สมาชิก
แลกเปลี่ยน
 

การวิจัยทางการศึกษา

มนุษย์มีความสนใจในสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวมานานนับตั้งแต่ยุคเริ่มแรกมาแล้ว โดยเฉพาะความรู้ต่าง ๆ เพื่อที่จะนำมาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว ความรู้ต่าง ๆ ของมนุษย์ ในปัจจุบันนี้ประกอบด้วย ข้อเท็จจริงและ ทฤษฎีต่าง ๆ ซึ่งนับวันจะมีข้อค้นพบมากยิ่งขึ้นไปตามระยะเวลา ซึ่งความรู้เหล่านี้ช่วยให้มนุษย์มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถที่จะอธิบาย ควบคุมหรือพยากรณ์เหตุการณ์ต่าง ๆ ในสถานการณ์ที่กำหนดให้ได้ การเสาะแสวงหาความรู้ของมนุษย์มิใช่กระบวนการที่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ แต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยสติปัญญา และการฝึกฝนต่าง ๆ

         

 วิธีการเสาะแสวงหาความรู้ (Methods of acquiring knowledge)  จำแนกได้ดังนี้

       1. วิธีโบราณ (Older methods) ในสมัยโบราณมนุษย์ได้ความรู้มาโดย
                1.1 การสอบถามผู้รู้หรือผู้มีอำนาจ (Authority) เป็นการได้ความรู้จากการสอบถามผู้รู้ หรือผู้มีอำนาจ เช่น ในสมัยโบราณเกิดโรคระบาด ผู้คนก็จะถามจากผู้ที่มีอำนาจว่าควรทำ อย่างไร ซึ่งในสมัยนั้นผู้มีอำนาจก็จะแนะนำให้ทำพิธีสวดมนต์อ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ให้ช่วยคลี่คลายเหตุการณ์ต่าง ๆ คนจึงเชื่อถือโดยไม่มีการพิสูจน์
                1.2 ความบังเอิญ (Chance) เป็นการได้ความรู้มาโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งไม่ได้เจตนาที่จะศึกษาเรื่องนั้นโดยตรง แต่บังเอิญเกิดเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์บางอย่างทำให้มนุษย์ได้รับความรู้นั้น เช่น เพนนิซิลินจากราขนมปัง
                1.3 ขนบธรรมเนียมประเพณี (Tradition) เป็นการได้ความรู้มาจากสิ่งที่คนในสังคมประพฤติปฏิบัติสืบทอดกันมาจนเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรม ผู้ที่ใช้วิธีการนี้ ควรตระหนักด้วยว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตจนเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีนั้น ไม่ใช่จะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเที่ยงตรงเสมอไป ดังนั้นผู้ที่ใช้วิธีการนี้ควรจะได้นำมาประเมินอย่างรอบคอบเสียก่อนที่จะยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริง
                1.4 ผู้เชี่ยวชาญ (Expert) เป็นการได้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง เมื่อมีปัญหาหรือต้องการคำตอบเกี่ยวกับเรื่องใดก็ไปถามผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะเรื่องนั้น เช่น เรื่องดวงดาวต่าง ๆ ในท้องฟ้าจากนักดาราศาสตร์ เรื่องความเจ็บป่วยจากนายแพทย์
                1.5 ประสบการณ์ส่วนตัว (Personal experience) เป็นการได้ความรู้จากประสบการณ์ที่ตนเคยผ่านมา  ประสบการณ์ของแต่ละบุคคลช่วยเพิ่มความรู้ให้บุคคลนั้น เมื่อประสบปัญหาก็พยายามระลึกถึงเหตุการณ ์หรือวิธีการแก้ปัญหาในอดีตเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาที่ประสบอยู่
                 1.6 การลองผิดลองถูก (Trial and error) เป็นการได้ความรู้มาโดยการลอง แก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือปัญหาที่ไม่เคยทราบมาก่อน เมื่อแก้ปัญหานั้นได้ถูกต้องเป็นที่พึงพอใจ ก็จะกลายเป็นความรู้ใหม่ที่จดจำไว้ใช้ต่อไป ถ้าแก้ปัญหาผิดก็จะไม่ใช้วิธีการนี้อีก

       2. วิธีการอนุมาน (Deductive method) คิดขึ้นโดยอริสโตเติล (Aristotle) เป็นวิธีการคิดเชิงเหตุผล ซึ่งเป็นกระบวนการคิดค้นจากเรื่องทั่ว ๆ ไปสู่เรื่องเฉพาะเจาะจง หรือคิดจากส่วนใหญ่ไปสู่ส่วนย่อยจากสิ่งที่รู้ไปสู่ สิ่งที่ไม่รู้ วิธีการอนุมานนี้จะประกอบด้วย
                 1. ข้อเท็จจริงใหญ่ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เป็นจริงอยู่ในตัวมันเอง หรือเป็นข้อตกลงที่กำหนดขึ้นเป็นกฎเกณฑ์
                2. ข้อเท็จจริงย่อย ซึ่งมีความสัมพันธ์กับข้อเท็จจริงใหญ่ หรือเป็นเหตุผลเฉพาะกรณีที่ต้องการทราบความจริง
                3. ผลสรุป เป็นข้อสรุปที่ได้จากการพิจารณาความสัมพันธ์ของเหตุใหญ่และ เหตุย่อย

     ตัวอย่างการหาความจริงแบบนี้ เช่น

         ตัวอย่างที่ 1 ข้อเท็จจริงใหญ่ : สัตว์ทุกชนิดต้องตาย
                        ข้อเท็จจริงย่อย : แมวเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง
                        ผลสรุป : แมวต้องตาย

        ตัวอย่างที่ 2 ข้อเท็จจริงใหญ่ : ถ้าโรงเรียนถูกไฟไหม้ ครูจะเป็นอันตราย
                       ข้อเท็จจริงย่อย : โรงเรียนถูกไฟไหม้
                       ผลสรุป : ครูเป็นอันตราย

                ถึงแม้ว่าการแสวงหาความรู้โดยวิธีการอนุมาน จะเป็นวิธีการที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ก็มีข้อจำกัด ดังนี้


                1. ผลสรุปจะถูกต้องหรือไม่ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงใหญ่กับข้อเท็จจริงย่อย หรือทั้งคู่ ไม่ถูกต้องก็จะทำให้ข้อสรุปพลาด ไปด้วย ดังเช่นตัวอย่างที่ 2 นั้น การที่โรงเรียนถูกไฟไหม้ ครูในโรงเรียนอาจจะไม่เป็นอันตรายเลยก็ได้

                 2. ผลสรุปที่ได้เป็นวิธีการสรุปจากสิ่งที่รู้ไปสู่สิ่งที่ไม่รู้ แต่วิธีการนี้ไม่ได้เป็นการยืนยันเสมอไปว่า ผลสรุปที่ได้จะเชื่อถือได้เสมอไป เนื่องจากถ้าสิ่งที่รู้แต่แรกเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนก็จะส่งผลให้ข้อสรุปนั้นคลาดเคลื่อนไปด้วย

     3. วิธีการอุปมาน (Inductive Method) เกิดขึ้นโดยฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon) เนื่องจากข้อจำกัดของวิธีการอุมานในแง่ที่ว่าข้อสรุปนั้น จะเป็นจริงได้ต่อเมื่อข้อเท็จจริงจะต้องถูกเสียก่อน จึงได้เสนอแนะวิธีการเสาะแสวงหาความรู้ โดยรวบรวมข้อเท็จจริงย่อย ๆ เสียก่อนแล้วจึงสรุปรวบไปหาส่วนใหญ่ หลักในการอุปมานนั้นมีอยู่ 2 แบบด้วยกันคือ

                3.1 วิธีการอุปมานแบบสมบูรณ์ (Perfect inductive method) เป็นวิธีการแสวงหาความรู้โดยรวบรวม ข้อเท็จจริงย่อย ๆ จากทุกหน่วยของกลุ่มประชากร แล้วจึงสรุปรวมไปสู่ ส่วนใหญ่ วิธีนี้ปฏิบัติได้ยากเพราะบางอย่างไม่สามารถนำมาศึกษาได้ครบทุกหน่วย นอกจากนี้ยังสิ้นเปลืองเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายมาก

                3.2 วิธีการอุปมานแบบไม่สมบูรณ์ (Imperfect inductive method) เป็นวิธีการ เสาะแสวงหาความรู้ โดยรวบรวมข้อเท็จจริงย่อย ๆ จากบางส่วนของกลุ่มประชากร แล้วสรุปรวมไปสู่ส่วนใหญ่ โดยที่ข้อมูลที่ศึกษานั้นถือว่าเป็นตัวแทนของสิ่งที่จะศึกษาทั้งหมด ผลสรุปหรือ ความรู้ที่ได้รับสามารถอ้างอิงไปสู่กลุ่มที่ศึกษาทั้งหมดได้ วิธีการนี้เป็นที่นิยมมากกว่าวิธีอุปมานแบบสมบูรณ์ เนื่องจากสะดวกในการปฏิบัติและประหยัดเวลา แรงงานและค่าใช้จ่าย

      4. วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific method) เป็นการเสาะแสวงหาความรู้โดยใช้หลักการของ วิธีการอนุมานแล ะวิธีการอุปมานมาผสมผสานกัน Charles Darwin เป็นผู้ริเริ่มนำวิธีการนี้มาใช้ ซึ่งเมื่อต้องการค้นคว้าหาความรู้ หรือแก้ปัญหาในเรื่องใดก็ต้องรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นก่อน แล้วนำข้อมูลมาใช้ในการสร้างสมมติฐาน ซึ่งเป็นการคาดคะเนคำตอบล่วงหน้า ต่อจากนั้นเป็นการตรวจสอบปรับปรุงสมมติฐาน การเก็บรวบรวมข้อมูล และการทดสอบสมมติฐาน และJohn Dewey ปรับปรุงให้ดีขึ้นแล้วให้ชื่อวิธีนี้ว่า การคิดแบบใคร่ครวญรอบคอบ (reflective thinking) ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อของวิธีการทางวิทยาศาสตร์

                 วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เป็นวิธีการเสาะแสวงหาความรู้ที่ดีในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ไม่เพียงแต่ ปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาทางการศึกษาด้วย
   
 
 ขั้นตอนของวิธีการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์มีดังนี้
                 1. ขั้นปัญหา (Problem)
                 2. ขั้นตั้งสมมติฐาน (Hypothesis)
                3. ขั้นรวบรวมข้อมูล (Gathering Data)
                4. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis)
                 5. ขั้นสรุป (Conclusion)

     ขั้นตอนของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้แก้ปัญหาทางการศึกษา
                 1. การตระหนักถึงปัญหา ขั้นนี้ผู้เสาะแสวงหาความรู้มีความรู้สึก หรือตระหนักว่าปัญหาคืออะไร หรือมีความสงสัยใคร่รู้เกิดขึ้นว่าคำตอบของปัญหานั้นคืออะไร
                2. กำหนดขอบเขตของปัญหาอย่างชัดเจนและเฉพาะเจาะจง ขั้นนี้จะต้องกำหนดขอบเขตของปัญหาที่ตนจะศึกษาหาคำตอบนั้นมีขอบเขตกว้างขวางแค่ไหน
                3. กำหนดสมมติฐาน ผู้แสวงหาความรู้ คาดคะเนคำตอบของปัญหาโดยการสังเกตจากข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีอยู่
                 4. กำหนดเทคนิคการรวบรวมข้อมูล รวมทั้งการพัฒนาเครื่องมือที่มีคุณภาพไว้ใช้ในการรวบรวมข้อมูลที่จะตอบปัญหาที่ต้องการ
                 5. รวบรวมข้อมูล ผู้เสาะแสวงหาความรู้ นำเครื่องมือที่พัฒนาไว้ในขั้นที่ 4 มารวบรวมข้อมูลที่จะตอบปัญหาที่ต้องการทราบ
                6. วิเคราะห์ข้อมูล นำข้อมูลที่รวบรวมได้ในขั้นที่ 5 มาจัดกระทำเพื่อหาคำตอบ
                 7. สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้เสาะแสวงหาความรู้ สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ เกี่ยวข้องกับสมมติฐานที่คาดคะเนไว้บนพื้นฐานของผลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล

ความหมายของการวิจัย
       คำว่า "การวิจัย" ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า "Research" Re  แปลว่า  "อีก" Search  แปลว่า  "การค้นหา"  ดังนั้นคำว่า "การวิจัย: Research" จึงแปลว่า การค้นหาแล้วค้นหาอีก  และความหมายของคำว่า "การวิจัย" มีผู้ให้ความหมายไว้หลายอย่างเช่น 

 

       เบสท์ (Best, 1981 อ้างถึงใน บุญเรียง ขจรศิลป์ , 2533 : 5) ได้ให้ความหมายของการวิจัยไว้ว่าเป็นวิธีการที่เป็นระบบระเบียบ และมีจุดมุ่งหมายในการวิเคราะห์ และคิดบันทึกการสังเกตที่มีการควบคุมเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปอ้างอิง หลักการหรือทฤษฎีซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการทำงานและการควบคุมเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้


      ผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล (2543 : 21) สรุปความหมายของการวิจัยไว้ว่า การวิจัยคือการศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบระเบียบเพื่อทำความเข้าใจปัญหาและแสวงหาคำตอบ เป็นกระบวนการที่อาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก
     

      บุญเรียง ขจรศิลป์ (2533 : 5) ได้ให้ความหมายของคำว่า การวิจัยทางด้านวิชาการ หมายถึง กระบวนการเสาะแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ หรือกระบวนการเสาะแสวงหาความรู้เพื่อตอบปัญหาที่มีอยู่อย่างมีระบบ และมีวัตถุประสงค์ที่แน่นอน โดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

                 

  จากที่กล่าวมาข้างต้น พอสรุปได้ว่าการวิจัย หมายถึง กระบวนการแสวงหาความรู้ความจริง ที่มีระบบและวิธีการที่น่าเชื่อถือเพื่อนำความรู้ความจริงที่ได้นั้นไปใช้ในการตัดสินใจแก้ไขปัญหา หรือก่อให้เกิดความรู้ใหม่ๆ  ดังนั้น การวิจัยทางการศึกษาจึงหมายถึง กระบวนการเสาะแสวงหาความรู้ใหม่ๆที่เป็นความจริงเชิงตรรกะ(Logical)หรือความจริงเชิงประจักษ์(Empirical) เพื่อตอบปัญหาทางการศึกษาอย่างมีระบบและมีวัตถุประสงค์ที่แน่นอนโดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก  

 จุดมุ่งหมายของการวิจัย 

       จุดมุ่งหมายของการวิจัยเมื่อพิจารณาตามเป้าหมายในการวิจัยแบ่งได้  2  ประการคือ 

           1. เพื่อเพิ่มพูนความรู้ใหม่ๆ ทางวิชาการ  เป็นการแสวงหาความรู้ หรือความจริงเพื่อสร้างเป็นกฎ สูตรทฤษฎี ในแต่ละสาขาวิชา ไม่คำนึงถึงเรื่องการนำผลการวิจัยไปใช้ เพราะการวิจัยแบบนี้มีจุดมุ่งหมายเพียงต้องการรู้เรื่องราวต่าง ๆ เท่านั้น เช่น การวิจัยเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติการโคจรของดาวหางเป็นต้น 
           2. เพื่อนำไปประยุกต์หรือใช้ประโยชน์ในงานต่างๆ มีจุดมุ่งหมายในการนำผลการวิจัยไปใช้ในเชิงปฏิบัติโดยตรง เช่น การวิจัยแก้ปัญหาการจราจรการวิจัยปัญหาการเรียนการสอน การวิจัยเพื่อศึกษาขวัญและกำลังใจในการทำงานเป็นต้น 

 ประโยชน์ของการวิจัยทางการศึกษา 
       การวิจัยนั้นถ้าดูตามเป้าหมายจะมี2 ลักษณะ คือ การวิจัยพื้นฐาน (Pure Research or Basic Research) และการวิจัยประยุกต์(Applied Research) ซึ่งการวิจัยพื้นฐานมีเป้าหมายที่จะแสวงหาความรู้ความจริง เพื่อสร้างกฎ สูตร ทฤษฎีในแต่ละสาขาวิชา เพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาเรื่องอื่นๆ ต่อไป  ส่วนการวิจัยประยุกต์ มุ่งนำผลจากการวิจัยไปใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆ 

       การวิจัยทางการศึกษา มีทั้งการวิจัยพื้นฐานและวิจัยประยุกต์จึงก่อให้เกิดประโยชน์ต่าง ๆ

          1.ได้ข้อความรู้ความเข้าใจในปรากฏการณ์ต่างๆ    ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา เช่น  ผลการวิจัยทำให้เราทราบว่ามนุษย์แต่ละคนมีความถนัดในการเรียนวิชาการสาขาต่างๆ แตกต่างกันออกไป การศึกษาเกี่ยวกับเทคนิคการสอน ทำให้ทราบว่าเทคนิคการสอนที่ต่างกันนั้น  ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน แตกต่างกันไปอย่างไร 

          2. ช่วยให้การจัดการศึกษามีประสิทธิภาพสูงสุดจากการได้ความรู้และ ความเข้าใจต่าง ๆ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ทำให้นักการศึกษาสามารถที่จะจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้ 

          3. ก่อให้เกิดประดิษฐ์กรรมและนวัตกรรมใหม่ๆ ในการศึกษา ผลของการวิจัยในทางการศึกษาส่วนหนึ่งก่อให้เกิดแนวคิด วิธีการเครื่องมือ  ตลอดจนวิธีการใหม่ ๆ ในการจัดการศึกษาให้ดีขึ้น 


ขั้นตอนการวิจัย 
       การดำเนินการวิจัย ยึดถือและปฏิบัติตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นหลักมีลำดับขั้นของการทำวิจัย 5 ขั้นตอน ดังนี้ 

          ขั้นที่ 1  การกำหนดปัญหา(Problem Identification) เมื่อต้องการศึกษาเรื่องใด ต้องตั้งปัญหาที่จะศึกษาให้ชัดเจนซึ่งในขั้นนี้ผู้วิจัยจะต้องตั้งชื่อเรื่อง และนิยามปัญหาที่จะวิจัย ว่าในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายอย่างไรการที่จะนิยามปัญหาได้ชัดเจน ต้องมีการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ 

          ขั้นที่ 2  การตั้งสมมุติฐาน (Formulation Hypothesis) การตั้งสมมุติฐานเป็นการทำนายผลการวิจัย เป็นการเดาว่าเรื่องต่าง ๆ ที่ศึกษานั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร 

          ขั้นที่ 3   การรวบรวมข้อมูล(Collection of Data) ผู้วิจัยจะต้องวางแผนว่าจะใช้วิธีการใดเก็บรวบรวมข้อมูลและหาวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อที่จะนำข้อมูลมาใช้ในการตอบสมมุติฐานที่ตั้งไว้ 

          ขั้นที่ 4 การวิเคราะห์ข้อมูล(Data Analysis) ผู้วิจัยจะต้องใช้ วิธีการทางสถิติ เพื่อวิเคราะห์ผลการวิจัยและแปลความหมายของข้อมูล 

          ขั้นที่ 5 การสรุปผล (Conclusion)  เป็นการสรุปผลว่าการวิจัยครั้งนี้ได้ผลอย่างไรบ้าง พร้อมทั้งอภิปรายผล และให้ข้อเสนอแนะ แล้ว  ทำเป็นรายงานการวิจัย เพื่อเป็นเอกสารแสดงผลการศึกษาค้นคว้า

       ในการดำเนินการวิจัยผู้วิจัยจะต้องทำการวางแผนไว้ล่วงหน้าเพื่อให้งานวิจัยเป็นไปอย่างมีแบบแผน ซึ่งอาจแยกแยะขั้นตอนทั้งการวางแผนและลงมือปฏิบัติจริงได้ดังนี้ 

          1. เลือกหัวข้อปัญหาการวิจัยเป็นการกำหนดของงานวิจัยว่า จะทำการศึกษาในเรื่องใดสาขาวิชาใด มีขอบเขตกว้างขวางแค่ไหน ปัญหาที่ทำการวิจัยนั้นต้องมีคุณค่าและเหมาะสมกับความสามารถ เวลาและเงินทุนสำหรับการวิจัย 

          2. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง    ผู้วิจัยต้องศึกษาทฤษฎี หลักการ ความรู้พื้นฐานผลงานวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้เห็นแนวทางในการวิจัย 

          3. เขียนเค้าโครงการวิจัยเพื่อให้การวิจัยดำเนินไปตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ผู้วิจัยจะต้องเขียนรายละเอียดของกระบวนการวิจัยไว้ล่วงหน้าว่าจะต้อง ทำอะไรบ้าง ตามลำดับแต่ต้นจนจบ โดยมีปฏิทินการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งกำหนดค่าใช้จ่ายเครื่องมือในการวิจัยไว้ด้วย 

          4. การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นขั้นตอนที่ทำหลังจากเขียนเค้าโครงการวิจัย เรียบร้อยแล้ว ก็มีการนำเครื่องมือไปเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่กำหนดไว้ในเค้าโครงการวิจัย 

          5. การวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีที่กำหนดไว้ในเค้าโครงการวิจัย 

          6. สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ  ขั้นนี้เป็นการสรุปผลที่ได้จาก การวิเคราะห์ข้อมูลรวมทั้งให้ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ที่จะทำการวิจัย ในลักษณะคล้าย คลึงกันหรือนำผลการวิจัยไปใช้ 

         7. เขียนรายงานการวิจัยงานวิจัยจะเสร็จสมบูรณ์ต้องมีการรายงานวิจัยออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร โดยขั้นนี้จะรายงานข้อเท็จจริงที่ค้นพบตามแนวการเขียนรายการวิจัย เพื่อสะดวกแก่ผู้ที่มาศึกษาค้นคว้าต่อไป

 

ประเภทของการวิจัย 
       งานวิจัยแบ่งออกได้หลายประเภท ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้เกณฑ์อะไรในการจัดประเภทในที่นี้ขอกล่าวถึงประเภทของงานวิจัยเมื่อใช้เกณฑ์ 4 ประเภท ดังนี้ 

       1. แบ่งตามประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัยแบ่งได้ 2 ประเภท คือ 
          1.1 การวิจัยพื้นฐานหรือการวิจัยบริสุทธิ์(Pure Research)  เป็นการวิจัยที่ไม่ได้มุ่งที่จะนำผลของการวิจัยไปใช้ให้เป็นประโยชน์ทันทีในชีวิตจริงแต่มีความต้องการที่จะให้ได้มาซึ่งความรู้ใหม่ ข้อเท็จจริงพื้นฐานทางทฤษฎีหรือกฎที่เกี่ยวข้องกับการเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ที่ศึกษาเป็นการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์เป็นเป้าหมายหลัก 
          1.2 การวิจัยประยุกต์(Applied Research) เป็นการวิจัยที่มุ่งนำผลการวิจัยไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในทางปฏิบัติเช่น เพื่อนำไปแก้ปัญหา เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจเพื่อนำไปพัฒนาโครงการเป็นต้น 

       2. แบ่งตามลักษณะวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งได้ 2 ประเภทคือ 
          2.1 การวิจัยเชิงปริมาณ(Quantitative Research) เป็นการวิจัยที่มุ่งหาข้อเท็จจริงและข้อสรุปเชิงปริมาณ เน้นการใช้ข้อมูลที่เป็นตัวเลขเป็นหลักฐานยืนยันความถูกต้องของข้อค้นพบ และสรุปต่างๆ มีการใช้เครื่องมือที่มีความเป็นปรนัยในการเก็บรวบรวมข้อมูลเช่น แบบสอบถามแบบทดสอบ การสังเกต การสัมภาษณ์ การทดลอง เป็นต้น 
         2.2 การวิจัยเชิงคุณภาพ(Qualitative Research) เป็นการวิจัยที่นักวิจัยจะต้องลงไปศึกษาสังเกต และกลุ่มบุคคลที่ต้องการศึกษาโดยละเอียดทุกด้านในลักษณะเจาะลึก ใช้วิธีการสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการเป็นหลักในการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูลจะใช้การวิเคราะห์เชิงเหตุผลไม่ได้มุ่งเก็บเป็นตัวเลขมาทำการวิเคราะห์ 

      3.  แบ่งตามประเภทของศาสตร์ แบ่งได้2 ประเภท คือ 
          3.1 การวิจัยทางวิทยาศาสตร์(SciencesResearch) เป็นการวิจัยที่เน้นในเรื่องของการทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและวัตถุต่างๆ รวมทั้งมุ่งนำเอาความรู้ที่ได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น งานวิจัยทางด้านการแพทย์อุตสาหกรรม เคมี ชีววิทยา เป็นต้น 
          3.2 การวิจัยทางสังคมศาสตร์(Social Research) เป็นการวิจัยที่เน้นในเรื่องการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์รวมทั้งสังคมและวัฒนธรรมของมนุษย์ เช่น การวิจัยทางการศึกษา เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม  การเมืองการปกครอง เป็นต้น 

     4.  แบ่งตามระเบียบวิธีวิจัย 
          ระ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
· คำสำคัญ: การศึกษา วิจัย บริหารการศึกษา ความรู้เบื้องต้น พื้นฐานการวิจัย 
· หมายเลขบันทึก: 261210
· สร้าง:    · อ่าน: แสดง · ความเห็น:
17
 
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
แจ้งลบ
แจ้งลบ
วัน
IP: xxx.9.70.3
เขียนเมื่อ Wed Jul 29 2009 20:01:11 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณครับสำหรับความรู้ดีๆ

แต่เนื้อหาแสดงไม่ครบอ่าครับ ทำไงดี

ถึงแค่ ข้อ "4.แบ่งตามระเบียบวิธีวิจัย" แล้วหายไปเลย

ทำไงจะเห็นเนื้อหาจนครบหมด ใครรู้วานช่วยบอกทีนะครับ

ขอบคุณล่วงหน้า

น้ำฝน ณ บางไทรค่ะ
เขียนเมื่อ Wed Oct 07 2009 00:28:44 GMT+0700 (ICT)

ในที่สุดก็มีปัญหาเกี่ยวกับงานวิจัยเพื่อขอความอนุเคราะห์อีกแล้วค่ะ ด้วยไม่ทราบว่าจะสามารถสอบถามอาจารย์ได้ทางไหน น้ำฝนจึงเลือกเข้า web blog แล้วเขียนสิ่งที่ต้องการถามค่ะ ขออนุญาตถามนะคะ

ถ้าน้ำฝนทำวิจัยสักเรื่อง น้ำฝนจะมั่นใจหรือกล้าบอกใคร ๆ ได้ไหมคะว่า งานวิจัยที่น้ำฝนทำนั้น "น่าเชื่อถือ" เอาอะไรเป็นเกณฑ์ เอาอะไรมาตัดสินงานวิจัยชิ้นนั้นว่าน่าเชื่อถือค่ะ

ที่แรกก็คิดนะคะว่าจะเกี่ยวกับเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยไหมคะ หรือคุณภาพของเครื่องมือ ทั้ง ความเที่ยง ความตรงค่ะ อันนี้อยากทราบจริง ๆ ค่ะ

ขอบพระคุณค่ะ ^_^

ดร. เอกพรต สมุทธานนท์
เขียนเมื่อ Wed Oct 07 2009 21:39:49 GMT+0700 (ICT)

น้องน้ำฝน

ความน่าเชื่อถือของงานวิจัยประกอบด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่ตัวผู้วิจัย มีความรู้ในเรื่องที่วิจัยแค่ไหน ซึ่งดูได้จากการเขียน บทนำ การเรียบเรียงเอกสารในบทที่ 2 ต่อมาก็ต้องดูที่กระบวนการวิจัย( บทที่ 3) มีความถูกต้อง ชัดเจน เพียงไร

และที่น้องน้ำฝนกล่าวถึงคือเครื่องมือ มีการตรวจสอบความตรง (Validity) หรือไม่ อย่างไร เพราะเป็นการชี้ว่าเครื่องมือนั้นสามารถวัดข้อมูลได้ตรงกับเรื่องที่ต้องการหรือไม่ เช่น ความตรงเชิงเนื้อหา(Content validity) ความตรงเชิงโครงสร้างทฤษฎี(Construct validity) ฯลฯ นอกจากนั้นต้องตรวจสอบความเที่ยง (Reliability)ของเครื่องมือ หมายถึงค่าที่แสดงว่าเครื่องมือนั้นใช้วัดแล้ววัดอีกได้ผลเช่นเดิม การตรวจสอบความยาก (Difficulty) การตรวจสอบอำนาจจำแนก (Discrimination)

และที่ผมให้ความสำคัญที่สุดคือ การเก็บข้อมูล ต้องให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง ท้ายที่สุดคือ การอภิปรายผล ที่ต้องสรุป อ้างอิง และเชื่อมโยง หลักการทฤษฎี ที่เราได้มาจากการเขียน บทที่ 2 เท่านี้ก็คงพอทำให้งานวิจัยน่าเชื่อถือนะครับ

อย่านอนดึกมากนะครับ เห็นคำถามเขียน เวลาที่ เลยเที่ยงคืน แล้ว สุขภาพดี ก็ทำให้งานวิจัยน่าเขื่อถือนะครับ :)

เอกพรต สมุทธานนท์

ศศิมา ไพรดำ
IP: xxx.174.15.24
เขียนเมื่อ Sat Oct 17 2009 23:44:33 GMT+0700 (ICT)

วันนี้ได้รับความรู้จากดร.เอกพรตเป็นครั้งแรก  หนูเลยลองคิดปัญหาในการทำ IS แต่ไม่ทราบว่าจะเป็นหัวข้อวิจัยได้หรือไม่ ลองอ่านดูนะค่ะ "การศึกษาผลการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในโรงเรียนวัดโป่งแค" เนื่องจากหนูย้ายมาอยู่ที่โรงเรียนนี้ได้ประมาณ 2 ปี ซึ่งโรงเรียนดังกล่าวไม่ผ่านการรับรองจาก สมศ. (ในรอบ 2) และการค้นหาข้อมูลต่างๆ ไม่เป็นระบบ เมื่อสิ้นปีการศึกษาต้องมีการรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานต้นสังกัดในรูปแบบของ SAR บ้าง หรือการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีบ้าง  หรือการกำหนดแผนกลยุทธ์ต่างๆ ของโรงเรียนเหมือนว่ามันมีปัญหา  ซึ่งผู้บริหารโรงเรียนก็มอบหมายให้หนูรับผิดชอบ  แต่เกิดปัญหาในการค้นหาข้อมูลที่ต้องการไม่เป็นระบบเท่าที่ควร  การทำงานในโรงเรียนก็มีปัญหาบ้างบางส่วน  ทำให้การส่งข้อมูลล่าช้า  งานไม่สอดคล้องกันทั้งหมด  ซึ่งหนูคิดว่าถ้าเรานำงานประกันคุณภาพภายในโรงเรียนมาดำเนินการควบคู่กับการบริหารงานแบบ PDCA จะช่วยลดปัญหาและทำให้งานเป็นระบบมากขึ้นได้ หรืออาจารย์เห็นว่าอย่างไรค่ะ ขอข้อเสนอแนะด้วยค่ะ จะพยายามเขียนบทที่ 1 เพื่อนำเสนออาจารย์ในครั้งต่อไปค่ะ

ดร. เอกพรต สมุทธานนท์
เขียนเมื่อ Mon Oct 19 2009 21:37:16 GMT+0700 (ICT)

เรียน คุณศิริมา

"การศึกษาผลการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในโรงเรียนวัดโป่งแค" เมื่อ ทำเสร็จ

จะเป็น "รายงานผลการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในโรงเรียนวัดโป่งแค" หรือเปล่าครับ :)

ความจริงปัญหา น่าสนใจดีนะ ครับ แต่

ถ้าเป็น "การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินงานการประกันคุณภาพภายในโรงเรียนวัดโป่งแค ปีการศึกษา....."

น่าสนใจกว่าไหมครับ

เอกพรต

น้ำฝน ณ บางไทรค่ะ
เขียนเมื่อ Tue Oct 27 2009 09:34:48 GMT+0700 (ICT)

ขอบพระคุณอาจารย์มากนะคะ ที่กรุณาให้ความอนุเคราะห์ตอบคำถามของน้ำฝนอยู่เสมอ

ตามจริงเปิดอ่านข้อมูลที่อาจารย์แนะนำใน blog ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม แล้วค่ะ และนำไปใช้แล้วด้วย

แต่ด้วยเหตุบางอย่างจึงไม่สามารถตอบเพื่อขอบคุณได้ในวันนั้นน่ะค่ะ ต้องขออภัยด้วยนะคะ

วันนี้มาเปิด blog อีกทีค่ะ คราวนี้ไม่ได้ถามนะคะ (เดี๋ยวจะกลายเป็น "เจ้าหนูจำไม" มีปัญหามาให้อยู่เรื่อยค่ะ ^_^)

แต่จะมาขอบคุณอาจารย์น่ะค่ะ

ถึงยังไง น้ำฝนก็ยังคงต้องขอความอนุเคราะห์จากอาจารย์ช่วยให้ความกระจ่างเรื่องงานวิจัยอยู่ดีนะคะ

ขออนุญาตฝากตัวเป็นลูกศิษย์อาจารย์อีกสักคนจะได้ไหมคะ เพราะคำตอบของอาจารย์คือครูอีกนัยหนึ่งของน้ำฝนค่ะ

ขอบพระคุณอาจารย์นะคะ

คราวนี้ไม่นอนดึกแล้วค๊าาา ^_^

ดร. เอกพรต สมุทธานนท์
เขียนเมื่อ Tue Oct 27 2009 23:02:40 GMT+0700 (ICT)

ยินดี ครับ

เอกพรต

ครูเอก ครับ
เขียนเมื่อ Fri Nov 06 2009 15:44:15 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีครับ ดร.เอกพรต

ควรเริ่มการทำ IS จากอะไรดีครับ ไม่รู้ว่าจะทำยังไง(หรือยังไม่เริ่มคิดจะทำกันแน่)

สวัสดีค่ะ doc
IP: xxx.24.203.198
เขียนเมื่อ Sun Nov 08 2009 22:05:34 GMT+0700 (ICT)

ทำไงค่ะ อยากย้ายที่ทำงาน ไป อยุทธยา มี รร ว่างไหมค่ะ

yumi
IP: xxx.24.203.198
เขียนเมื่อ Sun Nov 08 2009 22:12:05 GMT+0700 (ICT)

อาจารย์ ผอ. เอก มี รร ไหนว่าง แถวอยุทธยา ที่ต้องการครูวิทย์ ที่เก่งๆ สวยๆไหม พี่สาวเขาจะย้ายไปแถวนั้น อิอิ

น้ำฝน ณ บางไทรค่ะ
เขียนเมื่อ Thu Jan 07 2010 20:45:37 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะอาจารย์

วันนี้น้ำฝนได้ไปร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง "การพัฒนาโจทย์การวิจัยตามยุทธศาสตร์จังหวัดของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน" ประจำปีงบประมาณ 2553 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา มาค่ะ

ด้วยวันนี้ตัวแทน นักวิจัย จากหลายหน่วยงานในภาคกลางตอนบนได้มารวมกันที่นี่ จึงคาดหวังว่าจะได้พบอาจารย์ด้วยในวันนี้ กะว่าจะเข้าไปแนะนำตัวฝากตัวเป็นลูกศิษย์สักคนหนึ่งค่ะ แต่ไม่พบอาจารย์ ผิดหวังเล็ก ๆ เฮ้อๆๆๆ

แต่ไม่เป็นไรค่ะ เพราะวันนี้มีเรื่องดีเช่นกันค่ะ ด้วยได้มีการระดมสมองแบ่งกลุ่มทำงานวิจัย ว่าใครมีความต้องการจะทำงานวิจัยเรื่องอะไรรวมกลุ่มกันทำเลย น้ำฝนเองได้ฟังอาจารย์หลาย ๆ ท่านว่าจะทำเรื่องอะไรกันบ้าง จึงไปสะดุดกับหัวข้องานวิจัยของ

ดร.ปฤษณา (ไม่ทราบนามสกุลจริง ๆ ค่ะขออภัยอย่างยิ่งค่ะ) คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจะทำงานวิจัยเกี่ยวกับความรุนแรงในเด็ก พอได้เข้าไปสนทนาด้วย ว๊าว ๆ ๆ ๆ ค่ะ โดนมาก โดน ค่ะ อาจารย์ปฤษณา บอกว่าจะเป็นในลักษณะ case study เด็กแต่ละกลุ่มที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง หรือมีปัญหาจากสภาวะการณ์ต่าง ๆ แล้วส่งผลออกมาก่อกวนบ้านเมือง

เหตุที่ชอบและอยากศึกษา รวมถึงอยากร่วมเป็นหนึ่งในผู้วิจัย (แค่ได้ช่วยเก็บข้อมูลก็ยังดีค่ะ) เพราะเห็นว่า งาน กศน. เป็นหน่วยงานที่เก็บตกเด็กผู้ด้อยโอกาส ขาดโอกาส และพลาดโอกาสทางการศึกษามารวมตัวกันเรียนกับเรา เด็กนอกระบบจะค่อนข้างมีพฤติกรรมรุนแรงกว่าเด็กในระบบ มันน่าสนใจตรงนี้หล่ะค่ะเพราะน้ำฝนเองไม่ใช่คนในพื้นที่แต่ได้มาทำงานในพื้นที่จังหวัดอยุธยา แล้วถ้าได้ทำงานวิจัยดังกล่าวจริงต้องไปเรียนรู้พื้นที่ บริบท สภาพแวดล้อมของกลุ่มเป้าหมายที่เราจะศึกษา รวมถึงอาจเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก กศน. บ้างอ่ะค่ะ

น่าสนุกไหมคะอาจารย์ ดูมันลุย ๆ ดีค่ะ ^_^

หากได้ร่วมทำงานวิจัยชิ้นนี้จริง ๆ คงต้องขอความอนุเคราะห์จากอาจารย์เช่นเคยนะคะเกี่ยวกับความรู้ด้านงานวิจัยนะคะ

ขอบพระคุณค่ะ

น้ำฝนค่ะ ^_^

ดร. เอกพรต สมุทธานนท์
เขียนเมื่อ Fri Jan 08 2010 20:43:17 GMT+0700 (ICT)

คงสนุกนะครับ น้ำฝน

แต่รับลองว่าต้องเหนื่อยแน่ๆๆ

ขอให้โชคดีได้ร่วมงานนะครับ เอาใจช่วยครับ

เอกพรต

ดร. เอกพรต สมุทธานนท์
เขียนเมื่อ Fri Jan 08 2010 20:47:04 GMT+0700 (ICT)

อ้อ คงเป็น ดร.ปฤษณา ชนะวรรษ

คณะครุศาสตร์ มั้งครับ

น้ำฝน ณ บางไทรค่ะ
เขียนเมื่อ Fri Jan 15 2010 00:09:52 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะอาจารย์

ขอบพระคุณนะคะที่เอาใจช่วย เป็นกำลังใจที่ดีที่สุดเลยค่ะ เพราะเป็นกำลังใจจากผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญด้านงานวิจัย มันอาจจะแทรกซึมมาถึงน้ำฝนบ้างค่ะ ^_^

แต่ ต้องเหนื่อยมากเลยใช่ไหมคะ แล้วน้ำฝนจะไหวไหมคะเนี๊ยะ (>_<")

อาจารย์รู้จักกับ อาจารย์ปฤษณา ด้วยเหรอคะ ?

วันก่อนได้โทรคุยกับอาจารย์ปฤษณา เกี่ยวกับเรื่องงานวิจัยว่าจะได้ทำจริงไหม ตอนไหน อะไร ยังไง อาจารย์ปฤษณา บอกว่า ต้องส่งเค้าโครงผ่านก่อนภายใน 31 มกราคม 53 นี้ค่ะ แต่ระยะเวลาในการเก็บข้อมูลและจัดทำเป็นงานวิจัยใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปีค่ะ จึงต้องรอจนถึงสิ้นเดือนถึงจะโทรไปถามอีกทีว่ายังจะให้เข้าร่วมงานวิจัยครั้งนี้อ่ะค่ะ

งั้นถ้าได้ร่วมงานครั้งนี้จริง น้ำฝนขอความกรุณาจากอาจารย์ช่วยแนะนำน้ำฝนด้วยนะคะ

อาจารย์หล่ะคะ มีโครงการทำงานวิจัยไหมคะ แล้วมีคนช่วยเก็บข้อมูลยังคะ น้ำฝนยินดีนะคะถ้าอาจารย์จะเรียกไปรับใช้ ช่วยเต็มที่ เต็มกำลัง เต็มความสามารถเลยค๊า

ขอบพระคุณค่ะ

น้ำฝนค่ะ ^_^

ดร. เอกพรต สมุทธานนท์
เขียนเมื่อ Fri Jan 15 2010 12:49:04 GMT+0700 (ICT)

ผมไม่ได้รู้จัก ดร.ปฤษณา เป็นการส่วนตัวหรอกครับ

เพียงแต่ท่านเป็นคนเก่ง และมีชื่อเสียงเกี่ยวกับเรื่องการกระทำรุ่นแรง ในเด็ก

ถ้าน้องน้ำฝนได้ร่วมงานกับท่าน ก็ถือเป็นความโชคดีครับ

ยินดี รับใช้ครับถ้ามีโอกาส

งานหลักของผมเป็น ผอ. โรงเรียนเล็กๆๆ นะ ครับ

มีงานวิจัย ที่ไปช่วย สพฐ.บ้าง มีงานสอนมหาวิทยาลัยบ้าง แต่ยังไม่มีเวลาที่จะไปทำงานวิจัยอะไร ใหญ่ๆ ที่เป็นของตัวเองเลย

ยังไงก็ขอบคุณครับสำหรับความปรารถนาดี

เอกพรต

ครูแพร่ค่ะ
IP: xxx.19.114.74
เขียนเมื่อ Sun Apr 04 2010 12:57:12 GMT+0700 (ICT)

รบกวนถามอ.เอกพรต เรื่องการตั้งสมมุติฐานการวิจัยค่ะ กำลังทำวิจัยเรื่องการใช้แบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษเพราะผลสัมฤทธิ์ต่ำ

เราตั้งสมมุติฐานก่อน หรือหลังใช้แบบฝึกค่ะ

ดร. เอกพรต สมุทธานนท์
เขียนเมื่อ Sun Apr 11 2010 12:00:02 GMT+0700 (ICT)

การตั้งสมุติฐานเป็นการคาดเดาผลที่จะเกิดขึ้นจากการวิจัย

ดังนั้นต้องตั้งก่อนก่อน ใช้แบบฝึกครับ

เอกพรต

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็น