สำรวจชายฝั่ง"เลเมืองคอน" ค้นบทเรียนการลุกล้ำชายฝั่ง ก่อนจะสายเกินไป

 การกัดเซาะชายฝั่ง ด้วยน้ำธรรมชาติและน้ำมือของมนุษย์ ภาพสุดท้ายจะเป็นอย่างไร 

สำรวจชายฝั่ง"เลเมืองคอน" ค้นบทเรียนการลุกล้ำชายฝั่ง ก่อนจะสายเกินไป
หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11061,หน้า
  9


เรื่อง มานะ ช่วยชู / ทรงวุฒิ พัฒแก้ว

ภาพ อุษาวดี ศรีมัง

                ก่อนหน้านี้เราได้รับรู้เรื่องราวของการกัดเซาะชายฝั่งทะเลเพียงเล็กน้อย ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก คิดว่าคงเป็นเพียงบางจุดเท่านั้น รวมทั้งได้ยินมาว่าพี่น้องชาวบ้านที่ อ.จะนะ และ อ.นาทับ จ.สงขลา ได้ฟ้องกรมเจ้าท่าและพาณิชยนาวี เนื่องจากได้สร้างท่าเรือและเขื่อนดักทราย จนทำให้ชายฝั่งหายไปหลายร้อยเมตรแล้ว จนชาวบ้านหวั่นเกรงว่าหากยังเดินหน้าต่อไปอาจไม่เหลือชายหาดแน่ๆ และเราทราบว่าจะมีการก่อสร้างท่าเรือของบริษัทขุดเจาะน้ำมันแห่งหนึ่งบริเวณชายหาดท่าศาลา เราก็เกรงว่าจะเป็นเหมือนชายฝั่งที่สงขลาหรือไม่
                เป้าหมายของเราในวันนี้คือ ต้องการดูผลกระทบจากการกัดเซาะของชายหาดแถวๆ อ.ปากพนัง และ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช
ขับรถย้อนจากปลายแหลมตะลุมพุกขึ้นไปถึงหัวไทร จุดแรกเริ่มที่แหลมตะลุมพุก ขับรถไปถึงบ้านปลายทราย ผ่านวัดและโรงเรียน เลี้ยวขวาหน้า อบต. ตรงไปบริเวณชายหาด มองดูป้ายจัดอันดับแหล่งท่องเที่ยว หาดนี้ได้รับการจัดอันดับไว้ 3 ดาว
                เราตรงต่อไปยังปลายแหลมที่มีถนนคอนกรีตประมาณ 300 เมตร ที่เหลือเป็นหินคลุกไปจนสุด สภาพถนนดีมาก ระหว่างทางเราเห็นซากต้นสนล้มเป็นแนวยาว รากไม้โผล่ขึ้นมาระเกะระกะ เห็นได้ชัดว่าบริเวณนี้มีการกัดเซาะจนต้นสนใหญ่อายุหลายสิบปีล้มไปหลายต้น และยังเซาะเข้ามาถึงถนนบางช่วง เลยไปผ่านป่าสนใหญ่ร่มครึ้ม ใบสนที่หล่นลงมาค้างตามกิ่งและใบสน เหมือนปุยนุ่นแต่งแต้มก้านกิ่งดูอ่อนนุ่ม เป็นบรรยากาศป่าสนที่สวยงามแปลกตา
                ถึงปลายแหลมเห็นแนวสันดอนทรายที่งอกงุ้มเข้ามาทางด้านอ่าวปากพนัง อันเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนตัวของทรายนั้น จะเคลื่อนจากทางทิศใต้และไปทิศเหนือจนเกิดการทับถมกันที่บริเวณปลายแหลม
                ย้อนกลับออกมาแวะคุยกับชาวประมงที่บ้านแหลมตะลุมพุก ชาวบ้านบอกว่า ทะเลรุกเข้ามาทุกปี โดยเฉพาะปีหลังๆ 4-5 ปีนี้รุกเข้ามาเร็วมาก พร้อมชี้ให้ดูบ้านที่พังเหลือแต่ซาก และกำแพงวัดที่ก่อเป็นผนังปูนพังไปสองช่วง ทางวัดจึงเอาหินก้อนใหญ่มาวางกั้นตลอดแนว
พวกเขาบ่นว่า คงต้องอพยพไปอยู่อีกฝั่งของถนน เพราะบ้านที่อยู่ปัจจุบันถูกทะเลรุกเข้ามาทุกที แม้จะรู้ดีว่าเป็นพื้นที่ป่าสงวนฯ แต่ก็จำเป็นต้องอยู่เพราะไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน
                เรามุ่งหน้าไปตามถนนปากพนัง-หัวไทร ระหว่างทางเห็นการกัดเซาะหลายจุด ที่น่าตกใจเมื่อเห็นบางจุดนั้นเดิมเป็นบ่อกุ้งริมชายหาด และถนนมีคันดินกั้นเพียงสี่ห้าเมตร พอคลื่นซัดจนคันดินพังลงไปน้ำก็ทะลักเข้ามาถึงขอบบ่ออีกด้านในทันที ทำให้เกิดการรุกของน้ำทะเลที่เร็วมาก
บริเวณทางระบายน้ำฉุกเฉินบริเวณบ้านท่าพญา มีการทำแนวคอนกรีตกั้น บริเวณปลายคลองแล้วโค้งเป็นมุมออกไปทั้งสองฝั่ง แต่พนังคอนกรีตโดนกัดเซาะจนแนวพังไปเกือบหมดแล้ว แม้ดินที่ถมไว้หลังแนวพนังก็โดนน้ำซะออกไปเกือบหมด
                จากจุดนี้ไปจนถึงบ้านนำทรัพย์มีการสร้างกองหินเป็นรูปตัวทีเพื่อกันการกัดเซาะ มาถึงบริเวณ ต.ขนาบนาถ อ.ปากพนัง ซึ่งเดิมคลื่นได้ซัดจนเข้ามาถึงถนน ตอนนี้ได้มีการสร้างกำแพงคอนกรีตขนาดใหญ่ ลึกประมาณ 8 เมตร สูงขึ้นมาประมาณ 2 เมตร ยาวประมาณ 2-3 กิโลเมตร และถมหินหน้ากำแพงอีกทีหนึ่ง บริเวณด้านในของกำแพงมีการปูตัวหนอนอย่างสวยงาม แต่มีบางช่วงเริ่มทรุดลงไปแล้ว พวกเราอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไม่ต้องปูตัวหนอนให้เปลืองงบประมาณด้วย เพราะทรายด้านใต้ที่รองรับตัวหนอนย่อมต้องมีโอกาสในการทรุดตัวสูง เพราะความลื่นไหลของทราย และอีกอย่างยังไม่แน่ว่ากำแพงจะกั้นคลื่นได้หรือเปล่า
มาถึงบ้านต้นสน ต.เกาะเพชร อ.หัวไทร ได้แวะคุยกับชาวประมงพื้นบ้าน เราเห็นการวางกองหินกันคลื่นเพิ่งเสร็จใหม่ มีรถแบ๊คโฮ 2 คัน กำลังเกลี่ยทรายบริเวณชายหาด เพื่อให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม เด็กๆ กลุ่มใหญ่เล่นน้ำอยู่ในเว้าหาดเล็กๆ ระหว่างกองหินสองกอง
ชาวบ้านที่นี่เล่าว่า 4 ปีแล้วที่คลื่นกัดเซาะรุนแรง เพราะมีการทำเขื่อนกั้นทรายมากหลายที่ โดยเฉพาะคลองชะอวดแพรกเมือง มีเขื่อนยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ทำให้การกัดเซาะที่ชายหาดหัวไทรรุนแรง เมื่อก่อนการกัดเซาะเป็นไปตามธรรมชาติ บางปีก็กัดเข้ามา บางปีก็งอกออกไป แต่เดี๋ยวนี้กัดเซาะเข้ามาอย่างเดียว
"ทางการได้มีโครงการทำกองหินกันคลื่นตลอดแนวชายหาด ตอนแรกบอกว่าจะทำออกไปจากฝั่งประมาณ 100 เมตร ชาวบ้านจึงไม่ว่าอะไร เพราะถือว่าไกลพอแล้ว แต่พอทำจริงเหลือประมาณ 50 เมตร ชาวบ้านเกรงว่าการแล่นเรือเข้าออกจะลำบาก หากคลื่มลมแรงเรืออาจเสียหลักไปชนกองหินได้ ซึ่งก็เคยเกิดขึ้นแล้ว" ชาวบ้านเล่าด้วยความเป็นกังวล
ผ่านมาถึงท่าเรืออำเภอหัวไทร มีการทำกำแพงคอนกรีตกันคลื่นถึงสองชั้น เพราะชั้นแรกนั้นพังไปแล้ว ด้วยแรงคลื่นกระแทกกำแพงแล้วเซาะทรายข้างล่างทำให้กำแพงทรุดตัวลงและพังในที่สุด ก็ไม่รู้ว่ากำแพงใหม่นี้พังและจะต้องสร้างกำแพงอีกชั้นหรือไม่ สิ่งที่เห็นนี้ได้พิสูจน์ว่าวิธีคิดในการเอาชนะธรรมชาติด้วยการเอาของแข็งไปกั้นคลื่นนั้นไม่ได้ผล เพราะคลื่นลมมีแรงมหาศาล และไหลซอกซอนกัดเซาะไปได้เรื่อย สิ่งก่อสร้างที่แข็งและปะทะกันแรงคลื่นตรงๆ จึงไม่อาจจะทนทานได้
                จังหวัดนครศรีธรรมราชนั้นมีแนวชายหาดประมาณ 225 กิโลเมตร ปัจจุบันนี้ได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะและมีการสร้างกองหิน แนวกำแพงจนหมดสภาพเดิมไปแล้วกว่าครึ่ง จึงเป็นคำถามว่าเราจะรักษาชายหาดที่เหลืออยู่เอาไว้ได้อย่างไร

 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 226746
 เขียน:  
 อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า