สมาชิก
แลกเปลี่ยน

โจรกลับใจ เพราะศีล สมาธิ ปัญญาตามคำสอนของหลวงปู่ดูลย์

ในขณะจิตที่ตั้งใจ ความชั่วทั้งหลายก็หยุดพักไว้ ศีลก็มีความสมบูรณ์ พอที่จะเป็นบาทฐานของสมาธิภาวนาได้ เมื่อรักษาได้อย่างนั้นไม่ขาดสาย จิตย่อมตั้งมั่นอยู่ด้วยดี เรียกว่า มีสมาธิจิตที่ไม่กำเริบแปรปรวน เรียกว่าจิตมีศีล และอาการตั้งมั่นอยู่ด้วยดีเรียกว่ามีสมาธิ ย่อมมีความคล่องแคล่วแก่การงาน ควรแก่การพิจารณาปัญหาต่างๆได้เป็นอย่างดี เรียกว่า สติปัญญา

                       

 

ตามเจตนารมณ์เดิมที่กล่าวในบันทึกที่แล้วว่า ศิลาประสงค์จะรวบรวมแนวปฏิบัติธรรมของหลวงปู่ดูลย์ อตุโลไว้ใน Blog นี้ ในบันทึกนึ้จึงสืบเนื่องจากตอนที่ 1 ในบันทึกที่แล้ว โดยจะขอตัดตอนในบันทึกเป็นตอนที่ 5 เนื่องจากเห็นว่าตอนที่ 2 - 4  จะเป็นคำสอนสำหรับ ศิษยานุศิษย์ที่เป็นภิกษุสามเณร  แต่หากท่านใดสนใจเชิญค้นคว้าหาอ่านได้ค่ะ เพราะข้อมูลทั้งหมดนำมาจาก ลานธรรมจักร http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=225

 

                             

                             ๕   สมาธิอันใด ปัญญาอันนั้น

มีเรื่องเล่าสมัยที่หลวงปู่เดินทางกลับจากอุบลฯ มาสุรินทร์ เพื่อโปรดญาติโยมในครั้งแรก ท่านมาในรูปแบบของพระธุดงค์กัมมัฏฐาน และพำนักโปรดญาติโยมอยู่ที่สำนักป่าบ้านหนองเสม็ด ตำบลเฉนียง อำเภอเมืองสุรินทร์

ในช่วงนั้นได้มีชายหัวนักเลงอันธพาลผู้หนึ่งมีความโหดร้ายระดับเสือ เป็นที่กลัวเกรงแก่ประชาชนในละแวกนั้น กลุ่มของชายผู้นี้ท่องเที่ยวหากินแถบชายแดนไทยและกัมพูชา

เมื่อได้ยินข่าวเล่าลือเกี่ยวกับพระธุดงค์มาพำนักที่บ้านเสม็ด เขามั่นใจว่าพระจะต้องเป็นผู้มีวิชาด้านคาถาอาคมอันล้ำเลิศอย่างแน่นอน จึงมีความประสงค์จะได้วัตถุมงคลเครื่องรางของขลังประเภทอยู่ยงคงกระพัน ยิงไม่ออกฟันไม่เข้า

ดังนั้นจึงพาลูกสมุนตัวกลั่น ๔ คน มีอาวุธครบครันแอบเข้าไปหาหลวงปู่อย่างเงียบๆ ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ ๒ ทุ่ม แถวหมู่บ้านป่าถือว่าดึกพอสมควรแล้ว ชาวบ้านที่มาฟังธรรม และมาบำเพ็ญสมาธิภาวนาพากันกลับหมดแล้ว

กลุ่มนักเลงแสดงตนให้ประจักษ์ กล่าวอ้อนวอนหลวงปู่ว่า พวกตนรักการดำเนินชีวิตท่ามกลางคมหอกคมดาบ และได้ก่อศัตรูไม่น้อย ที่มาครั้งนี้ก็เพราะมีความเลื่อมใสศรัทธา มีเจตนาจะมาขอวิชาคาถาอาคมไว้ป้องกันตัวให้พ้นจากอันตราย

ขอพระคุณท่านได้โปรดมีจิตเมตตา เห็นแก่ความลำบากยากเข็ญของพวกกระผมที่ต้องฟันฝ่าอุปสรรค หลบศัตรูมั่งร้ายหมายขวัญ ได้โปรดถ่ายทอดวิชาอาคมให้พวกกระผมเถิด

หลวงปู่กล่าวกับชายกลุ่มนั้นว่าข้อนี้ไม่ยาก แต่ว่าผู้ที่จะรับวิชาอาคมของเราได้นั้น จะต้องมีการปรับพื้นฐานจิตใจให้แข็งแกร่ง เสียก่อน มิฉะนั้นจะรองรับอาถรรพ์ไว้ไม่อยู่ วิชาก็จะย้อนเข้าตัวเกิดวิบัติภัยร้ายแรงได้

ว่าดังนั้นแล้ว หลวงปู่ก็แสดงพื้นฐานของวิชาอาคมของท่านว่า คาถาทุกคาถา หรือวิชาอาคมที่ประสงค์จะเรียนนั้น จะต้องอาศัยพื้นฐานคือ พลังจิต จิตจะมีพลังได้ก็ต้องมีสมาธิ สมาธินั้นจะเกิดขึ้นได้ก็แต่จากการนั่งภาวนาทำใจให้สงบ วิชาที่จะ ร่ำเรียนไปจึงจะบังเกิดผลศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีพิบัติภัยตามมา

ฝ่ายนักเลงเหล่านั้น เมื่อเห็นอากัปกิริยาอันสงบเย็นมั่นคง มิได้รู้สึกสะทกสะท้านต่อพวกเขา ประกอบกับปฏิปทาอันงดงามของท่าน ก็เกิดความเย็นกาย เย็นใจ เลื่อมใสนับถือ อีกอย่างก็มีความอยากได้วิชาอาคมดังกล่าว จึงยินดีปฏิบัติตาม

หลวงปู่ได้แนะนำให้นั่งสมาธิภาวนา แล้วบริกรรมภาวนาในใจว่า พุทโธ พุทโธ ชั่วเวลาประมาณ ๑๐ - ๒๐ นาทีเท่านั้น จอมนักเลงก็รู้สึกสงบเย็น ยังปีติให้บังเกิดซาบซ่านขึ้นอย่างแรง เป็นปีติชนิดโลดโผน เกิดอาการสะดุ้งสุดตัว ขนลุกขนชัน และร้องไห้

เห็นปรากฏชัดในสิ่งที่ตนเคยกระทำมา เห็นวัวควายกำลังถูกฆ่า เห็นคนที่มีอาการทุรนทุรายเนื่องจากถูกทำร้าย เห็นความชั่วช้าเลวทรามต่างๆ ของตน ทำให้รู้สึกสังเวชสลดใจอย่างยิ่ง

หลวงปู่ก็ปลอบโยนให้การแนะนำว่า ให้ตั้งสมาธิภาวนาต่อไปอีก ทำต่อไป ในไม่ช้าก็จะพ้นจากภาวะนั้นอย่างแน่นอน

นักเลงเหล่านั้นพากันนั่งสมาธิภาวนาอยู่กับหลวงปู่ไปจนตลอดคืน ครั้นรุ่งเช้า อานุภาพแห่งศีลและสมาธิที่ได้รับการอบรมฝึกฝนมาตลอดทั้งคืนก็ยังปัญญาให้เกิดแก่นักเลงเหล่านั้น

จิตใจของพวกเขารู้สึกอิ่มเอิบด้วยธรรม เปี่ยมไปด้วยศรัทธา บังเกิดความเลื่อมใส จึงเปลี่ยนใจไปจากการอยากได้วิชาอาคมขลัง ตลอดจนกลับใจเลิกพฤติกรรมอันทำความเดือดร้อนทั้งแก่ตนและแก่ผู้อื่นจนหมดสิ้น ปฏิญาณตนเป็นคำตายกับหลวงปู่ว่า จะไม่ทำกรรมชั่วทุจริตอีกแล้ว

เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ในครั้งนี้ จะเห็นว่าในขณะที่พวกเขาทั้ง ๕ อยู่ต่อหน้าหลวงปู่ พวกเขามิได้กระทำกรรมชั่วอันใดลงไป ส่วนกรรมชั่วที่เขาเคยกระทำมาแล้วก็หยุดไว้ชั่วขณะ แฝงซ่อนเร้นหลบ อยู่ในขันธสันดานของเขา

ในตอนนั้นพวกเขาก็มีเพียงความรู้สึกโลภ ด้วยการอยากได้คาถา อาคมจากหลวงปู่ แต่ความโลภช่วงนั้นได้สร้างความศรัทธาให้เกิด ทำให้ตั้งใจปฏิบัติตามคำสอน 

                  ในขณะจิตที่ตั้งใจ ความชั่วทั้งหลายก็หยุดพักไว้

         ศีลก็มีความสมบูรณ์ พอที่จะเป็นบาทฐานของสมาธิภาวนาได้

 เมื่อรักษาได้อย่างนั้นไม่ขาดสาย จิตย่อมตั้งมั่นอยู่ด้วยดี เรียกว่า มีสมาธิ

จิตที่ไม่กำเริบแปรปรวน เรียกว่าจิตมีศีล และอาการตั้งมั่นอยู่ด้วยดีเรียกว่า

                     มีสมาธิ ย่อมมีความคล่องแคล่วแก่การงาน

 ควรแก่การพิจารณาปัญหาต่างๆได้เป็นอย่างดี เรียกว่า สติปัญญา

 

                           --------------------------------

ความรู้สึกและอารมณ์ดังกล่าว ตรงตามคำสอนของพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโตที่ว่า            ศีลอันใด สมาธิอันนั้น สมาธิใด ปัญญาอันนั้น


(มีต่อ ๖)

                            

 

 

                    

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
· คำสำคัญ: ศีลอันใด สมาธิอันนั้น สมาธิใด ปัญญาอันนั้น 
· หมายเลขบันทึก: 265265 · เขียน:  
· ความเห็น:
18
 · อ่าน: แสดง
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
แจ้งลบ
แจ้งลบ
แดง
เขียนเมื่อ Tue Jun 02 2009 19:00:48 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ

มาติดตามอ่านแบบมีความสุข

หลวงปู่ท่านมีอุบายการสอน

แต่ทำไมนะจิตถึงสงบเร็วจัง อาจเป็นเพราะบุพกรรมชาติก่อนที่เคยบวชมาหรือเปล่าคะ

เหมือนท่านองคุลิมาลย์เลยนะ...

ชอบอ่านประวัติของพระธุดงค์ค่ะ

หลวงปู่มั่น...หลวงปู่ชา หลวงปู่ขาว หลวงปู่ชอบ...

ประทับใจที่หลวงปู่ชอบ   พูดถึงตอนที่เทวดามาใส่บาตรในป่าลึกค่ะ

 

ครูตุ๊กแก…ตัวดำๆ…
เขียนเมื่อ Tue Jun 02 2009 19:31:03 GMT+0700 (ICT)

พี่ศิลาขา...

    

   

Sila Phu-Chaya
เขียนเมื่อ Tue Jun 02 2009 20:06:31 GMT+0700 (ICT)
  • แหมชอบจังเลยค่ะคำกล่าวนี้ของคุณพี่แดง P
  • แต่ทำไมนะจิตถึงสงบเร็วจัง อาจเป็นเพราะบุพกรรมชาติก่อนที่เคยบวชมาหรือเปล่าคะ

    เหมือนท่านองคุลิมาลย์เลยนะ...

  • คงจริงแหละค่ะ

  • ศิลาก็ชอบอ่านประวัติพระเกจิเกือบทุกรูปค่ะ ซาบซึ้ง ปิติมากเลย

แดง
เขียนเมื่อ Tue Jun 02 2009 20:23:57 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะอาจารย์ศิลา

ขอบคุณนะคะ...บางครั้งก็อยากระลึกถึงอะไรที่มันเศร้าปนสุขนะคะ

ขอบคุณนะคะ...แล้วสักวันเราก็จะตามเขาไปค่ะ

JJ
เขียนเมื่อ Tue Jun 02 2009 20:49:18 GMT+0700 (ICT)

สมาธิมา สติ ปัญญา ย่อมเกิด ครับ

ครูอรวรรณ
เขียนเมื่อ Wed Jun 03 2009 01:26:39 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะ  น้องศิลา

  • มาดึกค่ะ นั่งหลับๆตื่นๆ
  • แต่พออ่านแล้วสนุกและได้ปัญญา
  • ตาก็พลอยสว่างขึ้นด้วย
  • น้องศิลานี่เก่งหลายด้าน  เรียกว่ารอบด้านดีกว่านะคะ
  • มีความสุขกายสุขใจนะคะ
หนุ่ม กร
เขียนเมื่อ Wed Jun 03 2009 08:49:27 GMT+0700 (ICT)

ธรรมะสวัสดีครับอาจารย์  ขอร่วมอนุโมทนาในวิทยาทาน ด้วยครับ สาธุ

แดง
เขียนเมื่อ Wed Jun 03 2009 21:09:58 GMT+0700 (ICT)

ขอเอาดอกไม้ที่สวนมาเยี่ยมคนใจดีค่ะ

กุหลาบหน้าบ้านค่ะ

Sila Phu-Chaya
เขียนเมื่อ Thu Jun 04 2009 19:04:01 GMT+0700 (ICT)
  • ขอบพระคุณคุณครูตุ๊กแก P สำหรับน้ำสมุนไพรชื่นใจค่ะ
  • เพราะน้ำสมุนไพรนี่เอง เด็ก ๆ จึงได้หน้าตาสดใส
Sila Phu-Chaya
เขียนเมื่อ Thu Jun 04 2009 19:07:16 GMT+0700 (ICT)
  • ท่านอาจารย์ JJ P กล่าวกระชับ แต่ได้ใจความมากค่ะ เวลามีสมาธิ สติปัญญาทางโลกก็จะบังเกิด  หากว่ายิ่งได้ทำการภาวนา สติปัญญาทางธรรมจะแจ่มแจ้งค่ะ
augustman
เขียนเมื่อ Sat Jun 06 2009 11:06:23 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ  คุณ Sila Phu-Chaya

 

• อ่านตลอดแล้ว...ประทับใจ ครับ

• ศีล - สมาธิ - ปัญญา ...อิงอาศัยกันจริง ๆ

• ขอบคุณที่แวะเวียนไปแสดงความคิดเห็นที่บล็อก ครับผม

 

...........................................................................................................

kmsabai
เขียนเมื่อ Sat Jun 06 2009 14:56:49 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ

มาอนุโมทนาบุญครับ

กับการเผยแพร่แบ่งปัน ปรมัตถ์ธรรม

 

Sila Phu-Chaya
เขียนเมื่อ Sun Jun 07 2009 10:56:53 GMT+0700 (ICT)
  • ขอบพระคุณค่ะคุณพี่อรวรรณ P คำชมของคุณพี่คือรางวัลล้ำค่าของความเพียรพยายามที่ศิลาศึกษามายาวนานค่ะ...เชื่อไหมคะว่าคำชมที่ได้ยินไม่ได้ทำให้รู้สึกพอง แต่ทำให้รู้สึกสงบ เย็นสบาย เสมือนว่ามีลมเย็น ๆ พัดผ่าน ให้ชื่นใจ
  • ศิลาจะรู้สึกปิติยิ่งนัก หากว่ามีการนำไปปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน
  • เพียงมีสติ สมาธิ หรือ รู้จักการภาวนา เพียงสั้น ๆ ให้คุ้นเคยกับสภาวะธรรมตามความเป็นจริง ก็จะทำให้เราหนักแน่นเสมือนศิลาค่ะ
  • ทุก ๆ วันนี้ ศิลาก็หลับ ๆ ตื่น ๆ ตื่นก็ตื่นสั้น ๆ หลง เผลอซะนาน ความฟุ้งซ่านเป็นกิเลสหลักของศิลาค่ะ  นำบันทึกนี้มาเก็บไว้เตือนสติตนเองค่ะ ...เด็กอนุบาลจะได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ประถมสักที
Sasinand
เขียนเมื่อ Mon Jun 08 2009 22:15:15 GMT+0700 (ICT)

อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ สำหรับการเผยแพร่คำสอนของหลวงปู่ค่ะ

Sila Phu-Chaya
เขียนเมื่อ Tue Jun 09 2009 16:49:29 GMT+0700 (ICT)
  • ขอบพระคุณคุณหนุ่มกร P ที่เป็นกำลังใจอยู่เสมอค่ะ การมาเยือนแต่ละครั้งของกัลยาณมิตรที่จิตใจงดงามคือพลังที่ยิ่งใหญ่ในการทำงานของศิลาค่ะ
  • ขอบพระคุณคุณพี่แดง Pสำหรับดอกไม้งาม ๆ ค่ะ สวนสวยงามได้ขนาดนี้ แสดงว่าตอนรดน้ำ ใส่ "หัวใจ" ลงไปด้วย ต้นไม้ยังรับรู้ได้เลยค่ะ
Sila Phu-Chaya
เขียนเมื่อ Tue Jun 09 2009 16:53:08 GMT+0700 (ICT)
  • สวัสดีค่ะ คุณ  augustman  P ที่กรุณาแวะมาเยี่ยม  แต่ละบันทึกที่แวะมาทำให้ศิลาทราบว่า "คอเดียวกัน"
  • การมีธรรมในใจทำให้เราเป็นคนชอบความถูกต้อง...ศิลาชอบคำกล่าวที่ว่า ศีล สมาธิ ปัญญาอิงอาศัยกันมากเลยค่ะ  เพราะทำให้มองเห็นภาพว่าเหมือนพวงมาลัยที่ร้อยอย่างงดงามมีความหมายถึงความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันและน่าบูชา
Sila Phu-Chaya
เขียนเมื่อ Tue Jun 09 2009 16:54:37 GMT+0700 (ICT)
  • สวัสดีค่ะ คุณ kmsabai  P ยินดีที่แวะมาเยือนค่ะ ขอให้คุณ kmsabai  เจริญในธรรมตามที่ตั้งจิตมั่นไว้ค่ะ
Sila Phu-Chaya
เขียนเมื่อ Tue Jun 09 2009 16:56:06 GMT+0700 (ICT)
  • ขอบพระคุณคุณพี่ Sasinand 
    P ที่แวะมาเยี่ยม เหมือนน้ำฝนอันชื่นใจจริง ๆ เลยค่ะ ขณะที่ตอบเม้นท์นี้ ฝนก็เริ่มตกพอดีเลย แปลกมาก
อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
ใส่รูปหรือไฟล์