สมาชิก
แลกเปลี่ยน

เรื่องจริง ของคุณหมอ นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร เตือนสติให้สร้างกุศลไว้เถอะ

ขอบคุณเพื่อน และเจ้าของwebที่ส่งบทความดีๆมาให้เผยแพร่ อ่านแล้วได้กุศล...เชิญพิจารณาแล้วบอกต่อ....'จำไว้นะลูก คนเรานะต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมออย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้' .....เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น .

'อย่าหนีนะ เจ้าเด็กขี้ขโมย'             

เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่นพร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่าน

ฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูในตลาดรีบไปอย่างรวดเร็ว

'อ้าวนั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ'

'ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันละ'  'ป้าหนอม'เป็นแม่ค้าขายของชำ   มีฐานะดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ    เป็นที่รู้จักกันว่า! แกเป็นคน ที่ขี้เหนียว   แถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย,,,,,,,

เสียงเอะอะดังมากขึ้นฉันหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบไล่เลี่ยกับฉัน

ซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ     แม่จึงเดินเข้าไปถาม

 

'พี่หนอม มีไรหรอคะ' 

'ก็คุณเด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ  พอฉันหยิบส่งให้ มันก็วิ่งหนีมาเลย เงินก็ไม่จ่าย' 

พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งที  และคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้ 

'ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ' 

'เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัยพ่อแม่ไม่สั่งสอนยังเด็กตัวแค่นี้ก็รึจะเป็นขโมยซะแล้ว ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ'

 

ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่าแม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า

 

'อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอมเด็กมันคงอยากซื้อยาแต่ไม่มีเงินนะ เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะกี่บาทกันละ'

 

ในที่สุดเรื่องก็จบลงโดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายาแก้ปวดกับยาธาตุแล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด

แต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่ 'ใจดีกับเด็กขี้ขโมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ' 

แม่ไม่ได้ตอบอะไรแต่พอเดินห่างจากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า

'ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ'

เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า

'แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอผมก็เลยต้อง... 

แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยืนผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอกว่า 

'ทีหลังอย่าขโมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะน้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆนี่เองถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้าแทบทุกคนเลยแหละ เอ๊า...เอา ส้มไปฝากคุณแม่ซิคนป่วยนะต้องกินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้ มั้ย  

แม่! ่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะรับส้มพร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป 

หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที

'ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนั้นด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ'

แม่ยิ้มแล้วตอบฉันว่า  แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเรา น๊ะลูก แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอกแม่ซื้อขนม

แกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง'

 แต่นั้นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่ฉันถามต่อ  แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า 

'แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆกับลูกจะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบรู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหนและคนที่มีความรับผิดชอบนะ จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆเมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น' 

ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า

'แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า'

'ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร

'แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอบ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนบ้านป้าหนอมเขานะแม่' 

'ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนักแต่การที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากน่ะ มันทำให้แม่มีความสุขแล้วยังได้บุญอีกด้วยนะแค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก'

แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า 

'จำไว้นะลูก คนเรานะต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมออย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้ 

แล้วแม่ก็พูดต่อว่า 

'ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งทีผิด ใช่...แม่ไม่เถียงแต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆบ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ'

 

หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆกันต่อ ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลย

จนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งทั้งน้ำตา     ว่าคำพูดของแม่ในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ 

หลังจากนั้นฉันเรียนจบ    แล้วฉันก็ได้งานทำในโรงงานในตัวจังหวัด เงินเดือนก็พอประมาณ สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้า  เพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้าง

หลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปีเพื่อส่งฉันเรียน แม่ยอมปิดร้านแต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงินแม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่  

ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบายเริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรกๆไม่กี่วันก็หายหลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนานขึ้น! เรื่อยๆ 

ฉันก็พาแม่ไปหาหมอในเมืองหมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนัก

มากเกินไปหมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆจะได้หายเร็วๆ

 

หลังจากกินยาตามที่หมอสั่งอาการปวดหัวของแม่ก็หายไป

แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือนแม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีกคราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว

ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย      ฉันกังวลใจมากพอถามหมอหมอก็บอกว่าต้องไปตรวจ

ที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯเพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัด

 

 หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯทันที

ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งหลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่า

มีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ฉันตกใจมากของให้หมอผ่าตัดให้ทันทีแต่หมอบอกว่า

โรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอกในสมองเป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า

 

ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวแม่ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะที่ฉันรออย่างกังวลใจ

อยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้

 

หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมาก

โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตาม อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมอง

ค่อนข้างสูง  เป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายาระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท

 

ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหนลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย แต่ยังไ! ง    ฉันก็ต้ องรักษาแม่ให้หายส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง

 

 หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลงเป็นโชคดีของแม่ทีการผ่าตัดประสบผลสำเร็จและไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆทางโรงพยาบาลบอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้

 

 ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน

ปรากฏว่าเป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาทเป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น

 

ฉันแปลกใจมากจึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่า

คุณหมอที่เป็นคนผ่าตัดและเป็นเจ้าของไข้ บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่

โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ

 

ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จงาน

คุณหมอก็ไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัดสมองที่อเมริกา แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่

 

โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉัน พร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้

 

เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น

เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน

 

เนื้อความในจดหมายมีดังนี้

ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร  ภู่จันทร์

ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้

ค่าผ่าตัด                         0 บาท

ค่ายาทั้งหมด                !    0 บาท

ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ       0 บาท

รวมเป็นเงินทั้งหมด                0 บาท

 ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วย ยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง

 ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า

 

นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร

  

ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความและเพื่อนๆที่ FW Mail ดีๆมาให้

ที่ลืมไม่ได้ขอบคุณท่านที่อ่านจนจบและขอบคุณมากๆที่เผยแพร่ต่อไป

ขอบคุณจริงๆ

Rattana Toolklang

สตรข.8 (นครราชสีมา)

Todsapol www.peewtw@Gmail.com

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า
· คำสำคัญ: ขํนติพโล 
· หมายเลขบันทึก: 224007 · เขียน:  
· ความเห็น:
40
 · อ่าน: แสดง
· สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
แจ้งลบ
แจ้งลบ
Todsapol
เขียนเมื่อ Wed Nov 19 2008 01:42:20 GMT+0700 (ICT)

ได้ทดลองนำบทความนี้ไปสอนเรื่องการอ่านจับใจความ และฝึกเด็กให้หัดย่อความ กับเด็กมัธยมเมื่อไปนิเทศโรงเรียน....ลองมาแล้วได้ผลดี...ตั้งคำถามให้เด็กๆตอบ...ผมได้แง่คิดดีๆจากเด็กเยอะมาก

หยั่งราก ฝากใบ
เขียนเมื่อ Wed Nov 19 2008 09:43:13 GMT+0700 (ICT)

สวัสดีค่ะคุณ Todsapol

อ่านแล้วชอบมากค่ะ แม้จะเคยอ่านมาบ้างแล้ว .....

เรื่องของคนคิดดี พูดดี และทำดี ... อ่านแล้วทำให้จิตใจที่กำลังหดหู่ ทดท้อกับบางความรู้สึกดีขึ้นค่ะ

ขอบคุณค่ะ...^_^...

add
เขียนเมื่อ Wed Nov 19 2008 09:46:34 GMT+0700 (ICT)

อ่านหลายรอบ..อ่านทีไรซึ้งทุกที

ใบไม้ย้อนแสง
เขียนเมื่อ Wed Nov 19 2008 10:51:00 GMT+0700 (ICT)

ตามมาอ่านเพราะมีคนใจดีแนะนำให้มาอ่าน

อ่านแล้วก็ซาบซึ้ง แม้ว่าจะเคยได้อ่านเรื่องทำนองนี้อยู่หลายครั้ง

แต่อ่านแล้วก็สะเทือนไปถึงหัวใจทุกทีเลยค่ะ

ขอบคุณนะคะที่นำเรื่องดี ๆ เช่นนี้มาเผยแพร่..

Todsapol
เขียนเมื่อ Wed Nov 19 2008 22:44:47 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณ ใบไม้ย้อนแสง add และ คนไม่มีราก ที่ให้กำลังใจ ตามไปBlogอยู่บ่อยๆ ก็ได้อะไรดีๆ ขอได้รับคำแนะนำ

nussa-udon
เขียนเมื่อ Wed Nov 19 2008 23:17:33 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณ..บทความดีๆขอบคุณน้องคนไม่มีรากที่แนะนำน้องกวินอ่านและพี่นุส..ก็พลอยโชคดีไปด้วย...จะเก็บไว้เล่าให้ลูกฟังค่ะ....

Todsapol
เขียนเมื่อ Sat Nov 22 2008 08:23:57 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณครับหมอ นุช เวรกรรมและกุศลผลบุญ ตามทันกันชาตินี้ สอนลูกหลานและศิษย์ให้สะสมบุญไว้ดีกว่า ไม่รู้ว่าจะหมดโอกาสเมื่อไร ขอเพียงสบายใจที่ได้ทำดีไว้ก่อนที่จะไม่ได้ทำ

krutoiting
เขียนเมื่อ Sat Nov 22 2008 09:37:10 GMT+0700 (ICT)

เคยอ่านจากที่เพื่อนFW มาให้ครั้งหนึ่งแล้ว อ่านแล้วน้ำตาซึม ด้วยปิติยินดี คนดีในโลกนี้ ต่างมีที่มาที่ต่างกัน แต่เขาเหล่านั้นต่างพอใจที่จะสร้างความดี เลือกที่จะทำความดี 

ครูปู~natadee t'ซู๊ด
เขียนเมื่อ Mon Nov 24 2008 19:52:04 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณค่ะสำหรับเรื่องราวดี ๆ แสนจะจรรโลงใจ

และสร้างความหวังเล็ก ๆ อีกหนึ่งในหัวใจของคนทำดีนะคะ

ขอบคุณค่ะ

(^__^)

Todsapol
เขียนเมื่อ Mon Nov 24 2008 20:30:56 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณครูปู เสียดายไม่ได้ไปพบในงานรวมพล เมื่อ ๘ พย.มัวเพลินเดินในมัฆวาล

ครูปู~natadee t'ซู๊ด
เขียนเมื่อ Mon Nov 24 2008 20:44:37 GMT+0700 (ICT)

 

สวัสดีค่ะ  คุณ Todsapol 

  • เมื่อคืนกลับถึงบ้านก็ 5 ทุ่มแล้วค่ะ
  • บรรยากาศชื่นมื่นมาก  ไม่ต้องเดินเองเลยค่ะ
  • ครูปูไหลไปรวมกับ พธม สระบุรีได้ไงไม่รู้  ตอนเดินเข้าไปเค้าก็ปรบมือต้อนรับว่า พธม สระบุรีมาแล้ววววว
  • ไอ่เราก็ แฮ่ะ ๆ ค่า.....
  • พลัดหลงกับเพื่อนที่ไปด้วยกันทั้งหมดเลยค่ะ
  • เดี๋ยวโทร เดี๋ยวโทร เพราะหลงกันตลอด คนเยอะมาก จนต้องยอมแพ้ หาเตนท์หลังเวทีนั่ง ปรากฎว่าที่นั่งก็ไม่มีอีกค่ะ อิอิ
  • ก็เลยเดินว่อนจนเท้าแทบระบม
  • แต่เห็นจำนวนคนที่มากจนนับไม่ถูกก็ปลื้มค่ะ
  • ทางทีมงานก็เตรียมตัวไม่ทัน คงไม่นึกว่า คนจะมาเยอะขนาดนี้
  • ครูปูไปนั่งรอที่มัฆวาน ฯ พักนึงค่ะ ให้เค้า set เวที
  • ระหว่างนั้น สว.การุญ ก็กระโดดขึ้นรถ พูดคนเดียวเรียกคนไปเรื่อย ๆ ค่ะ กว่าจะ set กันได้
  • ครูปูเดินทัวร์ไปทั่ว ที่ไหนเค้าร้องรำทำเพลงก็ไปร่วมด้วยช่วยกันกับคุณป้า คุณน้า คุณลุงทั้งหลาย
  • พอผ่านทางเข้าตรงไหน เค้าจะมีกลุ่มคนที่มาก่อน ปรบมือต้อนรับคนที่มาใหม่ ครูปูก็ทำไปยืนเป็นคนเก่าต้อนรับคนใหม่กับเค้าด้วย สนุกมากค่ะ
  • แววตาคุณพี่ คุณน้า คุณป้า คุณลุง คุณยาย เป็นประกายแวววาว
  • ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ยิ้มให้กัน โค้งคำนับให้กัน เอามือตบมาสัมผัสกัน พร้อมรอยยิ้มทุกหนทุกแห่ง
  • (^__________^)
  • update เท่านี้ก่อนนะคะ
  • ยินดีที่ได้เจอ พธม.เหมือนกันค่ะ
  • สู้ ๆ  ค่ะ

             เผื่อจะหิวค่ะ (^__^)

Todsapol
เขียนเมื่อ Tue Dec 16 2008 16:28:58 GMT+0700 (ICT)

ครูปู ของชอบเลยน๊ะ ไม่กลัวอ้วนแล้ว

 ไปเยี่ยมพันธมิตรบ้างน๊ะ

IP: xxx.175.181.238
เขียนเมื่อ Thu Apr 23 2009 09:25:55 GMT+0700 (ICT)

ชอบมากๆครับตอนชีวิตผมเป็นเหมือนเด็กเมื่อยี่สบปีก่อนเลยแต่ได้อ่านแล้วมีกำลังใจขึ้นเยอะแยะเลย....

Todsapol
เขียนเมื่อ Sun Apr 26 2009 19:20:28 GMT+0700 (ICT)

ภาพในอดีต คือทักษะชีวิตที่มีค่ายิ่ง สิ่งสำคัญที่สุดคือ ประสบการณ์ชีวิตนั้น เรานำมาเป็นยาใจและต้องทำชีวิตให้ดีขึ้น 

ใช้สติตรึกตรองมองรอบคอบ 

รู้ผิดชอบชั่วดีมีเกียรติศักดิ์ 

กตัญญูรู้คุณคนยิ่งนัก 

แจ้งประจักษ์หน้าที่  มีวินัย

 

ข้าวหอม
IP: xxx.76.140.153
เขียนเมื่อ Tue Jun 09 2009 02:25:56 GMT+0700 (ICT)

เพื่อนส่งเมล์มาให้อ่าน...น้ำตาไหลเลย ซาบซึ้งกับความดี โลกนี้ยังมีความงดงามของจิตใจคนเราอยู่นะคะ...ขอบคุณมากๆคะกับทุกภาคส่วน ทุกๆท่าน ทุกสรรพสิ่งที่จรรโลงสิ่งดีงามไว้ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ และได้คิดเตือนสติตัวเอง...

Todsapol
เขียนเมื่อ Wed Jun 10 2009 23:08:57 GMT+0700 (ICT)

โลกนี้ แผ่นดินนี้ ยังมีทางให้เดินสำหรับคนดี

ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อนั้นเราจะพบกับความสุขสมหวังแน่นอน

เนนเนน
IP: xxx.173.186.243
เขียนเมื่อ Sat Jun 20 2009 16:03:55 GMT+0700 (ICT)

เป็นเรื่องจริงหรือเป่าครับ

แต่เท่าที่รู้ผมส่งต่อไปยังคนที่ผมรักแล้วครับ

และอีดอย่าง

อ่านที่ไรน้ำตาใหลทุกที

ผมปริ้นไปติดไว้ที่ฝาบ้านด้วยครับ

รู้สึกดีมาหากใครได้อ่าน

ธิป
IP: xxx.137.129.220
เขียนเมื่อ Tue Jun 23 2009 11:50:03 GMT+0700 (ICT)

ตอนแรกว่าจะไม่อ่าน แต่ลองอ่านหน่อยดีกว่า อ่านเสร็จน้ำตาซึมเลย ซึ้งจริง ๆ

Todsapol
เขียนเมื่อ Mon Jun 29 2009 16:45:48 GMT+0700 (ICT)

นี่แสดงให้เห็นว่า ทำดีย่อมได้ดี

ความดีไม่มีขาย อยากได้ให้ทำเอง

ดักแด้
IP: xxx.26.11.101
เขียนเมื่อ Mon Jul 27 2009 13:23:28 GMT+0700 (ICT)

ชอบมาก อะไรๆ ดีๆ เช่นนี้อยากให้ทุกคนดีอย่างงี้บ้างจัง

Todsapol
เขียนเมื่อ Mon Jul 27 2009 21:53:21 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณทุกท่าน 17. เนนเนน 18. ธิป 20. ดักแด้

คิดดี ทำดี สร้างกุศลให้ถึงพร้อม ก่อนที่จะไม่มีโอกาศทำ

Kluay Kluay
IP: xxx.175.86.142
เขียนเมื่อ Tue Aug 11 2009 10:32:29 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณที่สังคมเรามีคนดีๆอย่าง คุณๆทั้ง 3 คน คุณหมอยอดกตัญญู ไม่ลืมคุณคน ชายอีกคนที่รักแม่ พาแม่เฝ้าหาโรงพยาบาลให้แม่รักษา คุณน้าและคุณแม่ที่ใจดีเหมือนแม่ปลื้มของผู้เขียนคะ

คนอยากรู้
IP: xxx.58.231.242
เขียนเมื่อ Mon Aug 17 2009 00:23:46 GMT+0700 (ICT)

อยากรู้จังค่ะ ว่านายแพทย์เดชา ทองวิจิตรมีตัวตนจริงหรือเปล่าคะ

Todsapol
เขียนเมื่อ Wed Aug 19 2009 23:02:33 GMT+0700 (ICT)

มีคน search หาชื่อ นพ.เดชา ทองวิจิตร ใน internet กันมาก รวมทั้ง indexthai ด้วย ก็ไม่พบชื่อนี้ ต่างบอกกันว่าเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ..แต่ใครเป็นคนแต่งก็น่าจะบอกไว้บ้าง

เห็นว่า เนื้อเรื่องเป็นแนวคิดที่ดี จึงนำมาฝากให้อ่าน ทั้งได้พยายามสืบหาคนเขียน แต่ไม่พบ...บางแหล่งข้อมูลก็ว่าไม่ใชเรื่องจริง เพราะสาระบบรายชื่อนายแพทย์ของไทยที่ชื่อ เดชา ทองวิจิตร นั้นไม่มี จึงเข้าใจว่า เป็นอุดมการณ์ของคนเขียนที่ปรารถนาจะเป็นแพทย์แต่งขึ้นมาก็ได้ แต่อย่างน้อยเรื่องแนวนี้จะช่วยคนที่ตั้งใจทำความดีจะได้เกิดแรงบันดาลใจหากใครพบเจอเรื่องแนวนี้ ก็บอกต่อ ๆ ส่งต่อ ๆ มาให้กันและกันบ้าง และหรือหากท่านใดทราบชื่อคนเขียนเรื่องนี้ก็ฝากขอบคุณ ฝากคำอนุโมทนาแทนท่านผู้อ่านไปสู่ท่านผู้นั้นด้วย...

Todsapol
เขียนเมื่อ Wed Aug 19 2009 23:06:16 GMT+0700 (ICT)

อ่านแล้วรู้สึกว่าต่อให้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ก้อรู้สึกดีว่า เป็นเรื่องที่น่าจะศึกษาและพิจารณา และปฏิบัติ ในสิ่งที่ดีงาม เพื่อชีวิตที่ดีงามของทุกคนสืบไป

เซียน
IP: xxx.9.173.29
เขียนเมื่อ Thu Oct 08 2009 13:22:06 GMT+0700 (ICT)

เรื่องนี้ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง แต่ไม่ว่าจะป็นเรื่องจริงหรือไม่เรื่องนี้ก็ดีงาม สอนให้รู้ว่าการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนยอมมีความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับเป็นเบื้องต้น

Todsapol
เขียนเมื่อ Thu Oct 08 2009 22:57:28 GMT+0700 (ICT)

การให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน  ยอมมีความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับเป็นเบื้องต้น

หลอด
IP: xxx.142.8.159
เขียนเมื่อ Thu Oct 29 2009 22:46:12 GMT+0700 (ICT)

เป็นเรื่องที่สอนได้ดีมากค่ะ

pia
IP: xxx.90.92.64
เขียนเมื่อ Thu Nov 05 2009 15:52:53 GMT+0700 (ICT)

อ่านแล้ว ได้แง่คิดอะไรหลาย ๆ อย่างเลยค่ะ รู้สึกดี ที่ได้อ่าน

ทำให้ปลูกฝัง ความคิดในแง่บวกอีกหลายอย่างเลยค่ะ

ดีมาก ๆ เลย

วิไล บุรีรัตน์
เขียนเมื่อ Thu Nov 05 2009 16:05:59 GMT+0700 (ICT)

                  

 

                 เป็นคนบ่อน้ำตาตื้น  อ่านเรื่องทำนองนี้ทีไร  เสียน้ำตาทุกที

                         ขอบคุณเจ้าของบล๊อก  ก็เตือนสติได้ดีที่เดียว

IP: xxx.172.158.98
เขียนเมื่อ Sat Dec 26 2009 00:22:08 GMT+0700 (ICT)

เรื่องจริงหรอค๊ะเนี่ย

แสดงว่าหมอต้องเป็นคนที่มีความมานะพยายามสูงมากนะค๊ะเนี่ย

และที่สำคัญคงต้องเรียนเก่งมากๆแน่ใช่ไหมค๊ะ

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆนะ

รักษาสุขภาพด้วยนะค๊ะ

เจี๊ยบ
IP: xxx.175.74.33
เขียนเมื่อ Sat Feb 13 2010 09:02:06 GMT+0700 (ICT)

ขออนุโมทนาด้วยน๊ะค่ะ..

ทั้งคุณน้าสมพร และ คุณหมอเดชา ...^_^

ดีใจน๊ะที่ได้ฟังเรื่องราวดีดี แบบนี้...ปลื้มใจจัง

เขมณัฏฐ์ อภิพัฒน์กุลวรา
IP: xxx.128.191.68
เขียนเมื่อ Thu Mar 11 2010 01:29:03 GMT+0700 (ICT)

อ่านแล้วน้ำตาคลอเบ้าค่ะ คุณหมอสุดยอดมาก และคุณป้าเย็บผ้าดีจริงๆค่ะ เหมือนแม่เบนเลย

Todsapol
เขียนเมื่อ Thu Mar 11 2010 03:00:58 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณ เขมณัฏฐ์ อภิพัฒน์กุลวรา คุณเจี๊ยบ และ ท่านที่ไม่แสดงตน ฝากไว้เป็นข้อคิด ที่สอนเราในเรื่องความกตัญญู ความอดทน และพลังของความดี ความเมตตา

IP: xxx.173.31.50
เขียนเมื่อ Sun Jul 11 2010 13:43:01 GMT+0700 (ICT)

ขอยอย่องท่านผู้ทำความดีทั้งสอง จะนำบทความนี้เป็นตัวอย่าง ในการดำรงชีวิตของเด็กรุ่นหลัง

Todsapol
เขียนเมื่อ Mon Jul 12 2010 11:02:36 GMT+0700 (ICT)

ศักดิ์สิทธิ์ ไพจิตรโยธี
IP: xxx.143.164.36
เขียนเมื่อ Fri Sep 17 2010 14:01:07 GMT+0700 (ICT)

ผมได้นำเรื่องราวดังกล่าว ไปเผยแพร่ให้ญาติธรรมที่ปฏิบัติธรรมในวัดที่สกลนคร ได้ทราบ ขออนุโมทนาบุญ ด้วยครับ

Todsapol
เขียนเมื่อ Fri Sep 17 2010 23:42:53 GMT+0700 (ICT)

ขอบคุณครับ ท่านพี่ ศักดิ์สิทธิ์ ไพจิตรโยธี

กราบอนุโมทนาบุญ

อ้อม
IP: xxx.121.244.13
เขียนเมื่อ Fri Nov 26 2010 00:25:38 GMT+0700 (ICT)

โห++ดีจังเลยค่ะ^^ว่าแต่คุณหมอเป็นคนที่ไหนเนี่ย นามสกุล เหมือนหนูเลย^^

Todsapol
เขียนเมื่อ Sat Nov 27 2010 15:17:33 GMT+0700 (ICT)

ยินดีด้วยครับหนูอ้อม ที่มีญาติดีๆ

"ท่านหมอ...เป็นบุคคลที่ควรค่าในตระกูลที่ดี เราเป็นญาติก็จะได้ช่วยกันรักษาวงศ์ตระกูล"

 

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
ใส่รูปหรือไฟล์