สมาชิก
แลกเปลี่ยน

วัฒนธรรมอินเดียที่เข้ามาในประเทศไทย - ฉบับย่อ

วัฒนธรรมอินเดียที่เข้ามาในประเทศไทย

การติดต่อค้าขายระหว่างชาวอินเดียและชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นสื่อสำคัญที่ก่อให้เกิดการเผยแพร่วัฒนธรรมอินเดียมายังรัฐโบราณแถบนี้ การแลกเปลี่ยนมีมาตั่งแต่ก่อนยุคประวัติศาสตร์ ในช่วงวัฒนธรรมหินใหม่หรือช่วงสังคมเกษตร หลักฐานทางโบราณคดีคือ พบขวานหินขัดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและขวานหินแบบมีบ่าอายุในช่วง 4,000 – 2,000 ปี แพร่กระจายไปดินแดนที่ชนเผ่าที่พูดกลุ่มภาษาออสโตรเอเชียติค ได้แก่ภาษาญวน มอญ เขมร ภาษามุณฑะ(ภาษาหนึ่งในอินดีย) กับ ชนเผ่ากลุ่มภาษาออสโตนีเชียน ได้แก่ภาษาอินโดนีเชีย และพวกจาม

เหตุการณ์ที่เป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้เกิดการเพิ่มปริมาณการค้าขายระหว่างชาวอินเดียและชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะประเทศไทยคือ แต่เดิมอินเดียได้ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยโดยเฉพาะทองคำในบริเวณเมดิเตอร์เรเนี่ยนและเอเชียกลาง แต่ราว พ.ศ.ว. ที่ 4 – 5 ได้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองขึ้นในแถบนี้ ทำให้การคมนาคมในแถบนี้ถูกตัดขาด อินเดียไม่อาจซื้อทองคำในไซบีเรียได้อีกต่อไป จึงหันไปซื้อทองคำในโรมันจนทำให้เศรษฐกิจโรมันกระทบกระเทือนไม่อาจขายทองให้อินเดียได้อีก ด้วยเหตุนี้อินเดียจึงเดินทางมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อหาแหล่งที่ซื้อทองคำใหม่ และเรียกดินแดนแถบนี้ว่า “สุวรรณภูมิ”

ชาวอินเดียที่เป็นพ่อค้า นักบวชเหล่านี้ได้เดินทางเข้ามาทั้งทางบกและทางน้ำดังที่พบในหลักฐานในจารึก อ.วังไผ่ จ.เพชรบูรณ์ ของกษัตริย์แห่งเจนละ และการพบลูกปัดหินประเภทหินคาเนเลียน หินโอนิกซ์ หินอาเกต ลูกปัดแก้วสีต่าง ๆ ซึ่งมีแหล่งผลิตในอินเดีย แพร่กระจายอยู่ตามแหล่งโบราณคดีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะที่ค้นพบในประเทศไทย แหล่งโบราณคดีคลองท่อม จ.กระบี่ และ เกาะคอเขา จ.พังงา

รัฐโบราณแรกรับวัฒนธรรมอินเดีย ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ ฟูนัน เจนละ ทวารวดีและศรีวิชัย

หลักฐานทางวรรณกรรม เช่น

  1. คำภีร์มหาวงศ์ในลังกาที่เขียนขึ้นในพ.ศ.ว.ที่ 11 – 12 กล่าวถึงการสังคยนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 3 ในช่วงพ.ศ.ว.ที่  3  พระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งสมณทูตมาเผยแพรพระพุทธศาสนาในดินแดน สุวรรณภูมิ
  2. ชาดก มิลินทปัญหา มหานิเทศ นิยายของศาสนาเซน และมหากาพย์รามยณะ มักจะกล่าวถึงพ่อค้าที่ชอบเล่นเรือมาค้าขายในแถบตะวันออกที่เรียกว่า สุวรรณภูมิ หรือ สุวรรณประทีป เมืองท่าสำคัญที่เป็นศูนย์กลางการติดต่อค้าขายที่อยู่ในประเทศไทยเช่น ไชยา เวียงสระ คลองท่อม

วัฒนธรรมสำคัญที่อินเดียนำมาเผยแพร่ในประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทยได้แก่

  1. การใช้ตราประทับที่เป็นสื่อกลางติดต่อสื่อสารระหว่างสถาบันกษัตริย์ ศาสนา เอกชนหรือหมู่คณะเพื่อผลทางการเมือง
  2. ระบบการปกครอง ระบบกษัตริย์ การจัดตั่งรัฐแบบอินเดีย  คติการสร้างเมือง
  3. งานวรรณกรรม เช่น รามเกียรติ์ ภควัตคีตา ซึ่งมีอิทธิพลต่อความรู้สึก ความคิด ของคนในภูมิภาคนี้
  4. ศาสนาพราหมณ์ และพุทธ หลักความเชื่อต่าง ๆ  การนับถือเทพเจ้าต่าง ๆ การสร้างพระพุทธรูป และการสร้างเทวรูป
  5. ภาษาสันสกฤตที่ใช้ในราชกาล ภาษาบาลีในพระไตรปิฎกที่ใช้ในพระพุทธศาสนาในนิกายเถรวาท
  6. เครื่องมือ เครื่องใช้ ตลอดจนกีฬาบางประเภท ซึ่งชาวพื้นเมืองได้นำมาดัดแปลงใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง
วาทิน ศานติ์ สันติ : เรียบเรียง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

· คำสำคัญ: วัฒนธรรมอินเดีย อารยธรรมอินเดีย 
· หมายเลขบันทึก: 258632 · เขียน:  
· ความเห็น:
13
 · อ่าน: แสดง 
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
วาทิน ศานติ์ สันติ
เขียนเมื่อ Fri May 01 2009 21:18:20 GMT+0700 (ICT)

ฉบับนักเรียน

Sasinand
เขียนเมื่อ Fri May 01 2009 21:26:31 GMT+0700 (ICT)

มหากาพย์รามยณะ ได้กล่าวถึงสุวรรณภูมิว่า เป็นดินแดนที่พ่อค้านิยมเดินทางมาค้าขาย

คือเราเป็นศูนย์กลางการค้าขายมาแต่โบราณจริงๆนะคะ น่าภูมิใจ

Mera naam Priya hai
IP: xxx.123.246.72
เขียนเมื่อ Sun Sep 20 2009 03:20:19 GMT+0700 (ICT)

ขอนอกเรื่องนิดนะคะ คือไปเจอมากระทู้นึง เค้าถามว่า อินเดีย กรีกโรมัน จีน ใครเก่าแก่กว่ากัน แต่บังเอิญพอตอบแล้วดันเด้งขึ้นมาว่า กระทู้ปิดแล้ว ก็เลยมาฝากตอบในนี้ละกันนะ

เป็นคำถามที่ดี สนับสนุนความรู้ แต่เปราะบางมากทีเดียว

เมื่อมีคนก็ต้องมีคนตอบ งั้นก็ขอตอบในฐานะ คนอินเดีย ก็ละกันนะ แต่ถ้าจะให้อธิบายก็คงยาวจนอ่านกันไม่ไหวแน่ๆ ขอแค่คร่าวๆละกันนะ

เพียงแค่ในยุคปัจุบันนี้ ก็มีหลักฐานมากมายที่จะบ่งชัดได้ว่า อินเดียนั้น เก่าแก่และโบราณมาก อีกทั้งอารยธรรม ที่เกิดและดับไป นับครั้งไม่ถ้วน อินเดีย สูญเสีย คัมภีร์ จารึก และหลักฐานทาง ศาสนาและวัฒนธรรม ที่เก่าแก่โบราณทั้งหลายไปจำนวนมาก

จาก การ ครองอำนาจของราชวงศ์ โมกุล ซึ่งได้ทำลายหลักฐาน ทางวัตถุ สถานที่คัมภีร์ จารึก ต่างๆ ตลอดจนถึง ความเชื่อของบุคคลด้วย โดยบังคับให้หันมา นับถือศาสนาของตนและมิยกย่อง

ศาสนาอื่นๆโดยเด็ดขาด หากมีผู้ใดละเมิดจะโดนลงอาญาขั้นรุนแรง ดังนั้น เหล่า พระราชา และ ราชวงศ์ ต่างๆ จึงได้แยกย้ายกันไปและได้สร้างการปกครองขึ้นใหม่ หาก พระราชาและบ้านเมืองใด เข้มแข็ง ก็จะอยู่รอด จากราชวงศ์โมกุลได้ แต่ถ้าไม่ก็จะถูกจับไปลงอาญา ก็คล้ายๆกับการ ล่าราชอณาจักร นั่นแหละ

แต่มีเมือง เมืองนึง ที่ราชวงศ์นี้ ไม่กล้ารุกรานเลย ก็คือ เมือง พาราณสี ซึ่งข้อนี้ก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไร ซึ่งในเมืองอื่นๆ ตามสถานที่ทางศาสนา ราชวงศโมกุล ก็ได้ทำลายและ สัญลักษ์ ของตนทับลงไป

จนมาถึงในสมัยที่ อังกฤษ ได้เข้ายึดครอง ก็ได้ทำการที่คล้ายคลึงกันอีก แม้จะไม่รุนแรงมากนัก แต่ก็สร้างความเสียหายในหลายๆด้าน เช่น ทำลาย วัด เทวสถาน อันเก่าแก่ รวมถึง พระคัมภีร์ต่างๆ ศิลาจารึก ความเชื่อ และ วัฒนธรรม โรงเรียนผู้วิเศษ

หลายๆท่านคง ไมทราบว่า ในอินเดียสมัยโบราณ นั้นมีโรงเรียนผู้วิเศษ หรือ ที่คนธรรมดาเรียกกันว่า พ่อมดแม่มด นั่นเอง เป็นการทำลายล้าง ครั้งใหญ่เลยทีเดียว โดยการตามล่าทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่า จะ พราห์ม นักบวช มหาตมะ กุรุ เหล่าผู้วิเศษทั้งหลาย ไปจนถึงเผาสถานที่ ตำรา และลงโทษผู้ที่ค้นพบภายหลังว่า เป็นผู้วิเศษ

โดยการให้ ทหาร ประชาชน ทุบตี กว้างปาก้อนหินใส่ จนตาย โดยก่อนหน้านั้น มีวิธีการประหารคนเหล่านี้ ด้วยการเผาทั้งเป็น

และยังปลูกฝังให้ชาวอินเดีย ต่อต้าน รังเกียจ ต่อบุคคลเหล่าจนมาถึงปัจุบัน

หลังจากที่ อังกฤษหมดอำนาจและสงคราม ศาสนาเกิดขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน ก็ยังคงมีอยู่แม้จะเบาบางไปเยอะแล้ว ก็ได้เริ่มมีการ ขุดข้น บูรณะ สถานที่ และ หลักฐานทางศาสนา ก็เกิดขึ้น จากความรัก และศรัทรา ของชาวอินเดีย ก็เกิดการฟื้นตัวของ ศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีขึ้น อีกครั้ง ดังเช่นในปัจุบัน หากคุณไปคุยเรื่องศาสนากับคนอินเดีย คุณจะต้องระวังให้มากเพราะเป็นเรื่องที่ก่อสงครามได้เลยทีเดียว สังเกตุได้ง่ายจาก ธงชาติค่ะ บางคนอาจสงสัยว่า อินเดียเป็นเมืองฮินดู แต่ทำไม มีพระธรรมจักรในธงชาติ

เรื่องก็คือว่า ได้มีการคิดขึ้นว่า จะทำธงชาติ แต่จะออกแบบยังงัย เลยเกิดการทะเลาะวิวาทกันอีกยกใหญ่ ทางฝ่ายมุสลิม ซึ่งถือว่าตนเอง เป็นราชวงศ์ล่าสุดที่เรืองอำนาจ ก็จะให้ทำเป็นแบบของมุสลิม ทาง ฮินดูก็แย้งว่า ตนเป็นศาสนาที่แท้จริงของที่นี่อยู่มานานตั้งแต่บรรพกาล มุสลิมนั้นมาทำลายล้างฝ่ายตน เกิดการไม่ลงตัวขึ้นเกือบจะนองเลือดกันอยู่แล้ว จึงได้เกิดการประชุมกันขึ้นครั้งใหญ่ โดยทุกฝ่าย ไม่ว่าจะ พระราชา จากที่ต่างๆ นักบวช ประชาชน แล้วก็ได้มีการเสนอ ว่าให้ใช้พระธรรมจักร เป็นสัญลักษ์ เนื่องจาก ศาสนาพุทธก็ถือกำเนิด ทีนี่เช่นกัน และ ศาสนาพุทธไม่เคยมีปัญหากับใคร อีกทั้งยังเป็นกลางที่สุดอีกด้วย ซึ่งข้อเสนอนี้ทุกคนก็เห็นด้วย

แต่ก็ยังมีปัญหาว่าแล้ว ศาสนาอื่นๆล่ะจะทำยังงัย ซึ่งต่างก็มีบทบาทและความสำคัญไม่ยอมน้อยหน้ากันทั้งนั้น

ก็เลยให้ลงมติ เลือก สิ่งทีจะเป็นตัวแทนของศาสนานั้นมา ซึ่งก็ตกลงกันว่า ควรจะเป็นสีของผืนผ้า ซึ่ง สีแดงหรือส้ม เป็นตัวแทนของ ฮินดู สีเขียวจาก มุสลิม และ ให้สีขาวและพระ ธรรมจักร ของ พุทธศาสนา อยู่ตรงกลาง จึงเป็นธงชาติที่เห็นกันในทุกวันนี้

โชคยังดีอยู่มาก ที่ได้ค้นพบ พระคัมภีร์ และ จารึกโบราณ

ตลอดจน ศาสนสถาน เทวสถาน รูปปั้น ต่างมากมาย จากหลายๆสถานที่ ที่ระบุและบ่งบอกถึงความเป็นมา ของศาสนา และ อินเดีย

ได้เป็นอย่างดี ซึ่งได้บ่งบอกและชี้แจงข้อปลีกย่อยต่างไว้มากมาย เช่นอินเดียนั้น มีมาตั้งแต่สมัย ที่มนุษย์ยังติดต่อสื่อสารกับเทพเจ้าได้ ซึ่งเป็นยุคที่มนุษย์ยังใช้ภาษาที่โบราณ ที่สุดของโลก

ในที่นี้เรียกว่า ภาษา กุโบส ซึ่งเป็นต้นกำเนิดภาษา ต่างๆของโลก

ซึ่งในอินเดียนั้น การเกิดและดับ ของอารยธรรมนั้น ไม่ค่อยที่จะเป็นเรื่องโด่งดัง หรือ เชื่อถือมากนัก เนื่องจาก ได้เกิดการบันทึกสำรวจโลกและอารยธรรม ต่างๆ เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ จากชาว ตะวันตก เช่นการ บันทึกของชาวกรีก หรือ เปอร์เซีย

ซึ่งเรามักจะเชื่อถือมากกว่า โดยความเชื่อที่ว่า ชนชาติเหล่านี้ ฉลาดกว่า มีวิวัฒนาการที่ดีกว่า ซึ่งเป็นความเชื่อที่ถูกสอนให้เชื่อไม่ได้มาจาก การค้นคว้าของตนเอง

ดังนั้นหากจะมองกันดีๆแล้ว เช่นในทางพระพุทธศาสนา ที่คนไทยนับถือกันมากนั้น หลายคนคงจะไม่ทราบว่าพระพุทธเจ้าที่คุณกราบไหว้อยู่ทุกวันนี้ เป็นพระพุทธเจ้า ที่ใหม่ที่สุด ซึ่งในประวัตินั้นมีมาอีกหลายพระองค์เหลือเกิน ลองคิดง่ายดูนะว่า พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันนี้ ศาสนาและหลักธรรมของพระองค์นั้นมีอายุสั้นที่สุดนั้นมีอายุ 5000 ปี ซึ่งของพระพุทธเจ้าพระองค์ อื่นนั้นนานกว่านี้มากนัก และไม่ใช่ว่า พระพุทธเจ้า จะเกิดจะมีกันง่ายๆ ต้องใช้เวลา หลายกัปป์หลายกัลล์ กว่าจะมีได้สักพระองค์นึง

นั้นเป็นการคิดที่ง่ายที่สุด เพราะพระพุทธเจ้า มีตัวตนจริงๆซึ่งก็มีหลักฐานพร้อม

ฉนั้นหากจะศึกษาเอาความจริงให้ได้นั้น แนะนำว่า

ให้ ศึกษาจาก พระคัมภีร์มหาปุราณะ และ พระไตรปิฎก ควบคู่กันไป ซึ่งท่านจะได้คำตอบในหลายๆสิ่งที่ท่านไม่เคยรู้มาก่อน ซึ่งหากรู้แล้วก็จะเข้าใจได้เพียงคนเดียว คือเป็นการยากที่จะอธิบาย

ซึ่ง ภูมิประเทศทีมี ความโบราณนั้น ไม่ว่า จะเป็นอินเดียรวมถึงละแวกอินเดีย จีน อียิป โรมัน นั้นเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาและเจาะลึกด้วยตัวท่านเอง ซึ่งแหล่งอารยธรรมใหม่ๆอย่าง อารยัน

แหลมอินโดจีนซึ่งรวมถึงประเทศไทย นั้นเป็นเรื่องง่ายมากเนื่องจาก เป็นของใหม่นั่นเอง

ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ หวังว่าท่านคงเข้าใจอยู่บ้างนี้ขนาดบอกว่า คร่าวๆนะเนี่ย ยังยาวขนาดนี้ ถ้าละเอียด จะขนาดไหน

วาทิน ศานติ์ สันติ
เขียนเมื่อ Sun Jul 25 2010 13:44:02 GMT+0700 (ICT)

^

^

^

ผมเป็นนักศึกษาประวัติศาสตร์ และโบราณคดี เพราะฉะนั้นผมจะดูจากหลักฐานเป็นหลักครับ

123
IP: xxx.8.111.104
เขียนเมื่อ Sun Nov 28 2010 18:54:26 GMT+0700 (ICT)

132

อะไรก็ได้
IP: xxx.108.237.226
เขียนเมื่อ Wed Jul 13 2011 18:11:57 GMT+0700 (ICT)

เปิดเพลงทำไมยังกับเพลงงานศพแ

ม่ายบอก
IP: xxx.49.250.232
เขียนเมื่อ Thu Sep 13 2012 19:09:43 GMT+0700 (ICT)

เปิดเพลงทำไมเนี๊ย ฟังแล้วแสบแก้วหู

พฤศจิกายน
IP: xxx.122.253.217
เขียนเมื่อ Thu May 30 2013 18:39:51 GMT+0700 (ICT)

ลองอ่านดูอาจจะไม่ละเอียดมาก แต่ทำให้มีความรู้เพิ่มมากทีเดียว และเพราะเป็นฉบับนักเรียนทำให้นักเรียนที่มาอ่านและเปิดเว็บนี้  ทำให้เข้าใจอะไรง่ายขึ้นอ่ะนะคะ  ^^

จูวัยดี้
IP: xxx.0.173.134
เขียนเมื่อ Sat Jul 06 2013 08:57:49 GMT+0700 (ICT)

fu,kd

นารีรัตน์
IP: xxx.4.88.177
เขียนเมื่อ Fri Jul 12 2013 10:18:28 GMT+0700 (ICT)

อ่านเเล้วมีความรู้มากเลยค่ะ555

งามเนตร
IP: xxx.4.88.177
เขียนเมื่อ Fri Jul 12 2013 10:20:58 GMT+0700 (ICT)

ได้ความรู้มากมาก

ไอซ์
IP: xxx.204.215.43
เขียนเมื่อ Mon Aug 12 2013 18:50:27 GMT+0700 (ICT)

ืืเะกพดพะดเเแอ

เอสกีโม
IP: xxx.204.215.43
เขียนเมื่อ Mon Aug 12 2013 18:54:55 GMT+0700 (ICT)

้่ัีะรเาดสพพพพพพพยำบกวกวกวกวกวววววววกวกวว่ห่ห่หืกืดิเ้พีะรันยยยย    นี่คือความคิดเห็นของฉัน

 

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์