนวัตกรรมในการถ่ายทอดความรู้และสามารถใช้กุศโลบายในการสอนได้อย่างดีเยี่ยม
    2. ท่านทำให้ทุกฝ่าย “WIN WIN WIN”(ผู้เข้าร่วมสัมนา, MGA,ตัวท่านเอง) บรรลุ ภาระกิจที่ตั้งใจไว้
    3. ท่านเป็นคนที่มี Contribution ให้กับสังคมและประเทศชาติ
    4. ท่านเป็นตัวอย่างของ Leader ได้เป็นอย่างดีเช่น ในเรื่อง HR,การเป็นนักเรียนรู้ ฯลฯ
  1. ได้เห็นการทำทฤษฎี 4L’s มาใช้ในการสัมนาให้สำเร็จภายใน 2 วัน
  2. ได้มีข้อมูลใหม่ๆทั้งบทความและหนังสือที่มีคุณค่ามากและช่องทางความรู้ใหม่คือWeb site นี้
  3. ได้พบเพื่อน(Network)ที่หลากหลายอาชีพเพิ่มชึ้น

สรุปการใช้เวลา 2 วันที่ผ่านไปครั้งนี้คุ้มค่ามากจริงครับ

สิ่งที่จะทำหลังจากนี้คืออยากจะ Contribute คืนให้กับสังคมและประเทศบ้าง

โดยผ่านโครงการ “HR’s Clinic for SME โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์”
IP: xxx.139.204.2
เขียนเมื่อ Fri May 19 2006 12:13:14 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน

เมื่อวานนี้(18 พ.ค.) ผมได้มีโอกาส แวะไปเยี่ยม ศ.ดร.จีระ ที่โรงแรมเรดิสัน ในฐานะลูกศิษย์ที่เรียน ป.เอก กับท่าน

วันนั้นทาง Marketing Guru จัดสัมมนา เกี่ยวกับ HR สายพันธ์ X  มี ศ.ดร.จีระ เป็น Speaker และมีผู้เข้าร่วมสัมมนา หลายท่านเป็นผู้ร่วมแชร์ความรู้

ผมประทับใจมาก ที่ ศ.ดร. จีระ เปิดโอกาสให้ได้รู้จักกับผู้เข้าร่วมสัมมนาหลายท่าน และเปิดโอกาสให้ผมร่วมแชร์ความคิดกับสมาชิกผู้เข้าร่วมสัมมนาด้วย 

บรรยากาศในห้องสัมมนา ครบถ้วนกระบวนการ 4L’s  การสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้  การให้รู้วิธีการเรียนรู้ การเปิดโอกาสในการเรียนรู้ และ  ชุมชนแห่งการเรียนรู้  ครบถ้วนและเป็นธรรมชาติมาก  เรียบง่าย แต่สูงส่งด้วยสาระ   เหมือนกับคนที่อยู่บ้านเล็ก แต่ความคิดใหญ่และมีคุณค่ามหาศาล ต่อสังคมประเทศชาติ

ผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ เพราะด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง ไม่ถือตัว สัมผัสอบอุ่น ใกล้ชิด จริงใจ  วิธีการเรียนรู้ของท่าน ทำให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ความรู้จากการให้โอกาสแห่งการเรียนรู้ของ ศ.ดร.จีระ  ชุมชนแห่งการเรียนรู้ได้เกิดขึ้นในห้องสัมมนา ทำให้ผมและผู้เข้าร่วมสัมมนา มีโอกาสพบปะ พูดคุย รู้จักกันมากขึ้น และจะนำไปสู่ Connection มากขึ้น สิ่งเหล่านี้เราได้จาก ศ.ดร.จีระ

ทำให้พวกเรามี ทุนทางความรู้  ทุนทางปัญญา ทุนทาง IT ทุนทางความสุข ทุนทางจริยธรรม ทุนทางสังคม ทุนแห่งความยั่งยืนจะมีมากขึ้น และเป็นที่มาแห่งทุนมนุษย์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วย   ทฤษฎี 8 ทุน ของ ศ.ดร.จีระ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในครอบครัว ในชุมชน ไปถึงในระดับประเทศ และระดับโลก ถ้าคนทั้งโลก มีทุนครบทุกประการตามทฤษฎี  ทุน 8 Ks ของ ศ.ดร.จีระ สันติสุขของโลก จะมีมหาศาล

ที่ผมประทับใจมากอีกประการหนึ่ง ก็คือ ผลการจากเรียรู้ ในชุมชนแห่งการเรียนรู้ในห้องสัมมนา ทำให้ผมได้มีโอกาส รู้จักกับเพื่อนใหม่ หลายท่านด้วยกัน อาทิเช่น

คุณ Somchai Ageprapal จาก บ. รอยังเปเปอร์ ฟอร์ม จำกัด

คุณไพฑูรย์ ศิริฉัตรชัยกุล จาก สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย

คุณบุญส่ง เพียรพันเลิศ จาก Millennium Microtech(Thailand) Co.,Ltd.

คุณวิภา คิดเมตตากุล จาก Mizuho Corporate Bank,Ltd.

คุณเบญจวรรณ ฤกษ์สมเด็จ จาก ACME PROMPT SERVICE

คุณจักรกฤษณ์ ทิวาศุภชัย จาก WATEVER MARKETING

คุณสุพิตรา ฟูพันธ์อนันต์ จาก Mizuho Corporate Bank

คุณอุไรรัตน์ คู่พิทักษ์ขจร จาก พีพีเสเจอรรัล รีสอร์ท

ม.ล. ชาญโชติ ชมพูนุท จาก Andaman master

และอีกหลายท่าน ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

ผมพกนามบัตรไปไม่พอแจกทุกท่าน จึงถือโอกาสนี้ แนะนำตัวเองอีกครั้ง ครับ

ผมชื่อยม  นาคสุข ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ อาหารสยาม โทร. 01 9370144 Email address: yom_nark@yahoo.com , yom_n@hotmail.com ยินดีที่ได้รู้จักกับทุก ๆ คน และหวังว่าเราคงได้มีโอกาสสร้าง connection ที่ดีต่อกัน และมีส่วนช่วยเหลือสังคม ประเทศชาติร่วมกัน เพื่อถวายแด่ในหลวงของเรา โดยมี ศ.ดร.จีระ เป็นผู้คอยสนับสนุนพวกเราต่อไป

ขอบคุณ ศ.ดร.จีระ อีกครั้งหนึ่งที่ให้ความรู้และให้โอกาสแห่งการเรียนรู้แก่พวกเรา  ผมเชิญชวนให้ท่านผู้อ่านติดตามรายการของ ศ.ดร.จีระ ทาง UBC 7 ช่วงบ่ายโมงอาทิตย์นี้ ท่านจะได้เห็นบรรยากาศการเรียนรู้ ที่ ศ.ดร.จีระ ได้มอบให้แก่ นศ.ป.เอก ม.อุบลราชธานี เพื่อยินยันสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้ไป ครับ  ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านโชคดี

สวัสดีครับ


ยม
IP: xxx.139.204.2
เขียนเมื่อ Fri May 19 2006 14:01:47 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ

ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน

*  ผม ยม ครับ

 

เมื่อวานนี้(18 พ.ค.) ผมได้มีโอกาส แวะไปเยี่ยม ศ.ดร.จีระ ที่โรงแรมเรดิสัน ในฐานะลูกศิษย์ที่เรียน ป.เอก กับท่าน

 

วันนั้นทาง Marketing Guru จัดสัมมนา เกี่ยวกับ HR สายพันธ์ X  มี ศ.ดร.จีระ เป็น Speaker และมีผู้เข้าร่วมสัมมนา หลายท่านเป็นผู้ร่วมแชร์ความรู้

 

 

ผมประทับใจมาก ที่ ศ.ดร. จีระ เปิดโอกาสให้ได้รู้จักกับผู้เข้าร่วมสัมมนาหลายท่าน และเปิดโอกาสให้ผมร่วมแชร์ความคิดกับสมาชิกผู้เข้าร่วมสัมมนาด้วย 

 

บรรยากาศในห้องสัมมนา ครบถ้วนกระบวนการ 4L’s  การสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้  การให้รู้วิธีการเรียนรู้ การเปิดโอกาสในการเรียนรู้ และ  ชุมชนแห่งการเรียนรู้  ครบถ้วนและเป็นธรรมชาติมาก  เรียบง่าย แต่สูงส่งด้วยสาระ   เหมือนกับคนที่อยู่บ้านเล็ก แต่ความคิดใหญ่และมีคุณค่ามหาศาล ต่อสังคมประเทศชาติ

 

 

ผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ เพราะด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง ไม่ถือตัว สัมผัสอบอุ่น ใกล้ชิด จริงใจ  วิธีการเรียนรู้ของท่าน ทำให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ความรู้จากการให้โอกาสแห่งการเรียนรู้ของ ศ.ดร.จีระ  ชุมชนแห่งการเรียนรู้ได้เกิดขึ้นในห้องสัมมนา ทำให้ผมและผู้เข้าร่วมสัมมนา มีโอกาสพบปะ พูดคุย รู้จักกันมากขึ้น และจะนำไปสู่ Connection มากขึ้น สิ่งเหล่านี้เราได้จาก ศ.ดร.จีระ

 

ทำให้พวกเรามี ทุนทางความรู้  ทุนทางปัญญา ทุนทาง IT ทุนทางความสุข ทุนทางจริยธรรม ทุนทางสังคม ทุนแห่งความยั่งยืนจะมีมากขึ้น และเป็นที่มาแห่งทุนมนุษย์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วย   ทฤษฎี 8 ทุน ของ ศ.ดร.จีระ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในครอบครัว ในชุมชน ไปถึงในระดับประเทศ และระดับโลก ถ้าคนทั้งโลก มีทุนครบทุกประการตามทฤษฎี  ทุน 8 Ks ของ ศ.ดร.จีระ สันติสุขของโลก จะมีมหาศาล

 

ที่ผมประทับใจมากอีกประการหนึ่ง ก็คือ ผลการจากเรียรู้ ในชุมชนแห่งการเรียนรู้ในห้องสัมมนา นอกจากทุนทางปัญญา ทุนทางความรู้ที่ได้รับแล้ว ทำให้ผมได้มีโอกาส รู้จักกับเพื่อนใหม่ หลายท่านด้วยกัน อาทิเช่น

 

คุณ Somchai Ageprapal จาก บ. รอยังเปเปอร์ ฟอร์ม จำกัด

คุณไพฑูรย์ ศิริฉัตรชัยกุล จาก สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย

คุณบุญส่ง เพียรพันเลิศ จาก Millennium Microtech(Thailand) Co.,Ltd.

คุณวิภา คิดเมตตากุล จาก Mizuho Corporate Bank,Ltd.

คุณเบญจวรรณ ฤกษ์สมเด็จ จาก ACME PROMPT SERVICE

คุณจักรกฤษณ์ ทิวาศุภชัย จาก WATEVER MARKETING

คุณสุพิตรา ฟูพันธ์อนันต์ จาก Mizuho Corporate Bank

คุณอุไรรัตน์ คู่พิทักษ์ขจร จาก พีพีเสเจอรรัล รีสอร์ท

ม.ล. ชาญโชติ ชมพูนุท จาก Andaman master

และอีกหลายท่าน ที่น่าสนใจ  และรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสรู้จักกับพวกท่านทั้งหลาย

 

 ผมขอเชิญชวนท่านผู้อ่าน  และสมาชิกผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน  ติดตามรายการของ ศ.ดร.จีระ ทาง UBC 7 ช่วงบ่ายโมงอาทิตย์นี้ ท่านจะได้เห็นบรรยากาศการเรียนรู้ ที่ ศ.ดร.จีระ ได้มอบให้แก่ นศ.ป.เอก ม.อุบลราชธานี  และ

เชิญติดตามข่าวสาร สาระน่ารู้จาก ศ.ดร.จีระ ได้จาก www.google.com โดยพิมพ์คำว่า ดร.จีระ เท่านั้น แล้วกด Enter ท่านจะได้พบกับ เว๊ปที่มีข่าวสารสาระน่ารู้ ของ ศ.ดร.จีระ อีกมากมาย เพื่อยินยันสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้ไป และเพิ่มพูนทุนทางปัญญา ครับ 

ท้ายนี้ ผมติดข้างเพื่อน ๆ ที่พบในวันสัมมนา เรื่องนามบัตรของผม จึงถือโอกาสนี้แนะนำตัวอีกครั้ง ผมชื่อ

ยม นาคสุข

ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ฯ

บ.อาหารสยาม

นศ. ป. เอก มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

โทร. 01 9370144

Email: yom_n@hotmail.com, yom_nark@yahoo.com  อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นในตำแหน่ง หน้าที่ที่ดำรงอยู่  สิ่งที่ผมยึดมั่นคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความปราถนาดี ที่มีกับทุกคน และความเคารพรักที่มีกับ ศ.ดร.จีระ 

ฉะนั้นถ้าเราจะคบหามี connection ต่อกัน อย่าคบผมที่ตำแหน่งเลย เพราะไม่เที่ยงแท้แน่นอน

ทุนทางจริยธรรม คุณงามความดี ต่างหาก ที่เป็นเรา เราจึงพึงมีหน้าที่มอบสิ่งดี ๆ ต่อกัน เพื่อสะสมทุนแห่งความสุข  และสันติสุขจะเกิดแก่ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ แก่สังคม ขยายไปสู่ประเทศและโลกได้

หวังว่าเราคงได้มีโอกาส แลกเปลี่ยน ปะทะกันด้านทุนต่าง ๆ ที่ ศ.ดร.จีระ สอนให้แก่พวกเรา  ขอบพระคุณ ศ.ดร.จีระ อีกครั้งหนึ่งที่ให้แนวทางสว่างแก่พวกเราทุกคน

สวัสดีครับ

ยม

ยม น.ศ. ป.เอก ม.อุบลฯ(กทม.)รุ่นที่ 2
IP: xxx.144.143.5
เขียนเมื่อ Sat May 20 2006 07:29:52 GMT+0700 (ICT)
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่าน

ขอขอบคุณ ศ.ดร.จีระ ที่ให้ความสนใจ ความเมตตา โทรศัพท์ถึงผมเมื่อสาย ๆ ของวันที่ 19 ในฐานะที่ท่านเป็นอาจารย์ ผู้สอนผมและเพื่อน ๆ ในหลักสูตร รัฐประศาสนศาตร์ดุษฎีบัณฑิต ม. อุบลราชธานี

 คำสอนของอาจารย์ มีตลอดไม่หยุดนิ่งเหมือนกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่ตลอดเวลา  ที่ผมประทับใจ ศ.ดร.จีระ มากอีกประการหนี่ง ก็คือ ท่านได้พูดต่อหน้า ผู้เข้าร่วมสัมมนาในหลักสูตร HR สายพันธ์ X ว่าท่านจะให้ความรัก  ความเป็นกันเอง ต่อผมเหมือนกับที่ ท่านได้รับจาก ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ มอบให้กับท่าน  ขอบคุณอาจารย์มากครับ  คำกล่าวของ ศ.ดร.จีระ ผมประทับใจเป็นอย่างมาก ท่านได้เพิ่มทุนทางความสุขให้กับผม และทำให้ผม นึกถึง ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์
ผม ศรัทธา ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ เป็นอย่างมาก จากผลงานที่ท่านทำไว้ กับประเทศชาติ บทความต่าง ๆ ของท่าน ผมสนใจอ่านตั้งแต่ เรียน ป.ตรี ที่ มศว.ประสานมิตร ทำให้ผมสนใจสอบเข้าเรียนต่อที่สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งสมัยนั้นขึ้นอยู่กับคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  และได้มีโอกาสศึกษาเกี่ยวกับ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ และวิถีชีวิตในชนบท (ทุนทางสังคม)มากขึ้น
วันนี้ ผมจึงขอเขียนเกี่ยวกับ ดร.ป๋วย ให้เพื่อน ผู้เข้าร่วมสัมมนา HR.สายพันธ์ X และเพื่อน ที่เรียน ป.เอก ด้วยกัน ได้รำลึกถึง ดร.ป๋วย
ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการ ธนาคาร แห่งประเทศไทย และอดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ วันที่ 28 กรกฎาคม  พ.ศ.2542 อาจารย์ป๋วย  อึ้งภากรณ์ได้ถึงแก่กรรมที่บ้าน ณ  กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เนื่องจากเส้นโลหิตใหญ่ในช่องท้องโป่งแตก (aortic aneurysm) อายุได้ 83 ปี "ตายแล้ว เผาผมเถิด อย่าฝัง คนอื่นจะได้มีที่ดินอาศัยและทำกิน และอย่าทำพิธีรีตองในงานศพให้วุ่นวายไป" จากข้อเขียน"คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน"  วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2542 ทางครอบครัวได้ทำการเผาศพและบรรจุอัฐินำกลับมาเมืองไทย  วันที่ 16 สิงหาคม  และวันที่ 28 สิงหาคม บริเวณท่าเรือสัตหีบ  เรือหลวงกระบุรี แห่งราชนาวีไทยได้นำครอบครัวอึ้งภากรณ์และแขกประมาณ 200 คน มุ่งหน้าสู่เกาะครามนำอังคารของอาจารย์ป๋วยไปลอยทะเล
          บุคคลผู้นี้ ไม่เคยแสวงหาอำนาจ ไม่เคยแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ ไม่เคยเห็นแก่อามิสสินจ้าง  มีเพียง ความชื่อสัตย์สุจริตในหน้าที่การงาน  มีเพียงความรักชาติอย่างพร้อมจะสละชีวิตเพื่อแผ่นดินแม่  มีเพียงความจริงใจ ให้แก่ประเทศอันเป็นที่รักยิ่ง  มีเพียงความกล้าหาญทางจริยธรรม ไม่ยอมก้มหัวให้แก่อำนาจ อธรรมฝ่ายใด  มีเพียงความปรารถนาดีและความรักเพื่อนมนุษย์ผู้ทุกข์ยาก  ชายชราผมสีดอกเลาท่าทางใจดี จะเป็นตำนาน อยู่ในใจของผู้คนไปชั่วนิรันดร์
 วาทะอาจารย์ป๋วย  อึ้งภากรณ์ 
กูชายชาญชาติเชื้อ        ชาตรี
กูเกิดมาก็ที                     หนึ่งเฮ้ย
กูคาดก่อนสิ้นชี-               วาอาตม์
กูจักไว้ลายเว้ย                 โลกให้แลเห็น
ป๋วย  อึ้งภากรณ์

     เศรษฐศาสตร์ที่มีมนุษย์เป็นสาระ กำลังคนสำคัญกว่ากำลังเงิน ยิ่งนัก
เพราะการสะสมวิชาความรู้และการระดมให้วิชาแก่ประชาชนของเรานั้น
มีผล
เป็นการยั่งยืนแก่อนาคต ส่วนกำลังเงินนั้น ...(แต่) แม้ว่าจะเดือดร้อน
ขัดสนเงินนั้น เรายังขอหยิบขอยืมผู้อื่นเขามาได้ การยืมเงินนั้นง่าย เพราะ
เงินพูดได้ทุกภาษา แต่การยืมคน คนพูดได้อย่างมากก็ไม่กี่ภาษา

   

      ความรับผิดชอบทางจริยธรรมเป็นความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ,  2509
ป๋วย  อึ้งภากรณ์
วาทะของ ดร.ป๋วย  หากนำทฤษฎี 8K’s ของ ศ.ดร.จีระ มาวิเคราะห์ จะพบว่า ดร.ป๋วย กล่าวถึง  กำลังคนสำคัญกว่ากำลังเงิน  นั่นก็คือทุนมนุษย์   
ประชาชนของเรานั้นมีผลเป็นการยั่งยืนแก่อนาคต  นั่นคือ ทุนแห่งการยั่งยืน   
ความรับผิดชอบทางจริยธรรมเป็นความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ  นั่นคือ ทุนทางจริยธรรม

นอกจากนี้ ดร.ป๋วย ยังเขียนบทความ คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน

ข้อเขียนชิ้นนี้ปรากฎครั้งแรกเป็นภาษาอังกฤษในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ฉบับประจำวันที่ 18 ตุลาคม 2516 ภายใต้ชื่อเต็มรูปแบบว่า

“The Quality of Life of a South East Asian : A Chronicle of Hope from Womb to Tomb”

เป็นการเผยแพร่สู่สาธารณะหลังจากผู้เขียนเสนอต่อคณะกรรมการที่ปรึกษาการพัฒนาเอเชียตะวันออกไกล (SEADAG) ครั้นเมื่อมีชื่อเสียงได้รับการอ้างอิงมากขึ้น ข้อเขียนชิ้นนี้รู้จักกันในนาม...

“From Womb to Tomb”

เช่นกันกับในภาคภาษาไทยจากชื่อเต็มที่มีว่า... คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน.ในบทความนี้  ถ้านำทฤษฎี 8 K’s ของ ศ.ดร.จีระ มาวิเคราะห์เชื่อมโยง จะพบ สาระเกี่ยวกับ ทุนมนุษย์ ทุนทางสังคม ทุนทางความรู้ ทุนแห่งความสุข ทุนแห่งความยั่งยืนฯ  ทำให้เข้าใจทฤษฎี ของ ศ.ดร.จีระ ได้ง่ายขึ้นเป็นอย่างดี ผมจึงนำบทความนี้  ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มาเผยแพร่ในที่นี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ ต่อ ท่านผู้อ่าน และหากดวงวิญญาณ ของท่าน ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ยังคงอยู่ ท่านคงปราบปรื้ม ปิติยินดี ที่ ศ.ดร.จีระ มุ่งมั่นทำประโยชน์แก่สังคมประเทศชาติ แก่โลก มุ่งมั่นที่จะสร้างลูกศิษย์ ให้เข้มแข็ง เพื่อมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศชาติของเรา  ดังที่ ดร.ป๋วย ท่านได้มีวาทะไว้ว่า
กูชายชาญชาติเชื้อ        ชาตรี
กูเกิดมาก็ที                     หนึ่งเฮ้ย
กูคาดก่อนสิ้นชี-               วาอาตม์
กูจักไว้ลายเว้ย                 โลกให้แลเห็น
เชิญท่านผู้อ่าน ติดตาม สาระของ บทความ คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน. ของ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ดังนี้
ภาคภาษาไทย

เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ และได้รับความเอาใจใส่ และบริการอันดี ในเรื่องสวัสดิภาพของแม่และเด็ก ผมไม่ต้องการมีพี่น้องมากอย่างที่พ่อแม่ผมมีอยู่ และแม่จะต้องไม่มีลูกถี่นัก

พ่อกับแม่จะแต่งงานกันถูกกฎหมายหรือธรรมเนียมประเพณีหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่สำคัญที่พ่อกับแม่ต้องอยู่ ด้วยกันอย่างสงบสุข ทำความอบอุ่นให้ผมและพี่น้อง

ในระหว่าง 2-3 ขวบแรกของผม ซึ่งร่างกายและสมองผมกำลังเติบโตในระยะที่สำคัญ ผมต้องการให้แม่ผมกับตัวผมได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์

ผมต้องการไปโรงเรียน พี่สาวหรือน้องสาวผมก็ต้องการไปโรงเรียน จะได้มีความรู้หากินได้ และจะได้รู้คุณธรรมแห่งชีวิต ถ้าผมมีสติปัญญาเรียนชั้นสูง ๆ ขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้ ไม่ว่าพ่อแม่ผมจะรวยหรือจน จะอยู่ในเมืองหรือชนบทแร้นแค้น

เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว ผมต้องการงานอาชีพที่มีความหมาย ทำให้ได้รับความพอใจ ว่าตนได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคม

บ้านเมืองที่ผมอาศัยอยู่จะต้องมีขื่อมีแป ไม่มีการข่มขู่ กดขี่ หรือประทุษร้ายกัน

ประเทศของผมควรจะมีความสัมพันธ์อันชอบธรรมและเป็นประโยชน์กับโลกภายนอก ผมจะได้มีโอกาส เรียนรู้ถึงความคิดและวิชาของมนุษย์ทั้งโลก และประเทศของผมจะได้มีโอกาสรับเงินทุนจากต่างประเทศมาใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม

ผมต้องการให้ชาติของผมได้ขายผลิตผลแก่ต่างประเทศด้วยราคาอันเป็นธรรม ในฐานะที่ผมเป็นชาวนาชาวไร่ ผมก็อยากมีที่ดินของผมพอสมควรสำหรับทำมาหากิน มีช่องทางได้กู้ยืมเงินมาขยายงาน มีโอกาสรู้วิธีทำกินแบบใหม่ ๆ มีตลาดดี และขายสินค้าได้ราคายุติธรรม

ในฐานะที่ผมเป็นกรรมกร ผมก็ควรจะมีหุ้นมีส่วนในโรงงาน บริษัท ห้างร้านที่ผมทำอยู่

ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์ ผมก็ต้องการอ่านหนังสือพิมพ์ และหนังสืออื่น ๆ ที่ไม่แพงนัก จะฟังวิทยุ ดูโทร ทัศน์ ก็ได้ โดยไม่ต้องทนรบกวนจากการโฆษณามากนัก

ผมต้องการสุขภาพอนามัยอันดี และรัฐบาลจะต้องให้บริการป้องกันโรคแก่ผมอย่างฟรีกับบริการการแพทย์ รักษาพยาบาลอย่างถูกอย่างดี เจ็บป่วยเมื่อใดหาหมอหาพยาบาลได้สะดวก

ผมจำเป็นต้องมีเวลาว่างสำหรับเพลิดเพลินกับครอบครัว มีสวนสาธารณะที่เขียวชอุ่ม สามารถมีบทบาทและชมศิลปะ วรรณคดี นาฏศิลป์ ดนตรี วัฒนธรรมต่าง ๆ เที่ยวงานวัด งานลอยกระทง งานนักขัตฤกษ์ งานกุศล อะไรได้พอสมควร

ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ น้ำบริสุทธิ์สำหรับดื่ม

เรื่องอะไรที่ผมทำเองไม่ได้ หรือได้แต่ไม่ดี ผมก็จะขอความร่วมมือกับเพื่อนฝูงในรูปสหกรณ์ หรือสโมสร หรือสหภาพ จะได้ช่วยซึ่งกันและกัน

เรื่องที่ผมเรียกร้องข้างต้นนี้ ผมไม่เรียกร้องเปล่า ผมยินดีเสียภาษีอากรให้ส่วนรวมตามอัตภาพ

ผมต้องการโอกาสที่มีส่วนในสังคมรอบตัวผม ต้องการมีส่วนในการวินิจฉัยโชคชะตาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของชาติ

เมียผมก็ต้องการโอกาสต่าง ๆ เช่นเดียวกับผม และเราสองคนควรจะได้รับความรู้และวิธีการวางแผนครอบครัว

เมื่อแก่ ผมและเมียก็ควรให้ประโยชน์ตอบแทนจากการประกันสังคม ซึ่งผมได้จ่ายบำรุงตลอดมา

เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ ๆ อย่างบ้า ๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามกลางเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ

เมื่อตายแล้ว ยังมีทรัพย์สมบัติเหลืออยู่เก็บไว้ให้เมียผมพอใจในชีวิตของเธอ ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็เก็บไว้ เลี้ยงให้โต แต่ลูกที่โตแล้วไม่ให้ นอกนั้นรัฐบาลควรเก็บไปหมด จะได้ใช้เป็นประโยชน์ในการบำรุงชี วิตของคนอื่น ๆ บ้าง

ตายแล้ว เผาผมเถิด อย่าฝัง คนอื่นจะได้มีที่ดินอาศัยและทำกิน และอย่าทำพิธีรีตองในงานศพให้วุ่นวายไป

นี่แหละคือความหมายแห่งชีวิต นี่แหละคือการพัฒนาที่จะควรให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของทุกคน

สุดท้ายนี้ ขอขอบพระคุณท่านทั้งหลายที่อุตส่าห์อ่านมาจนจบ ขอความสุขสวัสดีและสันติสุขจงเป็นของท่านทั้งหลาย และพระท่านกล่าวไว้ดังนี้เกี่ยวกับความสวัสดี

เราตถาคตไม่เห็นความสวัสดีอื่นใดของสัตว์ทั้งหลาย นอกจากปัญญา เครื่องตรัสรู้ ความเพียร ความสำเร็จอินทรีย์ และความเสียสละ

ภาคภาษาอังกฤษ[1]

A chronicle of hope from Womb to Tomb

While in my mother's womb, I want her to have good nutrition and access to
maternal and child welfare care.

I don't want to have as many brothers and sisters as my parents had before
me, and I do not want my mother to have a child too soon after me.

I don't care whether my mother and father are formally married; but I need
them to live together in reasonable harmony.

I want good nutrition for my mother and for me in my first two and three
years when my capacity for future mental and physical development is
determined.

I want to go to school, together with my sister and learn a trade, and to
have the school impart social values to me. If I happen to be suitable for
higher education, that opportunity should be available.

When I leave school I want a job, a meaningful one in which I can feel the
satisfaction of making contribution.

I want to live in a law and order society, without molestation.

I want my country to relate effectively and equitably to the outside world
so that I can have access to the intellectual and technical knowledge of all
mankind, as well as to capital from overseas.

I would like my country to get a fair price for the products that I and my
fellow citizens create.

As a farmer, I would like to have my own plot of land, with a system which
gives me access to credit, to new agricultural technology, and to markets,
and a fair price for my produce.

As a worker, I would want to have some share, some sense of participation
in the factory in which I work.

As a human being, I would like inexpensive newspapers and paperback books,
plus access to radio an TV (without too much advertisement).
I want to enjoy good health: and I expect the Government to provide free
preventive medical services and a good, cheap, readily available curative
service.

I need some leisure time for myself, and to enjoy my family, and I want
access to some green parks, to the arts, and to traditional social and
religious festivities.

I want clean air to breathe and clean water to drink.

I would like to have the security of co-operative mechanisms in which I
join to help others do things which they cannot do alone, and they do the
same for me.

I need the opportunity to participate in the society around me, and to be
able to help shape the decisions of the economic and social as well as the
political institutions that affect my life.

I want my wife to have equal opportunity with me, and I want both of us to
have access to the knowledge and means of family planning.

In my old age, it would be nice to have some form of social security to
which I have contributed.

When I die, if I happen to have some wealth left, after leaving an adequate
amount for my widow, I would wish, the government to spend the rest to make
it possible for others to enjoy life, too.

These are what life is all about, and what development should seek to
achieve for all.

หากท่านผู้อ่านสนใจ ศึกษาชีวประวัติ และผลงานของ ดร.ป๋วย  อึ้งภากรณ์ ท่านสามารถเข้าไปค้นหาได้ที่ www.google.co.th แล้วพิมพ์คำว่า ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ท่านก็จะพบเว๊ป เกี่ยวกับ ดร.ป๋วย ดังตัวอย่างท้ายนี้  ขอให้ท่านผู้อ่านโชคดี สวัสดีครับ
ป๋วย อึ้งภากรณ์ - ชีวประวัติ
ป๋วย อึ้งภากรณ์. ป๋วย อึ๊งภากรณ์, >, ชีวประวัติ. ชีวประวัติ · งานหนังสือ · บทความ ...
www.geocities.com/siamintellect/ intellects/puay/biography.htm - 18k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
ป๋วย อึ้งภากรณ์
ป๋วย อึ้งภากรณ์ 2459 - 2542. กูชายชาญชาติเชื้อ ชาตรี กูเกิดมาก็ที หนึ่งเฮ้ย ...
www.geocities.com/thaifreeman/puey/puey.html - 34k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
ป๋วย อึ๊งภากรณ์ - วิกิพีเดีย
(เปลี่ยนทางมาจาก ป๋วย อึ้งภากรณ์). Jump to: navigation, ค้นหา ... ป๋วย อึ้งภากรณ์ (พ.ศ. 2458-2542) ...
th.wikipedia.org/wiki/ป๋วย_ อึ้งภากรณ์ - 115k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
ป๋วย อึ๊งภากรณ์ - วิกิพีเดีย
ป๋วย อึ้งภากรณ์ (พ.ศ. 2458-2542). ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ (9 มีนาคม พ.ศ. 2458 - 28 กรกฎาคม พ.ศ. ...
th.wikipedia.org/wiki/ป๋วย_ อึ๊งภากรณ์ - 115k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
รำลึกถึงท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์
ป๋วย อึ้งภากรณ์ เกิดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2459 ที่ตลาดน้อย กรุงเทพฯ เป็นบุตรคนที่ 4 ...
www.wetu.org/Dr_puey.htm - 23k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
Puey Ungphakorn Library (Faculty of Economics)
Welcome to Puey Ungphakorn Library. Location : 3rd Floor of Main the Library Building Head Librarian:Chantanee Panishpon Telephone: (66-2)623-5178, ...
library.tu.ac.th/puey/puey.html - 24k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
ป๋วย อึ้งภากรณ์
ป๋วย อึ้งภากรณ์. ชายชราท่าทางใจดีผู้ไม่เห็นแก่อามิสสินจ้างมี ...
www.school.net.th/library/ create-web/10000/history/10000-3823.html - 2k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
ป๋วย อึ้งภากรณ์ ประวัติและผลงาน ...
ป๋วย อึ้งภากรณ์. ประวัติและผลงาน นายป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นครู เป็นนักเศรษฐศาส่ตร์ ...
www.pt.ac.th/ptweb/studentweb/topman/bn.html - 5k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
ทฤษฎีลูกโป่งของดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์
ป๋วย อึ้งภากรณ์ : ทัศนะว่าด้วยการเมือง ... ป๋วย อึ้งภากรณ์ : ทัศนะว่าด้วยเศรษฐกิจ ...
board.dserver.org/m/mbe11/00000415.html - 14k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
ป๋วย อึ้งภากรณ์
เว็บไซต์ที่เกี่ยวกับ ป๋วย อึ้งภากรณ์ :: 03 May 2006, 8:29 pm.
www.pixiart.com/search/ ?q=%BB%EB%C7%C2+%CD%D6%E9%A7%C0%D2%A1%C3%B3%EC - 10k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
สาระสาร - เรื่องจากปก -- ปรีดี ...
เรื่องจากปก -- ปรีดี พนมยงค์ - ป๋วย อึ้งภากรณ์ สองคน คนธรรมดา. ติดประกาศ Thursday 25 Nov 99 ...
www.sarasarn.com/ modules.php?name=News&file=article&sid=66 - 36k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
สาระสาร
เรื่องจากปก : ปรีดี พนมยงค์ - ป๋วย อึ้งภากรณ์ สองคน คนธรรมดา ...
www.sarasarn.com/ - 70k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
ศักยภาพและบทบาทของ ...
ป๋วย อึ้งภากรณ์ ได้ร่วมกับบุคคลในแวดวงราชการและธุรกิจเอกชนจำนวนหนึ่ง ก่อตั้ง ...
www.thaingo.org/story/book_047.htm - 118k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
การจัดตั้งอนุสาวรีย์ ศาสตร์จารย์ ...
ป๋วย อึ้งภากรณ์. โดยสถาบันป๋วย อึ้งภา. กรณ์ ... ป๋วย อึ้งภากรณ์ เป็นรูปปั้นเต็มตัว ...
www.alumni-econ-tu.com/dr_pauy/puy_victory.htm - 17k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
สถาบันป๋วย อื้งพากร
ป๋วย อึ้งภากรณ์ 9 มีนาคม 2543 มหาวิทยาลัยธรรมาศาสตร์ได้จัดงานรำลึกถึง ...
www.alumni-econ-tu.com/dr_pauy/puy_04.htm - 19k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
www.2519.net
(ป๋วย อึ้งภากรณ์, ความรุนแรงและรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519) หนังสือพิมพ์ฉบับแรกๆ ...
www.2519.net/autopage/show_ page.php?t=3&s_id=47&d_id=47 - 30k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
คำคม
(ป๋วย อึ้งภากรณ์); คนเก่งในอนาคต มิใช่คนที่รู้หรือจำข้อมูลได้มากมาย ...
www.correct.go.th/hrd/sara/kumkrom.htm - 92k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
:: สังคมโลก ::
ป๋วย อึ้งภากรณ์ และได้รับรางวัลแมกไซไซในสาขาบริการภาครัฐเช่นเดียวกับบิดาในปี ค. ...
www.thaiwac.ias.chula.ac.th/Thai/phpPickUp.php?qID=205 - 20k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
สำนักพิมพ์เพื่อนดี
ป๋วย อึ้งภากรณ์ (สำนักพิมพ์วิญญูชน 2542) ... ผมตั้งชือหนังสือว่า ป๋วย อึ้งภากรณ์ ...
www.puendee.com/detail_book.asp?BookID=55 - 32k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
ป๋วย อึ้งภากรณ์ :: นักคิด นักเขียน ...
poem poetry thai baanjomyut picture story freeemail ecard webboard.
www.baanjomyut.com/library/2548/thaiwriters/puay.html - 22k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
รายการหนังสือเข้าใหม่ ประจำเดือน ...
ป๋วย อึ้งภากรณ์ : ประวัติและความคิด เล่ม 1 ... ป๋วย อึ้งภากรณ์ : ทัศนะทางการเมือง เล่ม ...
course.eau.ac.th/library/newbook/newbook0302.htm - 72k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
ป๋วย อึ้งภากรณ์ ทัศนะว่าด้วยการศึกษา
ป๋วย อึ้งภากรณ์ ทัศนะว่าด้วยการศึกษา. ชื่อหนังสือ, ป๋วย อึ้งภากรณ์ ...
www.pantip.com/cafe/library/bookcase/preview/816.html - 11k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
Sanook.com - Webindex
ป๋วย อึ้งภากรณ์ อ.ปรีดี พนมยงค์ จิตร ภูมิศัก... http://www.geocities.com/thaifreeman/ - ส่งให้เพื่อน ...
webindex.sanook.com/social_and_people/biography/ - 32k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
oriental book square : ขายหนังสือ ...
ชื่อสินค้า :, ขายหนังสือ สารคดีฉบับพิเศษ ๙๐ ปีชาตกาล ป๋วย อึ้งภากรณ์ ...
www4.marketathome.com/shop/ showproduct.php?pid=211146&shopid=78 - 32k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์
กูคาดก่อนสิ้นชี- วาอาตม์ กูจักไว้ลายเว้ย โลกให้แลเห็น. ป๋วย อึ้งภากรณ์ ...
www.nidambe11.net/thaieconomist/biography/puay.htm - 85k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
LE MAGAZINE - NUMERO COURANT
เพื่อนร่วมชั้นของข้าพเจ้าชื่อ... จำกัด พลางกูร ป๋วย อึ้งภากรณ์ ฯลฯ ...
www.alliance-francaise.or.th/ pages/FR_magazine_special.htm - 17k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
SIAMGURU.COM A premier Search Site OF Thailand
ป๋วย อึ้งภากรณ์ ซึ่งเป็นบุคคลผู้ซึ่งมีความรู้ความสามารถมากคนหนึ่ง ของประเทศไทย ...
www.siamguru.com/d/105863521.html - 16k - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
นเรศวรวิจัย-QA-KM : Shared values ...
ป๋วย อึ้งภากรณ์ ครับ. "นเรศวรวิจัย-QA-KM" จะเจริญรุ่งเรืองได้ต้องยึดหลักหรือ ...
gotoknow.org/archive/2006/05/12/09/57/35/e28121 - 38k - 17 พ.ค. 2006 - หน้าที่ถูกเก็บไว้ - หน้าที่คล้ายกัน
ประวัติบุคคลสำคัญ Biography
ป๋วย อึ้งภากรณ์ เป็นต้น. 52. สุนทรภู่ : มหากวีแห่งรัตนโกสินทร์ http://www.geocities.com/Paris/Library/ ...
www.pixiart.com/links/people-social/ people-social-006-02.html - 17k -

สวัสดี ท่าน  ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และเพื่อน ๆ HRพันธุ์ X

ดิฉันขอขอบพระคุณท่านอาจารย์และเพื่อน ๆ สำหรับการสัมนาที่ผ่านมา 2 วัน เป็นสัมนาที่มีประโยชน์มาก ได้รับความรู้ที่มีคุณค่าจากอาจารย์ ได้แนวคิดแบบใหม่ ๆ ตลอดจนประสบการณ์ที่หลากหลาย จากเพื่อนๆ ต่างองค์กร

ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับนี้ ดิฉันจะนำไปทุนแห่งความรู้ และทุนแห่งความสุข ทุนทางจริยธรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิตการงานและชีวิตส่วนตัว

ข้อความสำหรับเพื่อน ๆ ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน รวมทั้งว่าที่นักวิชาการรุ่นใหม่อย่างคุณปิง ด้วย โดยเฉพาะวันสุดท้ายยินดีที่ได้รู้จักคุณยม นักวิชาการที่มาเป็น Guest speakerด้วยค่ะ ถ้ามีโอกาสคงต้องรบกวนขอปรึกษาความรู้ด้านวิชาการ ก่อนจบ blog ครั้งนี้ ดิฉันหวังว่าการสัมนาครั้งนี้ จะทำให้พวกเราเพื่อน ๆ ได้พูดคุยกันมากขึ้น และนำไปสู่ Connection ที่ดีในอนาคตมากขึ้น 

chira
IP: xxx.144.144.164
เขียนเมื่อ Sun May 21 2006 10:15:56 GMT+0700 (ICT)

21-5-49

สวัสดีชาว Blog ทรัพยากรพันธุ์ X

          ผมต้องขอขอบคุณลูกศิษย์ทุกคนที่กรุณาส่ง Blog มาพูดคุยกันและหลังจากจบการอบรมเมื่อวันที่ 18 ที่ผ่านไปแล้วก็ยังส่งมาหาผมอีก 2-3 ท่านแล้วขณะนี้ Blog ของเรามีคนเข้ามาแล้วประมาณเกือบ 200 คน ก็นับว่ามีคนให้ความสนใจแยะ และเป็นแหล่งที่ share ข้อมูลได้ดี  ผมอยากจะขอย้ำเรื่องวันเสาร์ที่ 10 มิ.ย.ที่ office ของผมจะมีการพบกันอีกครั้งแต่ส่วนใหญ่จะเน้นการพูดเรื่อง SMEs

          ส่วนคุณยมนั้น ผมยอมรับว่ามาช่วยเป็นวิทยากรได้ดีมาก ผมขอชมเชยที่ต่อยอดความคิดของผมได้ดีแล้วยังพูดถีงอาจารย์ป๋วยอย่างอบอุ่นด้วย อาจารย์ป๋วยท่านรักลูกศิษย์และชีวิตท่านติดดินมากผมเองก็ได้ใกล้ชิดกับลูกศิษย์เยอะ ได้รับรู้จากลูกศิษย์ตลอดเวลา

          ขณะนี้ผมอยู่ที่ Melbourne กับ กฟผ.แล้วก็จะไปประชุม APEC ต่อ แต่ก็ขอให้ลูกศิษย์พันธุ์ X ช่วยส่ง Blog มาคุยกันว่าวันที่ 2 ของการอบรมได้อระไรบ้าง และผมอยากให้ยมมาช่วยเป็นวิทยากรให้ผมบ่อยๆ

                                                           ขอบคุณ

                                                       จีระ  หงส์ลดารมภ์

ยม นศ.ป.เอก รัฐประศาสศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
IP: xxx.139.204.2
เขียนเมื่อ Sun May 21 2006 10:40:25 GMT+0700 (ICT)
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ
สวัสดีคุณวิภา และท่านผู้อ่านทุกท่าน
ขอบคุณ ครับ ศ.ดร.จีระ เรื่องการไปช่วยเป็นวิทยากร กับอาจารย์ เป็นเกียรติอย่างสูงครับ สำหรับคุณวิภา หากมีอะไรที่ผมพอจะแชร์ความคิดได้  ผมก็ยินดีครับ เพื่อเสริมสร้างทุนทางสังคม ทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญาฯ และให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ผมยินดีครับ 
วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 21 พ.ค. ขณะที่ผมเขียนข้อความนี้ ผมกำลังเรียน ป.เอก วิชานโยบายศาสตร์ โดยมี ศ. ดร.บุญทัน ดอกไทยสง เป็นผู้สอน  เรียนทั้งวัน ครับ จึงไม่มีโอกาสได้ ชมรายการทีวี ของ ศ.ดร.จีระ วันนี้ทาง UBC 7 เวลาประมาณบ่ายโมง  เพื่อน ๆ ที่สัมมนา HR สายพันธุ์ X  ถ้าได้ชมรายการนี้  ช่วย เขียนมาเล่าให้กันฟังบ้างจะขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง
ผมจำได้ว่าเมื่อวันที่ 18 พ.ค. ในห้องสัมมนา เรามีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเรื่อง Happiness Capital   คุณภาพของผู้นำ การสร้างแรงจูงใจกับทีมงาน ซึ่งเป็นการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในระดับองค์กร  ผมแชร์ความรู้เกี่ยวกับวิธีการสร้างแรงจูงใจ ที่อาจนำไปประยุกต์ใช้กับ ลูกหลานที่บ้านและลูกน้องที่ทำงานได้ ดังนี้ครับ
ตัวอย่างบางส่วน ในการสร้างแรงจูงใจ ใช้ได้ทั้งกับลูกหลานที่บ้านและ ลูกน้องที่ทำงาน
®    การชมเชย
®    การยกย่องให้เกียรติและให้การยอมรับ
®    การให้ความเป็นมิตร
®    การให้ความเป็นธรรม
®    การให้ร่วมคิด
®    การร่วมทำงาน กิจกรรมต่าง ๆ
®    การจัดงาน จัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับคน, อายุ เพศ วัย วุฒิภาวะ ฯ เวลาและสถานที่ ที่เหมาะสม
®    การมีอุปกรณ์ที่เอื้ออำนวยต่อการทำงานหรือการทำกิจกรรมต่าง ๆ
®    การสร้างบรรยากาศในการทำงานหรือทำกิจกรรมร่วมกัน
®    การให้รางวัล เมื่อทำกิจกรรมได้ดี
®    การทดสอบ เพื่อให้มั่นใจว่ากิจกรรมที่ทำ  บรรลุผลตามที่คาดหวัง
นอกจากนี้ เรายังแชร์กันเรื่อง ผู้บริหาร กับ ผู้นำ ในความเห็นส่วนตัวของผม คิดว่า ความแตกต่างระหว่างหัวหน้า(ผู้บริหาร)และผู้นำ  มีดังนี้ครับ

ผู้บริหาร                

  • มีความเป็นทางการ มีพิธีรีตรอง               
  • ความสำเร็จของงานเกิดจากการใช้อำนาจควบคุม                                           
  • อำนาจเกิดจากกฎระเบียบหรือตามสายบังคับบัญชา ขาดบารมี                      
  • เน้นการใช้ระเบียบ กฎหมายเป็นเครื่องมือ   ( ใช้พระเดช ) 
  • สนใจแต่เฉพาะเรื่องงาน ไม่สนใจเรื่องส่วนตัว                                           
  • บุคลิกภาพไม่สำคัญ (มีแต่ความรู้ก็เป็นได้
  • ตัดสินใจเพียงผู้เดียว ไม่ฟังความคิดเห็น   
    ไม่ค่อยสนใจ ความรู้สึกของผู้อื่น มุ่งงานไม่มุ่งคนประกอบการตัดสินใจ
  • ความสำเร็จของหน่วยงานอยู่ที่ความสามารถของผู้บริหาร                                                     
ผู้นำ       
  • มีความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการ   
  • ความสำเร็จของงานเกิดจากความเต็มใจของผู้ร่วมงานด้วย
  • อำนาจเกิดจากการยอมรับ และความ มีบารมี
  • เน้นการสร้างความเข้าใจ ชี้แนะให้ทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม ( ใช้ทั้งพระเดชและพระคุณ )     
  • สนใจทุกข์สุข ส่วนตัว
  • บุคลิกภาพน่าเลื่อมใส ศรัทธา เป็นแบบอย่างที่ดี
    รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น นำมา ประกอบการตัดสินใจ
  • ความสำเร็จของงานขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้นำและสมาชิกของทีม                             
ท้ายนี้ ขอย้ำอีกครั้งว่า วันนี้ ทาง UBC 7  ช่วงบ่ายโมงประมาณนี้ จะมีรายการของ ศ.ดร.จีระ ที่น่าสนใจ มีองค์ความรู้ทางการบริหารที่เข้าใจได้ง่าย น่าติดตาม และในรายการวันนี้ ทราบว่าเป็นการถ่ายบรรยากาศการสอน ป.เอก และ มี นศ.ป.เอก ที่เรียนร่วมกัน แสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจ  หากใครได้ชม ช่วยเขียนมาเล่าสู่กันฟังบ้าง เพราะ นศ. ป.เอก ทุกคนวันนี้มีเรียนทั้งวัน ไม่มีโอกาส ได้ชมรายการดังกล่าว
โชคดีจงเป็นของทุกคน สวัสดีครับ
ยม นาคสุข
รหัส 4821400931
นักศึกษา ปริญญาเอก  หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
Email: yom_n@hotmail.com
01-9370144

 

พระมหาสุรวุฒิ คนองมาตย์
IP: xxx.144.160.244
เขียนเมื่อ Sun May 21 2006 15:37:28 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร  โยมอาจารย์  ศาสตราจารย์  ดร.จีระ
          อาตมาเป็นศิษย์ของอาจารย์  และช่วงนี้อาตมากำลังทำงานให้พระพุทธศาสนาด้านเผยแผ่ธรรม  (พระธรรมทูต)  ไปยัง  ร.ร. ต่าง  ๆ  ในเขตรับผิดชอบจำนวน  36  ร.ร.  อาตมาจึงขอรับคำชี้แนะอะไรดี  ๆ  จากโยมอาจารย์  เพื่อนำไปประกอบการเผยแผ่ธรรมในครั้งนี้ให้เกิดประโยชน์แก่สังคมต่อไป

ขอเจริญพร
          พระมหาสุรวุฒิ  คนองมาตย์
นักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต  มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท
IP: xxx.144.160.246
เขียนเมื่อ Sun May 21 2006 19:47:28 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ ท่านอาจารย์ จีระ ,คุณยม และเพื่อนๆหลักสูตรสัมมนาทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ ทุกท่าน

ขอนมัสการท่านพระมหาสุรวุฒิ

ผมดีใจมากครับที่ได้เข้าร่วมสัมมนาในหลักสูตร์ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ ในวันที่ ๑๗ - ๑๘ พฤษภาคมที่ผ่านมา คุณอรพรรณ ได้เขียนไว้ใน blog ได้ดีมากครับ

ผมยินดีที่ได้รู้จักคุณยม และหวังว่าคงได้มีโอกาสได้พบและขอคำปรึกษาในเร็ววันนี้

ผมได้ชมรายการของ ดร.จีระ ทาง UBC ช่อง 7 ในบ่ายวันนี้ และได้ดูและฟังท่านพระมหาสุรวุฒิในรายการเดียวกัน

รายการของ ดร.จีระเป็นรายการที่ให้ประโยชน์และข้อคิดเสมอ ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านเอาแรงและกำลังใจมาจากไหน สามารถจัดกิจกรรมให้กับคนไทยได้เรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ

สำหรับ ศ.ดร.จีระ ท่านเป็นผู้ที่ทำประโยชน์ให้กับมวลมนุษย์ตลอดเวลา ท่านได้เสียสละเวลาเพื่อสอนให้คนเรียนรู้ ผมมีความภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้มีโอกาสพบท่านและได้รับความเมตตาจากท่าน

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในการเข้าร่วมสัมมนาทั้งสองวันนั้น ทำให้ผมเริ่มมองเห็นว่าสิ่งที่ผมมุ่งมั่นและพยายามให้เจ้าของกิจการเข้าใจว่าทรัพยากรมนุษย์มีความสำคัญต่อธุรกิจ และหันมาเอาใจใส่พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่เพิ่มมูลค่า ให้หันมาช่วยกันสร้างและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กันอย่าจริงจังแบบยั่งยืน ไม่ใช่เห็นทรัพยากรมนุษย์เป็นเหมือนผักปลา ทรัพยากรมนุษย์มีจิตใจ และทรัพยากรมนุษย์มีค่าใช้จ่ายของตัวเองและยังต้องเลี้ยงดูทรัพยากรมนุษย์อื่นๆอีกด้วย ดังนั้นเราต้องช่วยกันทำให้ทรัพยากรมนุษย์มีทุน ๘ เค และ อีก ๕ เคให้ได้

 

ผมได้ส่งรายชื่อและรูปไปให้กับสมาชิกผู้เข้าร่วมสัมมนาเกือบทุกท่านที่ผมมี e-mail address แต่ว่าหลาย e-mail ได้ตีกลับมา ดังนั้นถ้าผู้ใดยังไม่ได้รับ e-mail จากผมขอให้ส่ง e-mail มาแจ้งผมที่ e-mail address: chanchot@phiphinatural.com ผมจะได้ส่งรูปไปให้ครับ

สุดท้ายขอบคุณที่ให้เกียรติเลือกผมเป็นประธานรุ่น เมื่อเลือกมาแล้วก็โปรดแจ้งมาด้วยครับว่าจะให้ทำอะไร ขอคำแนะนำด้วยครับว่าเราควรจะทำอะไรเพื่อให้พวกเรามีมูลค่าเพิ่มหลังจากที่ท่าน ดร.จีระได้เสียเวลาให้ความรู้กับเรา อย่าให้ทุกอย่างสิ้นสุดเมื่อเสร็จสิ้นการสัมมนา เราจะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเราเองและสังคมประเทศชาติต่อไป

รักและเคารพ

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

เบญจวรรณ ฤกษ์สมเด็จ
IP: xxx.120.236.159
เขียนเมื่อ Mon May 22 2006 17:31:51 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ ท่านอาจารย์จีระ และเพื่อนๆ  Blog : HR พันธ์แท้ทุกท่าน

พวกเราทุกคนคงมีความเห็นตรงกันว่า การที่พวกเราได้เข้าร่วมอบรม 2 วันระหว่างวันที่ 17-18 พฤษภาคม ที่ผ่านมานั้น ได้เรียนรู้สิ่งดีๆ จากทางอาจารย์มามาก ซึ่งความรู้ที่เรามีอยู่นั้น ไม่เพียงพอ  สื่อความรู้ต่างๆ พวกเราบางคนรวมทั้งตัวดิฉันด้วยไม่ทันสมัยและทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบันเลย  อาจารย์สอนให้พวกเราเรียนรู้เกี่ยวกับ Networking ไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ในห้องสัมมนา ดิฉันได้มิตรภาพใหม่จากเพื่อนๆ จำนวน 25 คน จากทีมงานของอาจารย์ ได้แก่ น้องปิง น้องเอ  (2 คน) น้องแหม่ม และน้องเอ้  ตลอดจน คุณยม และน้องๆ ไฟแรง จาก Whatever Marketing  และเพื่อน ๆ blog จาก website ของอาจารย์

ดิฉันขอประชาสัมพันธ์หรือย้ำว่า ในวันเสาร์ที่  10 มิถุนายน 2549 ทางอาจารย์จีระ จะเปิด office ที่ปิ่นเกล้า ให้กับเพื่อนๆ และผู้ที่สนใจ เพื่อเป็นการพบกันโดยทางอาจารย์จะพูดเรื่อง SMEs โดยจะขอให้เพื่อนๆ ที่รู้จัก เจ้าของธุรกิจ SMEs สามารถแนะนำ SMEs ให้เข้าร่วมในโครงการ HR’s Clinic for SMEs ได้ โดยสามารถแจ้งความจำนงได้ที่ เบญจวรรณ ฤกษ์สมเด็จ (เอ้)  01 8219832  ติดต่อได้ตลอดเวลานะค่ะ

และตามที่ มล. ชาญโชติ ได้แจ้งไว้ใน blog ว่า อย่าให้ทุกอย่างสิ้นสุดเมื่อเสร็จสิ้นการสัมมนา เราควรที่จะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเราเอง สังคม และประเทศชาติต่อไป ดังนั้นเราควรที่จะทำอะไรเพื่อให้พวกเรามีมูลค่าเพิ่มหลังจากอาจารย์จีระ ได้เสียเวลาให้ความรู้แก่พวกเรา ตลอดจนวันเสาร์ที่ 10 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ ท่านก็ได้สละเวลาและสถานที่ เพื่อสังคม เพื่อจะมาพบกับ SMEs และพวกเราทุกคน อย่าลืมไปนะค่ะ ส่วนเพื่อนๆ ท่านใด ที่ต้องการคำปรึกษางานด้าน HR หรือคำแนะนำต่างๆ โทรมาขอคำปรึกษาได้นะค่ะ ยินดีช่วยจริงๆค่ะ

ด้วยความเคารพ

เบญจวรรณ ฤกษ์สมเด็จ(เอ้)

มือถือ  01 8219832

email : benjawan_acme@yahoo.com

 

ยม น.ศ.ป.เอก หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ ม.อุบลราชธานี(กทม.)
IP: xxx.144.143.3
เขียนเมื่อ Mon May 22 2006 22:26:18 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ

สวัสดี คุณวิภา  ม.ล.ชาญโชติ คุณเบญจวรรณ และท่านผู้ท่านทุกท่าน 

ขอบคุณคุณวิภา ม.ล.ชาญโชติ ที่ให้เกียรติสนใจที่จะขอคำแนะนำเกี่ยวกับ HR จากผมด้วย ขอบคุณคุณเบญจวรรณที่กล่าวถึงผมและทีมงานของอาจารย์

ถ้าคุณวิภา หรือ ม.ล.ชาญโชติ ต้องการหารือเกี่ยวกับ HR. กับผม  ผมเชื่อว่าทุกท่านมีความรู้ดีอยู่แล้ว อย่าคิดว่าปรึกษาเลยครัย คิดว่า เรามาแชร์ มาปะทะความรู้กัน จะได้ไอเดียใหม่ด้วย

เราหารือ หรือแชร์ไอเดียกันบน Blog ของ ศ.ดร.จีระ ดีไม๊ครับ   เพราะเราจะได้แบ่งบันความรู้ที่เราคุยกัน เพื่อน ๆ และผู้อ่านทุกคน ก็จะได้ประโยชน์ด้วย  ที่สำคัญก็คือ อาจารย์อาจจะให้คำแนะนำ แชร์ไอเดียเพิ่มเติมได้อีกด้วย เราจะได้ทั้งทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางสังคม และทุนทางความสุขอีกด้วย

ขณะนี้ ศ.ดร.จีระ คงมีภารกิจ อยู่ที่Melbourne กับ กฟผ.และการประชุม APEC ผมส่งแรงใจมาให้อาจารย์ ผมเชื่อว่าเพื่อน หลายคนก็คิดเช่นเดียวกัน

องค์ความรู้ที่ ศ.ดร.จีระ ให้แก่ศิษย์ ถ้าผู้บริหารบ้านเมืองที่เกี่ยวข้องรู้จักนำไปทำเป็นนโยบายบริหารทรัพยากรมนุษย์ของชาติ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก ตัวอย่างเช่น กระทรวงต่าง ๆ อาจจะนำเอาทฤษฎี 8 K's ของท่านไปกำหนดนโยบายแก้ไขปัญหาในภาคอีสาน  เริ่มด้วย นโยบายในการสร้างทุนทางความรู้ แก่คนอีสาน นโยบายในการสร้างทุนทางปัญญา นโยบายในการสร้างทุนทาง ไอที เป็นต้น ในแต่ละนโยบายก็กำหนดให้มีแผนยุทธศาสตร์ มีตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน 

นโยบายส่งเสริมจริธรรม เพิ่มทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรมแก่เยาวชน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงของเรา สิ่งเหล่านี้ รัฐบาลสามารถนำเอาทษฎี 8 K's ไปบูรณาการทำเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาชาติแบบยั่งยืนได้

สวัสดีครับ

ยม นาคสุข

น.ศ.ป.เอก รุ่น 2

หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(กทม.)

ปิยภูมิ พิทักษานุรัตน์
IP: xxx.12.118.36
เขียนเมื่อ Tue May 23 2006 13:19:16 GMT+0700 (ICT)

เห็นในรายการช่อง 7 แล้วอยากจะเข้าไปเรียน ป.เอกบ้าง อยากเรียนมานานแล้วครับ ผมเพิ่งจบ ป.โท จาก ม.นานาชาติแสตมฟอร์ด ที่ อ.จีระ เป็นนายกสภาอยู่ เมื่อไหร่ที่ แสตมฟอรืดจะเปิดบ้างนะครับ

ปิยภูมิ พิทักษานุรัตน์
IP: xxx.12.118.36
เขียนเมื่อ Tue May 23 2006 13:21:29 GMT+0700 (ICT)

ตอนนี้ผมทำงานอยู่ ธนาคารกรุงไทย ถ้ามีอะไรดี ๆ จะนำความรู้เข้ามาให้ครับ

 

piyapoom.pitaksanurat@ktb.co.th

piyapoom_p@hotmail.com

ยินดีครับที่ได้เข้ามา

 

แจ๊ค

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท
IP: xxx.144.160.244
เขียนเมื่อ Wed May 24 2006 02:44:24 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ ท่าน ศ.ดร.จีระ ,คุณยม ,คุณบุญส่ง และเพื่อนๆทุกท่าน ผมชอบข้อเขียนของคุณบุญส่ง ใน blog วันที่ 17 พ.ค.เวลา 21.49 น กระชับและได้ใจความมาก

คุณยมครับ ทำอย่างไรจึงจะให้เจ้าของธุรกิจให้ความสำคัญทรัพยากรมนุษย์อย่างแท้จริงไม่ใช่แต่คำพูด และเมื่อเราให้การเรียนรู้เพื่อเพิ่มมูลค่าในมนุษย์แล้ว มนุษย์เงินเดือนจะได้รับผลตอบแทนจากนายจ้างสมกับมูลค่าเพิ่มของเขา ทำอย่างไรรายรับของมนุษย์เงินเดือนโดยทั่วไปจะพอเพียงกับค่าใช้จ่ายของแต่ละคนครับ

ผู้ประกอบการโดยมากคิดว่าทรัพยากรมนุษย์เป็นค่าจ้าง ไม่ได้คิดว่าทรัพยากรมนุษย์เป็นต้นทุนในการประกอบธุรกิจ ดังนั้นผู้ประกอบการส่วนมากจึงให้ผลจ้างพนักงานและให้ผลตอบแทนตามสภาพของธุรกิจ เมื่อไหร่ก็ตามที่ธุรกิจตก ทรัพยากรมนุษย์เดือดร้อนเป็นอันดับแรก ขาดรายรับ หรือรายรับน้อยลง แต่รายจ่ายไม่ได้น้อยลง มีแต่มากขึ้น มนุษย์เงินเดือนจึงมีแต่หนี้สิน

ทำอย่างไรครับจึงจะให้สถาบันการศึกษาหันมาสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพ แทนที่จะแสวงหากำไรจนไม่นึกถึงจรรยาบรรณ

วันนี้ขอปรึกษาเท่านี้ก่อนครับ

นับถือ

ชาญโชติ

ยม น.ศ.ป.เอก มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (กทม.)
IP: xxx.144.143.2
เขียนเมื่อ Thu May 25 2006 22:25:59 GMT+0700 (ICT)
นมัสการพระคุณเจ้า พระมหาสุรวุฒิ คนองมาตย์
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท ท่านผู้อ่านทุกท่าน

ผมไม่ได้พบอาจารย์ จีระหลายวันแล้ว หวังว่าท่านคงสบายดี ศิษย์หลายคนในหลักสูตร ป.เอก ม.อุบลราชธานี คิดถึงท่าน 
ผมขอขอบคุณ ม.ล.ชายโชติ ที่ให้เกียรติ ขอคำแนะนำมาหลายประเด็นใหญ่ ๆ
ประเด็นแรก เป็นเรื่อง ของเกี่ยวกับ ทัศนคติของเจ้าของกิจการ /ของผู้บริหาร คือ ผู้นำองค์กร ว่า ทำอย่างไรจึงจะให้เจ้าของธุรกิจให้ความสำคัญทรัพยากรมนุษย์อย่างแท้จริงไม่ใช่แต่คำพูด”  เป็นปัญหาของเกี่ยวกับผู้นำ

ประเด็นที่สอง เป็นเรื่องของ ลูกจ้าง/พนักงาน คือ เมื่อองค์กรเพิ่มมูลค่าในมนุษย์แล้ว มนุษย์เงินเดือนจะได้รับผลตอบแทนจากนายจ้างสมกับมูลค่าเพิ่มของเขา ทำอย่างไรรายรับของมนุษย์เงินเดือนโดยทั่วไปจะพอเพียงกับค่าใช้จ่ายของแต่ละคน”  เป็นปัญหาเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ และปัญหาเกี่ยวกับการบริหารการเงินของมนุษย์เงินเดือน
ประเด็นที่สาม เป็นเรื่องของระบบการศึกษา ทำอย่างไร จึงจะให้สถาบันการศึกษาหันมาสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพ แทนที่จะแสวงหากำไรจนไม่นึกถึงจรรยาบรรณ  เป็นปัญหาเกี่ยวกับระบบการศึกษาของบ้านเรา

ในประเด็นแรก เกี่ยวกับทัศนคติของเจ้าของธุรกิจ ของผู้นำ ที่มีต่อการให้ความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ ทำอย่างไร จึงจะให้เจ้าของธุรกิจ ให้ความสำคัญกับ HR
ทฤษฎีเกี่ยวกับผู้นำของรูมและเย็ทตัน (VRIIN AND YETTON)
อธิบายพฤติกรรมของผู้นำ รูปแบบการตัดสินใจของผู้นำ
1.        ผู้นำตัดสินใจคนเดียว 
2.        ผู้นำที่ขอข้อมูลจากผู้ตาม แล้วตัดสินใจ
3.        ผู้นำที่ขอให้มีการประชุมหารือ ต่อจากนั้นนำไปตัดสินใจ
4.        ผู้นำและผู้ตาม อภิปรายถกเถียงปัญหาแล้วผู้นำตัดสินใจ
5.        ผู้นำที่ตัดสินใจร่วมกับผู้ตาม
ผู้นำประเภทแรก ผู้นำที่ตัดสินใจคนเดียว ไม่ได้หมายความว่า เป็นผู้ที่ไม่รับรู้เกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ ผู้นำแบบนี้ หากได้รับรู้ ข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ ผลดี ผลเสีย ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์แล้ว ก็จะตัดสินใจทันที  ผู้นำแบบนี้ จำเป็นต้องกลอุบายที่แยบยล  ให้การซึมซับเกี่ยวกับความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ เช่น การนำปัญหาในผลประกอบการที่มีปัญหา มาเชื่อมโยงกับทรัพยากรมนุษย์ ในเชิงสร้างสรรค์ เช่น ของเสียในกระบวนการผลิตสูงขึ้น ถ้าทรัพยากรมนุษย์ ให้ความร่วมมือก็จะสามารถลดของเสีย ทำของเสียให้เป็นของดีได้  เป็นต้น จะทำให้เจ้าของธุรกิจ ประเภทนี้ มีทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญาด้านทรัพยากรมนุษย์เพิ่มขึ้น นำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์


ส่วนผู้นำหรือผู้บริหารประเภทอื่น ๆ ถัดมา ง่ายกว่าแบบแรก เพราะมีทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา เกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ อยู่บ้างแล้ว ผู้ตามเพียงให้ข้อมูล ให้ความรู้ อภิปรายถกประเด็นปัญหา ชี้ประเด็นถึงความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์และเสนอยุทธ์ศาตร์ในการจัดการ ผู้นำแบบนี้ก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือและตัดสินร่วมกับผู้ตามอยู่ ที่สำคัญก็คือ ผู้ตามควรเข้าใจ และมีความเชื่อว่า ทรัพยากรมนุษย์ นั้นมีความสำคัญยิ่ง


ทฤษฎีของแบลคกับมูตัน (BLAKE  AND  MOUTON)  ถ้าผมจำไม่ผิด แนวคิดของแบลคกับมูตัน แบ่งผู้นำออกเป็น 4 แบบ
1.         ผู้นำที่เน้นผลผลิตมากกว่าบุคคล
2.         ผู้นำที่เน้นบุคคลมากกว่าผลผลิต
3.         ผู้นำที่ไม่เน้นทั้งบุคคลและผลผลิต
4.         ผู้นำที่เน้นทั้งบุคคลและผลผลิตในระดับปานกลาง ประนีประนอมยอมลดเป้าหมายการผลิตเพื่อให้บุคคลพอใจและลดความพึงพอใจของบุคคลลงบ้างเพื่อให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น
5.         ผู้นำที่เน้นทั้งบุคคลและผลผลิตในระดับสูง ไม่มีการประนีประนอมใดที่จะทำให้เกิดประโยชน์ให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

1.         2.         3.         4.         5.        


ประเภทแรก ผู้นำ/ผู้บริหารที่เน้นผลผลิตมากกว่าบุคคล (ทรัพยากรมนุษย์) ผู้นำประเภทนี้ จะให้ความสำคัญต่อผลผลิตมาก ซึ่งไม่ง่ายที่จะขายแนวคิดให้เชื่อว่า ทรัพยากรมนุษย์นั้นสำคัญ เพราะมักจะไปให้ความสำคัญกับเครื่องจักร อุปกรณ์การผลิตมากกว่าบุคคล  ผมเสนอว่า ผู้นำแบบนี้ เมื่อมีการรายงานผลการผลิต ควรต้องมีการรายงานผลเกี่ยวกับคนควบคู่ไปด้วย  บริษัทญี่ปุ่น จะมีการรายงานผลประกอบการควบคู่ไปกับจำนวนพนักงาน  สถิติการมาทำงาน สถิติการอบรม เทียบกับ Output Outcome ที่ได้  ข้อมูลที่รายงานต้องไม่เยิ่นเย้อ  ต้องสั้น เข้าใจง่าย และเป็นข้อมูลระดับ สนับสนุนการตัดสินใจ ได้และในการประชุมรายงานผลประกอบการ ควรมีวาทะ หรือวาระเรื่องคนในองค์กรที่ประสบความสำเร็จ มาเล่าสู่กันฟัง แบบสั้น ๆ เข้าใจง่าย ตรงนี้ จะช่วยได้ ต้องใช้ยุทธ์ศาสตร์ น้ำซึมบ่อทราย ค่อย ๆ ให้ซึมซับ ความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ ที่จะสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตได้ เป็นต้น
  
ผู้นำที่เน้นบุคคลมากกว่าผลผลิต  ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าเป็นผู้นำที่เน้นบุคคลมากกว่าผลผลิต เพียงแต่ท่านสรรหายุทธ์ศาสตร์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มาเสนอ ให้ว่ามีประโยชน์อย่างไร ต่อองค์กร ย่อมง่ายต่อการจัดการ ครับ


ผู้นำที่ไม่เน้นทั้งบุคคลและผลผลิต  องค์กรที่มีผู้นำแบบนี้ในยุคนี้ก็น่าห่วง  ไม่เอาอะไรเลย อย่างนี้ก็ควรส่งมาอบรม กับ Marketing GuRu กับ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมย์ ให้ท่านช่วยเปิด และเป่าศรีษะให้จะดีกว่าน๊ะครับ ควรให้ได้รับการอบรม ได้รับความรู้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้เปลี่ยนทัศนคติ ต้องเพิ่มทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ด้านการบริหาร ครับ


ผู้นำที่เน้นทั้งบุคคลและผลผลิต  ถ้าองค์ใด มีผู้นำ/ผู้บริหารแบบนี้ ถือว่าโชคดี แสดงว่าพื้นฐาน ท่านเข้าใจว่า ทรัพยากรมนุษย์ มีความสำคัญ อยู่ที่ว่าจะรักษาความเข้าใจ บริหารจัดการทุนทางความรู้และทุนทางปัญญาของผู้บริหารท่านนี้อย่างดีอยู่เสมออย่างไร  ตรงนี้ ผู้ตามก็ต้องศึกษา “วิธีการบริหารเจ้านาย”  มีการรายงานด้านทรัพยากรมนุษย์ ควบคู่ไปกับการรายงานผลการผลิต ใช้งานสร้างความสัมพันธ์สะสมทุนทางสังคม และสร้างทุนทางความรู้และทุนทางปัญญา เกี่ยวกับความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ ให้ผู้บริหารมีอยู่เสมอ


แนวทางอื่น ๆ ที่ผมเคยใช้ เช่น
1.        การให้ประสบการณ์ระหว่างทำงาน  ให้ผู้บริหารได้เห็นคุณเห็นโทษ  การนำปัญหา/กรณีศึกษาที่เกิดขึ้นในองค์กร มาเชื่อมโยง กับทรัพยากรมนุษย์ เช่น ปัญหาต้นทุนการดำเนินการสูงขึ้นจากสภาวะราคาน้ำมันลอยตัว  ทำให้ผลกำไรขององค์กรน้อยลง แนวทางแก้ไข คือ การใช้กลยุทธ์ลดต้นทุนการดำเนินการ  และกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน  ซึ่งจะทำได้ดี ทรัพยากรมนุษย์ ในองค์กร ต้องมีทุนทางความรู้  ทุนทางปัญญา รู้ว่าองค์กรกำลังเผชิญปัญหา และรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน  ต้องมีทุนทางจริยธรรม เห็นประโยชน์ขององค์กร/ส่วนรวมเป็นหลัก มีความจงรักภักดี มีใจให้องค์กร ทรัพยากรมนุษย์ ต้องมีทุนทาง IT จะได้มีปัญญาที่จะใช้ IT ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และลดต้นทุน  ทรัพยากรมนุษย์ จะให้ความร่วมมือได้ดี ต่อเมื่อเขามีทุนทางความสุข ซึ่งผู้บริหารจะต้องสร้างและสะสมทุนทางความสุขในทรัพยากรมนุษย์ไว้


2.        การให้เห็น กับตา  การศึกษาในองค์กรที่ประสบความสำเร็จ การไปเยี่ยมชมกิจการ ที่เขาให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ เช่น ปูนซิเมนต์ไทย  TOYOTA หรือสถานประกอบการที่ได้รับการรับรอง มาตรฐานแรงงานไทยชั้นสูง เป็นต้น เพื่อศึกษาว่าเขาได้ประโยชน์อะไร ในการให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ และเขาทำกันอย่างไร เป็นต้น


3.        การให้รู้ข้อมูลของตัวแทน หรือการศึกษาข้อมูลจากบริษัท ที่ประสบความสำเร็จในการจัดการ เช่นบริษัท ในตลาดหลักทรัพย์ ที่ให้ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นสูง มักจะเป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จด้านการบริหารจัดการ และมักจะเป็นองค์กร ที่ให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ เข้าไปดูข้อมูลในเว็ปไซด์ของบริษัทนั้น ในเรื่องนโยบายในการพัฒนาพนักงานของแต่ละบริษัทนั้น จะทราบว่า เขาให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์อย่างไร นำข้อมูลเหล่านี้ มาให้ผู้บริหารได้ศึกษาทำความเข้าใจ พยายามเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนทางการบริหาร กับการให้ความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์  องค์กรที่ให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ (เชื่อว่าทรัพยากรมนุษย์ มีความสำคัญ) มักจะมีผลกำไรต่อผู้ถือหุ้นสูง  องค์กรที่มีการพัฒนาอบรม ทรัพยากรมนุษย์สูง มักจะมีผลตอบแทนในการบริหารสูง เป็นต้น


4.        การให้ความรู้แก่ผู้บริหาร  แนะนำให้ผู้บริหารอ่าน ศึกษา หนังสือ เด่น ๆ เพิ่มเติม  หรือซื้อหนังสือให้ในโอกาสสำคัญ ๆ  เช่น หนังสือ HR สายพันธุ์แท้ ของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมย์  Good to Great จากบริษัทดีสู่ความเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่, Built to Last  องค์กรอมตะ ของจิม คอลลินส์ ฯลฯ ซื้อหนังสือเหล่านี้ มีแนวคิดที่ดีในการทำให้องค์กรเจริญก้าวหน้าด้วยการจัดการทรัพยากรมนุษย์  หรือให้กับผู้บริหารทุกคนได้อ่าน ได้ present ในที่ประชุม กลุ่มละ 1 เรื่อง ต่อการประชุม 1 ครั้ง เกี่ยวกับสิ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือดังกล่าว โดยใช้ ทฤษฎี 4 L’s ของ ศ.ดร.จีระ ในการบริหาร presentation ในที่ประชุม เป็นต้น

5.        ใช้การ Audit ระบบการจัดการองค์กร เป็นตัวช่วย การตรวจสอบระบบมาตรฐานบริหารคุณภาพ ต่าง ๆ มักจะมีการ internal audit, external audit พยายามตรวจสอบไปที่การเตรียมทรัพยากร โดยเฉพาะการจัดการและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  โดยเฉพาะหากเป็นการตรวจของลูกค้าจะมีผลต่อการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก ผลการตรวจของลูกค้า คำร้องเรียน คำร้องขอให้แก้ไขของลูกค้านับว่ามีส่วนสำคัญที่จะทำให้ผู้บริหารต้องตัดสินใจ ให้ความมาให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ ครับ


อย่างไร ก็ตาม การจะเปลี่ยนทัศนคติของคน โดยเฉพาะกับเจ้าของกิจการ ไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่มีสูตรสำเร็จที่แน่นอน  เพราะสถานการณ์ ปัจจัยแวดล้อมทางการบริหารมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงขึ้นอยู่กับตัวบุคคล สถานการณ์ ประเภทธุรกิจ ฯ ลองนำทษฎี 8K's ของ ศ.ดร.จีระ มาวิเคราะห์ดูว่า เจ้าของกิจการขาดอะไร และควรจะเพิ่มอะไร ให้เขาได้สติ ได้คิดว่า "ทรัพยากรมนุษย์มีความสำคัญ  ในหนังสือ HR สายพันธ์แท็ ที่ ศ.ดร.จีระ เขียนไว้ ยังมีข้อคิดอีกมากในเรื่องนี้ ครับ

ใน Blog นี้ ผมขอแชร์ไอเดียร่วมกันเพียงประเด็นแรกก่อน ส่วนประเด็นอื่น ผมขอติดค้างไว้เนื่องจากมีเวลาจำกัด ผมคิดว่า ท่านผู้อ่านที่มีประสบการณ์ ผู้ที่เข้าร่วมสัมมนา HR สายพันธุ์ X กับ ศ.ดร.จีระ และเพื่อน ที่ เรียน ป.เอก ด้วยกัน อาจจะมีแนวคิดหรือคำแนะนำ อื่น ๆ หากส่งเข้ามาร่วมเสนอแนะด้วยก็จะยิ่งเกิดประโยชน์ กับผู้สนใจทุกท่าน เราจะร่วมเป็นชุมชนแห่งการเรียนรุ้ทีนี่ครับ สวัสดี

ยม

นศ.ป.เอก รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต

ม.อุบลราชธานี (กทม.)


ยม น.ศ.ป.เอก มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (กทม.)
IP: xxx.144.143.2
เขียนเมื่อ Thu May 25 2006 22:32:39 GMT+0700 (ICT)
นมัสการพระคุณเจ้า พระมหาสุรวุฒิ คนองมาตย์
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท ท่านผู้อ่านทุกท่าน

ผมไม่ได้พบอาจารย์ จีระหลายวันแล้ว หวังว่าท่านคงสบายดี ศิษย์หลายคนในหลักสูตร ป.เอก ม.อุบลราชธานี คิดถึงท่าน 
ผมขอขอบคุณ ม.ล.ชายโชติ ที่ให้เกียรติ ขอคำแนะนำมาหลายประเด็นใหญ่ ๆ
ประเด็นแรก เป็นเรื่อง ของเกี่ยวกับ ทัศนคติของเจ้าของกิจการ /ของผู้บริหาร คือ ผู้นำองค์กร ว่า ทำอย่างไรจึงจะให้เจ้าของธุรกิจให้ความสำคัญทรัพยากรมนุษย์อย่างแท้จริงไม่ใช่แต่คำพูด”  เป็นปัญหาของเกี่ยวกับผู้นำ

ประเด็นที่สอง เป็นเรื่องของ ลูกจ้าง/พนักงาน คือ เมื่อองค์กรเพิ่มมูลค่าในมนุษย์แล้ว มนุษย์เงินเดือนจะได้รับผลตอบแทนจากนายจ้างสมกับมูลค่าเพิ่มของเขา ทำอย่างไรรายรับของมนุษย์เงินเดือนโดยทั่วไปจะพอเพียงกับค่าใช้จ่ายของแต่ละคน”  เป็นปัญหาเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ และปัญหาเกี่ยวกับการบริหารการเงินของมนุษย์เงินเดือน

 
ประเด็นที่สาม เป็นเรื่องของระบบการศึกษา ทำอย่างไร จึงจะให้สถาบันการศึกษาหันมาสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพ แทนที่จะแสวงหากำไรจนไม่นึกถึงจรรยาบรรณ  เป็นปัญหาเกี่ยวกับระบบการศึกษาของบ้านเรา

ในประเด็นแรก เกี่ยวกับทัศนคติของเจ้าของธุรกิจ ของผู้นำ ที่มีต่อการให้ความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ ทำอย่างไร จึงจะให้เจ้าของธุรกิจ ให้ความสำคัญกับ HR
ทฤษฎีเกี่ยวกับผู้นำของรูมและเย็ทตัน (VRIIN AND YETTON)
อธิบายพฤติกรรมของผู้นำ รูปแบบการตัดสินใจของผู้นำ
1.  ผู้นำตัดสินใจคนเดียว 
2.  ผู้นำที่ขอข้อมูลจากผู้ตาม แล้วตัดสินใจ
3.  ผู้นำที่ขอให้มีการประชุมหารือ ต่อจากนั้นนำไปตัดสินใจ
4.  ผู้นำและผู้ตาม อภิปรายถกเถียงปัญหาแล้วผู้นำตัดสินใจ
5.  ผู้นำที่ตัดสินใจร่วมกับผู้ตาม
ผู้นำประเภทแรก ผู้นำที่ตัดสินใจคนเดียว ไม่ได้หมายความว่า เป็นผู้ที่ไม่รับรู้เกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ ผู้นำแบบนี้ หากได้รับรู้ ข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ ผลดี ผลเสีย ของการบริหารทรัพยากรมนุษย์แล้ว ก็จะตัดสินใจทันที  ผู้นำแบบนี้ จำเป็นต้องกลอุบายที่แยบยล  ให้การซึมซับเกี่ยวกับความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ เช่น การนำปัญหาในผลประกอบการที่มีปัญหา มาเชื่อมโยงกับทรัพยากรมนุษย์ ในเชิงสร้างสรรค์ เช่น ของเสียในกระบวนการผลิตสูงขึ้น ถ้าทรัพยากรมนุษย์ ให้ความร่วมมือก็จะสามารถลดของเสีย ทำของเสียให้เป็นของดีได้  เป็นต้น จะทำให้เจ้าของธุรกิจ ประเภทนี้ มีทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญาด้านทรัพยากรมนุษย์เพิ่มขึ้น นำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์


ส่วนผู้นำหรือผู้บริหารประเภทอื่น ๆ ถัดมา ง่ายกว่าแบบแรก เพราะมีทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา เกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ อยู่บ้างแล้ว ผู้ตามเพียงให้ข้อมูล ให้ความรู้ อภิปรายถกประเด็นปัญหา ชี้ประเด็นถึงความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์และเสนอยุทธ์ศาตร์ในการจัดการ ผู้นำแบบนี้ก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือและตัดสินร่วมกับผู้ตามอยู่ ที่สำคัญก็คือ ผู้ตามควรเข้าใจ และมีความเชื่อว่า ทรัพยากรมนุษย์ นั้นมีความสำคัญยิ่ง


ทฤษฎีของแบลคกับมูตัน (BLAKE  AND  MOUTON)  ถ้าผมจำไม่ผิด แนวคิดของแบลคกับมูตัน แบ่งผู้นำออกเป็น 5 แบบ
1.         ผู้นำที่เน้นผลผลิตมากกว่าบุคคล
2.         ผู้นำที่เน้นบุคคลมากกว่าผลผลิต
3.         ผู้นำที่ไม่เน้นทั้งบุคคลและผลผลิต
4.         ผู้นำที่เน้นทั้งบุคคลและผลผลิตในระดับปานกลาง ประนีประนอมยอมลดเป้าหมายการผลิตเพื่อให้บุคคลพอใจและลดความพึงพอใจของบุคคลลงบ้างเพื่อให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น
5.         ผู้นำที่เน้นทั้งบุคคลและผลผลิตในระดับสูง ไม่มีการประนีประนอมใดที่จะทำให้เกิดประโยชน์ให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง   


ประเภทแรก ผู้นำ/ผู้บริหารที่เน้นผลผลิตมากกว่าบุคคล (ทรัพยากรมนุษย์) ผู้นำประเภทนี้ จะให้ความสำคัญต่อผลผลิตมาก ซึ่งไม่ง่ายที่จะขายแนวคิดให้เชื่อว่า ทรัพยากรมนุษย์นั้นสำคัญ เพราะมักจะไปให้ความสำคัญกับเครื่องจักร อุปกรณ์การผลิตมากกว่าบุคคล  ผมเสนอว่า ผู้นำแบบนี้ เมื่อมีการรายงานผลการผลิต ควรต้องมีการรายงานผลเกี่ยวกับคนควบคู่ไปด้วย  บริษัทญี่ปุ่น จะมีการรายงานผลประกอบการควบคู่ไปกับจำนวนพนักงาน  สถิติการมาทำงาน สถิติการอบรม เทียบกับ Output Outcome ที่ได้  ข้อมูลที่รายงานต้องไม่เยิ่นเย้อ  ต้องสั้น เข้าใจง่าย และเป็นข้อมูลระดับ สนับสนุนการตัดสินใจ ได้และในการประชุมรายงานผลประกอบการ ควรมีวาทะ หรือวาระเรื่องคนในองค์กรที่ประสบความสำเร็จ มาเล่าสู่กันฟัง แบบสั้น ๆ เข้าใจง่าย ตรงนี้ จะช่วยได้ ต้องใช้ยุทธ์ศาสตร์ น้ำซึมบ่อทราย ค่อย ๆ ให้ซึมซับ ความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ ที่จะสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตได้ เป็นต้น
  
ผู้นำที่เน้นบุคคลมากกว่าผลผลิต  ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าเป็นผู้นำที่เน้นบุคคลมากกว่าผลผลิต เพียงแต่ท่านสรรหายุทธ์ศาสตร์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มาเสนอ ให้ว่ามีประโยชน์อย่างไร ต่อองค์กร ย่อมง่ายต่อการจัดการ ครับ


ผู้นำที่ไม่เน้นทั้งบุคคลและผลผลิต  องค์กรที่มีผู้นำแบบนี้ในยุคนี้ก็น่าห่วง  ไม่เอาอะไรเลย อย่างนี้ก็ควรส่งมาอบรม กับ Marketing GuRu กับ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมย์ ให้ท่านช่วยเปิด และเป่าศรีษะให้จะดีกว่าน๊ะครับ ควรให้ได้รับการอบรม ได้รับความรู้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้เปลี่ยนทัศนคติ ต้องเพิ่มทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ด้านการบริหาร ครับ


ผู้นำที่เน้นทั้งบุคคลและผลผลิต  ถ้าองค์ใด มีผู้นำ/ผู้บริหารแบบนี้ ถือว่าโชคดี แสดงว่าพื้นฐาน ท่านเข้าใจว่า ทรัพยากรมนุษย์ มีความสำคัญ อยู่ที่ว่าจะรักษาความเข้าใจ บริหารจัดการทุนทางความรู้และทุนทางปัญญาของผู้บริหารท่านนี้อย่างดีอยู่เสมออย่างไร  ตรงนี้ ผู้ตามก็ต้องศึกษา “วิธีการบริหารเจ้านาย”  มีการรายงานด้านทรัพยากรมนุษย์ ควบคู่ไปกับการรายงานผลการผลิต ใช้งานสร้างความสัมพันธ์สะสมทุนทางสังคม และสร้างทุนทางความรู้และทุนทางปัญญา เกี่ยวกับความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ ให้ผู้บริหารมีอยู่เสมอ


แนวทางอื่น ๆ ที่ผมเคยใช้ เช่น
1.        การให้ประสบการณ์ระหว่างทำงาน  ให้ผู้บริหารได้เห็นคุณเห็นโทษ  การนำปัญหา/กรณีศึกษาที่เกิดขึ้นในองค์กร มาเชื่อมโยง กับทรัพยากรมนุษย์ เช่น ปัญหาต้นทุนการดำเนินการสูงขึ้นจากสภาวะราคาน้ำมันลอยตัว  ทำให้ผลกำไรขององค์กรน้อยลง แนวทางแก้ไข คือ การใช้กลยุทธ์ลดต้นทุนการดำเนินการ  และกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน  ซึ่งจะทำได้ดี ทรัพยากรมนุษย์ ในองค์กร ต้องมีทุนทางความรู้  ทุนทางปัญญา รู้ว่าองค์กรกำลังเผชิญปัญหา และรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน  ต้องมีทุนทางจริยธรรม เห็นประโยชน์ขององค์กร/ส่วนรวมเป็นหลัก มีความจงรักภักดี มีใจให้องค์กร ทรัพยากรมนุษย์ ต้องมีทุนทาง IT จะได้มีปัญญาที่จะใช้ IT ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และลดต้นทุน  ทรัพยากรมนุษย์ จะให้ความร่วมมือได้ดี ต่อเมื่อเขามีทุนทางความสุข ซึ่งผู้บริหารจะต้องสร้างและสะสมทุนทางความสุขในทรัพยากรมนุษย์ไว้


2.        การให้เห็น กับตา  การศึกษาในองค์กรที่ประสบความสำเร็จ การไปเยี่ยมชมกิจการ ที่เขาให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ เช่น ปูนซิเมนต์ไทย  TOYOTA หรือสถานประกอบการที่ได้รับการรับรอง มาตรฐานแรงงานไทยชั้นสูง เป็นต้น เพื่อศึกษาว่าเขาได้ประโยชน์อะไร ในการให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ และเขาทำกันอย่างไร เป็นต้น


3.        การให้รู้ข้อมูลของตัวแทน หรือการศึกษาข้อมูลจากบริษัท ที่ประสบความสำเร็จในการจัดการ เช่นบริษัท ในตลาดหลักทรัพย์ ที่ให้ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นสูง มักจะเป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จด้านการบริหารจัดการ และมักจะเป็นองค์กร ที่ให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ เข้าไปดูข้อมูลในเว็ปไซด์ของบริษัทนั้น ในเรื่องนโยบายในการพัฒนาพนักงานของแต่ละบริษัทนั้น จะทราบว่า เขาให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์อย่างไร นำข้อมูลเหล่านี้ มาให้ผู้บริหารได้ศึกษาทำความเข้าใจ พยายามเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนทางการบริหาร กับการให้ความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์  องค์กรที่ให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ (เชื่อว่าทรัพยากรมนุษย์ มีความสำคัญ) มักจะมีผลกำไรต่อผู้ถือหุ้นสูง  องค์กรที่มีการพัฒนาอบรม ทรัพยากรมนุษย์สูง มักจะมีผลตอบแทนในการบริหารสูง เป็นต้น


4.        การให้ความรู้แก่ผู้บริหาร  แนะนำให้ผู้บริหารอ่าน ศึกษา หนังสือ เด่น ๆ เพิ่มเติม  หรือซื้อหนังสือให้ในโอกาสสำคัญ ๆ  เช่น หนังสือ HR สายพันธุ์แท้ ของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมย์  Good to Great จากบริษัทดีสู่ความเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่, Built to Last  องค์กรอมตะ ของจิม คอลลินส์ ฯลฯ ซื้อหนังสือเหล่านี้ มีแนวคิดที่ดีในการทำให้องค์กรเจริญก้าวหน้าด้วยการจัดการทรัพยากรมนุษย์  หรือให้กับผู้บริหารทุกคนได้อ่าน ได้ present ในที่ประชุม กลุ่มละ 1 เรื่อง ต่อการประชุม 1 ครั้ง เกี่ยวกับสิ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือดังกล่าว โดยใช้ ทฤษฎี 4 L’s ของ ศ.ดร.จีระ ในการบริหาร presentation ในที่ประชุม เป็นต้น

5.        ใช้การ Audit ระบบการจัดการองค์กร เป็นตัวช่วย การตรวจสอบระบบมาตรฐานบริหารคุณภาพ ต่าง ๆ มักจะมีการ internal audit, external audit พยายามตรวจสอบไปที่การเตรียมทรัพยากร โดยเฉพาะการจัดการและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  โดยเฉพาะหากเป็นการตรวจของลูกค้าจะมีผลต่อการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก ผลการตรวจของลูกค้า คำร้องเรียน คำร้องขอให้แก้ไขของลูกค้านับว่ามีส่วนสำคัญที่จะทำให้ผู้บริหารต้องตัดสินใจ ให้ความมาให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ ครับ


อย่างไร ก็ตาม การจะเปลี่ยนทัศนคติของคน โดยเฉพาะกับเจ้าของกิจการ ไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่มีสูตรสำเร็จที่แน่นอน  เพราะสถานการณ์ ปัจจัยแวดล้อมทางการบริหารมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงขึ้นอยู่กับตัวบุคคล สถานการณ์ ประเภทธุรกิจ ฯ ลองนำทษฎี 8K's ของ ศ.ดร.จีระ มาวิเคราะห์ดูว่า เจ้าของกิจการขาดอะไร และควรจะเพิ่มอะไร ให้เขาได้สติ ได้คิดว่า "ทรัพยากรมนุษย์มีความสำคัญ  ในหนังสือ HR สายพันธ์แท็ ที่ ศ.ดร.จีระ เขียนไว้ ยังมีข้อคิดอีกมากในเรื่องนี้ ครับ

ใน Blog นี้ ผมขอแชร์ไอเดียร่วมกันเพียงประเด็นแรกก่อน ส่วนประเด็นอื่น ผมขอติดค้างไว้เนื่องจากมีเวลาจำกัด ผมคิดว่า ท่านผู้อ่านที่มีประสบการณ์ ผู้ที่เข้าร่วมสัมมนา HR สายพันธุ์ X กับ ศ.ดร.จีระ และเพื่อน ที่ เรียน ป.เอก ด้วยกัน อาจจะมีแนวคิดหรือคำแนะนำ อื่น ๆ หากส่งเข้ามาร่วมเสนอแนะด้วยก็จะยิ่งเกิดประโยชน์ กับผู้สนใจทุกท่าน เราจะร่วมเป็นชุมชนแห่งการเรียนรุ้ทีนี่ครับ สวัสดี

ยม

นศ.ป.เอก รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต

ม.อุบลราชธานี (กทม.)


ชาญโชติ ชมพูนุท
IP: xxx.144.160.244
เขียนเมื่อ Fri May 26 2006 01:17:56 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับคุณยม

ขอบคุณสำหรับข้อแนะนำครับ ผมเชื่อว่าหลายๆท่านจะได้ประโยชน์จากข้อแนะนำนี้ คุณยมเก่งมากครับ เข้าใจคำถามผมและนำไปแยกแยะให้เป็นเรื่องๆ ผมเองคนตั้งคำถามยังไม่สามารถเรียบเรียงคำถามให้ชัดเจนเช่นที่คุณยมได้เรียบเรียงมา

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

ชาญโชติ

ปิยภูมิ พิทักษานุรัตน์
IP: xxx.12.118.36
เขียนเมื่อ Fri May 26 2006 11:15:24 GMT+0700 (ICT)

ขอชื่นชม คุณยม มากเลย อ่านบทความของคุณยมแล้วซึ้งมาก (โดยเฉพาะของ ดร.ป๋วย) บทความขยายความในตัวทฤษฎีค่อนข้างชัดเจน อ่านแล้วเหมือนเข้าไปเรียนอยู่ด้วยเลย อบอุ่นดีครับ

 

ขอบคุณครับ

ปิยภูมิ

ยม น.ศ. ป.เอก รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต ม.อุบลราชธานี(กทม.)
IP: xxx.144.143.2
เขียนเมื่อ Fri May 26 2006 22:11:46 GMT+0700 (ICT)

นมัสการพระคุณเจ้า พระมหาสุรวุฒิ คนองมาตย์
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ ม.ล.ชาญโชติ คุณปิยภูมิ และท่านผู้อ่านทุกท่าน


ขอบคุณ ม.ล.ชาญโชติ และคุณปิยภูมิที่สนใจ ชื่นชมให้สิ่งที่ผมเขียนมาก และยินดีที่ข้อมูลที่ผมเขียนไป ได้ประโยชน์กับท่าน
คราวที่แล้ว ที่ ม.ล. ชาญโชติ ขอคำแนะนำมาสามประเด็น ผมเขียนไปแล้ว หนึ่งประเด็น มาวันนี้ ผมเขียนต่อในส่วนของ ประเด็นที่สอง เป็นเรื่องของ ลูกจ้าง/พนักงาน คือ “เมื่อองค์กรเพิ่มมูลค่าในมนุษย์แล้ว มนุษย์เงินเดือนควรจะได้รับผลตอบแทนจากนายจ้างสมกับมูลค่าเพิ่มของเขา ทำอย่างไรรายรับของมนุษย์เงินเดือนโดยทั่วไปจะพอเพียงกับค่าใช้จ่ายของแต่ละคน”  เป็นปัญหาเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ และปัญหาเกี่ยวกับการบริหารการเงินของมนุษย์เงินเดือน

 ในประเด็นที่สอง แยกเป็นสองส่วน ครับ
ส่วนแรกคือ “เมื่อองค์กรเพิ่มมูลค่าในมนุษย์แล้ว มนุษย์เงินเดือนควรจะได้รับผลตอบแทนจากนายจ้างสมกับมูลค่าเพิ่มของเขา” แนวคิดนี้ อาจจะสวนทางกับความคิดของเจ้าของธุรกิจ หรือผู้บริหารเพราะ เจ้าของธุรกิจจะคิดว่า การที่องค์กรส่งพนักงานไปเพิ่มมูลค่า (ส่งไปอบรมรับความรู้) นั่นเป็นการลงทุนให้ไปแล้ว และคาดหวังว่า เมื่อส่งไปอบรมกลับมาแล้ว จะตั้งหน้าตั้งตำทำงานให้ดียิ่งขึ้น   ส่วนตัวพนักงานเองก็คิดว่า ถ้าส่งไปอบรมแล้ว ต้องกลับมาทำงานมากขึ้นเท่ากับเพิ่มมูลค่าในการทำงานมากขึ้น ก็น่าจะได้รับผลตอบแทนมากขึ้น 
โดยความเห็นส่วนตัวของผม  มีความเห็นดังนี้ครับ การให้ผลตอบแทนของนายจ้าง  จำแนกได้ คือ
1.       การให้เมื่อรับเข้าทำงาน ตกลงกันเลยว่ารับเข้าทำงานในอัตราเงินเดือนเท่าใด
2.       ปรับให้เมื่อผ่านขั้นตอนการทดลองงาน  บางองค์กรเมื่อรับคนใหม่เข้ามาทำงานแล้วผ่านเกณฑ์การทดลองงานเป็นที่น่าพอใจ ก็จะปรับเงินเดือนให้อีก
3.       การปรับให้เมื่อถึงวาระ เช่น วาระการปรับค่าจ้างประจำปี วาระการได้รับการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง ก็จะปรับค่าจ้าง ค่าตอบแทนให้สูงขึ้น
การเพิ่มค่าตอบแทนให้พนักงาน โดยทั่วไป องค์กรจะมีระบบการควบคุม มีเครื่องมือในการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดความยุติธรรม และเพื่อให้องค์กรอยู่รอดได้ เช่น
·          การบริหารงบประมาณค่าจ้างเงินเดือน ค่าตอบแทนฯ
·          ระบบการประเมินการปฏิบัติงาน
·          ระบบความก้าวหน้าในสายอาชีพ
·          การปรับค่าจ้างประจำปี
·          การปรับค่าจ้างเมื่อมีการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง เป็นต้น


ในส่วนของพนักงานที่ถูกส่งไปเพิ่มพูนความรู้ เมื่อนำความรู้มาใช้ทำงานก็มีมูลค่าเพิ่ม หากทำงานได้ดีขึ้น เจ้าของธุรกิจ ก็ควรพิจารณา ความดีความชอบให้เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม   ส่วนตัวพนักงานเองก็ควรตระหนักว่า หากองค์กรไม่ส่งไปหาความรู้ ก็อาจจะไม่ได้ความรู้มาพัฒนาตน พัฒนางาน ตรงนี้ก็ควรหาโอกาสตอบแทนคุณองค์กร ด้วยการใช้ทุนทางความรู้ที่ได้มา ผสานกับความสามารถที่มีอยู่(ทุนทางปัญญา) พัฒนางาน พัฒนาตน ผลของการมุ่งมั่นทำความดี จะสะท้อนกลับมาหาผู้ปฎิบัติ ดังคำกล่าวที่ว่า “ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ปฏิบัติธรรม” อย่างน้อยก็จะอิ่มใจที่ได้สร้างความดี สร้างผลงาน ของตนให้องค์กร


เราคงเคยได้ยินคำกล่าวของ ท่านประธานองค์มนตรี พลเอกเปรมฯ ได้กล่าวไว้ว่า คนเราเกิดมา ต้องทดแทนคุณแผ่นดิน ถ้าเราเอาประโยคนี้ไปประยุกต์ ใช้ในองค์กร บุคลากรที่ดีก็ควรทดแทนคุณองค์กร


ที่สำคัญก็คือ ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ต้องสร้างให้ทรัพยากรมนุษย์ มีทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนทางความสุข เพียงพอที่จะคิดถึงเรื่องการตอบแทนคุณผู้มีพระคุณ  


สรุปว่า เมื่อองค์กรเพิ่มมูลค่าในมนุษย์แล้ว มนุษย์เงินเดือนก็ควรใช้ทุนความรู้นั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนเจ้าของธุรกิจ ก็ต้องรู้จักบริหารทัศนคติของทรัพยากรมนุษย์ รู้จักบริหารความรัก ความจงรักภักดีของคนในองค์กร เมื่อส่งเขาไปอบรมพัฒนาแล้ว เมื่อกลับมาเขาทำงานได้ดี ได้สำเร็จ เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมก็ควรใช้เครื่องมือในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ในระดับองค์กร ดังกล่าวข้างต้น สร้างแรงจูงใจให้เขามีกำลังใจที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มยิ่งขึ้น


ส่วนที่สอง เป็น เรื่อง “ทำอย่างไรรายรับของมนุษย์เงินเดือนโดยทั่วไปจะพอเพียงกับค่าใช้จ่ายของแต่ละคน” ตรงนี้ ผมแนะนำว่า หลักคิดของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา เป็นคำตอบที่ดีที่สุด ผมแนะนำให้มนุษย์เงินเดือน สะสมทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา เกี่ยวกับหลักคิดของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ
หลักการเศรษฐกิจพอเพียง คือ “ ความพอเพียง” ซึ่งอธิบายว่า ได้แก่


(1) ความพอประมาณ ได้แก่ ความพอดี ไม่มาก ไม่น้อยเกิน โดยเฉพาะในการอุปโภคบริโภคปัจจัยต่าง ๆ ในการดำรงชีพ เช่น กินพอประมาณ ดื่มพอประมาณ ใช้พอประมาณ ก็คือ กินดื่มใช้แต่พอดี พอเหมาะกับความต้องการของร่างกาย ขององค์กร ที่เรียกว่า กินเป็น ใช้เป็น อย่างประหยัด มัธยัด


(2) ความมีเหตุผล ได้แก่ การคิด การพูด และการทำบนฐานของความรู้ที่มาและที่ไป ของเรื่องนั้น ๆ ว่าเป็นอย่างไร มีเหตุปัจจัยอะไรเป็นตัวก่อให้เกิดจะหลุดออกจากเหตุนั้น ได้โดยอาศัยช่องทางใด และจะใช้วิธีการใด การรู้เหตุรู้ผล ที่ว่านี้จะช่วยให้แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ และพัฒนาเรื่องต่างๆ ได้สำเร็จมากขึ้น


(3) การมีระบบคุ้มกันผลกระทบ ทั้งจากภายใน และภายนอก ได้แก่ ความไม่ประมาทขาดสติ จะคิด จะทำ จะพูด อะไรต้องระมัดระวัง ไม่ผลีผลามด่วนได้ ต้องรู้เขา รู้เรา โดยเฉพาะผู้นำทุกระดับจะต้องตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท ต้องพร้อมที่จะรับและรุกได้เสมอ เพราะปรากฏการณ์ทั้งทางสังคมวัฒนธรรม และธรรมชาติมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามกฎธรรมชาติ


องค์กรที่ชาญฉลาดจึงควรนำเอาการหลักการเศรษฐกิจพอเพียง มาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้เกิด ผลเป็นความสมดุลและความพร้อมตามหลักคิด หลักการ และเป้าประสงค์คือ “ ความพอเพียง” กล่าวคือ
1. พัฒนาคนให้มีความรู้ดี คือมีทุนทางความรู้
2. พัฒนาคนให้มีความคิด มีปัญญา(สมาธิ) ดี คือ ทุนทางปัญญา
3. พัฒนาคนให้มีความประพฤติ (ศีล) ดี คือทุนทางจริยธรรม
พสกนิกร ชาวไทย(มนุษย์เงินเดือน) ที่จงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ควรยึดหมั่นในแนวคิดนี้  ผสมผสานกับการแสวงหาทุนทางความรู้เกี่ยวกับการบริหารการเงินส่วนบุคคล  เพื่อจะได้มีทุนทางปัญญาในการคิดหาลงทุนอย่างชาญฉลาด ครับ 


ใน Blog นี้ ผมขอแชร์ไอเดียร่วมกันเพียงประเด็นที่สอง ส่วนประเด็นที่สาม เป็นเรื่องของระบบการศึกษา “ทำอย่างไร จึงจะให้สถาบันการศึกษาหันมาสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพ แทนที่จะแสวงหากำไรจนไม่นึกถึงจรรยาบรรณ” ผมจะเขียนใน Blog หน้าต่อไป ผมคิดว่า ท่านผู้อ่านที่มีประสบการณ์ อาจจะมีแนวคิดหรือคำแนะนำ อื่น ๆ ที่หลากหลายกว่าผม  หากส่งเข้ามาร่วมเสนอแนะด้วยก็จะเกิดประโยชน์ กับผู้สนใจทุกท่าน  ขอบคุณ ศ.ดร.จีระ ที่ให้ความรู้และให้โอกาสแก่ผม ได้มีทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม ได้มีโอกาสมาแชร์ไอเดียให้ผู้อ่านทุกท่าน  สวัสดีครับ

ยม นาคสุข
26 พ.ค. 2549
น.ศ. ป.เอก รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี



 

 

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท
IP: xxx.152.5.4
เขียนเมื่อ Sat May 27 2006 11:43:48 GMT+0700 (ICT)

เรียนคุณยม ที่นับถือ

ขอบคุณสำหรับแนวคิดในประเด็นที่สอง หลักการก็ถูกต้องกับที่คุณยมได้ให้แนวไว้ แต่แนวของคุณยมเป็นแนวที่บริษัทใหญ่ๆที่บริหารสากลเขาทำกัน แต่ในธุรกิจที่เจ้าของบริหารเอง ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ และพวก ธุรกิจเล็กๆ อีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้มีขบวนการพัฒนาและสร้างทรัพยากรมนุษย์ อย่างที่บริษัทสากลเขาทำ

ไม่ทราบว่าคุณยมหรือท่านใดทราบไหมครับว่าสัดส่วนของธุรกิจในประเทศไทยระหว่างบริษัทที่บริหารแบบสากลกับบริษัทที่บริหารโดยเจ้าของที่ไม่ได้มีขบวนการในการพัฒนาทรัพยากรเป็นอย่างไร

ส่วนที่หนึ่งที่ผมถาม หมายถึงพนักงานเป็นผู้ลงทุนในการไปอบรมหาความรู้เพิ่มให้กับตัวเอง โดยเจ้าของกิจการไม่ได้ลงทุนอะไรเลย ผมกำลังพูดถึงทรัพยากรมนุษย์ส่วนมากของประเทศไทย ที่ขาดการเหลียวแล หลายๆคนต้องการหาความรู้และทุนทางปัญญาเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับเขาเองแต่เขาขาดการสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน หรือโอกาส ซึ่งจะโยงไปถึงส่วนที่สอง

ส่วนที่สองผมหมายถึงค่าครองชีพและฐานรายได้ที่เหมาะสม ผมเชื่อว่าฐานรายได้ของพนักงานเงินเดือนไม่เหมาะสมกับค่าครองชีพ เจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารประเทศต่างคิดว่าทำอย่างไรให้ค่าแรงถูกที่สุดจะได้ทำให้สินค้ามีต้นทุนต่ำจะได้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ มนุษย์เงินเดือนจึงถูกบีบเงินเดือนให้ต่ำสุด เมื่อต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรมนุษย์เพื่อให้ได้ทรัพยากรที่มีคุณภาพ แต่ผู้บริหารประเทศ ซึ่งส่วนมากเป็นเจ้าของธุรกิจ กลับมีนโยบายตรงกันข้ามคือทำอย่างไรให้ค่าแรงต่ำ การจะแข่งขันทางด้านการค้า แน่นอนการทำให้ต้นทุนต่ำจะได้เปรียบ แต่ไม่ใช่ว่าค่าแรงงานต่ำจะทำให้ต้นทุนสินค้ารวมต่ำ

(ค่าแรงไม่ใช่หมายถึงเฉพาะแรงงานในระดับผู้ใช้แรงงานเท่านั้น ผมรวมถึงมนุษย์กินเงินเดือนทุกคน ทุกระดับ)

ที่คุณยมได้ยกหลักเศรษกิจพอเพียงนั้น ผมคิดว่าคุณยมคงไม่เข้าใจประเด็นที่ผมถาม แต่ก็เป็นหลักหนึ่งที่ทุกคนควรจะยึดถือและปฎิบัติ

ประเด็นที่ผมกล่าวหมายถึงความเป็นจริงของสังคมไทยในปัจจุบันที่มนุษย์ที่กินเงินเดือนโดยทั่วไปไม่ได้รับเงินตอบแทนหรือเงินเดือนที่เหมาะสมกับมูลค่าของทุนมนุษย์ผู้นั้นและไม่พอเพียงกับค่าครองชีพ มาตราฐานเงินเดือนที่พนักงานโดยส่วนมากที่ทำงานในบริษัทเล็กๆไม่พอเพียงต่อค่าครองชีพในปัจจุบัน แต่ต้องยอมทำเพราะไม่มีทางเลี่ยง ค่าครองชีพส่วนมากจะได้แก่ค่าศึกษาเล่าเรียนของบุตรที่ผู้ปกครองต้องดิ้นรนเพื่อหวังให้ลูกมีทุนมนุษย์เท่าเทียมกับคนอื่นจึงต้องเป็นหนี้สิน

ไม่ทราบว่ามีการวิเคราะห์กันหรือยังว่าปัจจุบัน มาตราฐานของประชาชนที่อยู่ในชุมชนต่างๆต้องมีรายได้ต่อหัวเท่าไหร่  รายจ่ายต่อหัวเท่าไหร่จึงจะพอเพียงตามหลักเศรษกิจพอเพียง  ( สำหรับคนโสด) และรายได้เท่าไหร่ต่อครอบครัว (ครอบครัวเล็กจากกี่คน ครอบครัวขนาดกลาง ครอบครอบขนาดใหญ่)  จะต้องมีรายจ่ายเท่าไหร่จึงจะพอเพียง ตามหลักของเศรษกิจพอเพียง และรองมาเทียบกับรายได้ของมนุษย์เงินเดือน ก็จะเห็นว่ามนุษย์เงินเดือนเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีทุนมนุษย์ต่ำมาก โอกาสที่จะมีทุนทางปัญญาน้อย รวมถึงทุนอื่นๆในทฤษฎี 8 K's เมื่อทรัพยากรมนุษย์คนไทยมีทุนมนุษย์ต่ำประเทศชาติเราจะเป็นอย่างไรในอนาคต

วันนี้ผมขอเพียงแค่นี้ก่อน อยากจะให้คุณยมได้มองต่างมุมกับที่คุณยมมอง และยินดีต้อนรับท่านอื่นเพื่อร่วมแชร์ความคิดในประเด็นที่ผมนำเสนอครับ

นับถือ

ม.ล.ชาญโชติ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พระมหาสุรวุฒิ คนองมาตย์
IP: xxx.144.143.3
เขียนเมื่อ Sat May 27 2006 11:44:14 GMT+0700 (ICT)
เจริญพร   โยมอาจารย์  ศาสตราจารย์  ดร.จีระ
                ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท
                พี่ยม  และสาธุชนผู้ใฝ่รู้ทุกท่าน
วันนี้อาตมาขอเสนอปัญหาของคนภาคอีสานให้ท่านผู้มีจิตเมตตาได้ช่วยกันหาทางแก้ไข  คือ  คนอีสานมีปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขเป็นอย่างยิ่ง  และปัญหานี้ถ้าแก้ไขได้จะทำให้คนภาคอีสานมีความเป็นอยู่เท่าเทียมกับคนภาคอื่นได้เป็นอย่างดี  ปัญหาของคนภาคอีสานที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือ  “คนภาคอีสานผลิตผลผลิตด้านการเกษตรได้ด้วยตนเอง  แต่คนภาคอีสานไม่สามารถกำหนดราคาผลผลิตของตนเองได้”
                ดังนั้น  เพื่อประโยชน์และความสุขของพี่น้องชาวอีสาน  อาตมาจึงเสนอปัญหานี้ให้ท่านผู้มีจิตเมตตา  โดยเฉพาะท่านผู้รู้ที่สนใจด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของชาติ  ได้ช่วยกันแก้ไขปัญหานี้ให้เป็นไปในทางที่ดีต่อไป
ขอเจริญพร
พระมหาสุรวุฒิ  คนองมาตย์  (ปิยภาณี)
น.ศ. ป.เอก รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

 

ยม นาคสุข นศ.ป.เอก มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(กทม.)
IP: xxx.139.223.18
เขียนเมื่อ Sat May 27 2006 12:11:59 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ 

สวัสดี ม.ล.ชาญโชติ คุณปิยภูมิ และท่านผู้อ่านทุกท่าน

ต่อจากคราวที่แล้ว ที่ ม.ล.ชาญโชติ  ตั้งประเด็นไว้ว่า    “ทำอย่างไร จึงจะให้สถาบันการศึกษาหันมาสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพ แทนที่จะแสวงหากำไรจนไม่นึกถึงจรรยาบรรณ” ในความเห็นของผมคิดว่า ควรเริ่มจาก
1.      นโยบาย/แผนกลยุทธ์ของรัฐ ในเรื่องการสร้างทรัพยากรมนุษย์ ต้องมีทิศทางที่ชัดเจน วัดผลได้ทั้งระยะสั้น ระยะยาว ผลที่คาดหวังจากการดำเนินการต้องยั่งยืน  รัฐต้องมีความเชื่อว่า "ทรัพยากรมุนษย์มีความสำคัญ ในการสร้างชาติ ต้องสร้างทรัพยากรมนุษย์ เป็นหลัก" 

2.    การปลูกป่า เป็นตัวอย่างที่ดี ในการนำไปประยุกต์ในการปลูกคนเพื่อชาติ  การปลูก(สร้าง)คน คนปลูก สำคัญมาก รัฐควรสร้างและพัฒนาคนที่จะมาสร้างทรัพยากรมนุษย์  ให้มีทุนตามทฤษฎี 8 K’s ของ ศ.ดร.จีระ  ได้แก่
·        Human Capital  ทุนมนุษย์  
·        Intellectual Capital  ทุนทางปัญญา 
·        Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม
·        Happiness Capital ทุนแห่งความสุข  
·        Social Capital ทุนทางสังคม 
·        Sustainability Capital  ทุนแห่งความยั่งยืน   
·        Digital Capital ทุนทาง IT
·        Talented Capital ทุนทาง Knowledge, Skill และ Mindset
ถ้าบุคลากรที่จะทำหน้าที่ในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ มีทุนดังกล่าวข้างต้น  ผมเชื่อว่า ผลผลิตในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ จะมีคุณภาพและประสิทธิภาพ สถาบันการศึกษาก็จะมีคุณภาพตามไปด้วย  ฉะนั้น แผนงานในการสร้างคนที่จะไปทำหน้าที่ปลูก(สร้าง)มนุษย์ และพัฒนามนุษย์เพื่อสร้างชาติ ของรัฐต้องเป็นรูปธรรม ชัดเจน วัดผลได้ทั้งระยะสั้น ระยะยาว

3.  บริหารแบบให้ทุกฝ่าย ทุกระดับมีส่วนร่วม  ให้ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการบริหารแผนกลยุทธ์ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ของชาติ ของภาค ของจังหวัด ของชุมชน ไปถึงระดับครัวเรือน

4.  การสร้างและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ของชาติ เริ่มที่ สถาบันครอบครัว  ชุมชน โรงเรียน สถาบันการศึกษา องค์กร หน่วยงานต่าง ๆ ไปถึงระดับสังคม/ประเทศ นโยบายชองรัฐจึงต้องมียุทธ์ศาสตร์ในการบริหารจัดการ องค์กรแห่งการเรียนรู้  ตั้งแต่ระดับครอบครัวไปถึงระดับชาติ  ทั้งแผนระยะสั้น ระยะยาว ต้องมีตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน ครับ
□            Village that learn
□            School that learn
□            Industry that learn
□            Nation that learn 
 
อย่างไร ก็ตาม การจะให้รัฐบาล ดำเนินในเรื่องนี้ อย่างจริงจัง ไม่ใช่เรื่องง่าย พรรคการเมืองที่ทำงานเพื่อชาติ เพื่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อแผ่นดินอย่างจริงจังและจริงใจ ในบ้านเรา ยังมีไม่มากนักพอ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่มีสูตรสำเร็จที่แน่นอน  เพราะสถานการณ์ ปัจจัยแวดล้อมทางการเมือง ผันแปรอยู่ตลอดเวลา 

ผมหวังว่า การที่นายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ของเรา ที่วังไกลกังวล เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม นี้  จะเป็นแบบอย่างที่ดี และจะเป็นสิ่งกระตุ้น ผลักด้นให้รัฐบาล /ผู้บริหารบ้านเมือง ทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายค้าน สถาบันการศึกษา สถานประกอบการต่าง ๆ ได้เห็น ได้ตระหนักในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มากยิ่งขึ้น ครับ ผมหวังว่าข้อความที่ผมเขียนมา ทั้งหมดคงแชร์ไอเดีย ได้ครบถ้วน ตามที่ ม.ล. ชาญโชติ ตั้งประเด็นไว้ และหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน 

สวัสดีครับ


ยม
27 พ.ค. 2549
น.ศ. ป.เอก รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(กทม.)

 

IP: xxx.144.143.3
เขียนเมื่อ Sat May 27 2006 13:31:40 GMT+0700 (ICT)
เจริญพร   โยมอาจารย์  ศาสตราจารย์  ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์
            สาธุชนทุกท่าน
ที่อาตมานำเสนอปัญหาของสังคมไทย  ประเด็น  “เกษตรกรภาคอีสาน”   เพราะอาตมามองด้วยความเป็นธรรมแล้วเห็นว่า  คนภาคอีสานโดยเฉพาะภาคเกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบทางสังคมเป็นอย่างยิ่ง  และเป็นบุคคลที่น่าสงสารมาก  เขาทำงานเพื่อสร้างผลผลิตให้กับตนด้วยความยากลำบากยิ่ง  ตากแดดร้อนทั้งวัน  ใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปีกว่าจะได้ผลผลิตออกมาแต่ละครั้ง  พอได้ผลผลิตเป็นของตนเองแล้วก็ถูกบุคคลที่เห็นแก่ตัวซึ่งเป็นคนที่มีแต่สุขสบาย  ไม่เคยหนาวไม่เคยร้อน  นอนนั่งในห้องแอร์  มาหยิบฉวยเอาผลประโยชน์จากมือเขาไปโดยไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากลำบากของเขาเลย  มีแต่เอารัดเอาเปรียบเขาอย่างเห็นแก่ตัว
                เมื่อเป็นเช่นนี้  ท่านผู้มีความรู้คู่คุณธรรม  ประกอบด้วยเมตตาธรรม  และมีอำนาจวาสนา  ถึงเวลาหรือยังที่พวกท่านจะรวมพลังร่วมกันปลดทุกข์ให้กับบุคคลผู้ที่น่าสงสาร  (เกษตรกร)  ให้เขาได้มีความสุขสบายสมกับความยากลำบากของเขา  ถ้าพวกท่านได้ร่วมกันแก้ปัญหานี้ให้หมดไปจากสังคมไทยได้  นอกจากพวกท่านได้ช่วยปลดทุกข์ให้กับเกษตรกรแล้ว  ยังเป็นการแก้ปัญหาของชาติ  และเป็นการพัฒนาชาติแบบถาวรด้วย
                ขอเจริญพร    
พระมหาสุรวุฒิ คนองมาตย์
IP: xxx.144.143.3
เขียนเมื่อ Sat May 27 2006 13:40:46 GMT+0700 (ICT)
เจริญพร   โยมอาจารย์  ศาสตราจารย์  ดร.จีระหงส์ลดารมภ์
สาธุชนทุกท่าน
ที่อาตมานำเสนอปัญหาของสังคมไทย  ประเด็น  เกษตรกรภาคอีสาน   เพราะอาตมามองด้วยความเป็นธรรมแล้วเห็นว่า  คนภาคอีสานโดยเฉพาะภาคเกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบทางสังคมเป็นอย่างยิ่ง  และเป็นบุคคลที่น่าสงสารมาก  เขาทำงานเพื่อสร้างผลผลิตให้กับตนด้วยความยากลำบากยิ่ง  ตากแดดร้อนทั้งวัน  ใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปีกว่าจะได้ผลผลิตออกมาแต่ละครั้ง  พอได้ผลผลิตเป็นของตนเองแล้วก็ถูกบุคคลที่เห็นแก่ตัวซึ่งเป็นคนที่มีแต่สุขสบาย  ไม่เคยหนาวไม่เคยร้อน  นอนนั่งในห้องแอร์  มาหยิบฉวยเอาผลประโยชน์จากมือเขาไปโดยไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากลำบากของเขาเลย  มีแต่เอารัดเอาเปรียบเขาอย่างเห็นแก่ตัว
                เมื่อเป็นเช่นนี้  ท่านผู้มีความรู้คู่คุณธรรม  ประกอบด้วยเมตตาธรรม  และมีอำนาจวาสนา  ถึงเวลาหรือยังที่พวกท่านจะรวมพลังร่วมกันปลดทุกข์ให้กับบุคคลผู้ที่น่าสงสาร  (เกษตรกร)  ให้เขาได้มีความสุขสบายสมกับความยากลำบากของเขา  ถ้าพวกท่านได้ร่วมกันแก้ปัญหานี้ให้หมดไปจากสังคมไทยได้  นอกจากพวกท่านได้ช่วยปลดทุกข์ให้กับเกษตรกรแล้ว  ยังเป็นการแก้ปัญหาของชาติ  และเป็นการพัฒนาชาติแบบถาวรด้วย
                ขอเจริญพร    

 

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท
IP: xxx.152.5.4
เขียนเมื่อ Sat May 27 2006 17:18:36 GMT+0700 (ICT)

นมัสการพระคุณเจ้าพระมหาสุรวุฒิ คนองมาตย์

ท่านอาจารย์จีระ คุณยม และเพื่อนทุกท่าน

เรื่องการช่วยเหลือเกษตรกร ผมคิดว่าระบบที่ดีที่สุดคือระบบสหกรณ์ ชาวบ้านต้องรวมตัวกันเป็นสมาชิกสหกรณ์ โดยการสนับสนุนจากภาครัฐทั้งส่วนท้องถิ่น และส่วนกลาง ตลอดจนธนาคาร และนักวิชาการ ต้องให้ชาวเกษตรกรมีความรู้เรื่องการตลาด ลูกหลานของเกษตรกรที่เข้ามาศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษา และมีประสบการในด้านการตลาดจะต้องกลับไปช่วยกันสร้างความเข็มแข็งด้านการตลาด เรามีสินค้าเราจะต้องเป็นผู้ที่ควบคุมและตั้งราคาไม่ใช่ปล่อยให้คนกลางมาบีบราคา

สรุปต้องสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ระยะแรกทางรัฐต้องให้การสนับสนุนเต็มที่ ปัญหาใหญ่อยู่ที่คนของรัฐเองก็ไม่เก่งไม่สามารถไล่ทันพ่อค้าคนกลาง หรือรู้เท่าทันแต่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องเลยกลายเป็นคนโง่ไป ลูกหลานที่มีการศึกษาดีมีความรู้ต้องกลับไปช่วยครอบครัวครับ เราจะหวังพิ่งคนอื่นเห็นจะยากครับ

เรียนคุณยม ที่นับถือ

ผมยังติดใจประเด็นที่สองอยู่ ขอความกรุณาได้อ่านทบทวน ข้อเขียนของผมหลังจากข้อเขียนของคุณยมในประเด็นที่สองด้วยครับ

นับถือ

ม.ล.ชาญโชติ

 

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท
IP: xxx.152.5.4
เขียนเมื่อ Sat May 27 2006 17:42:45 GMT+0700 (ICT)

นมัสการพระคุณเจ้าพระมหาสุรวุฒิ คนองมาตย์

ความจริงทรัพยากรมนุษย์ที่กำเหนิดมาจากภาคอีสานไม่ได้ลำบากหรือถูกเอรัดเอาเปรียบจากสังคม เพียงแต่เขาเหล่านั้นบางคนไปเป็นใหญ่เป็นโตในรัฐบาล เป็นเจ้าของธุรกิจที่ใหญ่โต เป็นพ่อค้าคนกลาง และเป็นเจ้าของกิจการเล็กๆมากมายครับ คนภาคอีสานเป็นคนที่อดทน เดี๋ยวนี้ธุรกิจเล็กๆ และเจ้าของร้านขายอาหารทั้งเล็กและใหญ่ส่วนมากเป็นคนอีสาน

ดังนั้นประเด็นที่พระคุณเจ้ายกมาหน้าจะเป็นประเด็นของเกษตรกรทั่วประเทศครับไม่ใช่เฉพาะเกษตรกรภาคอีสาน

ต้องช่วยกันสร้างทุนทางจริยธรรม และทุนทางสังคมให้มากๆครับ

นมัสการมาด้วยความเคารพ

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

วิภา คิดเมตตากุล
IP: xxx.149.1.102
เขียนเมื่อ Sat May 27 2006 20:51:00 GMT+0700 (ICT)

หวัดดีค่ะ คุณยม และเพื่อนๆ ชาวบล๊อก

วันนี้อยากปรึกษาคุณยมและเพื่อน ๆ ชาวบล๊อกเกี่ยวกับการทำวิจัย ตอนนี้กำลังทำการหาตัวอย่างประชากร แต่ไม่ทราบว่าจะใช้ทฤษฎีของใคร จึงอยากรบกวนสอบถามชาวบล๊อกผู้รู้เรื่องงานวิจัย ดังนี้ค่ะ

การหาตัวอย่างประชากร กรณีที่ประชากรมีขนาดใหญ่ ไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน เราจะใช้สูตรอะไร ทฤษฏีของใครค่ะ เข้าใจว่าคำตอบคงใกล้ ๆ 400 ค่ะ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคำถาม และคำตอบที่จะได้รับ ดังกล่าว คงเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่มีเยี่ยมเยียนบล๊อกค่ะ

ขอบคุณค่ะ

วิภา คิดเมตตากุล

พระมหาสุรวุฒิ คนองมาตย์
IP: xxx.144.143.2
เขียนเมื่อ Sun May 28 2006 15:33:14 GMT+0700 (ICT)
เจริญพร          โยมอาจารย์  ศาสตราจารย์  ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์
                        ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท  พี่ยม  และสาธุชนผู้มีจิตเมตตาทุกท่าน
                        ก่อนอื่นวันนี้  อาตมาต้องเจริญพรขออนุโมทนาบุญกับคุณโยม  ม.ล.ชาญโชติ  ชมพูนุท  ที่ได้ตอบข้อเสนอและเป็นการให้สติแก่พระได้เป็นอย่างดี  พระต้องขออภัยสังคมด้วย  ที่พระใช้คำว่า  “เกษตรกรภาคอีสานถูกเอารัดเอาเปรียบจากสังคม”  ที่ถูกควรใช้คำว่า  “ทรัพยากรมนุษย์ภาคเกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทรัพยากรมนุษย์ที่มีอำนาจและขาดคุณธรรม”  แต่ถึงอย่างไรเพื่อเป็นการแก้ปัญหานี้  และเป็นการสร้างทุนความสุขให้กับทรัพยากรมนุษย์ภาคเกษตรกร  กลุ่มทรัพยากรมนุษย์ที่มีอำนาจวาสนาและมีคุณธรรม  ควรร่วมกันแก้ปัญหาและช่วยเหลือทรัพยากรมนุษย์ภาคเกษตรกร  หรือ  ทรัพยากรมนุษย์ภาคอื่น  ๆ  ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ  ให้เขาได้รับความเป็นธรรมและมีความเป็นอยู่อย่างมีความสุขร่วมกันต่อไป 
                        ส่วนแนวทางที่คุณโยม  ม.ล.ชาญโชติ  ชมพูนุท  ได้เสนอเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาของทรัพยากรมนุษย์ภาคเกษตรกรนั้น  ถือว่าเป็นแนวทางที่ดีมาก  แต่ทำอย่างไรจึงจะนำแนวทางดังกล่าวไปสู่ภาคปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมได้  ก็คงต้องอาศัยทรัพยากรมนุษย์ทุกฝ่ายร่วมมือกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มทรัพยากรมนุษย์ที่มีอำนาจวาสนาควรให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง  ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างทุนความสุขให้กับทรัพยากรมนุษย์  และยังเป็นการสร้างความเจริญให้กับประเทศชาติด้วย
                        ขอเจริญพร

 

ยม นาคสุข น.ศ. ป.เอก มหาวิทยาลัย อุบลราชธานี(กทม.)
IP: xxx.139.204.2
เขียนเมื่อ Sun May 28 2006 16:08:58 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน


 

 

ผมขอขอบคุณ  คุณวิภา ที่ให้เกียรติ ขอคำแนะนำมาเกี่ยวกับงานวิจัย  ใน Blog ของ ศ.ดร.จีระ ผมคิดว่า เรามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แชร์ไอเดียกันครับ  คุณวิภา เขียนขอให้แชร์เรื่องงานวิจัย เรื่องการหาตัวอย่างประชากร กรณีที่ประชากรมีขนาดใหญ่ ไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน เราจะใช้สูตรอะไร ทฤษฏีของใคร ซ่งเป็นประเด็นที่มีขั้นตอนการวิจัยที่เป็นหลักการ 

คุณวิภา เขียนมา ค่อนข้างกว้างมากครับ  ผมยังไม่สามารถแชร์ตรงนี้ได้ เพราะยังไม่ทราบเรื่องที่จะทำการวิจัย ประเภทของการวิจัยที่จะทำ เป็นการวิจัยแบบไหน การวิจัยเชิงปริมาณ หรือว่าเชิงคุณภาพ ซึ่งมีความสัมพันธ์ต่อวิธีการเก็บข้อมูล การกำหนดประชากรกลุ่มเป้าหมาย  หากมีข้อมูลให้เพิ่มเติมอาจจะแชร์ได้มากกว่านี้ ครับ 

วันนี้ ผมและเพื่อน ๆ ที่เรียน ป.เอก ด้วยกัน ยังอยู่ในระหว่างเรียนและเข้าร่วมโครงการ English Camp ที่ทางมหาวิทยาลัยฯจัดให้ โดยมี อาจารย์จากอเมริกา มาร่วมกิจกรรม เราเรียนภาษาอังกฤษกันเข้มข้นมาก ผมและเพื่อน ๆ ได้ใช้การเรียน กิจกรรมดังกล่าว เชิงการฑูต เพื่อให้คนอเมริกัน รู้จักคนไทย ประเทศไทย และในหลวงของเรามากขึ้น ทำการทูตภาคประชาชน คล้ายกับ ที่ ศ.ดร.จีระ ทำที่ประเทศจีน  แต่พวกเรา ยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของท่าน


ผมได้ติดตามอ่านบทความที่ ศ.ดร.จีระ เขียน ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า บทความ “บทเรียนจากความจริง” ซึ่ง เมื่อวันเสาร์ที่ 27 พ.ค. ในบทความดังกล่าว ศ.ดร.จีระ ให้เขียนบทเรียนจากความจริง เกี่ยวกับ ประเทศไทย : เป้าของสังคมโลก  ซึ่งมีสาระน่าสนใจมากครับ  ศ.ดร.จีระ นำสิ่งที่ท่านได้คิด ได้ทำ ได้พูดจริง มาเขียนให้เรา สอดแทรกสิ่งที่เป็นสาระ เกี่ยวกับ การบริหารเชิงกลยุทธ์ ภาวะผู้นำ และอื่น ๆ ที่ ศ.ดร.จีระ ได้ทำไปในช่วงสัปดาห์ที่ผ่าน น่าสนใจมากครับ ผมได้ดึงข้อมูล ที่ ศ.ดร.จีระ เขียนไว้ล่าสุด มาจาก น.ส.พ.แนวหน้าให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษา พิจารณา นอกจากนี้ ศ.ดร.จีระ ยังมีรายการวิทยุ  "Knowledge for People”   ในทุกวันอาทิตย์ เวลา 18.00-19.00น. สถานีวิทยุ F. M. 96.5 MHz. " คลื่นความคิด "   ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและพูดคุยกับ ศ.ดร.จีระ ได้ในรายการดังกล่าว ที่.. 0-2245-7097
 

ประเทศไทย : เป้าของสังคมโลก[1] 

โดย ศ.ดร.จีระ(คัดมาจาก น.ส.พ. แนวหน้า ฉบับวันเสาร์ที่ 27 พ.ค. 2549)


ผมขอแสดงความเสียใจต่อชาวเมืองลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ จากอุทกภัยร้ายแรง
ผมบินมาที่เมลเบิร์นตั้งแต่คืนวันเสาร์ที่ 20 พฤษภาคม ทำกิจกรรมที่ผมทำเป็นประจำให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งปีที่แล้วไปทัศนศึกษาที่ University of Washington สหรัฐอเมริกา ปีนี้ผมนำคณะผู้บริหารระดับหัวหน้าฝ่าย มาหาความรู้เพิ่มเติมที่ University of Melbourne ระหว่างที่เขียนบทความนี้ ผมอยู่บนเครื่องบิน กำลังบินจาก Melbourne มายังกรุงเทพฯ เพื่อต่อไปยัง Ho Chi Minh เพื่อประชุมประจำปีของ APEC HRD Working Group หรือการประชุมประจำปีของคณะทำงานด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของ APEC ครั้งที่ 28 ซึ่งผมจะเล่าให้ฟังในวิทยุและบทความสัปดาห์หน้า
ท่านผู้อ่านจะได้ทราบว่าในแต่ละสัปดาห์ ว่าผมทำอะไรบ้าง และอาจจะเป็นบทเรียนที่จะนำไปใช้ได้
เรื่องแรกที่จะเล่าให้ฟังคือ ออสเตรเลีย มีมหาวิทยาลัยระดับโลกหลายแห่ง และผมพาคณะมาเรียน 2 วันที่ University of Melbourne ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของออสเตรเลีย เก่าแก่ มีชื่อเสียง และเป็นที่ยอมรับมาก มีผู้ได้รับรางวัล Nobel prize แล้ว 5 คน และมีศิษย์เก่าที่เป็นคนไทยเก่ง ๆ หลายคนจบจากที่นี่ คนที่ดังมากคือ คุณมีชัย วีระไวทยะ
การมาครั้งนี้เพื่อมาต่อยอดจากการเรียนของผู้บริหาร กฟผ.จากที่กรุงเทพฯ 60 ชั่วโมง เรื่องภาวะผู้นำ และบริหารมืออาชีพ และเน้นหลายเรื่อง
การวางกลยุทธ์แบบ Balance Scorecard ซึ่งเน้นและเชื่อมโยงระหว่าง
- การเงิน
- ลูกค้า
- การพัฒนาคนและการเรียนรู้
- และระบบบริหารภายใน
ซึ่งเป็นการเอาความรู้ที่เราพอจะมีมา apply กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( EGAT ) ให้ได้ผลมากขึ้น ซึ่งพบว่าจะต้องปรับปรุงเรื่องลูกค้า ครอบคลุมในมุมกว้างมากขึ้น เช่น
- NGO
- นักการเมือง
- นักวิชาการ
- สื่อมวลชน
- ต่างประเทศ
เพราะในอดีตภาพลักษณ์ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ถูกมองว่าทำลายสิ่งแวดล้อม และคิดค่าไฟแพงอยู่เสมอ มีหลายเรื่องที่ ยังมีการสื่อสารไม่ชัดเจนและสื่อสารไม่ถูก ดัง concept หนึ่งที่เรียกว่า ขาด customer Intimacy
งานของ EGAT มีความสำคัญมาก จะต้องมีไฟฟ้าเตรียมไว้ ให้คนไทย 64 ล้านได้ใช้ไฟอย่างมั่นใจว่าไม่ขาด คนในสังคมไม่ค่อยจะมองจุดแข็งของ EGAT เช่น
- ความโปร่งใส
- การบริหารมืออาชีพ
- การทำงานเพื่อให้มีไฟฟ้าใช้อย่างไม่ดับหรือไฟตก ซึ่งผมเรียกว่า Reliability factor
Session ต่อมาเน้นเรื่อง Human Capital ซึ่งอาจารย์ที่นี่เน้นว่า สงครามในอนาคตคือ สงครามแย่งชิง รักษาและบริหารคนเก่ง หรือ Talent management ทำให้ผมนึกถึงปรัชญาของคุณพารณ อิศรเสนา ที่สร้างและปลูกฝังในบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ว่าเรื่องคุณค่าของคน ที่ต้องลงทุนเรื่องคนอย่างต่อเนื่อง และต้องทำโดยเน้นมูลค่าเพิ่ม
เรื่อง HR ของ EGAT จะต้องเข้มข้นขึ้น โดยต้องสร้างสังคมการเรียนรู้ให้ทุกระดับ สร้างภาวะผู้นำ และมีโครงการรับและเก็บคนเก่งไว้ และค่อย ๆ เปลี่ยนระบบวัฒนธรรมแบบผลิต เน้นวิศวกร เป็นวัฒนธรรมสังคมการเรียนรู้ เน้นการทำงานเชิงธุรกิจและสากลมากขึ้น
Session ที่ 3 เรื่องภาวะผู้นำ ในออสเตรเลีย เขาเน้น 3 เรื่อง
- ผู้นำกับผู้บริหารแตกต่างกันอย่างไร
- ผู้นำสร้างได้ แต่ต้องเก่งเรื่องงาน มีความรักองค์กรและเพิ่มคุณค่าขององค์กร
- ผู้นำต้องเน้นวัฒนธรรมองค์กรที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง และอนาคต
จะต้องมอง HR ในมุมของตลาดโลก
ในโลก จะมีการแย่งคนในระดับโลก แย่งคนเก่งข้ามประเทศมากขึ้น เพราะคนเก่งที่รู้เรื่องไฟฟ้า จะขาดแคลนมากขึ้น
ผมคิดว่า 2 วันที่ผมพาลูกศิษย์ไปเรียนที่ University of Melbourne พบว่าการเรียนที่เมืองไทย 60 ชั่วโมงมีประโยชน์ระดับหนึ่ง แต่การมาหาความรู้เพิ่มเติมในต่างประเทศ จะได้มุมมองมีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น กล้าที่จะแสดงออกกับอาจารย์ต่างประเทศมากขึ้น ได้ข้อมูลที่ละเอียด และทำให้สร้างสังคมการเรียนรู้ที่ EGAT อย่างแท้จริง และนำไปใช้
นอกจากเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว คณะของเรายังได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงรับรอง จัดโดยรัฐบาลของรัฐ Victoria ซึ่งมีบุคคลที่สนใจเรื่องพลังงานในนคร Melbourne ทั้งธุรกิจและภาคราชการของระดับรัฐ Victoria มาร่วมด้วย
ในฐานะที่ผมเป็นหัวหน้าโครงการ รู้สึกผมภูมิใจมากที่ตัวแทนของ EGAT คุณสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ สามารถยืนพูดภาษาอังกฤษ ถึงเรื่องงานที่จะทำต่อและความร่วมมือในอนาคต ให้คนกว่า 100 คน ทำให้ผมเห็นว่า EGAT เต็มไปด้วยทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ และทุกระดับจะต้อง
- สร้างความมั่นใจแก่ผู้บริหารทุกระดับ ไม่ใช่เฉพาะระดับสูงเท่านั้น
- ให้มีการ Empowerment คือ การกระจายอำนาจ สิ่งที่สำคัญ องค์กร EGAT ต้องค่อย ๆ ลด ขั้นตอนที่ยาวให้สั้นลง
- และต้องสร้างภาวะผู้นำทุกระดับให้กล้าตัดสินใจเอง
ผมเชื่อว่า จากการมาเยือนครั้งนี้ ทำให้ออสเตรเลียกับไทย จะทำงานร่วมกันในอนาคต เช่น
- ซื้อถ่านหินจาก Australia ไปใช้ในโรงไฟฟ้าของไทย
- วิจัยร่วมกันถึงผลกระทบต่อมลภาวะของโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหิน
- EGAT ได้เรียนรู้วิธีและลดการใช้ก๊าซธรรมชาติ มาใช้ถ่านหินมากขึ้น
- การวิจัย Technology ร่วมกันโดย EGAT ต้องทำ R&D มากขึ้น
นอกจากคุณสุทัศน์ พูดในนามของ EGATแล้ว ผมในฐานะหัวหน้าทีมได้รับเชิญพูดถึง การเมืองไทยปัจจุบัน ให้คนออสเตรเลียซึ่งเขาฟังอย่างสนใจ โดยผมเน้นให้เห็นว่า
ประเทศไทยเป็นเป้าของสายตาโลก เราไม่ใช่ประเทศเล็ก อีกต่อไป เพราะใน 3-4 เดือนที่ผ่านมา การเมืองไทยเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทำให้ออสเตรเลียมองว่า จะเป็นอุปสรรคในการร่วมมือทางเศรษฐกิจและธุรกิจผ่าน FTA ระหว่าง 2 ประเทศต่อไป
ผมสรุปในการบรรยายว่า ไม่ต้องวิตกนัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแนะนำให้ 3 ศาล มาแก้ไข และจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 15 หรือ 29 ตุลาคม 2549 โดยพรรคฝ่ายค้านลงแข่งขันด้วย จะมีผลกระทบต่อออสเตรเลียเพียงเรื่องเดียวคือ ต้องรอและอดทนระยะหนึ่ง ให้มีรัฐบาลใหม่ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยังไปได้เหมือนเดิมและยังมั่นคงอยู่ ผมบอกว่า ประเทศไทยมีหลายสถาบันที่ทำงานอยู่แล้ว ไม่ใช่ต้องพึ่งสถาบันการเมือง ข้าราชการประจำ ระบบตุลาการ ระบบนักวิชาการ และระบบประชาชนต้องช่วยกันให้วิกฤติลุล่วงไป
แต่ผมเน้นสิ่งที่น่าสนใจที่ผมเน้นคือ พระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ ทรงพระราชทานทางออกแก่คนไทย ทำให้ประชาธิปไตยของไทย เติบโตขึ้นอีกระดับหนึ่ง เพราะในอดีต เหตุการณ์เช่นนี้จะนำไปสู่การปฏิวัติ
ดังนั้นประเทศไทยจะต้องมีอนาคตที่สดใสในโลก และอยู่อย่างสง่างาม นักการเมืองทุกคนต้องน้อมเกล้าฯรับไป ดำเนินการให้เกิดความเป็นธรรมและถูกต้อง แต่ถ้ายังเล่นการเมือง เพื่อตัวเองเท่านั้น โลกคงต้องเฝ้ามองเราต่อไป

......................................................
วันนี้ ผมยังอยู่ในโครงการ English camp ของหลักสูตร รัฐประศาสนศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิต ม.อุบลฯ (กทม) อยู่ จึงขอแชร์ไอเดียเพียงเท่านี้ก่อนครับ
โชคดีจงเป็นของทุกท่าน  สวัสดีครับ
ยม
น.ศ. ป.เอก
ม.อุบลราชธานี (กทม.)

 

[1] http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97
ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท
IP: xxx.121.171.197
เขียนเมื่อ Sun May 28 2006 20:22:21 GMT+0700 (ICT)

นมัสการพระคุณเจ้า พระมหาสุรวุฒิ คนองมาตย์ 

ผมเห็นด้วยกับพระคุณเจ้าเป็นอย่างยิ่งที่เราควรจะต้องรณรงค์ให้ มนุษย์ที่มีอำนาจวาสนา รู้จักพอเพียง หันมาแบ่งปันให้กับผู้ด้อยโอกาสและผู้ที่ต่ำต้อยและยากจนกว่า สังคมประประเทศชาติจะเจริญและเข้มแข็งมนุษย์ส่วนมากต้องมีความสุข รู้รักสามัคคี

ถ้ามนุษย์ส่วนมากของสังคมยากจนและลำบากคนรวยและคนที่มีอำนาจวาสนาก็ไม่มีความสุขแบบยั่งยืนเช่นกัน

ปัญหาจึงอยู่ที่ทุกๆคนต้องรู้จักแบ่งปัน อย่าเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน มีเมตตา และสร้างสังคมที่เน้นความยุติธรรม

การเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือทุกคนต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน โดยยึดถือศีล 5 เป็นที่ตั้ง ถ้าทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน โดยคนที่เหนือกว่าให้โอกาสคนที่ด้อยกว่ามนุษย์ มนุษย์โดยส่วนรวมก็จะเต็มไปด้วยทุนทั้ง 8 ทุน ตามทฤษฏี 8 K's ของ ศ.ดร.จีระ

แนวทางที่ผมเสนอแนะจะเป็นรูปธรรมทันที ถ้าผู้ที่ได้ดีจะนึกถึงบ้านที่เคยให้กำเหนิด หันไปดูแลบรรพบุรุษ ผมเชื่อว่าทุกสังคมมีคนดีดนเก่งที่จะช่วยพัฒนาบ้านเกิดและสังคมที่เขาเคยอยู่ได้ เพียงแต่เมื่อเขาได้ดีแล้ว เกิดลืมที่เกิดและติดอยู่กับอำนาจวาสนาและความมั่งมีที่เขาเป็นอยู่ในปัจจุบัน

ขอนมัสการมาด้วยความเคารพ

ม.ล.ชาญโชติ ชมพูนุท

 

 

 

IP: xxx.149.1.102
เขียนเมื่อ Sun May 28 2006 21:26:19 GMT+0700 (ICT)

หวัดดีค่ะ คุณยม

ขอบคุณค่ะที่พยายามแชร์ไอเดีย ขอโทษด้วยที่ให้ข้อมูลน้อยไปตอนนี้ก็พอได้คำตอบแล้วค่ะ แต่ยังไม่ค่อยแน่ใจ ข้อมูลเพิ่มเติมมีดังนี้ค่ะ

เรื่องทัศนคติของคนวัยทำงานในเขต กทม. ที่มีต่อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรกลุ่มเป้าหมาย คือย่านสีลม และสาทร ซึ่งเราทราบว่าเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าคนวัยทำงานมีจำนวนเท่าไร ถ้าทราบจำนวนเราสามารถใช้สูตรของยามาเน่ในการกำหนดจำนวนตัวอย่างได้

ขอบคุณค่ะ

น่าคิดว่าจริงไหม (อ่านให้จบนะ)
IP: xxx.12.118.36
เขียนเมื่อ Mon May 29 2006 16:24:36 GMT+0700 (ICT)

ทะเยอทะยาน ต้องการล้มราชบัลลังก์ การกล่าวหาทางการเมืองที่ชั่วช้าเลวทราม

เคยมีนักศึกษาปริญญาเอกบางคนถามผมว่า ทักษิณจะล้มราชบังลังก์จริงหรือเปล่า ผมมองหน้าเขางง ๆ คิดในใจว่า นี่เรียนขนาดนี้ได้อย่างไรวะ ในศควรรษที่ 21 มีราชบัลลังก์ของประเทศไหนบ้าง ที่ถูกล้มโดยนายกรัฐมนตรี แล้วสถาปนาตัวเองขึ้นแทนบ้าง มันไม่มีใช่หรือไม่ ราชบังลังก์ที่ล้มไปทั้งหมดเกิดจากสงครามกลางเมืองทั้งสิ้น เช่น ลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่เป็นปฎิปักษ์ต่อระบบกษัตริย์เป็นต้น หรือล่าสุดก็อิหร่านสมัยพระเจ้าชาห์ปาเลวีที่ใช้ระบอบ "สมบูรณาญาสิทธิราชย์" ซึ่งหากเป็นแบบนั้นก็ถูกล้มไปโดยไม่ต้องสงสัยอยู่แล้วว่าทำไม

แต่ประเทศที่มี Constitution monarchy เคยมีการล้มระบบเปลี่ยนการปกครองใหม่ โดยนายกฯ มักใหญ่ใฝ่สูง โดยส่วนตัว มีที่ไหนบ้าง มันไม่มีใช้หรือไม่ อย่าบ้าให้มากนักเลยครับ เป็นการทำลายกันทางการเมือง แต่ยังมีคนติดเบ็ดหลงเชื่ออีก ไม่เรียกว่าโง่แล้วไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดี

ยกตัวอย่างให้ชัดๆ สมเด็จฮุนเซ็นที่มีอำนาจมากมายกว่าทักษิณมากในกัมพูชา และอยู่ในวิสัยที่จะเปลี่ยนระบอบการปกครองได้ หากคิดจะทำจริงๆ  เพราะระบอบกษัตริย์กัมพูชา อ่อนแอและไม่เป็นที่นิยมของคนเขมรบางกลุ่ม ฮุนเซนเขายังไม่คิดจะล้มระบอบกษัตริย์เลย

เพราะอะไรหรือ ก็เพราะมันไม่มีประโยชน์ในทางการเมืองเลยแม้แต่น้อยนิด คนที่คิดแบบนั้น คือ คนในสมัยอยุทธยาตอนปลาย ที่ไม่มีตำแหน่งนายกฯ หากจะแย่งอำนาจทางการเมือง ก็ต้องแย่งจากกษัตริย์อย่างเดียว ไม่มีทางเลือกให้กลุ่มอำนาจทางการเมืองอื่น สมัยนี้อำนาจทางการเมืองอยู่กับนายกรัฐมนตรี จะเปลี่ยนระบอบไปเป็นประธานาธิบดี อำนาจมันก็เท่าเดิม แต่ต้องทำหน้าที่สองอย่างคือ เป็นประมุขของรัฐ และเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร เทอมก็จำกัด จะทำไปทำไม ได้ไม่คุ้มเสีย คนที่คิดอย่างนี้ ผมว่าเขายังมีความคิด ติดอยู่แค่ยุคกอยุทธยาตอนปลาย สมัยหนังเรื่องสุริโยทัย

การเปลี่ยนระบอบการปกครองจะนำมาซึ่งสงครามกลางเมือง เป็นนายกฯ อยู่ดีๆ อำนาจมีมากมาย อยากแค่เปลี่ยนชื่อตำแหน่ง แล้วเกิดสงครามกลางเมือง ไม่บ้าก็ต้องเมา ซึ่งคนแบบนี้คงขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้อยู่แล้ว
ผมว่าคนที่มีความคิดแบบนี้ เชื่อว่าทักษิณจะล้มราชบัลลังค์ พยายามปล่อยข่าว แกล้งโง่ถามคนอื่นเพื่อปล่อยข่าวลือ อย่าบ้าไปมากนักเลยครับ เรื่องจับนายกฯ ชนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อทำลายกันทางการเมืองนี่ สมควรเลิกไปได้แล้ว เป็นการกระทำที่ชั่วช้าไม่น่าให้อภัย สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมืองไม่รู้จักจบสิ้น เรียกว่าเป็นพวกเส-นียดแผ่นดินก็ว่าได้

และใครคิดอย่างนี้ เอามาถามคุณ คุณบอกได้เลยว่า เขาโง่ บ้า และสิ้นคิด

ผมรำคาญคนที่คิดอย่างนี้ครับ จะว่าโง่ก็คงได้ครับ ยิ่งเป็นคนเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วยังคิดอย่างนี้ ผมว่า ทั้งโง่ทั้งบ้า ไม่รู้จบออกมาได้อย่างไร

ตัวอย่างง่ายๆ ในอังกฤษ เคยมีการทำโพลกันบ่อยๆ ว่าจะคงระบบกษัตริย์ไว้หรือไม่ คนเขาก็ยังเห็นว่ามีประโยชน์มหาศาลมากกว่ามีโทษ ไม่มีนายกฯ คนไหนในโลกที่เป็นนายกฯ อยู่ดีๆ แล้วอยากเป็นประธานาธิบดี อำนาจก็เท่าเดิม แต่สงครามกลางเมืองเกิดขึ้น และหลุดจากตำแหน่งแน่ หากทำแบบนั้น

มันมีตัวอย่างว่าระบบกษัตริย์ง่อนแหง่น คือ ในกัมพูชา ที่อดีตกษัตริย์สีหนุ เข้ามายุ่งกับการเมืองมากไป จนขัดแย้งกับนายกรัฐมนตรี จนแทบจะหาทางออกไม่ได้ เขาก็ไม่คิดจะล้มระบบเปลี่ยนไปเป็นประธานาธิบดี เพราะวัฒนธรรมของชาติมันยากจะเปลี่ยนกันได้ แล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรในทางการเมืองแม้แต่น้อยนิด อย่างมากที่ฮุนเซนทำคือ แก้รัฐธรรมนูญ จำกัดอำนาจกษัตริย์ไป พอดีกษัตริย์สีหนุสละราชย์ เขาก็เลยหากษัตริย์ใหม่ที่ไม่มีข้อขัดแย้งกับนายกฯ ซึ่งเขาก็ประนีประนอมกันไปได้ ไม่เคยมีตัวอย่างที่ไหนที่ นายกรัฐมนตรี มีความทะเยอทะยานส่วนตัวอยากเป็นประธานาธิบดี เปลี่ยนแค่ชื่อตำแหน่ง ไปต่างประเทศ นายกรัฐมนตรี หรือประธานาธิบดีก็มีศักดิ์ศรีเสมอกัน มันไม่ได้สำคัญที่ชื่อตำแหน่งเลย เมืองไทยยังมีคนบ้าแบบนี้ที่เอาเรื่องนี้มาโจมตีกันทางการเมือง มันไม่ได้เป็นสาระอะไรในทางการเมืองเลย นอกจากมุ่งทำลายล้างกันทางการเมืองด้วยวิธีการสกปรก

หากจะเอาชนะกันทางการเมือง โดยการหานโนบายที่ดีกว่ามาแข่งกัน ผมว่าจะสร้างสรรรค์มากกว่านี้

ใครที่พูดแบบนี้ ตัดสินได้เลยว่า หากไม่โง่ ก็มีเจตนาร้ายทำลายคนอื่นทางการเมือง โง่คงพออภัยได้ แต่รู้แล้วยังทำถือว่า เลว

อีกอย่างหนึ่งใครที่คิดแบบนี้นะครับ ว่าทักษิณจะเป็นประธานาธิบดี ผมแค่อยากถามว่า เป็นประธานาธิบดี มันเท่ห์กว่าเป็น นายกรัฐมนตรีตรงไหน ต่างกันตรงไหนที่ชัดเจน จนต้องการเสี่ยงให้เกิดสงครามการเมือง นอกจากชื่อตำแหน่ง มาจากเลือกตั้งเหมือนกัน อยู่ในตำแหน่งตามวาระเหมือนกัน โดนด่าเหมือนกัน มันต่างกันตรงไหน มันจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเป็นได้ตลอดชีวิต จนตาย ไม่ต้องมีการเลือกตั้งแบบ ซัดดัม แล้วให้ลูกขึ้นมาเป็นต่อได้ แต่เมืองไทยไม่มีเลือกตั้ง จะทำได้หรือไม่ หากต้องมีเลือกตั้งเหมือนเดิม มันจะต่างกันอย่างไร เป็นนายกรัฐมนตรี หากคนนิยม ก็เป็นได้ตลอดชีวิต หรือจนเบื่อไม่อยากเป็นไปเองแบบ มหาเธห์

คนไทยที่ว่าเจริญกว่าคนเขมร ผมไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ว่าจริง ยิ่งนักวิชาเกินไทย ผมว่า ไม่ได้เจริญก้าวหน้ากว่าเขมรเลย (จำกัดเฉพาะสายรัฐศาสตร์กับสังคมศาสตร์ สายอื่นไม่เกี่ยว)


ยม นาคสุข น.ศ. ป.เอก มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (กทม)
IP: xxx.139.204.2
เขียนเมื่อ Tue May 30 2006 14:29:49 GMT+0700 (ICT)
นมัสการพระคุณเจ้าพระมหาสุรวุฒิ คนองมาตย์ 
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ ท่านผู้อ่านทุกท่าน

ขณะนี้ โครงการ English camp ครั้งที่ 1 สำหรับ น.ศ. ป.เอก รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต รุ่นที่ 2 ได้ผ่านพ้นไปแล้วครับ เมื่อวานนี้ ศ.ดร.บุญทัน, ดร.สมาน ผมและเพื่อน ที่ เรียนด้วยกัน ได้ไปส่ง อาจารย์ชาวอเมริกัน Dr.Ron และทีมงาน ที่สนามบินดอนเมือง  (กลับไปอเมริการ) ตอนค่ำและ Dinner ด้วยกัน

ผมได้ทุนทางความรู้ด้านภาษาเพิ่มเติม ได้ทุนทางปัญญา เพราะ ท่าน ศ.ดร.บุญทัน ดร.สมาน พูดคุยแบบมีสาระ เรื่องการบริหารกิจการบ้านเมือง การพัฒนาคน แนวคิดที่นอกกรอบ นอกเหนือจากทฤษฎีของฝรั่ง  ได้แง่คิดที่ว่า สิ่งที่เราเรียกคืนกลับมาไม่ได้มี สามเรื่อง ได้แก่ หนึ่งเวลา ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไร้ค่า น่าเสียดาย  สอง โอกาส  ต้องแสวงหา เมื่อพบต้องรีบดำเนินการ  สามคือเรื่องคำพูด เมื่อพูดไปแล้ว เรียกคืนไม่ได้ ฉะนั้นการเป็นนักบริหารจึงต้องระวัง 

เมื่อสองวันก่อนและเมื่อเช้านี้เอง ผมได้พูดคุยกับ ศ.ดร.จีระ ทางโทรศัพท์ ตามประสา ลูกศิษย์กับอาจารย์ ผมไม่ได้พบท่านหลายวันแล้ว และผมสนใจติดตามอ่านสาระจาก ศ.ดร.จีระ เป็นประจำ ในฐานะที่ผมทำงานด้าน HR และท่านก็เป็น HR. สายพันธ์แท้ และเป็นอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ แต่สัปดาห์นี้ ยังไม่เห็นข้อความใหม่ ของท่านใน Blog นี้ จึงได้โทรไปถามทุกข์สุขท่าน และอาจารย์จีระ ได้กรุณาโทรมาถามทุกข์สุขเช่นกัน ขอบคุณอาจารย์เป็นอย่างมาก ที่ให้ความเป็นกันเอง กับศิษย์ ท่านเป็นอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ดังคำกล่าวที่ว่า คนจะใหญ่หรือไม่ ดูที่การปฏิบัติต่อผู้น้อย ด้อยโอกาสกว่า ดูอย่างในหลวงทรงปฏิบัติต่อประชาชน เป็นต้น จึงทำให้ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้มีท่านเป็นอาจารย์ เป็นทุนทางสังคม ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสรู้จักกับท่าน
จากการได้พูดคุยกับ ศ.ดร.จีระ ทางโทรศัพท์เมื่อเช้านี้ ทำให้ทราบว่า ท่านอยู่ที่ดอนเมือง และกำลังจะบินไปต่างประเทศ เพื่อประชุม APEC ต่อ  ท่านได้แจ้งว่าในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2549 ที่จะถึงนี้ จะมีการประชุมรัฐมนตรีจากหลายประเทศในกลุ่ม APEC เกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเรื่องที่น่าสนใจอีกหลายเรื่อง ศ.ดร.จีระ และจะเชิญชวนพวกเราเข้าร่วมกิจกรรมด้วย  ศ.ดร.จีระ ฝากแจ้งมาว่าช่วงนี้ มีภารกิจมาก จึงยังไม่ได้เขียนข้อความใหม่ลงใน Blog และฝากความคิดถึง ไปยังลูกศิษย์ทุกคน และขอบคุณทุกท่านที่ ได้เขียนข้อมูลเข้าแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่าน Blog ของ ศ.ดร.จีระ

ต้องขอขอบคุณ ม.ล. ชาญโชติ ชมภูนุช/  คุณวิภา  คิดเมตตากุล ที่ตั้งประเด็นให้ผมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และขออภัยด้วย ที่ผมแลกเปลี่ยน แชร์ไอเดียได้ไม่มากในช่วงที่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากติดภารกิจ โครงการ English camp ของหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 

  ในส่วนของ พระคุณเจ้าพระมหาสุรวุฒิ คนองมาตย์ ท่านเจ้าอาวาส วัดบ้านดอนขวาง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ท่านได้ตั้งประเด็นเกี่ยวกับปัญหาคนภาคอีสาน ไว้น่าสนใจ ผมจะร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพระคุณท่าน ใน Blog ถัดไป

ผมหวังว่า เพื่อน ๆ ผู้เข้าร่วมสัมมนากับ Marketing GuRu เกี่ยวกับ HR สายพันธุ์ X กับ ศ.ดร.จีระ เมื่อวัน17 – 18 พ.ค. ที่ ผ่านมา ทุกคนคงสบายดี และคงไม่ลืมความทรงจำที่ดีต่อกัน และผม รู้สึกยินดีเป็นอยากมาก ที่ได้มีโอกาสพบกับคุณ Somchai Ageprapal จาก บ. รอยังเปเปอร์ ฟอร์ม จำกัด  คุณไพฑูรย์ ศิริฉัตรชัยกุล จาก สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย  คุณบุญส่ง เพียรพันเลิศ จาก Millennium Microtech(Thailand) Co.,Ltd.  คุณวิภา คิดเมตตากุล จาก Mizuho Corporate Bank,Ltd.  คุณเบญจวรรณ ฤกษ์สมเด็จ จาก ACME PROMPT SERVICE  คุณจักรกฤษณ์ ทิวาศุภชัย จาก WATEVER MARKETING  คุณสุพิตรา ฟูพันธ์อนันต์ จาก Mizuho Corporate Bank  คุณอุไรรัตน์ คู่พิทักษ์ขจร จาก พีพีเสเจอรรัล รีสอร์ท  และม.ล. ชาญโชติ ชมพูนุท จาก Andaman master และผู้เข้าร่วมสัมมนาอีกหลายท่าน สำหรับวันนี้ ผมเขียนมาเท่านี้ก่อน ขอโชคดีจงมีแด่ทุกท่าน 

สวัสดีครับ 

ยม นาคสุข
นศ. หลักสูตรรัฐประศาสศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ยม นาคสุข น.ศ. ป.เอก มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (กทม)
IP: xxx.139.204.2
เขียนเมื่อ Tue May 30 2006 14:32:56 GMT+0700 (ICT)
นมัสการพระคุณเจ้าพระมหาสุรวุฒิ คนองมาตย์ 
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ ท่านผู้อ่านทุกท่าน

ขณะนี้ โครงการ English camp ครั้งที่ 1 สำหรับ น.ศ. ป.เอก รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต รุ่นที่ 2 ได้ผ่านพ้นไปแล้วครับ เมื่อวานนี้ ศ.ดร.บุญทัน, ดร.สมาน ผมและเพื่อน ที่ เรียนด้วยกัน ได้ไปส่ง อาจารย์ชาวอเมริกัน Dr.Ron และทีมงาน ที่สนามบินดอนเมือง  (กลับไปอเมริกา) ตอนค่ำและ Dinner ด้วยกัน

ผมได้ทุนทางความรู้ด้านภาษาเพิ่มเติม ได้ทุนทางปัญญา เพราะ ท่าน ศ.ดร.บุญทัน ดร.สมาน พูดคุยแบบมีสาระ เรื่องการบริหารกิจการบ้านเมือง การพัฒนาคน แนวคิดที่นอกกรอบ นอกเหนือจากทฤษฎีของฝรั่ง  ได้แง่คิดที่ว่า สิ่งที่เราเรียกคืนกลับมาไม่ได้มี สามเรื่อง ได้แก่ หนึ่งเวลา ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไร้ค่า น่าเสียดาย  สอง โอกาส  ต้องแสวงหา เมื่อพบต้องรีบดำเนินการ  สามคือเรื่องคำพูด เมื่อพูดไปแล้ว เรียกคืนไม่ได้ ฉะนั้นการเป็นนักบริหารจึงต้องระวัง 

เมื่อสองวันก่อนและเมื่อเช้านี้เอง ผมได้พูดคุยกับ ศ.ดร.จีระ ทางโทรศัพท์ ตามประสา ลูกศิษย์กับอาจารย์ ผมไม่ได้พบท่านหลายวันแล้ว และผมสนใจติดตามอ่านสาระจาก ศ.ดร.จีระ เป็นประจำ ในฐานะที่ผมทำงานด้าน HR และท่านก็เป็น HR. สายพันธ์แท้ และเป็นอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ แต่สัปดาห์นี้ ยังไม่เห็นข้อความใหม่ ของท่านใน Blog นี้ จึงได้โทรไปถามทุกข์สุขท่าน และอาจารย์จีระ ได้กรุณาโทรมาถามทุกข์สุขเช่นกัน ขอบคุณอาจารย์เป็นอย่างมาก ที่ให้ความเป็นกันเอง กับศิษย์ ท่านเป็นอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ดังคำกล่าวที่ว่า คนจะใหญ่หรือไม่ ดูที่การปฏิบัติต่อผู้น้อย ด้อยโอกาสกว่า ดูอย่างในหลวงทรงปฏิบัติต่อประชาชน เป็นต้น จึงทำให้ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้มีท่านเป็นอาจารย์ เป็นทุนทางสังคม ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสรู้จักกับท่าน
จากการได้พูดคุยกับ ศ.ดร.จีระ ทางโทรศัพท์เมื่อเช้านี้ ทำให้ทราบว่า ท่านอยู่ที่ดอนเมือง และกำลังจะบินไปต่างประเทศ เพื่อประชุม APEC ต่อ  ท่านได้แจ้งว่าในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2549 ที่จะถึงนี้ จะมีการประชุมรัฐมนตรีจากหลายประเทศในกลุ่ม APEC เกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเรื่องที่น่าสนใจอีกหลายเรื่อง ศ.ดร.จีระ และจะเชิญชวนพวกเราเข้าร่วมกิจกรรมด้วย  ศ.ดร.จีระ ฝากแจ้งมาว่าช่วงนี้ มีภารกิจมาก จึงยังไม่ได้เขียนข้อความใหม่ลงใน Blog และฝากความคิดถึง ไปยังลูกศิษย์ทุกคน และขอบคุณทุกท่านที่ ได้เขียนข้อมูลเข้าแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่าน Blog ของ ศ.ดร.จีระ

ต้องขอขอบคุณ ม.ล. ชาญโชติ ชมภูนุช/  คุณวิภา  คิดเมตตากุล ที่ตั้งประเด็นให้ผมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และขออภัยด้วย ที่ผมแลกเปลี่ยน แชร์ไอเดียได้ไม่มากในช่วงที่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากติดภารกิจ โครงการ English camp ของหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 

  ในส่วนของ พระคุณเจ้าพระมหาสุรวุฒิ คนองมาตย์ ท่านเจ้าอาวาส วัดบ้านดอนขวาง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ท่านได้ตั้งประเด็นเกี่ยวกับปัญหาคนภาคอีสาน ไว้น่าสนใจ ผมจะร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพระคุณท่าน ใน Blog ถัดไป

ผมหวังว่า เพื่อน ๆ ผู้เข้าร่วมสัมมนากับ Marketing GuRu เกี่ยวกับ HR สายพันธุ์ X กับ ศ.ดร.จีระ เมื่อวัน17 – 18 พ.ค. ที่ ผ่านมา ทุกคนคงสบายดี และคงไม่ลืมความทรงจำที่ดีต่อกัน และผม รู้สึกยินดีเป็นอยากมาก ที่ได้มีโอกาสพบกับคุณ Somchai Ageprapal จาก บ. รอยังเปเปอร์ ฟอร์ม จำกัด  คุณไพฑูรย์ ศิริฉัตรชัยกุล จาก สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย  คุณบุญส่ง เพียรพันเลิศ จาก Millennium Microtech(Thailand) Co.,Ltd.  คุณวิภา คิดเมตตากุล จาก Mizuho Corporate Bank,Ltd.  คุณเบญจวรรณ ฤกษ์สมเด็จ จาก ACME PROMPT SERVICE  คุณจักรกฤษณ์ ทิวาศุภชัย จาก WATEVER MARKETING  คุณสุพิตรา ฟูพันธ์อนันต์ จาก Mizuho Corporate Bank  คุณอุไรรัตน์ คู่พิทักษ์ขจร จาก พีพีเสเจอรรัล รีสอร์ท  และม.ล. ชาญโชติ ชมพูนุท จาก Andaman master และผู้เข้าร่วมสัมมนาอีกหลายท่าน สำหรับวันนี้ ผมเขียนมาเท่านี้ก่อน ขอโชคดีจงมีแด่ทุกท่าน 

สวัสดีครับ 

ยม นาคสุข
นศ. หลักสูตรรัฐประศาสศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ยม นาคสุข นศ.ป.เอก รัฐประศาสศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต ม.อุบลราชธานี (กทม.)
IP: xxx.139.204.2
เขียนเมื่อ Tue May 30 2006 14:56:32 GMT+0700 (ICT)

นมัสการพระคุณเจ้าพระมหาสุรวุฒิ คนองมาตย์ 
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ ท่านผู้อ่านทุกท่าน


ขณะนี้ โครงการ English camp ครั้งที่ 1 สำหรับ น.ศ. ป.เอก รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต รุ่นที่ 2 ได้ผ่านพ้นไปแล้วครับ เมื่อวานนี้ ศ.ดร.บุญทัน, ดร.สมาน ผมและเพื่อน ที่ เรียนด้วยกัน ได้ไปส่ง อาจารย์ชาวอเมริกัน Dr.Ron และทีมงาน ที่สนามบินดอนเมืองเพื่อเดินทางกลับไปอเมริกา ตอนค่ำ และ Dinner ด้วยกัน

English camp ครั้งที่ 1 2 , Dr.Ron Dinner


ผมได้ทุนทางความรู้ด้านภาษาเพิ่มเติม ได้ทุนทางปัญญา เพราะท่าน ศ.ดร.บุญทัน ดร.สมาน พูดคุยแบบมีสาระ เรื่องการบริหารกิจการบ้านเมือง การพัฒนาคน แนวคิดที่นอกกรอบ นอกเหนือจากทฤษฎีของฝรั่ง  ได้แง่คิดที่ว่า สิ่งที่เราเรียกคืนกลับมาไม่ได้มี สามเรื่อง ได้แก่ หนึ่งเวลา ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไร้ค่า น่าเสียดาย  สอง โอกาส  ต้องแสวงหา เมื่อพบต้องรีบดำเนินการ  สามคือเรื่องคำพูด เมื่อพูดไปแล้ว เรียกคืนไม่ได้ ฉะนั้นการเป็นนักบริหารจึงต้องระวัง 


ผมไม่ได้พบกับ ศ.ดร.จีระ หลายวันแล้ว ปกติผมสนใจติดตามอ่านสาระจาก ศ.ดร.จีระ เป็นประจำ ในฐานะที่ผมทำงานด้าน HR และท่านก็เป็น HR. สายพันธ์แท้ และเป็นอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ แต่สัปดาห์นี้ ยังไม่เห็นข้อความใหม่ ของท่านใน Blog นี้ จึงได้โทรไปถามทุกข์สุขท่าน และ ศ.ดร.จีระ ได้กรุณาโทรมาถามทุกข์สุขเช่นกัน ขอบคุณอาจารย์เป็นอย่างมาก ที่ให้ความเป็นกันเอง กับศิษย์ ท่านเป็นอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ดังคำกล่าวที่ว่าคนจะใหญ่หรือไม่ ดูที่การปฏิบัติต่อผู้น้อย ดูอย่างในหลวงของปวงชนชาวไทยทรงปฏิบัติต่อประชาชน  ด้วยความรัก ความเมตตา เป็นต้น จึงทำให้ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้มีท่านเป็นอาจารย์ เป็นทุนทางสังคม ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสรู้จักกับท่าน

จากการได้พูดคุยกับ ศ.ดร.จีระ ทางโทรศัพท์เมื่อเช้านี้ (30 พ.ค.) ทำให้ทราบว่า ท่านอยู่ที่ดอนเมือง และกำลังจะบินไปต่างประเทศ เพื่อประชุม APEC ต่อ  ท่านได้แจ้งว่าในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2549 ที่จะถึงนี้ จะมีการประชุมรัฐมนตรีจากหลายประเทศในกลุ่ม APEC เกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเรื่องที่น่าสนใจอีกหลายเรื่อง ศ.ดร.จีระ และจะเชิญชวนพวกเราเข้าร่วมกิจกรรมด้วย  ศ.ดร.จีระ ฝากแจ้งมาว่าช่วงนี้ มีภารกิจมาก จึงยังไม่ได้เขียนข้อความใหม่ลงใน Blog และฝากความคิดถึง ไปยังลูกศิษย์ทุกคน และขอบคุณทุกท่านที่ ได้เขียนข้อมูลเข้าแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่าน Blog ของ ศ.ดร.จีระ


ผมขอขอบคุณ ม.ล. ชาญโชติ ชมภูนุช/  คุณวิภา  คิดเมตตากุล ที่ตั้งประเด็นให้ผมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และขออภัยด้วย ที่ผมแลกเปลี่ยน แชร์ไอเดียได้ไม่มากในช่วงที่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากติดภารกิจ โครงการ English camp ของหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี


ในส่วนของ พระคุณเจ้าพระมหาสุรวุฒิ คนองมาตย์ ท่านเจ้าอาวาส วัดบ้านดอนขวาง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ท่านได้ตั้งประเด็นเกี่ยวกับปัญหาคนภาคอีสาน ไว้น่าสนใจ ผมจะร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพระคุณท่าน ใน Blog ถัดไป


ผมหวังว่า เพื่อน ๆ ผู้เข้าร่วมสัมมนากับ Marketing GuRu เกี่ยวกับ HR สายพันธุ์ X กับ ศ.ดร.จีระ เมื่อวัน17 – 18 พ.ค. ที่ ผ่านมา ทุกคนคงสบายดี และคงไม่ลืมความทรงจำที่ดีต่อกัน และผม รู้สึกยินดีเป็นอยากมาก ที่ได้มีโอกาสพบกับคุณ Somchai Ageprapal จาก บ. รอยังเปเปอร์ ฟอร์ม จำกัด  คุณไพฑูรย์ ศิริฉัตรชัยกุล จาก สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย  คุณบุญส่ง เพียรพันเลิศ จาก Millennium Microtech(Thailand) Co.,Ltd.  คุณวิภา คิดเมตตากุล จาก Mizuho Corporate Bank,Ltd.  คุณเบญจวรรณ ฤกษ์สมเด็จ จาก ACME PROMPT SERVICE  คุณจักรกฤษณ์ ทิวาศุภชัย จาก WATEVER MARKETING  คุณสุพิตรา ฟูพันธ์อนันต์ จาก Mizuho Corporate Bank  คุณอุไรรัตน์ คู่พิทักษ์ขจร จาก พีพีเสเจอรรัล รีสอร์ท  และม.ล. ชาญโชติ ชมพูนุท จาก Andaman master และผู้เข้าร่วมสัมมนาอีกหลายท่าน สำหรับวันนี้ ผมเขียนมาเท่านี้ก่อน ขอโชคดีจงมีแด่ทุกท่าน 


สวัสดีครับ 

 


ยม นาคสุข
นศ. หลักสูตรรัฐประศาสศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ยม นาคสุข นศ.ป.เอก รัฐประศาสศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต ม.อุบลราชธานี (กทม.)
IP: xxx.139.204.2
เขียนเมื่อ Tue May 30 2006 14:58:42 GMT+0700 (ICT)

นมัสการพระคุณเจ้าพระมหาสุรวุฒิ คนองมาตย์ 
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ ท่านผู้อ่านทุกท่าน


ขณะนี้ โครงการ English camp ครั้งที่ 1 สำหรับ น.ศ. ป.เอก รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต รุ่นที่ 2 ได้ผ่านพ้นไปแล้วครับ เมื่อวานนี้ ศ.ดร.บุญทัน, ดร.สมาน ผมและเพื่อน ที่ เรียนด้วยกัน ได้ไปส่ง อาจารย์ชาวอเมริกัน Dr.Ron และทีมงาน ที่สนามบินดอนเมืองเพื่อเดินทางกลับไปอเมริกา ตอนค่ำ และ Dinner ด้วยกัน


ผมได้ทุนทางความรู้ด้านภาษาเพิ่มเติม ได้ทุนทางปัญญา เพราะท่าน ศ.ดร.บุญทัน ดร.สมาน พูดคุยแบบมีสาระ เรื่องการบริหารกิจการบ้านเมือง การพัฒนาคน แนวคิดที่นอกกรอบ นอกเหนือจากทฤษฎีของฝรั่ง  ได้แง่คิดที่ว่า สิ่งที่เราเรียกคืนกลับมาไม่ได้มี สามเรื่อง ได้แก่ หนึ่งเวลา ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไร้ค่า น่าเสียดาย  สอง โอกาส  ต้องแสวงหา เมื่อพบต้องรีบดำเนินการ  สามคือเรื่องคำพูด เมื่อพูดไปแล้ว เรียกคืนไม่ได้ ฉะนั้นการเป็นนักบริหารจึงต้องระวัง 


ผมไม่ได้พบกับ ศ.ดร.จีระ หลายวันแล้ว ปกติผมสนใจติดตามอ่านสาระจาก ศ.ดร.จีระ เป็นประจำ ในฐานะที่ผมทำงานด้าน HR และท่านก็เป็น HR. สายพันธ์แท้ และเป็นอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ แต่สัปดาห์นี้ ยังไม่เห็นข้อความใหม่ ของท่านใน Blog นี้ จึงได้โทรไปถามทุกข์สุขท่าน และ ศ.ดร.จีระ ได้กรุณาโทรมาถามทุกข์สุขเช่นกัน ขอบคุณอาจารย์เป็นอย่างมาก ที่ให้ความเป็นกันเอง กับศิษย์ ท่านเป็นอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ดังคำกล่าวที่ว่า “คนจะใหญ่หรือไม่ ดูที่การปฏิบัติต่อผู้น้อย” ดูอย่างในหลวงของปวงชนชาวไทยทรงปฏิบัติต่อประชาชน  ด้วยความรัก ความเมตตา เป็นต้น จึงทำให้ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้มีท่านเป็นอาจารย์ เป็นทุนทางสังคม ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสรู้จักกับท่าน

จากการได้พูดคุยกับ ศ.ดร.จีระ ทางโทรศัพท์เมื่อเช้านี้ (30 พ.ค.) ทำให้ทราบว่า ท่านอยู่ที่ดอนเมือง และกำลังจะบินไปต่างประเทศ เพื่อประชุม APEC ต่อ  ท่านได้แจ้งว่าในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2549 ที่จะถึงนี้ จะมีการประชุมรัฐมนตรีจากหลายประเทศในกลุ่ม APEC เกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเรื่องที่น่าสนใจอีกหลายเรื่อง ศ.ดร.จีระ และจะเชิญชวนพวกเราเข้าร่วมกิจกรรมด้วย  ศ.ดร.จีระ ฝากแจ้งมาว่าช่วงนี้ มีภารกิจมาก จึงยังไม่ได้เขียนข้อความใหม่ลงใน Blog และฝากความคิดถึง ไปยังลูกศิษย์ทุกคน และขอบคุณทุกท่านที่ ได้เขียนข้อมูลเข้าแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่าน Blog ของ ศ.ดร.จีระ


ผมขอขอบคุณ ม.ล. ชาญโชติ ชมภูนุช/  คุณวิภา  คิดเมตตากุล ที่ตั้งประเด็นให้ผมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และขออภัยด้วย ที่ผมแลกเปลี่ยน แชร์ไอเดียได้ไม่มากในช่วงที่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากติดภารกิจ โครงการ English camp ของหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี


ในส่วนของ พระคุณเจ้าพระมหาสุรวุฒิ คนองมาตย์ ท่านเจ้าอาวาส วัดบ้านดอนขวาง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ท่านได้ตั้งประเด็นเกี่ยวกับปัญหาคนภาคอีสาน ไว้น่าสนใจ ผมจะร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพระคุณท่าน ใน Blog ถัดไป


ผมหวังว่า เพื่อน ๆ ผู้เข้าร่วมสัมมนากับ Marketing GuRu เกี่ยวกับ HR สายพันธุ์ X กับ ศ.ดร.จีระ เมื่อวัน17 – 18 พ.ค. ที่ ผ่านมา ทุกคนคงสบายดี และคงไม่ลืมความทรงจำที่ดีต่อกัน และผม รู้สึกยินดีเป็นอยากมาก ที่ได้มีโอกาสพบกับคุณ Somchai Ageprapal จาก บ. รอยังเปเปอร์ ฟอร์ม จำกัด  คุณไพฑูรย์ ศิริฉัตรชัยกุล จาก สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย  คุณบุญส่ง เพียรพันเลิศ จาก Millennium Microtech(Thailand) Co.,Ltd.  คุณวิภา คิดเมตตากุล จาก Mizuho Corporate Bank,Ltd.  คุณเบญจวรรณ ฤกษ์สมเด็จ จาก ACME PROMPT SERVICE  คุณจักรกฤษณ์ ทิวาศุภชัย จาก WATEVER MARKETING  คุณสุพิตรา ฟูพันธ์อนันต์ จาก Mizuho Corporate Bank  คุณอุไรรัตน์ คู่พิทักษ์ขจร จาก พีพีเสเจอรรัล รีสอร์ท  และม.ล. ชาญโชติ ชมพูนุท จาก Andaman master และผู้เข้าร่วมสัมมนาอีกหลายท่าน สำหรับวันนี้ ผมเขียนมาเท่านี้ก่อน ขอโชคดีจงมีแด่ทุกท่าน 


สวัสดีครับ 

 


ยม นาคสุข
นศ. หลักสูตรรัฐประศาสศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ยม นาคสุข
IP: xxx.144.143.4
เขียนเมื่อ Fri Jun 02 2006 22:14:36 GMT+0700 (ICT)
นมัสการพระคุณเจ้า
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน
สืบเนื่องจาก พระคุณเจ้า พระมหาสุรวุฒิ คนองมาตย์ 
ขอให้ผู้อ่านร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับ ปัญหา คนภาคอีสาน ที่ถูกเอาเปรียบจากนายทุน นั้นจะแก้อย่างไร

ประเด็นที่ท่านกล่าวมา ผมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นดังนี้ครับ 
ผมเห็นด้วยกับท่าน ว่า เกษตรกรภาคอีสานบางส่วน ถูกเอารับเอาเปรียบทางสังคม จากนายทุน ซึ่งเป็นปัญหา มานาน สืบเนื่องจาก
□         ประเทศเรา เป็นประเทศเกษตรกรรม  คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรมาช้านาน และ
□         เป็นประเทศที่เพิ่งมีการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยมาไม่นาน
□         เป็นประเทศกำลังพัฒนา ทั้งระบบการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
□         เป็นประเทศที่ใช้ระบบทุนนิยม บริหารเหมือนต่างประเทศ เช่น อเมริกา ญี่ปุ่น ฯ
□         คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเกษตรกรภาคอีสาน เป็นคนยากจน เพราะ
§          การศึกษาน้อย ด้อยโอกาสทางการศึกษา ขาดทุนทางความรู้
§          ไม่มีงานที่ดีทำ เพราะขาดทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา
§          รายได้น้อย ขาดทุนทางความรู้  และทุนทางปัญญา
สรุปได้ว่า เกษตรกรภาคอีสาน เป็นคนยากจน เพราะตกอยู่ในวัฐจักรแห่งความจน คือ ขาดความรู้ ไม่มีงานที่ดีทำ รายได้น้อย เพราะเลือกงานไม่ได้  อาจมีเพียงรายได้จากการทำไร่ เป็นต้น ไม่รู้เรื่องการค้า การตลาด


ประเทศของเรา เป็นประเทศกำลังพัฒนา และใช้ระบบทุนนิยม บริหารประเทศ มีนักลงทุน เรื่องทุนทางการเงินเป็นเรื่องใหญ่ ระบบทุนนิยม จะมีการแข่งขันทางธุรกิจสูง

ในการแข่งขันกันจะเกิด แนวคิดที่ว่า ปลาใหญ่กินปลาเล็ก คนโง่ตกเป็นเหยื่อ ของคนฉลาด ก็เป็นเช่นนี้มาช้านาน ประเทศไทยเราก็พบกับปัญหาประชากรบางส่วนของประเทศ ซึ่งเป็นเกษตรกร เป็นส่วนใหญ่ พบปัญหาความยากจน  เป็นเสมือนปลาเล็ก จึงถูกระบบทุนนิยม มีนายทุนมาลงทุนซื้อแรง และผลผลิตของแรงงานเกษตร ในราคาถูกเพื่อนนำไปจำหน่ายในราคาที่แพง เพื่อให้ได้กำไร


แนวทางแก้ไขปัญหาเกษตรกรภาคอีสาน อาจใช้แนวทางพุทธศาสนา อริยสัจสี่ (SWOT Analysis) มาหาทางแก้ไขปัญหาได้  หาเหตุแห่งทุกข์ ของเกษตรกรอีสาน หาแนวทางในการดับทุกข์ เลือกแนวทางที่ดีที่สุดมาปฏิบัติการดับทุกข์  และประเมินผลการปฏิบัติ ทั้งให้มีการพัฒนาแนวทาง วิธีการแก้ไข ป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ครับ


เท่าที่ผมทราบ เกษตรกรภาคอีสาน ประสบปัญหาความยากจน เพราะ
o         ขาดความรู้  ขาดโอกาสทางการศึกษา  ขาดทุนความรู้ รัฐบาลก็ควรมียุทธ์ศาสตร์ในการเพิ่มทุนทางความรู้ให้แก่ เกษตรกรภาคอีสาน
o         ไม่มีงานทำ ว่างงาน เพราะไม่มีวุฒิการศึกษาสูง ๆ ไปสมัครงานที่ไหน ขาดทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา รัฐบาล พยายามแก้โดยการให้มีการส่งเสริมอาชีพ ให้มีสินค้า โอท๊อป หนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล   โครงการส่งเสริมเกษตรต่าง ๆ ของรัฐ เป็นต้น
o         มีรายได้น้อย ถึงไม่มีรายได้ เมื่อไม่มีงานที่มีรายได้ดีทำ ก็ขาดรายได้ประจำที่แน่นอน หรือมีรายได้น้อย ไม่มีเงินเพียงพอที่จะซื้อเครื่องอุปโภค บริโภคที่ ไม่มีเงินส่งให้ลูกหลานเรียนสูง ๆ ความยากจน ขยายต่อไปถึงลูกหลาน เป็นต้น

o         o         o        

ที่กล่าวมา เป็นวงเวียน วัฐจักร แห่งความจน ปัญหาเกษตรกรภาคอีสาน ถูกเอารัดเอาเปรียบที่กล่าวมานั้น รากหญ้าปัญหา อยู่ที่ตัวเกษตรกรอีสานเองเป็นคนยากจน จนด้วยสาเหตุย่อย ๆ  ดังที่กล่าวมา  การแก้ไขปัญหาจึงต้องแก้ที่ตัวเกษตรกร ซึ่งเป็นทรัพยากรมนุษย์ส่วนใหญ่ของภาคอีสาน

นโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาคอีสาน ควรเน้นความยั่งยืน เช่น ยุทธ์ศาสตร์การเพิ่มทุนมนุษย์ ให้กับทรัพยากรมนุษย์ในภาคอีสาน  เมื่อเกษตรกรอีสาน มีความรู้ ก็จะมีปัญญา มีโอกาสหางานดี มีรายได้สูง ๆ มีทุนทางปัญญา ในการบริหารจัดการตนเอง และครอบครัว  เกษตรกรอีสานก็จะมีทุนทางปัญญาในการส่งเสริมให้ลูกหลานได้มีการศึกษา มีทุนมนุษย์ ที่ดี ปัญหาเกษตรอีสานถูกเอารัดเอาเปรียบจะค่อย ๆ ลดลงไป ซึ่งต้องใช้เวลานานมากครับ ผมเชื่อว่า รัฐบาบที่ผ่านมา และรัฐบาลปัจจุบันได้พยายามแก้ไขอยู่


ในช่วงนี้ ผมขอแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพียงเท่านี้ก่อน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อความที่กล่าวมา จะเป็นประโยชน์ต่อพระคุณเจ้าไม่มากก็น้อยน๊ะครับ และขอเชิญชวนผู้อ่านทุกท่าน ชาว Marketing GuRu / HR สายพันธ์ X และลูกศิษย์ของ ศ.ดร.จีระ ทุกท่านที่สนใจ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นนี้  เพื่อชี้แนะแนวทางให้กับพระคุณเจ้า พระผู้แสวงหาความรู้ เพื่อนำความรู้ไปพัฒนาพุทธศาสนา รักษาเยียวยาปัญหาทรัพยากรมนุษย์ในภาคอีสาน   ร่วมกันทำบุญด้วยทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ด้วยการร่วมแสดงความคิดเห็นให้กับพระคุณเจ้า

สวัสดีครับ

ยม นาคสุข

น.ศ. ป.เอก

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (กทม.รุ่นที่ 2)

ยม นาคสุข "ไทยจัดประชุมความมั่นคงมนุษย์"
IP: xxx.139.204.2
เขียนเมื่อ Sat Jun 03 2006 11:40:26 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน

ผมได้พบ ข่าวเกี่ยวกับ การจัดประชุมความมั่นคงมนุษย์ ซึ่งเป็นการสัมมนาวิชาการระหว่างประเทศของเครือข่ายความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนในการส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์และการพัฒนาของโลก (HSN’s International Symposium on Building and Synergizing Partnership for Global Human Security and Development) ซึ่งปีนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานระหว่างวันที่ 30 – 31 พฤษภาคม 2549 ที่โรงแรมดุสิตธานี โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาจากเครือข่าย 14 ประเทศ (ประกอบด้วย ออสเตรเลีย แคนาดา ชิลี คอสตาริกา กรีซ ไอร์แลนด์ จอร์แดน มาลี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สโลวีเนีย แอฟริกาใต้ สวิตเซอร์แลนด์ และไทย)

สำหรับหัวข้อการสัมมนาครอบคลุมประเด็นที่สำคัญ 3 ประเด็น คือ ความมั่นคงด้านกายภาพของมนุษย์ ภัยของมนุษย์ที่เกิดจากอาวุธ และทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม ความท้าทายที่เกิดจากความหายนะทางธรรมชาติและมนุษย์ และความมั่นคงด้านสุขภาพ ความท้าทายต่อความมั่นคงของมนุษย์ที่เกิดจากโรคระบาดข้ามชาติ เช่น โรคซาร์ส โรคเอดส์ และโรคไข้หวัดนก

ในความเห็นส่วนตัวของผม การสัมมนาดังกล่าว น่าจะมีการสัมมาให้ครอบคลุมเกี่ยวกับความมั่นคงด้านทุนมนุษย์ระหว่างประเทศด้วย ตามแนวคิดทฤษฎี 8K's ทุนมนุษย์ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนทางความรู้ ทุนทางความสุข ทุนทาง IT ทุนทางสังคม ของ ศ.ดร.จีระ  เพราะเป็นสิ่งที่ยั่งยืนกว่า ความมั่นคงทางด้านกายภาพของมนุษย์   

ข่าวเกี่ยวกับการจัดประชุมความมั่นคงมนุษย์ ผมคัดมา แชร์ไอเดีย กันมีอยู่ตอนท้ายนี้

สวัสดีครับ

ยม

น.ศ. ป.เอก

รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(กทม.)2

ไทยจัดประชุมความมั่นคงมนุษย์[1]

หัวข้อการสัมมนาครอบคลุมประเด็นที่สำคัญ 3 ประเด็น คือ ความมั่นคงด้านกายภาพของมนุษย์ ภัยของมนุษย์ที่เกิดจากอาวุธ และทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม ความท้าทายที่เกิดจากความหายนะทางธรรมชาติและมนุษย์ และความมั่นคงด้านสุขภาพ ความท้าทายต่อความมั่นคงของมนุษย์ที่เกิดจากโรคระบาดข้ามชาติ

นายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวสุนทรพจน์ในการสัมมนาวิชาการระหว่างประเทศของเครือข่ายความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนในการส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์และการพัฒนาของโลก (HSN’s International Symposium on Building and Synergizing Partnership for Global Human Security and Development) ซึ่งปีนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานระหว่างวันที่ 30 – 31 พฤษภาคม 2549 ที่โรงแรมดุสิตธานี โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาจากเครือข่าย 14 ประเทศ (ประกอบด้วย ออสเตรเลีย แคนาดา ชิลี คอสตาริกา กรีซ ไอร์แลนด์ จอร์แดน มาลี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สโลวีเนีย แอฟริกาใต้ สวิตเซอร์แลนด์ และไทย)

นายกันตธีร์ กล่าวว่า ความมั่นคงของมนุษย์ถือเป็นเรื่องสำคัญต่อประชาคมโลก โดยในส่วนของประเทศไทยได้ให้ความสำคัญในเรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยในปี 2545 ไทยได้จัดตั้งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพของนโยบายด้านความมั่นคงของมนุษย์ และเพื่อแก้ไขปัญหา รวมทั้งแก้ไขอุปสรรคต่อการเสริมสร้างความมั่นคงของมนุษย์ อาทิ โรคติดต่อร้ายแรง เอดส์ ไข้หวัดนก ยาเสพติด และการค้ามนุษย์ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายกันตธีร์ กล่าวว่า การเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เช่น องค์กรเอกชน กลุ่มชุมชนท้องถิ่น ถือเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาดำเนินไปอย่างถูกต้องและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม การจัดการสัมมนาทางวิชาการระหว่างประเทศครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย โดยเครือข่ายความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งเป็นความคิดริเริ่มของไทยในฐานะประธานเครือข่าย มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักในเรื่องการเชื่อมโยงระหว่างความมั่นคงของมนุษย์ และการเข้าถึงสันติภาพ เพื่อประเมินความก้าวหน้าและอุปสรรคในการส่งเสริมหุ้นส่วนความมั่นคงของมนุษย์ และเพื่อเสนอแนะข้อคิดเห็นจากการสัมมนาต่อที่ประชุมรัฐมนตรีเครือข่ายความมั่นคงของมนุษย์ ครั้งที่ 8 ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้


สำหรับหัวข้อการสัมมนาครอบคลุมประเด็นที่สำคัญ 3 ประเด็น คือ ความมั่นคงด้านกายภาพของมนุษย์ ภัยของมนุษย์ที่เกิดจากอาวุธ และทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม ความท้าทายที่เกิดจากความหายนะทางธรรมชาติและมนุษย์ และความมั่นคงด้านสุขภาพ ความท้าทายต่อความมั่นคงของมนุษย์ที่เกิดจากโรคระบาดข้ามชาติ เช่น โรคซาร์ส โรคเอดส์ และโรคไข้หวัดนก



[1] http://www.reporter.co.th/index.php?option=com_content&task=view&id=1736&Itemid=36
ยม นาคสุข "สัปดาห์แหงความปลื้มปิติ ของปวงชนชาวไทย"
IP: xxx.139.223.18
เขียนเมื่อ Sat Jun 03 2006 13:58:07 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน

ขณะนี้ ผมเชื่อว่าคนไทยทั่วหน้า ล้วนมีความปิติยินดีและร่วมถวายความจงรักภักดี ด้วยการมุ่งมั่นทำความดี ในวโรกาสที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์สมบัติมานานครบ 60 ปี ผมได้อ่าน น.ส.พ.แนวหน้า ฉบับวันที่ 3 มิ.ย. “บทเรียนจากความจริง”

ในบทความดังกล่าว ศ.ดร.จีระ เขียเกี่ยวกับ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับพระปรีชาสามารถ แนวทางการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ของพระองค์ท่าน ซึ่งพวกเรา บรรดาลูกศิษย์ของ ศ.ดร.จีระ  และคนไทยทั้งปวง น่าจะนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อเจริญลอยตามฝ่าพระบาทฯ  รายละเอียดของบทความเป็นอย่างไร ผมได้ Copy มาไว้ในตอนท้ายของ Blog นี้

ศ.ดร.จีระ ยังมีรายการ ทีวี UBC 7 วันอาทิตย์ ช่วงบ่ายโมงโดยประมาณ และรายการวิทยุ  "Knowledge for People”   ในทุกวันอาทิตย์ เวลา 18.00-19.00น. สถานีวิทยุ F. M. 96.5 MHz. " คลื่นความคิด "   ซึ่งเป็นรายการที่ให้ทุนทางความรู้และทุนทางปัญญาแก่ผู้สนใจได้ดีมาก ท้ายนี้ ขอเชิญชวนท่านทั้งหลาย มุ่งมั่นทำความดี ถวายแด่ในหลวงของเรา และขอให้ความดีที่ท่านทำ จงส่งผลให้ท่านมีความเจริญด้วย ทุนทางศีล สมาธิ สติ ปัญญา นำพาความสุข ความเจริญมาสู่ท่านและครอบครัว

สวัสดีครับ

ยม

น.ศ. ป.เอก รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(กทม.) 2

...........................................................................

สัปดาห์แห่งความปลื้มปีติ
ของปวงชนชาวไทย[1]

โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมย์

(คัดมาจาก น.ส.พ.แนวหน้า วันที่ 3 มิ.ย. 2549)


สัปดาห์นี้คงไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับงานเฉลิมฉลองครองสิริราชสมบัติ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทย


งานเฉลิมฉลองดังกล่าว คงไม่ใช่แค่มีพระราชพิธีเท่านั้น ผมคิดว่า ถ้าเราจะคิดสะท้อนพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านว่า ได้ทรงสะสมความรู้ แสวงหาความรู้โดยตลอดมา ( Acquired ) แบ่งปันให้คนไทย (Share) และนำความรู้เหล่านั้นมาใช้ประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนคนไทยอย่างไร บทเรียนดังกล่าวควรจะสอนให้คนไทยได้เรียนรู้ในพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่าน เป็นการสร้างสังคมการเรียนรู้ไปด้วย


สิ่งแรกที่น่าจะพูดถึงคือ วิธีการหาความรู้ของพระองค์ท่าน พระองค์ท่านคิด พระองค์ท่านทรงศึกษามาทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่ใช่วิทยาศาสตร์แบบตำราอย่างเดียว แต่ทรงนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มา apply กับสถานการณ์ความจริง แก้ปัญหาต่างๆ ได้ โดยทำอย่างต่อเนื่องไม่ลดละ ซึ่งทฤษฎีดังกล่าว เรียกว่าทฤษฎีข้ามศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์ของพระองค์ท่านนั้นผสมผสานกับนิติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สังคมวิทยาและรัฐศาสตร์ ซึ่งบทเรียนนี้เป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ เพราะคนไทยมักจะรู้เฉพาะทาง และสนใจในเรื่องที่ตัวเองรู้ แต่ไม่สนใจศาสตร์อื่นๆ จึงทำให้ปัญหาบางอย่างแก้ไม่สำเร็จ

ประเด็นที่สอง พระองค์ทรงเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะปัจจุบันความรู้เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา หรือที่มีความจริงหนึ่งบอกว่า "ในอดีต ทุก 300 ปี ความรู้จึงจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่ปัจจุบัน ความรู้เพิ่มขึ้นเท่าตัวทุก 2 ปี" ความรู้ของพระองค์ท่านเป็นความรู้ที่สด และทันสมัยเสมอ ไม่ว่าจะเรื่องการเมืองหรือภัยธรรมชาติ

อีกประการหนึ่งคือ วิธีการเรียนรู้ของพระองค์ท่าน คือพระองค์ท่านเป็นกษัตริย์ที่สนใจ IT และ Internet ตั้งแต่แรก ปัจจุบันยังมีคนไทยจำนวนมากที่ยังใช้ Internet ไม่เป็น แม้แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยบางคน นอกจาก IT แล้ว พระองค์ท่านทรงอ่านหนังสือหลากหลายชนิด ที่สำคัญ ทรงฟังวิทยุ และวิทยุสื่อสารของราชการ พระองค์ท่านทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตลอดเวลา เห็นได้จากเวลาเสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎร หรือเปิดงาน ทรงสนทนากับผู้รู้เป็นเวลา 3-4 ชั่วโมงอย่างสนพระทัย ด้วยการรับฟังปัญหาจากประชาชน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญ ทำให้งานของพระองค์ไปสู่ความสำเร็จอย่างสูง เพราะพระองค์ทรงคำนึงถึงความต้องการของประชาชนเป็นหลัก ไม่เหมือนกับผู้ที่มองตัวเองเป็นหลักว่าตัวเองได้อะไร ไม่ค่อยจะถามว่าประชาชนได้อะไร


สุดท้ายทฤษฎีเศรษฐกิจฐานความรู้ ซึ่งประกอบไปด้วย


ถึงแม้ว่าหลายคนคิดว่า เศรษฐกิจ Knowledge based society ของตะวันตก จริง ๆ แล้ว น่าจะพูดได้ว่ามาจากพระองค์ท่านก่อน เพราะอย่างเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง หรือเศรษฐกิจทฤษฎีใหม่ พระองค์ท่านได้ทรงทดลองเก็บข้อมูล จากศูนย์ศึกษา 6 แห่งของท่าน คือ

  • ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เชียงใหม่
  • ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สกลนคร
  • ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จันทบุรี
  • ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ฉะเชิงเทรา
  • ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพชรบุรี
  • ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นราธิวาส

    และค่อย ๆ นำมาเป็นข่าวสาร มาเป็นฐานความรู้ และนำไปใช้ ในที่สุดไปสู่ Wisdom   การที่พระองค์ท่านทรงได้ความรู้ดังกล่าว ก็คือข้อมูลที่ได้วิเคราะห์เป็นวิทยาศาสตร์ หลายครั้งหลายหน จนเป็นที่แน่ใจแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือ ในช่วงสัปดาห์นี้ ประชาชน คนทั่วโลกจะได้เรียนรู้แนวคิดและปรัชญาของพระองค์ท่านมากขึ้น ไม่ใช่มองเพียงแต่รางวัล Human Development Prize ได้รับการถวายจากองค์การสหประชาชาติ โดยโคฟี อันนัน เท่านั้น นับเป็นเกียรติประวัติที่คนไทยภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

    ผมเชื่อว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านจะขยายวงเป็นที่แพร่หลายไปในต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ

    การขยายปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปต่างประเทศ ขอพูดในส่วนที่ผมและมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศได้ทำไป และเป็นรูปธรรมชัดเจน

    เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ เริ่มไปทำการทูตภาคประชาชนที่กัมพูชา เป็นประเทศแรก ได้เริ่มการสร้างสังคมการเรียนรู้ โดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในครั้งแรกมีองคมนตรีนายแพทย์เกษม วัฒนชัย ไปร่วมบรรยายที่พนมเปญ และได้ทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ประชาชน และเกษตรกรของกัมพูชารวมทั้งหมด 4 ครั้ง

    หลังจากนั้นได้ไปทำสัมมนาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่พม่า เน้นเรื่องการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน โดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้พม่าเดินสายกลาง มองการขยายตัวเรื่องการท่องเที่ยว ตัวอย่างที่ไม่ดีของไทยคือ ขยายตัวเร็วเกินไป ทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ได้รับการยอมรับมากในประเทศพม่า และจะทำต่อในปีนี้

    นอกจากนี้ ผมยังได้ไปทำการบรรยายเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงกับประเทศจีน เมืองคุนหมิง โดยได้เชิญ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ไปร่วมการบรรยายด้วย ได้รับการยอมรับจากประเทศจีนอย่างสูงในครั้งนั้น

    ส่วนในเดือนหน้า จะจัดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในประเทศเวียดนาม


    เรื่อง APEC ซึ่งผมเป็นประธานคณะทำงานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HRD Working Group) ผมเคยนำผู้แทน APEC ไปดูงานที่เขาหินซ้อน เมื่อมีการประชุมประจำปีของคณะทำงานด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของ APEC ครั้งที่ 27 วันที่ 20-24 มิถุนายน 2548 ที่พัทยา ซึ่งทำให้ผู้แทน APEC ได้เข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงอย่างลึกซึ้ง

    สุดท้ายนี้ ผมเพิ่งกลับมาจากการประชุม APEC SOM II ที่ Ho Chi Minh ได้รายงานให้ที่ประชุมว่า ในการประชุม HRD Minister ครั้งที่ 5 ซึ่งจะจัดที่กรุงเทพฯ ในปลายเดือนตุลาคมนี้ จะมีการเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน ในเรื่องพระเจ้าอยู่หัวกับ HRD ซึ่งทาง APEC ได้เห็นชอบและอนุมัติ แสดงให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของคนไทยเป็นบุคคลที่โลกยอมรับอย่างแท้จริง

    ดังนั้น คนไทยควรต้องศึกษาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านอย่างรอบคอบชาวต่างชาติ ให้ความสนใจปรัชญาดังกล่าว รวมทั้งนักวิชาการของมหาวิทยาลัยต่างประเทศหลายแห่ง เป็นมุมมองที่ทำให้โลกอยู่ได้อย่างยั่งยืน ยิ่งนับวัน ภัยธรรมชาติคุกคามมนุษย์เรา ยิ่งต้องเดินสายกลาง

    ผมวิงวอนให้คนไทยในสัปดาห์นี้ ตั้งใจที่จะหาความรู้ในปรัชญาของพระองค์ท่าน ศึกษาให้แท้จริง และนำความรู้มาใช้ เพราะปรัชญาดังกล่าว จะช่วยให้โลกเดินสายกลางและทำให้ประชากรโลก ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และจะทำให้โลกของเรายั่งยืน


    ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน


จีระ หงส์ลดารมภ์

Chira8@hotmail.com
โทร.
02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181




 

พระมหาสุรวุฒิ คนองมาตย์
IP: xxx.144.160.247
เขียนเมื่อ Sat Jun 03 2006 17:09:28 GMT+0700 (ICT)

เจริญพร  ท่านสาธุชนผู้มีจิตใสใจสูงทุกท่าน
          เนื่องในวโรกาสฉลองศิริราชสมบัติ  ๖๐  ปี  ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทย  เพื่อเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน  อาตมาจึงขอเชิญชวนท่านสาธุชนผู้มีจิตใสใจสูงทุกท่าน  ร่วมกันปฏิบัติธรรมถวายเป็นพระราชกุลศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของพวกเรา  และเพื่อเป็นกุศลแก่พวกเราเอง
          ในยามบ้านเมืองเราอยู่ในภาวะเช่นนี้  ธรรมที่อาตมาต้องการเชิญชวนให้ทุกท่านปฏิบัติก็คือ  "อภัยทาน"  คำว่า   “อภัยทาน” นั้นคือ การอดโทษ หรือการยกโทษให้แก่กัน  ไม่ถือโทษโกรธพยาบาทอาฆาตจองเวรต่อกันอีกต่อไป ซึ่งเป็นคุณเครื่องระงับการผูกใจเจ็บแค้นอันจะเป็นเวรภัยต่อกัน   ให้กลับเป็นความสันติสุข คือเป็นความสุขด้วยความสงบด้วยกันทุกฝ่าย   ประเทศของเราจะเกิดสันติสุขได้ก็ด้วยอภัยทานนี้แหละ  ส่วนที่ประเทศชาติของเรากำลังเดือดร้อนกันอยู่ในขณะนี้  ก็เพราะผู้คนขาดศีลขาดธรรม ขาดความเมตตากรุณาต่อกัน  ไม่มีความเห็นอกเห็นใจกัน  ไม่มีความปรารถนาดีต่อกันอย่างแท้จริง  จึงไม่มีน้ำใจที่จะให้อภัยแก่กันนั่นเอง 
          หากทุกท่านจงรักษ์ภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ขอเจริญพรเชิญชวนปฏิบัติธรรม  คือ  "อภัยทาน"  โดยพร้อมเพรียงกัน
          ขอเจริญพร 
         

ยม "ทุนทางจริยธรรม" มุ่งมั่นทำความดีถวายแด่ในหลวงของเรา
IP: xxx.9.156.232
เขียนเมื่อ Wed Jun 07 2006 06:34:50 GMT+0700 (ICT)

นมัสการพระคุณเจ้า พระมหาสุรวุฒิ คนองมาตย์

สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้ท่านทุกท่าน

 

ผมขอขอบคุณ พระคุณเจ้า ที่ได้ส่ง ข้อคิด หรือคำเทศนา มาทาง internet นี้ นับว่าเป็นประโยชน์ กับผู้อ่านเป็นอย่างมาก  ในมงคล 38 ประการ ที่พุทธศาสนาบัณญัติไว้ มีประการหนึ่งบอกไว้ว่า  การได้ฟังธรรมตามกาล เป็นมงคลอย่างยิ่ง 

ในยุคนี้ผมคิดว่าน่าจะเพิ่มว่า การได้ฟัง ได้อ่าน ได้เห็นธรรมตามกาล เป็นมงคลอย่างยิ่ง  ฉะนั้นผู้อ่านท่านใดได้อ่านข้อความของท่าน อย่างคนมีบุญ คือ สนใจ ใส่ใจ และเอาใจใส่ ก็จะเป็นมงคลอย่างยิ่ง ตามปรัชญาของ่ท่านพุทธทาสที่กล่าวไว้ว่า "คนมีบุญ= เป็นคนที่มีความสนใจ ใส่ใจ และเอาใจใส่ ต่อสิ่งนั้น ๆ "

 หวังว่าท่านยังจำได้ว่า ผมเคยกราบเรียนปรึกษากับท่านว่า ศ.ดร.จีระ ท่านได้สอนเราในเรื่องทฤษฎี 8 K's ซึ่งกล่าวถึง "ทุนทางจริยธรรม" เป็นหนึ่งในแปดทุน ในขณะเดียวกัน บ้านเมืองเรา กำลังมีปัญหา "โรคบกพร่องทางจริยธรรม" ประกอบกับในวโรกาสที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์สมบัติครบ 60 ปี  เราได้หารือกันว่า เราจะทำความดีถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจะระลึกถึงคำสอนของ ศ.ดร.จีระ ด้วยการ promote ทุนทางด้านจริยธรรม ผ่านเว๊ปไซด์ใด เว๊ปไซด์หนึ่ง  ผมคิดว่า เว็ปของ ศ.ดร.จีระ นี้ จะเป็นการดี  เท่ากับเราได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อในหลวงของเรา และเราได้ตอบแทนคุณแผ่นดินด้วยการเผยแพร่จริยธรรม และตอบแทนคุณของอาจารย์ ที่ได้สอนสิ่งที่เป็นแก่นสาระของมนุษย์ นอกจากนี้การส่งเสริมจริยธรรมผ่านเว๊ป จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน ทั้งผู้อ่านเอง ก็สามารถร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ จะได้ทุนทางปัญญา ทุนทางสังคม ไปด้วย แนวทางการดำเนินการในช่วงแรก เช่นเดียวกับที่ท่านส่งข้อความมาเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ใน Blog นี้ ผมและผู้สนใจ จะได้มีโอกาส ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ปะทะความรู้ด้านจริยธรรม ศาสนา เท่ากับเป็นการเผยแพร่พุทธศาสนา ไปด้วย ครับ

ผมได้พูดคุยกับ ศ.ดร.จีระ เมื่อวันก่อน ว่า เว๊ปของอาจารย์น่าจะมี Blog เกี่ยวกับพระองค์ท่าน ให้ผู้สนใจเข้ามาแลกเปลี่ยนสิ่งที่เราประทับใจที่มีต่อพระองค์ท่าน และให้ลูกศิษย์และหรือผู้อ่าน ได้ร่วมแสดงความจงรักภักดี ต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ผ่านเว๊ปของท่าน ให้ผู้อ่าน ผู้สนใจ ได้ร่วม แสดงความมุ่งมั่น ว่า จะทำความดีเพื่อพระองค์ท่านอย่างไร ผ่านเว๊ป ของ ศ.ดร.จีระ  เป็นต้น เป็นการส่งเสริม ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนทางสังคม ได้อีกด้วย  ในโอกาสนี้ ผมขอเชิญชวนสมาชิกผูเข้ารับการอบรม HR สายพันธ์แท้ Marketing Guru และท่านผู้อ่านทุกท่าน มีส่วนร่วมในกิจกรรมส่งเสริม จริยนธรรมนี้ ผ่านทางเว๊ปนี้ ครับ

 ผมขอกราบขอบพระคุณ พระคุณเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ที่ท่านมีจิตเมตตา เผยแพร่ธรรม ผ่านมาทางเว็ปนี้ และนี่คือหลักฐานแห่งความมุ่งมั่นทำความดี ที่ ศ.ดร.จีระ ได้สอนให้พวกเรา ได้เกิดปัญญา คิดสิ่งเหล่านี้ ขอขอบพระคุณ ศ.ดร.จีระ อาจารย์ผู้มีจิตใจปราถนาดีกับศิษย์ และมุ่งมั่นปราถนาดี ต่อทรัพยากรมนุษย์ ของชาติ

 

สวัสดีครับ

ยม

น.ศ.ปริญญาเอก

รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(กทม รุ่น 2)

 

ยม "Talent Management กับ ทฤษฎี 8K's
IP: xxx.9.156.180
เขียนเมื่อ Sat Jun 10 2006 06:38:12 GMT+0700 (ICT)
 สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และชาว Marketing GuRu/ท่านผู้อ่านทุกท่าน   ผมขอขอบพระคุณ ศ.ดร.จีระ เป็นอย่างสูง ที่เปิดโอกาสให้ผมไปพบกับท่าน ที่ Business Forum ซึ่งมีการจัดสัมมนา เกี่ยวกับ Talent Management อาจารย์ให้ความกรุณากับผมมาก และให้เกียรติแนะนำ กับทีมผู้จัดสัมมนาของ Business Forum ซึ่งให้การต้อนรับผมเป็นอย่างดี ด้วยบารมีของ ศ.ดร.จีระ ผมขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ของ Business Forum ผู้ให้การต้อนรับผม มา ณ โอกาสนี้    เป็นที่น่าเสียดายที่ในวันนั้น ผู้จัดสัมมนาให้เวลา ศ.ดร.จีระ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ผู้เข้าร่วมสัมมนาจึงอาจจะไม่ได้พบกับบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ ตามหลักทฤษฎี 4 L’s  ของ ศ.ดร.จีระ ได้อย่างเต็มอิ่ม  ท่านผู้อ่านที่รักครับ เกี่ยวกับ Talent Management ผมขอร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ดังนี้  เป็นที่ทราบกันดีว่า ตำราฝรั่งเขาบอกว่า กลยุทธ์สำคัญซึ่งจะช่วยให้องค์กรอยู่รอด เติบโตและประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน คือการที่องค์กรสามารถเสนอสินค้าและบริการที่ทำให้ลูกค้าหรือผู้รับบริการเกิดความรู้สึกแตกต่างในคุณค่าที่ได้รับ (Differentiation Strategy) กลยุทธ์ที่จะช่วยให้องค์กร สามารถลดต้นทุนได้ (Cost Leadership Strategy) และกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นไปที่ความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก(Customer Focus Strategy)  ในปัจจุบันหลายองค์กรได้นำกลยุทธ์ด้านต่าง ๆ ที่กล่าวมาเข้ามาใช้ในการบริหารทรัพยากรบุคคล (HR Differentiation) องค์กรที่มีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ เริ่มมองเห็นว่า คนเป็น ทุน” (Human Capital) ไม่ใช่เป็นต้นทุน มองเห็นคนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุด มากกว่าทรัพยากรทางการบริหารประเภทอื่น ๆ ที่สำคัญ ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพเท่านั้นซึ่งจะช่วยสร้างขีดความสามารถและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ขององค์กรไปสู่ความสำเร็จได้ เพราะเทคโนโลยีตามทันกันได้ แต่ทรัพยากรมนุษย์ ทุนมนุษย์ยากที่ตามกันได้ทัน  การจัดการทรัพยากรมนุษย์โดยใช้นโยบายและมาตรการอย่างเดียวกันต่อคนทุกกลุ่มในองค์กร ในลักษณะที่เป็นการตัดเสื้อโหล (One Size fits all) จึงไม่สามารถดึงดูด รักษา จูงใจ และดึงศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้ ความสามารถให้อยู่ในองค์กร ได้อีกต่อไป  การบริหารทรัพยากรมนุษย์สมัยใหม่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายของทุนมนุษย์ในองค์กร ทุนมนุษย์ ของ ศ.ดร.จีระ ตามทฤษฎี 8 K’s ได้แก่ ทุนมนุษย์(Human Capital) ทุนทางความรู้(Talented Capital) ทุนทางปัญญา (Intellectual Capital) ทุนทาง IT(Digital Capital) • ทุนทางความสุข (Happiness Capital) ทุนทางจริยธรรม (Ethical Capital) ทุนทางสังคม (Social Capital) • ทุนแห่งความยั่งยืน(Sustainability Capital) (ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับ ทฤษฎี 8K's /4 L's ของ ศ.ดร.จีระ ได้ที่ http://www.chiraacademy.com/chiratheory.html)ที่กล่าวมาเป็นทุนมนุษย์ที่สมบูรณ์ เพราะถือว่าทุนมนุษย์แต่ละประเภทนั้น มีส่วนช่วยให้ทรัพยากรมนุษย์ มีคุณภาพ มีคุณค่า มีพลัง มีประสิทธิภาพ มีคุณงามความดี ถ้านำทฤษฎีดังกล่าวไปบริหาร พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระดับประเทศ ก็จะเกิดผลดีกับประเทศ ถ้านำไปบริหารพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระดับองค์กร ก็จะเกิดประโยชน์ต่อองค์กร ฉะนั้น การจะบริหารคนที่เก่ง และดี ในองค์กร ที่ฝรั่งเรียกว่า Talent Management ก็ไม่ยุ่งยากอะไร เพียงท่านผู้อ่านนำเอา ทุนต่าง ๆ ตามทฤษฎีของ ศ.ดร.จีระ ไปกำหนดแผนยุทธศาสตร์ ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ให้ครบทุกกระบวนการ ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ก็จะเกิดผลดีต่อทรัพยากรมุษย์ ทำให้ทรัพยากรมนุษย์ มีคุณภาพ ไปนำสู่องค์กร สังคม ชุมชน ประเทศที่มีคุณภาพ ย่อมมีผลิตผลที่มีคุณภาพตามมา ในความเห็นส่วนตัวของผม คิดว่า การจัดให้มีโครงการพนักงานผู้มีศักยภาพหรือผลสัมฤทธิ์สูง (Talent Management) หรือ Hipps ในระบบราชการ เป็นต้น การที่จะระบุว่าใครอยู่ในกลุ่มพนักงานผู้มีศักยภาพและทักษะสูง เป็นคนเก่งและดี ควรมีการแบ่งประเภทของทุนมนุษย์ในองค์กร (Human Capital Segmentation) โดยมีมิติที่ใช้ในการพิจารณา 2 มิติ คือ ระดับความเฉพาะเจาะจงของทุนมนุษย์ (Uniqueness) และระดับของคุณค่าของทุนมนุษย์ที่มีต่อองค์กรและลูกค้า (Value)  มิติแรก ทุนมนุษย์ในองค์กร (Human Capital Segmentation) มุ่งตอบคำถามว่า ทุนที่พนักงานหรือเจ้าหน้าที่มีอยู่ (ซึ่งก็คือ ทุนมนุษย์ ทุนทางความรู้ ความสามารถ ทักษะ สมรรถนะและประสบการณ์ ทุนทาง IT ทุนทางปัญญา) นั้น สามารถนำไปใช้ในองค์กรอื่นได้  มิติที่สอง ระดับของคุณค่าของทุนมนุษย์ที่มีต่อองค์กรและลูกค้า (Value) ระดับความเฉพาะเจาะจงของทุนมนุษย์ (Uniqueness) มุ่งตอบคำถามที่ว่า หากองค์กรไม่ส่งเสริมให้ทรัพยากรมนุษย์มีทุนดังกล่าวอย่างต่อเนื่องแล้ว จะกระทบต่อภาพลักษณ์ของธุรกิจ/ขององค์กร ต่อความพึงพอใจของลูกค้ามากน้อยเพียงใด (ซึ่งก็คือทุนทางความสุข (Happiness Capital) ทุนทางจริยธรรม (Ethical Capital) ทุนทางสังคม (Social Capital) และทุนแห่งความยั่งยืน(Sustainability Capital) ของทรัพยากรมนุษย์  หากใช้กรอบแนวคิดดังกล่าวข้างต้นในการวิเคราะห์ ก็จะช่วยให้การตัดสินใจลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร (Human Capital Investment) มีความเหมาะสมกับสภาพธุรกิจขององค์กรด้วย สามารถนำไปใช้ในการ manage พวก talent ทั้งหลายได้ด้วยการนำ ทุนทั้งแปด ไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ได้  เช่น ทุนทางความสุข  สามารถนำไปใช้ในกระบวนการสรรหา คัดเลือก ทรัพยากรมนุษย์ ได้โดยการนำไปตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรให้ผู้ที่ก้าวเข้ามาในบริษัทรู้สึกประทับใจ และมีความสุข ใจเมื่อมาสมัครงาน และเดินออกไปด้วยความอิ่มใจ เราจะได้คำตอบนำมากำหยดเป็นยุทธวิธี ครับ  เรื่อง Talent Management กับ ทฤษฎี 8K’s ของ ศ.ดร.จีระ นี้ ผมจะเขียนมาแชร์ไอเดีย ใน blog ในโอกาสต่อไป โดยจะเชื่อมโยง Talent Management แบบภูมิปัญญาคนไทย กับ ทฤษฎี 8 K’s ว่ามีแนวทางอย่างไร เพื่อร่วมแชร์แนวคิดกัน เป็นทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา และเป็นทุนทางสังคม ของพวกเราชาว Blog ของอาจารย์ ครับ  ขอเชิญชวนท่านร่วมถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใน Blog เทิดพระเกียริตในหลวงฯ ทรงครองราชฯ ครบ 60 ปี .ในเว็ป ของ ศ.ดร.จีระ   สวัสดีครับ ยม
Talent Management กับ ทฤฎี 8K's
IP: xxx.9.156.180
เขียนเมื่อ Sat Jun 10 2006 07:18:39 GMT+0700 (ICT)
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน ทราบว่า วันนี้ ทางลูกศิษย์อาจารย์จาก ชาว Marketing GuRu จะไปสร้างสมทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางสังคม ที่สำนักงานของ อาจารย์ ผมชื่นชมอาจารย์ ที่มีความกรุณาต่อศิษย์ เป็นกันเองมาก ทำให้พวกเรา มีทุนทางความสุข เมื่อได้ทุนทางสังคมกับอาจารย์ และเป็นที่น่าเสียดาย ที่วันนี้ ผมไปร่วมกับชาว Marketing GuRu ไม่ได้ ผมได้เขียน เกี่ยวกับ Talent Management กับทฤษฎี 8K's ของอาจารย์ ว่า 8K's เป็นยุทธศาสตร์ที่ดี ในการที่จะนำไปบูรณาการใช้ในการ manage พวก talent ในองค์กร ผมขอ update ข้อมูลที่เขียนไป ดังนี้ครับ ท่านผู้อ่านที่รักครับ เกี่ยวกับ Talent Management ผมขอร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ดังนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า ตำราฝรั่งเขาบอกว่า กลยุทธ์สำคัญซึ่งจะช่วยให้องค์กรอยู่รอด เติบโตและประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน คือการที่องค์กรสามารถเสนอสินค้าและบริการที่ทำให้ลูกค้าหรือผู้รับบริการเกิดความรู้สึกแตกต่างในคุณค่าที่ได้รับ (Differentiation Strategy) กลยุทธ์ที่จะช่วยให้องค์กร สามารถลดต้นทุนได้ (Cost Leadership Strategy) และกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นไปที่ความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก(Customer Focus Strategy) ในปัจจุบันหลายองค์กรได้นำกลยุทธ์ด้านต่าง ๆ ที่กล่าวมาเข้ามาใช้ในการบริหารทรัพยากรบุคคล (HR Differentiation) องค์กรที่มีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ เริ่มมองเห็นว่า “คน”เป็น “ทุน” (Human Capital) ไม่ใช่เป็นต้นทุน มองเห็นคนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุด มากกว่าทรัพยากรทางการบริหารประเภทอื่น ๆ ที่สำคัญ “ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ” เท่านั้นซึ่งจะช่วยสร้างขีดความสามารถและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ขององค์กรไปสู่ความสำเร็จได้ เพราะเทคโนโลยีตามทันกันได้ แต่ทรัพยากรมนุษย์ ทุนมนุษย์ยากที่ตามกันได้ทัน การจัดการทรัพยากรมนุษย์โดยใช้นโยบายและมาตรการอย่างเดียวกันต่อคนทุกกลุ่มในองค์กร ในลักษณะที่เป็นการตัดเสื้อโหล (One Size fits all) จึงไม่สามารถดึงดูด รักษา จูงใจ และดึงศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้ ความสามารถให้อยู่ในองค์กร ได้อีกต่อไป การบริหารทรัพยากรมนุษย์สมัยใหม่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายของทุนมนุษย์ในองค์กร ทุนมนุษย์ ของ ศ.ดร.จีระ ตามทฤษฎี 8 K’s ได้แก่ • ทุนมนุษย์(Human Capital) • ทุนทางความรู้(Talented Capital) • ทุนทางปัญญา (Intellectual Capital) • ทุนทาง IT(Digital Capital) • ทุนทางความสุข (Happiness Capital) • ทุนทางจริยธรรม (Ethical Capital) • ทุนทางสังคม (Social Capital) • ทุนแห่งความยั่งยืน(Sustainability Capital) (ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับ ทฤษฎี 8K's /4 L's ของ ศ.ดร.จีระ ได้ที่ http://www.chiraacademy.com/chiratheory.html) ที่กล่าวมาเป็นทุนมนุษย์ที่สมบูรณ์ เพราะถือว่าทุนมนุษย์แต่ละประเภทนั้น มีส่วนช่วยให้ทรัพยากรมนุษย์ มีคุณภาพ มีคุณค่า มีพลัง มีประสิทธิภาพ มีคุณงามความดี ถ้านำทฤษฎีดังกล่าวไปบริหาร พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระดับประเทศ ก็จะเกิดผลดีกับประเทศ ถ้านำไปบริหารพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระดับองค์กร ก็จะเกิดประโยชน์ต่อองค์กร ฉะนั้น การจะบริหารคนที่เก่ง และดี ในองค์กร ที่ฝรั่งเรียกว่า Talent Management ก็ไม่ยุ่งยากอะไร เพียงท่านผู้อ่านนำเอา ทุนต่าง ๆ ตามทฤษฎีของ ศ.ดร.จีระ ไปกำหนดแผนยุทธศาสตร์ ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ให้ครบทุกกระบวนการ ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ก็จะเกิดผลดีต่อทรัพยากรมุษย์ ทำให้ทรัพยากรมนุษย์ มีคุณภาพ ไปนำสู่องค์กร สังคม ชุมชน ประเทศที่มีคุณภาพ ย่อมมีผลิตผลที่มีคุณภาพตามมา ในความเห็นส่วนตัวของผม คิดว่า การจัดให้มีโครงการพนักงานผู้มีศักยภาพหรือผลสัมฤทธิ์สูง (Talent Management) หรือ Hipps ในระบบราชการ เป็นต้น การที่จะระบุว่าใครอยู่ในกลุ่มพนักงานผู้มีศักยภาพและทักษะสูง เป็นคนเก่งและดี ควรมีการแบ่งประเภทของทุนมนุษย์ในองค์กร (Human Capital Segmentation) โดยมีมิติที่ใช้ในการพิจารณา 2 มิติ คือ ระดับความเฉพาะเจาะจงของทุนมนุษย์ (Uniqueness) และระดับของคุณค่าของทุนมนุษย์ที่มีต่อองค์กรและลูกค้า (Value) มิติแรก ทุนมนุษย์ในองค์กร (Human Capital Segmentation) มุ่งตอบคำถามว่า ทุนที่พนักงานหรือเจ้าหน้าที่มีอยู่ และสะสมมา(ซึ่งก็คือ ทุนมนุษย์ ทุนทางความรู้ ความสามารถ ทักษะ สมรรถนะและประสบการณ์ ทุนทาง IT ทุนทางปัญญา) นั้น สามารถนำไปใช้ในองค์กรอื่นได้ และหากองค์กร หาทางพัฒนายิ่งขึ้นก็จะเกิดคุณค่าเพิ่มในทรัพยากรบุคคลนั้น มิติที่สอง ระดับของคุณค่าของทุนมนุษย์ที่มีต่อองค์กรและลูกค้า (Value) ระดับความเฉพาะเจาะจงของทุนมนุษย์ (Uniqueness) มุ่งตอบคำถามที่ว่า หากองค์กรไม่ส่งเสริมให้ทรัพยากรมนุษย์ให้มีทุนดังกล่าวแล้ว จะกระทบต่อภาพลักษณ์ของธุรกิจ/ขององค์กร ต่อความพึงพอใจของลูกค้าโดยตรง มากน้อยเพียงใด ซึ่งก็คือทุนทางความสุข (Happiness Capital) ทุนทางจริยธรรม (Ethical Capital) ทุนทางสังคม (Social Capital) และทุนแห่งความยั่งยืน(Sustainability Capital) ของทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งแท้ที่จริง Talent Management ควรนำเอาทุนต่าง ๆ ไปเป็นยุทธศาสตร์ ในการบริหารและพัฒนาคน หากใช้กรอบแนวคิดดังกล่าวข้างต้นในการวิเคราะห์ ก็จะช่วยให้การตัดสินใจลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร (Human Capital Investment) มีความเหมาะสมกับสภาพธุรกิจขององค์กรด้วย ในความเห็นส่วนตัวของผม เชื่อว่า เราสามารถนำทฤษฎีทุน 8K's ไปใช้ในการ manage พวก talent ทั้งหลายได้ด้วยการนำทุนทั้งแปด ไปกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ได้ เช่น ทุนทางความสุข สามารถนำไปใช้ในกระบวนการสรรหา คัดเลือก ทรัพยากรมนุษย์ ได้โดยการนำไปตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรให้ผู้ที่ก้าวเข้ามาในบริษัทรู้สึกประทับใจ และมีความสุข ใจเมื่อมาสมัครงาน และเดินออกไปด้วยความอิ่มใจ เราจะได้คำตอบนำมากำหยดเป็นยุทธวิธี ครับ เรื่อง Talent Management กับ ทฤษฎี 8K’s ของ ศ.ดร.จีระ นี้ ผมจะเขียนมาแชร์ไอเดีย ใน blog ในโอกาสต่อไป โดยจะเชื่อมโยง Talent Management แบบภูมิปัญญาคนไทย กับ ทฤษฎี 8 K’s ว่ามีแนวทางอย่างไร เพื่อร่วมแชร์แนวคิดกัน เป็นทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา และเป็นทุนทางสังคม ของพวกเราชาว Blog ของอาจารย์ ครับ ผมขอประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับช่องทางในการติดตามช่าวสาร หาความรู้ กับ ศ.ดร.จีระท่านผู้อ่าน สามารถติดตามสะสมทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา และทุนทางด้านต่าง ๆ องค์ความรู้ เกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ กับ ศ.ดร.จีระ ได้ที่ รายการ ทีวี UBC 7 วันอาทิตย์ ช่วงบ่ายโมงโดยประมาณ และรายการวิทยุ”Knowledge for People” ในทุกวันอาทิตย์ เวลา 18.00-19.00น. สถานีวิทยุ F. M. 96.5 MHz. “คลื่นความคิด " ซึ่งเป็นรายการที่ให้ทุนทางความรู้และทุนทางปัญญาแก่ผู้สนใจได้ดีมาก Blog ของ ศ.ดร.จีระ นี้ เปิดโอกาสให้พวกเรา ผู้มี ศ.ดร.จีระ เป็นอาจารย์ที่เคารพรัก ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ปะทะทางความรู้ นำไปสู่ทุนทางปัญญา ทุนทางสังคม ทุนทางความรู้ ความสามารถฯ จึงใคร่ขอเชิญชวนท่านผู้อ่าน ร่วมแสดงความคิดเห็น กันในที่นี้ ขอเชิญชวนท่านทั้งหลาย มุ่งมั่นทำความดีถวายแด่ในหลวงของเรา และเชิญชวนท่านผู้อ่านทุกท่าน ร่วมเทิดพระเกียรติในหลวง ใน Blog ของอาจารย์ ขอให้ความดีที่ท่านทำ จงส่งผลให้ท่านมีความเจริญด้วย ทุนทางศีล สมาธิ สติ ปัญญา นำพาความสุข ความเจริญมาสู่ท่านและครอบครัว สวัสดีครับ ยม
ยม "การทูตภาคประชาชน/Talent Management โดย ศ.ดร.จีระ (น.ส.พ. แนวหน้า 10 มิ.ย. 2549)
IP: xxx.9.156.46
เขียนเมื่อ Sat Jun 10 2006 21:22:24 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน

 

ผมติดตามสาระน่ารู้จาก ศ.ดร.จีระ จาก น.ส.พ.แนวหน้า ฉบับวันที่ 10 มิ.ย. 2549 อาจารย์เขียน บทความเรื่อง "การทูตภาคประชาชนที่เวียงจันทน์"  มีสาระน่าสนใจ เท่าที่ผมอ่านเที่ยวเดียวแล้วจับประเด็นได้ อาจารย์กล่าวถึง ดังนี้

 

  • สหประชาชาติ ทูลเกล้าฯถวายรางวัลแด่ในหลวงของเรา
  • คนไทยต้องหันกลับมาสู่คุณธรรม ต้องวิเคราะห์ให้เป็น คิดให้เป็น ต้องรู้ว่าอะไรสำคัญ อะไรไร้สาระ และ อะไรคือความดีคุณธรรมที่จรรโลงสังคม
  • การสัมมนาของกลุ่ม Asia business forum เป็นเรื่องการบริหาร Talent หรือ การบริหารดาวดวงเด่นขององค์กร
  • การเรียนยุคใหม่ ต้องเรียนกันเป็นทีม style 4 L's
  • เรื่อง Talent management ต้องทำให้ง่ายๆ แบบ Simplicity
  • Talent ต้องเน้นการทำงานข้ามชาติ
  • Talent น่าจะประกอบ 3 เรื่องในตัวคนเดียวกัน ( คนอื่นอาจจะคิด แนวอื่น ) -
  • ทฤษฎี 20/70/10 ผู้ที่เป็นดาวเด่น 20% จะต้องทำงานกับคนอื่นๆด้วย และจะต้องพัฒนาคนในองค์กร 70% ให้เก่งด้วยฯ
  • การบริหารหรือเก็บเกี่ยว Talent ให้ได้ผลสูงสุดอย่างไร น่าจะอยู่ 3 ขั้น
  • และการทูตภาคประชาชน บทบาทของมหาวิทยาลัยขอนแก่น และการไปเยือนลาวฯ

 

ผมอ่านแล้ว รู้สึกว่าได้สาระความรู้ และเหมือนกับได้ไปลาวกับอาจารย์ด้วย ที่น่าสนใจ มากคือเรื่องเกี่ยวกับ Talent Management ที่สั้น เข้าใจง่าย แบบภูมิปัญญาไทย ซึ่งท่านผู้อ่าน หรือ นักบริหาร นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าร่วมการอบรมกับ Asia business forum สามารถนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติได้ง่าย

 

นอกจากนี้ ท่านผู้อ่านที่มีครอบครัวยังสามารถนำแนวคิดเกี่ยวกับ Talent Management ไปบริหารจัดการลูกหลานได้อีกด้วย เช่น ศ.ดร.จีระ กล่าวว่า องค์ประกอบของ Talent มี 3 อย่างอยู่ในตัวคนเดียวกัน คือ KSM, knowledge(ความรู้) Skill (ทักษะ ความชำนาญ) Mindset (ทัศนคติ) 3 อย่างนี้ ท่านสามารถนำไปกำหนดยุทธศาสตร์ในการสร้างบุตรหลานของท่าน ให้เป็นมรกดกแก่แผ่นดินได้ เป็นอย่างดี    

ส่วนการทูตภาคประชาชน ก็เป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างทุนทางสังคม ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ผู้อ่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างเครือข่าย สร้างสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน ได้

รายละเอียดบทความของ ศ.ดร.จีระ ในเรื่อง ดังกล่าว ผมคัดมาให้ไว้ตอนท้ายนี้ครับ  ขอให้ท่านโชคดี

สวัสดีครับ

ยม

การทูตภาคประชาชนที่เวียงจันทน์ *

 

สัปดาห์นี้ เป็นสัปดาห์มหามงคลแห่งความปลื้มปีติของคนไทย นอกจากที่สหประชาชาติ ทูลเกล้าฯถวายรางวัลแด่พระองค์ท่านแล้ว ยังมีรางวัลของ European Union เรื่องสิทธิบัตร "ฝน หลวง" ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นสิริมงคลและเป็นเกียรติประวัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของปวง ชนชาวไทย ในยุคโลกไร้พรมแดนนี้

 

ในสัปดาห์นี้ สีเหลืองเป็นสีที่ทุกคนภาคภูมิใจและหล่อหลอมรวมดวงใจของคนไทยด้วย แต่มีพ่อค้าบางคนยังเอาเปรียบสังคม ขายราคาแพง ยุคนี้คนไทยต้องหันกลับมาสู่คุณธรรม จริยธรรม หากรัฐบาลใดยังเน้นเรื่อง growth การเจริญเติบโต เรื่องความร่ำรวย การบริโภคนิยม และวัตถุนิยม โดยไม่มองมิติอื่นๆ ก็จะทำให้สังคมไทยเต็มไปด้วยความรุนแรง เพราะแข่งขันกัน และเอารัดเอาเปรียบกันตลอดเวลา ยิ่งนานไป เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะเป็นบทเรียนราคาแพง ให้คนไทย ฉะนั้นคนไทยต้องวิเคราะห์ให้เป็น คิดให้เป็น ต้องรู้ว่าอะไรสำคัญ อะไรไร้สาระ และ อะไรคือความดีคุณธรรมที่จรรโลงสังคม ในที่สุดแล้ว ความดีน่าจะสำคัญกว่าความเก่ง ซึ่งไปเพิ่ม ผลประโยชน์ให้แก่กลุ่มตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงส่วนรวมคงไม่ได้

 

ช่วงนี้ คนไทยทุกคนควรจะต้องปรับตัว และคิดให้รอบคอบว่าอะไรจะเกิดกับสังคมไทย ระหว่างที่อ่านบทความนี้เป็นช่วงที่หยุดหลายวัน นอกจากพักผ่อนแล้วก็ขอความกรุณา สนใจข่าวสารและเรียนรู้ในพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปด้วย

 

เพราะอีก 2 -3 สัปดาห์ข้างหน้าคงจะมีการต่อสู้ทางการเมืองรุนแรงต่อไป และคงจะเป็น การต่อสู้ที่กำหนดอนาคตของประเทศไทย คนไทยต้องเฝ้ามอง ระวังและตั้งสติให้ดี สัปดาห์นี้ ผมทำงานใหญ่หลายเรื่อง

เรื่องแรกคือ ในการสัมมนาของกลุ่ม Asia business forum เป็นเรื่องการบริหาร Talent หรือ การบริหารดาวดวงเด่นขององค์กร ซึ่งผมมีโอกาสได้ไปแสดงความคิดเห็นด้วย การประชุมเช่นนี้ น่าสนใจที่ว่า ผู้ที่ไปร่วมประชุมจะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับค่อนข้างสูงของธุรกิจใหญ่ บางแห่งเป็นธุรกิจ ระหว่างประเทศที่เริ่มเห็นความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์และเน้นทรัพยากรมนุษย์เป็น ยุทธศาสตร์มากขึ้น

 

ผมเน้นว่าการเรียนยุคใหม่ ต้องเรียนกันเป็นทีม style 4 L's ด้วย เพราะฉะนั้นการมีผู้แสดง ความเห็นจำนวนมาก แต่คนละแนว บางครั้งจะได้ประโยชน์ไม่มาก เพราะได้แต่ความคิด แต่ไม่ได้ ปะทะกับความจริง ทฤษฎี 2 R's และไม่ตรงประเด็น เป็นแบบดาวกระจาย แทนที่จะเน้นการเรียน เป็น team work ผมพูดเพียง 1 ชั่วโมง แต่ก็เห็นความสนใจของผู้ฟังที่อยากจะออกความเห็น และ อยากเอาไปใช้ share ความรู้ให้มากขึ้น

 

เรื่อง Talent management ต้องทำให้ง่ายๆ แบบ Simplicity ซึ่ง Talent ก็คือเรื่องทรัพยากรมนุษย์นั่นเอง แต่ที่สำคัญสุดก็คือ

 - องค์กรต้องปรับตัวและแข่งขันมาก ( Change and Innovate )

- customer ในโลกมีความคาดหวังสูง สลับซับซ้อน และมีประสบการณ์ในการบริโภค มายาวนาน

- สินค้าและบริการมีวงจรสั้นลง ต้องปรับตัวทั้งการผลิตและการบริการให้รวดเร็วอยู่ ตลอดเวลา วงจรจะสั้นลงเรื่อยๆ

- สุดท้าย Talent ต้องเน้นการทำงานข้ามชาติ เพราะ performance ผลประกอบการใน การทำงานมี Benchmark มาตรฐานอันเดียวคือ Global benchmark มาตรฐานโลก คือ มีการแย่งตัวกันระดับระหว่างประเทศ

สรุป Talent ในความเห็นของผมน่าจะประกอบ 3 เรื่องในตัวคนเดียวกัน ( คนอื่นอาจจะคิด แนวอื่น )

- skill

- ความรู้

- ทัศนคติ mindset

คนที่จะทำงานสำเร็จได้จะต้องเป็นคนที่มีหลายๆอย่างอยู่ในตัวคนเดียวกัน Talent ที่ดี ทำงานคนเดียวไม่ได้ ผมยกทฤษฎี 20/70/10 มาให้ดูว่า ผู้ที่เป็นดาวเด่น 20% จะต้องทำงานกับ คนอื่นๆด้วย และจะต้องพัฒนาคนในองค์กร 70% ให้เก่งด้วยคือถ้า 20% เป็น Talent อีก 70% จะต้องพัฒนาด้วย และอีก 10% ที่ไม่เอาไหน จะต้องดูแลว่าจะให้เขาอยู่อย่างไร

 

และสุดท้ายการบริหารหรือเก็บเกี่ยว Talent ให้ได้ผลสูงสุดอย่างไร น่าจะอยู่ 3 ขั้น

1) หาได้อย่างไร

2) เก็บรักษาได้อย่างไร

3) บริหารไปสู่ High performance ผลการทำงานอย่างไร

 

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมภาคภูมิใจคือ การที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัย ระดับชาติของไทยได้ไปจัดงานคืนสู่เหย้าที่ เมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาว เมื่อคืนวันที่ 6 มิถุนายนที่ ผ่านมา เพราะมหาวิทยาลัยขอนแก่นผลิตบุคลากรคนลาว ที่จบระดับปริญญาทั้งตรี โท เอก ประมาณ 200 คนและมีตำแหน่งสูงในประเทศ หากนับคนลาวที่มาเรียนหลักสูตรระยะสั้นอีก ก็มี ไม่ต่ำกว่า 3,000 คน ซึ่งได้จัดร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว อธิการบดี ดร.สมกต มังหน่อเมฆ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของลาวมาร่วมงานด้วย

 

ฝ่ายขอนแก่นนำโดยนายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น พลตำรวจเอกเภา สารสิน ได้ร่วมกัน จัดพบปะศิษย์เก่ากว่า 300 คนในคืนนั้น มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการ โดยมีท่านทูต ไทย คุณรัฐกิจ มานะทัต ซึ่งเป็นทูตที่ให้ความสนใจเรื่องการทูตภาคประชาชน แสดงความเห็นเรื่อง การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทย /ลาว ร่วมกัน ชี้ให้เห็นถึงการทูตภาคประชาชนยุคใหม่ ซึ่งมี ภาควิชาการมาร่วมทำงานเป็นรูปธรรมมากขึ้น

แนวคิดทางการทูตภาคประชาชน เป็นแนวคิดที่ปฎิบัติได้ และจะช่วยทำความสัมพันธ์ที่ดี สร้างความไว้ใจ trust ระหว่างกัน เมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศลาวได้ประท้วงผู้สร้างหนัง ไทย " หมากเก็บ โลกตะลึง " ที่ไม่ได้มองความละเอียดอ่อนของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน คนไทย มักจะดูแคลนว่าประเทศลาวยากจน โดยไม่ได้คิดลึกซึ้งในด้านประวัติศาสตร์อันยาวนานและ วัฒนธรรมที่แตกต่าง ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น จะทำหน้าที่การทูตภาคประชาชนต่อไป และ คงขยายความร่วมมือไปยังประเทศเพื่อนบ้านอื่นด้วย เช่น พม่า เขมร จีน เวียดนาม รวมทั้ง มาเลเซีย

 

อนาคต รัฐบาลไทย น่าจะเพิ่มทุนให้กับรัฐบาลของลาว ให้ส่งนักศึกษามาเมืองไทยมากขึ้น และในระดับปริญญาเอกมากขึ้นด้วย และไปช่วยสร้างอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวด้วย จะสร้างความผูกพันที่แน่นแฟ้นมากขึ้น ผมในฐานะเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภา มหาวิทยาลัยขอนแก่น และเป็นผู้คิดเรื่องการทูตภาคประชาชน ซึ่งได้ทำอยู่ตลอดเวลาในนามของ มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ สนับสนุนการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทย/ ลาว น่าจะเป็นบันไดไปสู่ความไว้เนื้อเชื่อใจของประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาก็เป็นการ แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของสองประเทศด้วย ซึ่งในคืนนั้นมีการแสดงวัฒนธรรมของทั้งสอง ประเทศรวมกันอย่างสวยงาม โดยการรำวง

 

ผมภูมิใจมากครับ

 

จีระ หงส์ลดารมภ์ Chira8@hotmail.com

โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3

โทรสาร 0-2273-0181

------------------------------------------

*คัดมาจาก http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97

เรื่องจริงที่เกิขึ้นในสังคมไทย
IP: xxx.12.118.36
เขียนเมื่อ Thu Jun 15 2006 15:31:12 GMT+0700 (ICT)
เรียน นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ผมขอแสดงความเห็นแย้งกับคุณครับ เรียน นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ  – ผมขอแสดงความเห็นแย้งกับคุณครับ

ไม่ใช่การท้าทายอำนาจศาล เพราะผมวิจารณ์บันทึกของคุณที่เขียนเท่านั้น ขอให้คุณและวิญญูชนโปรดอ่าน และร่วมกันกระทำการใด ๆ ที่จะช่วยกันไม่ให้ประเทศชาติตกต่ำและเศร้าหมองไปกว่านี้อีกเลย

ประเด็น ที่ 1: การตีความรัฐธรรมนูญ

ชาญชัย: ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 เวลา 09.30 น. ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 138 (2) บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาที่จะพิจาณาสรรหาผู้สมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้งเสนอต่อประธานวุฒิสภา จึงเป็นกรณีที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาดำเนินการได้เองตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาต้องดำเนินการตามที่มีการร้องขอ

โรดัก: ทำไมคุณถึงมองในแง่อย่างนี้ มาตรา 138 (2) ระบุไว้ชัดเจนว่าให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาสรรหาผู้สมควรเป็นกรรมการ การเลือกตั้งจำนวนห้าคนเสนอต่อประธานวุฒิสภา โดยต้องเสนอพร้อม ความยินยอมของผู้ได้รับการเสนอชื่อนั้นในรัฐธรรมนูญ ระบุชัดขนาดนี้ ประธานวุฒิสภา ก็ทำหนังสือมาถึงคุณอย่างชัดเจน หรือต้องให้รัฐธรรมนูญระบุไว้เลยว่าศาลฎีกาต้องดำเนินการตามที่มีการร้องขอทั้งที่ระบุไว้แล้วว่าให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาสรรหาผู้สมควรเป็นกรรมการ การเลือกตั้งจำนวนห้าคนเสนอต่อประธานวุฒิสภา

การตีความของคุณเช่นนี้ ผมไม่เห็นด้วย และรู้สึกว่าน่าจะไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ



------------------------------------------------------------------------------



ประเด็นที่ 2: ศาลฎีกาไม่ได้มีอำนาจเหนืออำนาจอื่น

ชาญชัย:แต่ในเวลาที่ประเทศตกอยู่ในภาวะว่างเว้นรัฐสภา และคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร หากมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องสงวนรักษาระบอบการปกครองและความสงบสุขแห่งราชอาณาจักรไว้ พระมหากษัตริย์ย่อมทรงใช้อำนาจอธิปไตยโดยผ่านทางศาลได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ดังที่ทรงมีพระราชดำรัสแก่ประธานศาลปกครองสูงสุดและประธานศาลฎีกา เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ดังนั้น การปฏิบัติภารกิจของศาลตามที่ได้รับใส่เกล้าใส่กระหม่อมมา จึงเป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

โรดัก: คุณพูดได้อย่างไร มาตรา 3 ระบุไว้ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ ทรง เป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้ระบุไว้อย่างที่คุณพูดเลย

1.
เราไม่ได้ว่างเว้นรัฐสภา  นายสุชนและคณะสมาชิกวุฒิสภา ก็ยังทำหน้าที่ คุณก็ยังตอบหนังสือนายสุชนอยู่เลย

2.
ครม. แม้ลาออก ก็ยังรักษาการอยู่ ไม่ได้ตกเครื่องบินตายทั้งคณะสักหน่อย

การที่คุณอ้างอย่างนี้ เป็นการทำให้อำนาจศาลฎีกา ก้าวก่ายอำนาจของศาลอื่น ของฝ่ายนิติบัญญัติ (สภา) และของฝ่ายบริหารหรือไม่ ขอให้คุณทบทวนให้ดี และลำพังเพียงมาตรา 3 ที่มีข้อความสั้นที่สุดและชัดเจนที่สุดเช่นนี้ ยังมีการตีความเป็นอื่นไปได้ ผมจึงเกรงว่า การนี้อาจทำให้คุณเสียความมีสง่าราศรีได้



------------------------------------------------------------------------------



ประเด็นที่ 3: คำปฏิญาณไม่ได้มีไว้ละเมิดอำนาจอื่น

ชาญชัย: ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้พิจารณาการสรรหาผู้สมควรเป็นกรรมการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างจำนวน 2 คน แล้วเห็นว่า ในการพิจารณาดังกล่าวที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องธำรงคงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยและนำมาซึ่งความผาสุกของอาณาประชาราษฎร ทั้งต้องคำนึงถึงพันธกิจของผู้พิพากษาและตุลาการตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งปรากฏในคำถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ตามมาตรา 252…”

โรดัก: ผมรู้สึกคุณอ้างรัฐธรรมนูญอยู่หลายหนแล้ว มาลองดูนะครับ มาตรา 252 ระบุไว้ว่าก่อนเข้ารับหน้าที่ ผู้พิพากษาและตุลาการต้องถวาย สัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้ ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ ในพระปรมาภิไธยด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยปราศจากอคติทั้งปวง เพื่อให้เกิดความยุติธรรมให้แก่ประชาชนและความสงบสุขแห่งราช อาณาจักร ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ’”

นี่เป็นคำปฏิญาณที่ผู้มีอาชีพเป็นผู้พิพากษา คุณเอามาอ้างอิงได้อย่างไร ในอาชีพอื่นที่เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่น ทหาร ก็มีคำปฏิญาณ เช่นกัน คำปฏิญาณนี้มีความหมายลึกซึ้งสุดประมาณสำหรับผู้พิพากษาเพื่อให้เที่ยงธรรม ซึ่อตรง แต่ไม่ได้ระบุไว้เลยว่า ให้คุณมีอำนาจล่วงล้ำอำนาจอื่น ผมเห็นว่า คุณไม่ควรนำคำปฏิญาณศักดิ์สิทธิ์นี้มาอ้างอิงเพื่อสนับสนุนความเห็นของคุณแต่อย่างใด



------------------------------------------------------------------------------



ประเด็นที่ 4: คุณอย่าใช้ความรู้สึก

ชาญชัย: ดังนั้น เมื่อปัจจุบันประเทศตกอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเมือง ประชาชนแบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย ไม่รับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน มีผลกระทบกระเทือนต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและความผาสุกของอาณาประชาราษฎรอย่างรุนแรง จึงนับเป็นสถานการณ์พิเศษที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาต้องพิจารณาด้วยความสุขุมรอบคอบ โดยมองผลที่จะตามมาในอนาคตด้วย

โรดัก: เป็นธรรมดาที่คนมีความเห็นต่างกันนะครับ แต่ไม่ได้วิกฤติอะไรที่ไหน ชาวบ้านก็อยู่กันตามปกติ การเลือกตั้งที่ผ่านมา คุณอาจเห็นว่าไม่ถูกต้อง แต่คงเป็นไปไม่ได้นะครับว่า รัฐบาลโกง โปรดเกรงใจเสียงส่วนใหญ่ 16 ล้านเสียง ที่เหนือ เสียง 8 ล้านเสียงที่ “no vote” บ้างนะครับ คนส่วนใหญ่ล้วนเลือกคุณทักษิณและ ทรท. ขณะนี้ถือว่าประเทศชาติสามัคคีกันที่สุดก็ว่าได้ สมัยก่อนเลือกตั้งไม่มีเลยที่พรรคใดจะชนะใจประชาชนได้เท่านี้ มีเพียงยุคสมัยของคุณทักษิณนี่แหละที่คนไทยสามัคคีกันอย่างที่สุด

คุณควรทบทวนให้ดีว่า คนไทยไม่ได้แตกแยกเป็นก๊กเป็นฝ่ายเหมือนสมัยกรุงศรีอยุธยาแตก และถ้าเป็นในต่างประเทศ แม้ชนะกันเพียงเฉียดฉิวเช่นสมัย บุช กับ อัลกอร์ แล้วล่ะก็ บุช ก็ยังได้รับเลือกเลยครับ และคุณควรดีใจที่ประชาชนส่วนใหญ่ที่มีสิทธิออกเสียงและออกมาเลือกตั้งถึงสองในสามที่เลือกคุณทักษิณ (16 ล้านเสียง  :  8 ล้านเสียง) จากคุณ : โรดัก - [ 2 มิ.ย. 49 10:58:29 ]

 

 
 

ความคิดเห็นที่ 1

------------------------------------------------------------------------------



ประเด็นที่ 5: การให้ร้าย กกต.

ชาญชัย: “….การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งที่ไม่เที่ยงธรรม หมายความว่าไม่ตั้งตรงใจความเป็นธรรม ซึ่งหมายความอยู่ในตัวว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ประกอบด้วย พลตำรวจเอกวาสนา เพิ่มลาภ นายปริญญา นาคฉัตรีย์ นายวีระชัย แนวบุญเนียร และพลเอกจารุภัทร เรืองสุวรรณ ไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง ย่อมขาดคุณสมบัติที่จะเป็นกรรมการการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 136…”

โรดัก: ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 9/2549 ลว. 8 พฤษภาคม 2549 หน้า 52 (http://www.concourt.or.th/04decis/contents/decis49/center9_49.pdf) ระบุไว้ชัดเจนเรื่องการกำหนดวันเลือกตั้ง และการหันคูหาออกเท่านั้นว่าผิด โดยพิพากษาด้วยคะแนน (8 : 6)  ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ระบุเลยว่า กกต. เข้าข้างใครเลย  คุณชาญชัย ทำไมคุณถึงกล้าตีความถึงขนาดว่า กกต. ไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง ย่อมขาดคุณสมบัติที่จะเป็นกรรมการการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 136…” คุณอ้างรัฐธรรรมนูญ ม.136 ออกมาใช้ผิดกาละเทศะ และเป็นการให้ร้ายผู้อื่นเช่นนี้ได้อย่างไร

กกต. ทั้ง 3 ท่านที่คุณกล่าวถึง ได้รับการเลือกตั้งมาอย่างถูกต้อง (ไม่เคยมีคำครหา เช่น กรณีคุณหญิงจารุวรรณ) และได้รับพระมหากรุณาธิคุณแต่งตั้งถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง การกล่าวเช่นนี้ของคุณ ควรได้รับการทบทวนไหมครับ นอกจากนี้ที่ผ่านมา กกต. ก็ทำหน้าที่อย่างโปร่งใส ซื่อตรง ให้ใบแดงแก่ทุกฝ่าย เพียงแค่ครั้งนี้ที่หันหน่วยเลือกตั้งออกมา (ตามที่ประเทศอื่นก็ทำ) ก็จะหาว่า กกต. ผิดจนต้องลาออกเลยหรือครับ



------------------------------------------------------------------------------



ประเด็นที่ 6: คุณอ้างรัฐธรรมนูญในมาตราที่ไม่เกี่ยวข้อง (อีกแล้ว)

ชาญชัย:ซึ่งจะต้องมีความเป็นกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ ตามมาตรา 268”

โรดัก: มาตรา 268 ระบุว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐผมขอโทษนะครับ ผมว่าคุณอ้างรัฐธรรมนูญค่อนข้างเปลืองเกินไปโดยไม่จำเป็นนะครับ  อาจทำให้ผู้คนเข้าใจเป็นอื่นได้ ในทำนองที่ชาวบ้านเรียกว่าชักแม่น้ำทั้งห้า

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอย่างไรถือว่าเด็ดขาด ข้อนี้แน่นอนเลยครับ แต่กรณีนี้ไม่ได้วินิจฉัยเลยว่า กกต. ต้องออก | แต่คุณจะให้ กกต. ออก นี่แสดงว่าคุณก้าวล่วงอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ครับ | คุณกำลังพูดในสิ่งที่คุณไม่มีอำนาจใช่ไหมครับ



------------------------------------------------------------------------------



ประเด็นที่ 7: คิดแบบ ศาลเตี้ย

ชาญชัย: หากบุคคลดังกล่าวที่เหลืออีก 3 คน ยังคงใช้อำนาจหน้าที่ของกรรมการการเลือกตั้งต่อไป การดำเนินการและการกระทำต่างๆ ก็จะมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมายอย่างไม่สิ้นสุด การที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะเสนอชื่อผู้สมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้ง กระทั่งที่สุดมีการแต่งตั้งกรรมการการเลือกตั้งเพิ่มเติมอีก 2 คน ย่อมไม่สามารถเยียวยาปัญหาความชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวได้

โรดัก: ผมคงต้องขอให้คุณกลับไปอ่านรัฐธรรมนูญ ม.141 นะครับว่า กกต. จะออกได้ในกรณีใด | ถ้าศาลไม่ได้พิพากษาว่าให้ กกต. ออก  กกต. ก็ไม่ต้องออก  | การพิพากษาว่า การดำเนินการไม่ถูกต้อง ไม่ได้หมายความว่า กกต. ต้องออกนะครับ
ยม "แนะนำ Blog ใหม่ในเดือน มิถุนายน ของ ศ.ดร.จีระ"
IP: xxx.9.162.169
เขียนเมื่อ Thu Jun 15 2006 20:23:15 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ /ผู้เข้ารับการอบรม HR สายพันธุ์ X (Marketing GuRu)และท่านผู้อ่านทุกท่าน  

 

ผมรู้สึกยินเป็นอย่างมาก ที่ทราบว่า ผู้เข้ารับการอบรม HR สายพันธุ์ X (Marketing GuRu) บางท่าน ไปร่วมพบปะกันที่ สำนักงานที่ปิ่นเกล้าฯ ของ ศ.ดร.จีระ เดิมที ผมตั้งใจจะไปร่วมด้วย แต่เนื่องจากติดงานด่วน จึงพลาดโอกาสนั้นไป รู้สึกเสียดาย อย่างไรก็ตาม ผมยังประทับใจกับความเป็นมิตร เป็นกันเอง ในกลุ่มผู้เข้ารับการอบรม HR สายพันธุ์ X (Marketing GuRu)   ผมยังนึกถึง

คุณ Somchai Ageprapal จาก บ. รอยังเปเปอร์ ฟอร์ม จำกัด

คุณไพฑูรย์ ศิริฉัตรชัยกุล จาก สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย

คุณบุญส่ง เพียรพันเลิศ จาก Millennium Microtech(Thailand) Co.,Ltd.

คุณวิภา คิดเมตตากุล จาก Mizuho Corporate Bank,Ltd.

คุณเบญจวรรณ ฤกษ์สมเด็จ จาก ACME PROMPT SERVICE

คุณจักรกฤษณ์ ทิวาศุภชัย จาก WATEVER MARKETING

คุณสุพิตรา ฟูพันธ์อนันต์ จาก Mizuho Corporate Bank

คุณอุไรรัตน์ คู่พิทักษ์ขจร จาก พีพีเสเจอรรัล รีสอร์ท

ม.ล. ชาญโชติ ชมพูนุท จาก Andaman master

และอีกหลายท่าน ที่เข้าร่วมสัมมนาในวันนั้น 

 

 

 

 

ในเดือนมิถุนายนนี้  ศ.ดร.จีระ ทำ Blog ขึ้นมาใหม่ หลาย Blog น่าสนใจ และมีคุณค่า ต่อ การสร้างทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางสังคม ทุนทางจริยธรรม และทุนอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี การที่ท่านเข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้ จาก Blog นี้ จะทำให้ท่านมีทักษะ ความชำนาญในการใช้ คอมพิวเตอร์มากขึ้นอีกด้วย ได้ทุนทาง IT และ ที่พลาดไม่ได้คือ Blog เทิดพระเกียรติในหลวง ทรงครองราชย์สมบัติ ครบ 60 ปี  ที่ ศ.ดร.จีระ เปิดโอกาสให้ผู้สนใจร่วมเทอดพระเกียรติในหลวงของเรา เข้าร่วมถวายพระพร ใน Blog นี้ได้เป็นอย่างดี  ส่วน Blog อื่น ๆ มีปรากฏเป็นตัวอย่าง อยู่ตอนท้ายนี้  หวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่าน

 

 

 

ขอโชคดี จงมีแด่ท่าน

 

 

สวัสดีครับ

 

ยม    

เข้าไปที่  http://gotoknow.org/blog/chirakm 

*      เทอดพระเกียรติ 60 ปี ครองราชย์ ผมขอใช้ Blog เพื่อให้ลูกศิษย์ทุกท่านได้ถวายพระพรให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ แข็งแรงตลอดไป มีต่อ » แก้ไข   ลบ ป้าย: uncategorized  km โดย ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์   ลิงค์ที่อยู่ถาวร   ข้อคิดเห็น (12) สร้าง: พฤ. 08 มิ.ย. 2549 @ 11:37   แก้ไข: พฤ. 08 มิ.ย. 2549 @ 11:   

 

*      ทรัพยากรมนุษย์ของสถานศึกษา/เทศบาล ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองที่สร้างคุณค่าให้แก่วงการศึกษาไทย มีต่อ »แก้ไข   ลบ ป้าย: ทรงพระเจริญ โดย ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์   ลิงค์ที่อยู่ถาวร   ข้อคิดเห็น (0) สร้าง: พฤ. 15 มิ.ย. 2549 @ 14:43   แก้ไข: พฤ. 15 มิ.ย. 2549 @ 14:43    

 

*      HR for SMEs Clinic แบ่งปันความคิดเห็นกับชาว SMEs ผมได้ทำBlog นี้ขึ้นมา เนื่องมาจากเมื่อวันเสาร์ที่ 10  ที่ผ่านมา ผมและลูกศิษย์ Marketing Guru บางส่วนได้มาพูดคุยต่อยอดกันเรื่องของ SMEs ที่ Office ของผมที่ปิ่นเกล้า ซึ่งผมยินดีมาก มีต่อ »แก้ไข   ลบ ป้าย: เฉลิมฉลองในหลวงทรงคลองราชครบ  60  ปี โดย ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์   ลิงค์ที่อยู่ถาวร   ข้อคิดเห็น (0) สร้าง: พ. 14 มิ.ย. 2549 @ 14:20   แก้ไข: พ. 14 มิ.ย. 2549 @ 14:20  

 

  *      Food Science/HR ร่วมสร้างสังคมการเรียนรู้กับนักศึกษาปริญญาโท สาขาการจัดการธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารได้ที่นี่ มีต่อ »แก้ไข   ลบ ป้าย: เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ในกลุ่มผู้ที่สนใจเรื่องคนในแวดวงของวิทยาศาสตร์ โดย ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์   ลิงค์ที่อยู่ถาวร   ข้อคิดเห็น (20) สร้าง: อ. 11 มิ.ย. 2549 @ 09:09   แก้ไข: อ. 11 มิ.ย. 2549 @ 09:09 

 

   *      Learning Mathematics วันพฤกัสบดีที่ 8 มิถุนายน ผมและมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ ได้จัด Learning Forum เรื่อง "Lesson study in Mathematics" ซึ่ง Lesson study เป็นนวัตกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ที่ใช้กันในญี่ปุ่นมากว่า 100 ปี- มีต่อ »แก้ไข   ลบ ป้าย: Mathematics  in  Study  Lesson โดย ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์   ลิงค์ที่อยู่ถาวร   ข้อคิดเห็น (2) สร้าง: ศ. 09 มิ.ย. 2549 @ 02:13   แก้ไข: ศ. 09 มิ.ย. 2549 @ 02:13

ยม "แนะนำ Blog ใหม่ ในเดือน มิถุนายน ของ ศ.ดร.จีระ"
IP: xxx.9.162.169
เขียนเมื่อ Thu Jun 15 2006 20:28:54 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ /ผู้เข้ารับการอบรม HR สายพันธุ์ X (Marketing GuRu)และท่านผู้อ่านทุกท่าน  

ผมรู้สึกยินเป็นอย่างมาก ที่ทราบว่า ผู้เข้ารับการอบรม HR สายพันธุ์ X (Marketing GuRu) บางท่าน ไปร่วมพบปะกันที่ สำนักงานที่ปิ่นเกล้าฯ ของ ศ.ดร.จีระ เดมที ผมตั้งใจจะไปร่วมด้วย แต่เนื่องจากติดงานด่วน จึงพลาดโอกาสนั้นไป รู้สึกเสียดาย อย่างไรก็ตาม ผมยังประทับใจกับความเป็นมิตร เป็นกันเอง ในกลุ่มผู้เข้ารับการอบรม HR สายพันธุ์ X (Marketing GuRu)   ผมยังนึกถึง

คุณ Somchai Ageprapal จาก บ. รอยังเปเปอร์ ฟอร์ม จำกัด

คุณไพฑูรย์ ศิริฉัตรชัยกุล จาก สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย

คุณบุญส่ง เพียรพันเลิศ จาก Millennium Microtech(Thailand) Co.,Ltd.

คุณวิภา คิดเมตตากุล จาก Mizuho Corporate Bank,Ltd.

คุณเบญจวรรณ ฤกษ์สมเด็จ จาก ACME PROMPT SERVICE

คุณจักรกฤษณ์ ทิวาศุภชัย จาก WATEVER MARKETING

คุณสุพิตรา ฟูพันธ์อนันต์ จาก Mizuho Corporate Bank

คุณอุไรรัตน์ คู่พิทักษ์ขจร จาก พีพีเสเจอรรัล รีสอร์ท

ม.ล. ชาญโชติ ชมพูนุท จาก Andaman master

และอีกหลายท่าน ที่เข้าร่วมสัมมนาในวันนั้น 

ในเดือนมิถุนายนนี้  ศ.ดร.จีระ ทำ Blog ขึ้นมาใหม่ หลาย Blog น่าสนใจ และมีคุณค่า ต่อ การสร้างทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางสังคม ทุนทางจริยธรรม และทุนอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี การที่ท่านเข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้ จาก Blog นี้ จะทำให้ท่านมีทักษะ ความชำนาญในการใช้ คอมพิวเตอร์มากขึ้นอีกด้วย ได้ทุนทาง IT และ ที่พลาดไม่ได้คือ Blog เทิดพระเกียรติในหลวง ทรงครองราชย์สมบัติ ครบ 60 ปี  ที่ ศ.ดร.จีระ เปิดโอกาสให้ผู้สนใจร่วมเทอดพระเกียรติในหลวงของเรา เข้าร่วมถวายพระพร ใน Blog นี้ได้เป็นอย่างดี  ส่วน Blog อื่น ๆ มีปรากฏเป็นตัวอย่าง อยู่ตอนท้ายนี้  หวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่าน

ขอโชคดี จงมีแด่ท่าน

สวัสดีครับ

ยม    

http://gotoknow.org/blog/chirakm 

*      เทอดพระเกียรติ 60 ปี ครองราชย์ ผมขอใช้ Blog เพื่อให้ลูกศิษย์ทุกท่านได้ถวายพระพรให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ แข็งแรงตลอดไป มีต่อ » แก้ไข   ลบ ป้าย: uncategorized  km โดย ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์   ลิงค์ที่อยู่ถาวร   ข้อคิดเห็น (12) สร้าง: พฤ. 08 มิ.ย. 2549 @ 11:37   แก้ไข: พฤ. 08 มิ.ย. 2549 @ 11:   

*      ทรัพยากรมนุษย์ของสถานศึกษา/เทศบาล ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองที่สร้างคุณค่าให้แก่วงการศึกษาไทย มีต่อ »แก้ไข   ลบ ป้าย: ทรงพระเจริญ โดย ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์   ลิงค์ที่อยู่ถาวร   ข้อคิดเห็น (0) สร้าง: พฤ. 15 มิ.ย. 2549 @ 14:43   แก้ไข: พฤ. 15 มิ.ย. 2549 @ 14:43    

*      HR for SMEs Clinic แบ่งปันความคิดเห็นกับชาว SMEs ผมได้ทำBlog นี้ขึ้นมา เนื่องมาจากเมื่อวันเสาร์ที่ 10  ที่ผ่านมา ผมและลูกศิษย์ Marketing Guru บางส่วนได้มาพูดคุยต่อยอดกันเรื่องของ SMEs ที่ Office ของผมที่ปิ่นเกล้า ซึ่งผมยินดีมาก มีต่อ »แก้ไข   ลบ ป้าย: เฉลิมฉลองในหลวงทรงคลองราชครบ  60  ปี โดย ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์   ลิงค์ที่อยู่ถาวร   ข้อคิดเห็น (0) สร้าง: พ. 14 มิ.ย. 2549 @ 14:20   แก้ไข: พ. 14 มิ.ย. 2549 @ 14:20  

  *      Food Science/HR ร่วมสร้างสังคมการเรียนรู้กับนักศึกษาปริญญาโท สาขาการจัดการธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารได้ที่นี่ มีต่อ »แก้ไข   ลบ ป้าย: เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ในกลุ่มผู้ที่สนใจเรื่องคนในแวดวงของวิทยาศาสตร์ โดย ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์   ลิงค์ที่อยู่ถาวร   ข้อคิดเห็น (20) สร้าง: อ. 11 มิ.ย. 2549 @ 09:09   แก้ไข: อ. 11 มิ.ย. 2549 @ 09:09 

   *      Learning Mathematics วันพฤกัสบดีที่ 8 มิถุนายน ผมและมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ ได้จัด Learning Forum เรื่อง "Lesson study in Mathematics" ซึ่ง Lesson study เป็นนวัตกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ที่ใช้กันในญี่ปุ่นมากว่า 100 ปี- มีต่อ »แก้ไข   ลบ ป้าย: Mathematics  in  Study  Lesson โดย ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์   ลิงค์ที่อยู่ถาวร   ข้อคิดเห็น (2) สร้าง: ศ. 09 มิ.ย. 2549 @ 02:13   แก้ไข: ศ. 09 มิ.ย. 2549 @ 02:13

น.ส.กาญจนา ศรีพักตร์
เขียนเมื่อ Fri Dec 01 2006 20:54:02 GMT+0700 (ICT)
กราบเรียน    ท่านอาจารย์  ดิฉัน นางสาวกาญจนา ศรีพักตร์ การตลาด 05/01 หลังจากที่ได้เรียน การคิดและการตัดสินใจ ในชั่วโมงเรียนของอาจารย์สุดาภรณ์ อาจารย์บอกว่าให้ติดตามข่าวสารหรือบทความของ ศ.ดร.จิระ วันนั้นด้วยความบังเอิญ ดูรายการทีวีทั่วไป แล้วเปลี่ยนไปที่ช่อง 11 ก็เจอรายการของ ศ.ดร. จิระ ตอนซักประมาณ 22.55 ได้ เป็นช่วงจบรายการเศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัฒน์พอดี  ก็เห็นชื่อ ดร.จิระ หงส์ลดารมภ์จากนั้นก็ทำให้ติดตามรายการนี้มาโดยตลอด ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นรายการที่ น่าสนใจ เพราะเป็นรายการที่เผยแพร่ความรู้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตในปัจจุบันและอนาคตได้  รายการได้แบ่งออกเป็นสามช่วง คือ ช่วงแรก เป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง  ช่วงที่สอง จะเป็นช่วงให้ความรู้เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ ช่วงสุดท้ายเป็นช่วงที่จะผสมผสาน เชื่อมโยงเศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์เข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้ชมได้เข้าใจ และนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน  
เทคนิคการคิดกรอบ ที่บรรดานักวิชาการมักใช้อ้างก่อนสอน หรือก่อนแสดงความคิดเห็นเสมอ เช่น วันนี้...เราจะวิเคราะห์ปัญหายาเสพติด ในกรอบของ "สังคม" (หมายถึง การวิเคราะห์ครั้งนี้ ไม่รวมด้านเศรษฐกิจ และการเมือง) พอจะมองออกนะครับว่า กรอบตัวนี้สำคัญ จะทำให้มองเห็นว่า ในวันนี้ นักวิชาการผู้นี้รับรองว่า พูดไม่หลงประเด็นแน่เมื่อมองเห็นความสำคัญของกรอบแล้ว กรอบตัวนี้ยังกว้าง และไร้ทิศทาง เปรียบเสมือน รั้วปศุสัตว์ หากไม่มีเครื่องมือมาควบคุม แม้เนื้อหาจะไม่ออกนอกรั้วก็ตาม แต่ลองนึกถึงวัว หรือม้าพยศ ที่วิ่งเสียจนฝุ่นตลบอยู่ในรั้ว เอ...ต้องหาอะไรดี อ้อ เชือกนั่นไง มาผูกไว้ก่อน นั่นคือ ยอมให้มันพยศได้ แต่อย่าออกนอกรัศมีของเชือกก็แล้วกัน เอาไว้ค่อยปราบพยศมันทีหลังเจ้าเชือกที่ว่านี่แหละ คือ Mind Manager เครื่องมือ แห่งศิลปะการเชื่อมต่อความคิดอย่างเป็นระบบโปรแกรมนี้มีความสามารถที่จะถูกเราใช้งานได้โดยง่ายดาย และรวดเร็ว ทันต่อความคิดมนุษย์ เพราะต้องไม่ลืมว่า ความคิดมนุษย์นั้นมีความรวดเร็วไม่มีขีดจำกัด ดังนั้น โปรแกรมดังกล่าว จึงต้องออกแบบมาให้ใช้งานสะดวก และง่ายที่สุด เพื่อรองรับความฉับไวดังกล่าว และ เพื่อให้การแตกกิ่งใบของปัญญาออกไปอย่างไม่รู้จักจบสิ้นนั้น มีความเป็นระเบียบ เสมือนกับการวาดความคิดของเราออกมาเป็นรูปภาพ เพื่อให้คนอื่นสามารถเข้าใจเราได้โดยง่ายยิ่งขึ้น (วรรคนี้...มีสาระดีจัง)




เป็นเพราะมนุษย์เรานี่ช่างคิด และช่างจดจำ ได้เล่น อยู่กับความคิด โดยค้นหาวิธีการเป็นแผนภูมิต่างๆ นานา มาช่วยเหลือให้เกิดความสะดวก อันได้แก่
- แผนภูมิต้นไม้ - Tree Diagram
- แผนภูมิก้างปลา - Fish-Bone Diagram
- แผนภูมิสมอง - Brain Mapper Diagram
- แผนภูมิมายด์ แม็พพิ้ง - Mind Mapping Diagram ในบทความของเรานั่นเอง

 


แผนภูมิต้นไม้้ เป็นที่นิยมใช้สร้างรูปแบบการปกครองในองค์กรการทำงาน (Organisation Chart) ซึ่งจะแสดงการปกครองลดหลั่นลงมา จากตำแหน่งใหญ่มาสู่ตำแหน่งเล็กรองลงไปเรื่อยๆ จุดเด่น คือ เขียนง่าย และทำความเข้าใจได้ง่าย

แผนภูมิก้างปลา โดยมีลักษณะรูปหัวปลา คือ หัวเรื่องใหญ่ และรูปก้างแกนกลางเป็นหลัก และแตกกิ่งก้างให้ย่อยออกไปอีกเป็นก้าน แต่ละก้านก็มี หัวเรื่องย่อย บอกว่า เป็นที่นิยมใช้ ในการคิด และวิเคราะห์ปัญหากิจกรรมวงจรคุณภาพ (Q.C. Circle) แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในงานทั่วไป และงานที่ซับซ้อนมากๆ อาจจะเป็นเพราะ ไม่สะดวกที่จะเพิ่มก้านในภายหลัง เนื่องจากถูกตรึงตำแหน่งจาก หัวเรื่องย่อย นั่นเอง

แผนภูมิสมอง มีลักษณะการผสมผสานระหว่าง ต้นไม้ และ ก้างปลา เขาบอกว่า เป็นที่นิยมในกลุ่มนักวิชาชีพคอมพิวเตอร์ โดยเขียนจากวงกลมศูนย์กลางเป็น หัวเรื่องใหญ่ แตกออกไปเป็นรัศมี และที่ปลายของรัศมีนั้นจะเป็น หัวเรื่องย่อย ดังนั้น ระหว่างเส้นรัศมีจะสามารถแตกกิ่งก้านออกไปได้เรื่อยๆ คล้ายแผนภูมิก้างปลา ที่ตรึงส่วนหัว-ส่วนท้ายไว้ด้วย หัวเรื่องย่อย นั่นเอง

 

     แผนภูมิมายด์ แม็พพิ้ง พระเอกของเราเลือกจับเอาส่วนดีของ ต้นไม้ ถึง แผนภูมิสมอง มาปรับประยุกต์ และเลือกเอาส่วนด้อยมาปรับปรุง มาเป็นแนวรูปแบบที่สามารถใช้กับงานทั่วไปได้ก่อนหลัง เอ...เป็น Idea ก็ได้นะครับ ใครทำโปรแกรมนี้ออกมาได้ รับรองรุ่งแน่)คือ แผนภูมิแสดงความคิดต่างๆ โดยใช้ลายเส้น, ภาพ, รูปวาด, คำสั่ง, สีต่างๆ เป็นสื่อทำ ใช้ในการแก้ปัญหาไม่ว่าในเรื่องงาน, เรียน หรือเรื่องส่วนตัว —         ใช้คำสั้นๆ รูปยิ่งดี —      เริ่มจากกลางกระดาษขยายออกไป —      ให้ภาพตรงกลางเด่นแสดงประเด็นหลักของเรื่อง —      ขายกิ่งก้านออกไป แล้วแทนประเด็นรอง —      เขียนคำสั้นๆ บนเส้น —      เขียนชัดๆ —      ใช้สีแล้วให้แยกเรื่อง —      อะไรที่ดูเด่นบนกระดาษ จะจำได้ง่าย —      มองในเชิงลึกด้วย —      ใช้เครื่องหมายต่างๆ ช่วยได้ —      ถ้าคิดวัดตรงนั้น ไปเริ่มหรือทำตรงอื่นต่อ —      นึกอะไรได้ก็เขียนเลย —      ต่อกระดาษถ้าจำเป็น (อย่าเริ่มแผ่นใหม่)   
     
แก้ไขปัญหา
มีความสำคัญไม่น้อยกว่า การป้องกันปัญหา เพราะปัญหาอาจยังคงเกิดขึ้นได้ แม้ว่าจะได้ถูกวางแผนป้องกันมาแล้วเป็นอย่างดี นั่นคือ แผนที่วางอาจมีความบกพร่อง หรือปัญหาได้เกิดขึ้น เพราะความประมาท หรือขาดการวางแผน เพราะอยู่นอกเหนือจากความสามารถที่จะคาดคะเนได้ในขณะนั้นเมื่อปัญหาใดๆ เกิดขึ้น สำหรับผู้เขียนมีสูตรสำเร็จซึ่งเป็นทางออกอยู่ในใจเรียบร้อยแล้ว คือ จะเดินหน้า หรือถอยหลัง หรืออยู่นิ่งๆ ก่อนต่อจากนั้น จะถามตนเองว่า สามารถเลือกทางออกได้ หรือยัง หากยัง ผู้เขียนจะพยายามเก็บข้อมูลให้ได้มากกว่าที่มีก่อน มาถึงตรงนี้ก็วนกลับเข้าสู่กระบวนต่างๆ ก่อนการคาดคะเน - Prediction นั่นเองเดินหน้า หรือถอยหลัง การวางแนวปฏิบัติดำเนินการแก้ไขจะมีลักษณะเป็นการ "รุก" หรือ การตั้ง "รับ"แต่ในบางสถานการณ์ ถ้าจำเป็นต้องเลือกที่จะอยู่นิ่งๆ ก่อน นี่คงต้องเขียนกันเยอะหน่อยครับ เพราะมันคือ ศิลปะแห่งการใช้ชีวิต ท่านคงเคยได้ยินภาษิตคำว่า "นิ่ง" ในทางที่ดี หลายภาษิต เช่น- พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง
-
นิ่งสงบ เพื่อสยบความเคลื่อนไหว
-
น้ำนิ่ง ไหลลึกบางปัญหานั้น การอยู่นิ่ง เพื่อรอสังเกตุการณ์นั้นอาจเป็นทางออกที่ดี ท่านเคยสังเกต นักการเมืองอาวุโสบางท่าน มักหาทางเลี่ยงการตอบคำถามของนักข่าวในบางเรื่อง ซึ่งถ้าตอบในเชิง "รุก" หรือ "รับ" ผลที่ตามมาอาจก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองด้วยกันเอง หรืออาจกระทบกระเทือนถึงกระแสสังคม จึงต้องเลี่ยงไปตอบว่า



ความคิดสร้างสรรค์ คือ ความมุมานะ 99 %, จินตนาการ 1%

น.ส.กาญจนา ศรีพักตร์

น.ส. สุมนทิพย์ อาจวงค์

น.ส. นิตยา  สรภูมี

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็น