ความเข้าใจใหม่ใน หลักสูตรท้องถิ่น

 ความเข้าใจใหม่ใน หลักสูตรท้องถิ่น  

หลักสูตรท้องถิ่น

 

ความเข้าใจใหม่ใน หลักสูตรท้องถิ่น         สุชาดา จักรพิสุทธิ์

                องค์ประกอบสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา อันได้แก่ การปฏิรูประบบโครงสร้างการศึกษา การปฏิรูปด้านการบริหารจัดการศึกษา การปฏิรูปการเรียนรู้ การปฏิรูปหลักสูตร การปฏิรูปบุคลากรทางการศึกษา แม้คนที่อยู่นอกวงการศึกษาก็คงนึกได้ทันทีว่า การปฏิรูปการเรียนรู้ นั้นมีความสำคัญที่สุด ด้วยว่าเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเด็ก-เยาวชน หรือตัวผู้เรียนโดยตรง ทั้งที่ว่าด้วยประสิทธิภาพของตัวผู้เรียน กระบวนการเรียนการสอน การให้ความสำคัญแก่ศักยภาพและความแตกต่างของตัวผู้เรียน ตลอดจนการสร้างการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีความสุขและมีนิสัยใฝ่เรียนรู้               หากแต่ว่า ในท่ามกลางสายธารการปฏิรูปการศึกษาที่ไหลเอื่อยเฉื่อยอยู่ในเวลานี้ ดูเหมือนการปฏิรูปการเรียนรู้จะเป็นส่วนที่ถูกละเลยและไม่เข้าใจจากฝ่ายนโยบายและฝ่ายบริหารในทุกระดับมากที่สุด เนื่องเพราะในความเป็นจริง การปฏิรูปการเรียนรู้สัมพันธ์แนบแน่นอยู่กับการปฏิรูปหลักสูตรและการแปรเป็นการปฏิบัติของบุคลากรทางการศึกษา หรือครูเป็นสำคัญ พูดง่ายๆคือเป็นงานส่วนที่ยากที่สุด และผูกติดขึ้นกับคุณภาพของครูนั่นเอง ซึ่งประเด็นนี้ก็มีวิวาทะกันอยู่ เป็นต้นว่าเราเรียกร้องให้มีครูดีครูเก่ง โดยที่ตัวระบบการผลิตและพัฒนาบุคลากรครูยังบกพร่อง สวัสดิการหรือความมั่นคงของครูมีน้อย เครื่องมือสร้างครูเก่งครูดีก็ไม่มี ฯ พูดให้ถึงที่สุดคือ การปฏิรูปการศึกษาไม่สามารถจะแยกเอาการปฏิรูปแต่ละส่วนออกจากกันอย่างที่ดำเนินอยู่ในเวลานี้ และแม้แต่ต้องทำไปพร้อมกันโดยสอดคล้องกับการปฏิรูประบบราชการเสียด้วยซ้ำ

                ในขณะที่การปฏิรูปการศึกษายังตกอยู่ในอาการน่าเป็นห่วงเช่นนี้ หลายฝ่ายเห็นพ้องกันว่า เราน่าจะหันมาเพ่งเล็งและให้ความสำคัญกับระดับปฏิบัติการ คือครูและกระบวนการเรียนการสอนดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เป็นทางออกเรื่องหลักสูตรสถานศึกษาหรือหลักสูตรท้องถิ่น ซึ่งหากผลักดันให้ถูกปฏิบัติมากขึ้นๆจนเป็นกระแสใหญ่ ก็น่าเชื่อว่าหลักสูตรท้องถิ่นซึ่งต้องมีกระบวนการเรียนการสอนอีกแบบหนึ่ง ไม่ผูกติดกับตำราและโรงเรียน มีลักษณะเปิดการมีส่วนร่วมแก่คนจำนวนมากทั้งเด็กและชุมชน แนวทางเหล่านี้จะเป็นเงื่อนไขใหม่ที่ทำให้ครูเกิดการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนได้ในที่สุด รวมถึงตัวผู้เรียนเองก็จะเกิดผลสัมฤทธิ์และทักษะ ความเข้าใจในท้องถิ่น แต่ก็อีกในความเป็นจริง พระราชบัญญัติการศึกษาซึ่งเปิดช่องแก่การ

                 ปฏิรูปการเรียนรู้และการปฏิรูปหลักสูตร โดยกำหนดออกมาเป็น หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2544 หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าหลักสูตร 44” ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติจากครูผู้สอนและผู้บริหารโรงเรียน กล่าวคือ

หลักสูตร 44 ซึ่งกำหนดให้มีหลักสูตรแกนกลาง และหลักสูตรสถานศึกษา อันหมายถึงหลักสูตรแกนกลาง 8 สาระวิชา ที่กระทรวงศึกษาฯจัดวางไว้ ได้แก่ (1) คณิตศาสตร์ (2) วิทยาศาสตร์ (3) ศาสนา-วัฒนธรรม (4) สุขศึกษา-พละศึกษา (5) การงานอาชีพ (6) เทคโนโลยี (7) ภาษาต่างประเทศ (8) ศิลปะ โดยหลักสูตรสถานศึกษาซึ่งโรงเรียนสามารถกำหนดแนวทางเนื้อหาและกระบวนการเรียนการสอนเองนี้ อีกนัยหนึ่งก็คือหลักสูตรท้องถิ่นนั่นเอง และนี่แหละ ที่เป็นปัญหาและเป็นภาระแก่ครูและโรงเรียนในอันที่จะต้องคิดค้น สร้างใหม่ และพัฒนาหลักสูตรนั้นไปให้เหมาะสมแก่ตัวผู้เรียนและชุมชน รวมถึงต้องประยุกต์ สร้างสรรค์ บูรณาการเข้าไปสู่หลักสูตรแกนกลาง 8 สาระวิชาให้ได้ แต่ด้วยเหตุที่ครูซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติการ ยังคงมีกรอบคิดเดิมและความเคยชินต่อการเรียนการสอนแบบเดิมๆ ไม่สามารถสร้างโจทย์หรือสร้างเนื้อหาหลักสูตรใหม่ได้ นี่จึงเป็นที่มาที่กระทรวงศึกษาฯต้องกำหนดสัดส่วนหลักสูตรแกนกลาง กับหลักสูตรท้องถิ่นเป็น 70 : 30 ไว้เป็นแนวทาง ซึ่งครูและโรงเรียนสามารถยืดหยุ่น ปรับใช้ตามความเหมาะสมได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการเกิดมีหลักสูตรท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นด้านการพัฒนา การนำหลักสูตรไปใช้และการประเมินผล ยังคงมีเงื่อนไขสำคัญที่ความรู้ความเข้าใจของครูและผู้บริหารโรงเรียน นั่นคือ ๑. ส่วนใหญ่คิดว่าตนเองจัดอยู่แล้ว ในส่วนของหลักสูตรสถานศึกษาและในวิชาการงานอาชีพเช่น การจัดให้มีการเรียนการสอนทำอาหาร การเกษตร งานฝีมือ โดยครูเป็นผู้สอนหรืออาจมีการเชิญวิทยากรชาวบ้านเข้ามาสาธิตและผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้นว่า งานฝีมือด้านการทอผ้า จักสาน ทำบายศรี นวดแผนโบราณ, ความรู้การเกษตรก็เช่น การปลูกผัก สมุนไพร ๒. ครูผู้สอนคิดหลักสูตรเอาเองหรือใช้หลักสูตรสถานศึกษาเดิมที่สอนต่อๆกันมานาน ๓. ครูและโรงเรียนยังมีกรอบคิดว่า ความรู้และการจัดการความรู้เป็นเรื่องของครูและโรงเรียน หรืออาจไม่มีศรัทธาต่อความรู้ของท้องถิ่น ๔. ครูผู้สอนที่ตีโจทย์หลักสูตรท้องถิ่นได้ก็ไม่อยากเพิ่มภาระการเรียนการสอน เพราะหลักสูตรท้องถิ่นมีความยากในการแสวงหาความรู้และการเข้าหาชุมชน ตลอดจนต้องใช้กระบวนการที่แตกต่าง ๕. ผู้บริหารโรงเรียนไม่เข้าใจและไม่สนับสนุน รวมถึงการไม่มีระบบความดีความชอบให้แก่ครูที่มุ่งมั่นหรือมีความสามารถในการจัดหลักสูตรท้องถิ่น ๖. โลกทัศน์การศึกษาแบบเดิมที่ทำให้ครูและโรงเรียนให้คุณค่าแก่ความเป็นเลิศทางวิชาการเป็นหลัก

                ด้วยเหตุดังนั้น หลักสูตรท้องถิ่นที่เป็นความหวังว่าจะเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สร้างคุณค่าแก่การศึกษาที่ดำรงความเป็นไท(ย) จึงยังคงเป็นน้ำซึมบ่อทรายที่รอวันหนุนเนื่องจากสายธารใหญ่ของการปฏิรูปการศึกษาอยู่นั่นเอง

 แต่ในห้วงเวลาเช่นนี้ เรากลับได้พบว่ามีครูและโรงเรียนจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีความเข้าใจและใช้ความเพียรพยายามที่จะพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและยึดหลักความสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนเป็นสำคัญ เคล็ดไม่ลับในการแปรเป็นการปฏิบัติคือการตีโจทย์ตามสาระ         มาตรา 24 ในพรบ.การศึกษา ที่ระบุว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังต่อไปนี้ (1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล (2) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา (3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง (4) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆอย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงาม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา (5) ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกัน จากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ (6) จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ กับ มาตรา 29 ที่ ให้สถานศึกษาร่วมกับบุคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนโดยจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรม มีการแสวงหาความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร และรู้จักเลือกสรรภูมิปัญญาและวิทยาการต่างๆ เพื่อพัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการ รวมทั้งหาวิธีการสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาระหว่างชุมชน              ดังเช่นที่ กลุ่มโรงเรียนประถมในเขตพื้นที่อำเภอเชียงดาว ได้ผนึกกันเป็นเครือข่าย 43 โรงเรียน เพื่อค้นหาแนวทางหลักสูตรท้องถิ่นที่เหมาะสมร่วมกัน โดยใช้กระบวนการวิจัยเป็นเครื่องมือที่จะเชื่อมร้อยความคิดและความรู้ระหว่างกัน ในชื่อโครงการวิจัยการพัฒนาหลักสูตรเพื่อท้องถิ่นระดับโรงเรียนในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่และชูคำขวัญการมีส่วนร่วมกับชุมชนว่าคืนโรงเรียนให้ชุมชน ทั้งนี้ กลุ่มโรงเรียนในโครงการฯ เริ่มต้นจากการระดมความคิดเห็นและประเด็นปัญหาต่างๆจากชาวบ้านในชุมชนแวดล้อมโรงเรียน เพื่อประมวลเป็นโจทย์ความต้องการของชุมชนแล้วคัดเลือกประเด็น วางขอบข่ายเนื้อหาของประเด็นนั้นๆ ช่วยกันเสาะหาและประสานงานครูชาวบ้านที่มีความรู้ในเรื่องนั้นๆ โดยแต่ละประเด็นปัญหาจะมีครูที่ปรึกษา รับผิดชอบร่วมกับครูชาวบ้าน                 ความน่าสนใจของโครงการฯ นี้ อยู่ที่การใช้กระบวนการเรียนรู้และกระบวนการมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนระหว่างครู ผู้เรียน โรงเรียน และชาวชุมชน ซึ่งต้องใช้เวลาและความตั้งใจจริงในการจัดเวทีประชุมครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่การให้ความรู้แก่ชาวบ้านเกี่ยวกับ พรบ.การศึกษาฉบับใหม่ สถานการณ์ด้านเด็กและเยาวชน รายละเอียดของหลักสูตรการศึกษา เป็นต้น ผลสรุปจากเวทีก็นำไปพัฒนาเป็นแผนการเรียนการสอน ซึ่งในกรณีของโครงการฯดังกล่าวนี้ ได้ข้อสรุปว่าชาวบ้านและผู้เรียนอยากได้วิชาไร่นาสวนผสมและการจักสาน เนื่องจากคนในชุมชนส่วนใหญ่มีอาชีพหลักคือทำไร่นาสวนผสมและจักสาน ชาวบ้านจึงต้องการให้เด็กมีความรู้ความเข้าใจในอาชีพของพ่อแม่ สามารถใช้ความรู้ไปพัฒนาอาชีพและช่วยหารายได้ให้ครอบครัว ที่สำคัญคือให้เด็กได้เรียนรู้จากวิถีชีวิต ทำให้ใกล้ชิดครอบครัว”                เมื่อเริ่มกระบวนการเรียนการสอน ครูที่ปรึกษาจะทำหน้าที่ติดต่อประสานกับครูชาวบ้านแต่ละคนเพื่อกำหนดวันเวลา และในแต่ละครั้งก่อนจะพานักเรียนออกไป ครูจะเตรียมเนื้อหา - อุปกรณ์การเรียนการสอนร่วมกับครูชาวบ้านก่อน เมื่อจบการเรียนในแต่ละครั้ง ครูที่ปรึกษาจะสรุปการจัดการเรียนการสอน ทั้งในส่วนที่เป็นเนื้อหาและเทคนิค วิธีการ และนำใบงานไปติดป้ายนิเทศก์ โดยเด็กจะศึกษาจากใบงานได้อีก รวมถึงการกำหนดกิจกรรมให้ทำ ซึ่งหากนักเรียนมีปัญหาก็สามารถปรึกษาครูที่ปรึกษาหรือกลับไปสอบถามจากครูชาวบ้านได้

             กลุ่มโรงเรียนในโครงการนี้ เมื่อจัดหลักสูตรท้องถิ่นไประยะหนึ่ง ก็พบความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะชาวบ้านเริ่มเชื่อมั่นในความตั้งใจจริงของครูและประโยชน์ที่ลูกหลานได้รับ จึงเข้ามาสนับสนุนและมีบทบาทมากขึ้นๆ ทั้งการเข้ามาจัดหาจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ ช่วยกันรวบรวมและจัดทำบันทึกความรู้พื้นบ้านที่กระจัดกระจาย เป็นต้น นอกจากความสัมพันธ์ระหว่างครูกับชาวบ้านจะพัฒนาไปในเชิงบวก ชาวบ้านที่เข้ามาอาสายังไได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นและบูรณาการความรู้ในหมู่ชาวบ้านเองด้วย เช่น กรณีครูชาวบ้านที่สอนวิชาฟ้อนดาบฟ้อนเจิง ( เจิง = เชิง / เป็นภาษาท้องถิ่นภาคเหนือ หมายถึงแม่ไม้ศิลปะป้องกันตัวแบบล้านนา) ได้เรียนรู้ร่วมกันที่จะประสานท่ารำที่แตกต่างให้เป็นท่ารำที่ต่อเนื่องกันได้ และในส่วนตัวของนักเรียน ก็พบว่าการเรียนรู้โดยการฝึกฝน ลงมือทำจริง ทำให้เกิดการช่วยเหลือกันและกัน เด็กบางคนร่วมกันประยุกต์ท่ารำและนำกิจกรรมไปแสดงยังเวทีสาธารณะต่างๆ เป็นผลลัพธ์เชิงประจักษ์ที่ได้รับการชื่นชม

                อีกกรณีหนึ่งคือ โรงเรียนวัดหนองหล่ม ต.ศรีบัวบาน อ.เมือง จ.ลำพูน ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษาที่ดำเนินการพัฒนาและจัดการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมศึกษา มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 ด้วยวิธีกรณีศึกษาป่าชุมชน เนื่องจากพื้นที่เดิมมีการตัดไม้ทำลายป่ามาก เกิดปัญหาความแห้งแล้ง ในที่สุดชาวบ้านได้รวมกลุ่มกันเป็นคณะกรรมการป่าชุมชน ดำเนินการฟื้นฟูรักษาป่าเรื่อยมา เมื่อโรงเรียนวัดหนองหล่มพัฒนาการเรียนการสอนสิ่งแวดล้อมศึกษาด้วยวิธีกรณีศึกษาป่าชุมชน โดยใช้กระบวนการทำงานร่วมระหว่างวัด โรงเรียน ชุมชน ก็สรุปว่าภูมิปัญญาการจัดการป่าของชาวบ้านเป็นกรณีศึกษาที่เข้มแข็งที่สุด จึงได้เริ่มทำการวิเคราะห์หลักสูตร เพื่อจัดสรรเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมในทุกกลุ่มประสบการณ์ ซึ่งตอนนั้นใช้กลุ่มวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตเป็นแกน และเมื่อจัดทำแผนการสอนแล้ว ก็ประสานงานกับชุมชนเพื่อระดมความคิดความรู้และการมีส่วนร่วม กล่าวได้ว่าเป็นการใช้กระบวนการร่วมคิดร่วมปฏิบัติร่วมประเมินผลรวมถึงการที่โรงเรียนวัดหนองหล่มแสดงบทบาทเป็นฝ่ายวิชาการ ในการรวบรวมองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ นำความรู้นั้นป้อนกลับไปสู่ชุมชนและปรับปรุงพัฒนาต่อไป ซึ่งนี่คือความคาดหวังของการปฏิรูปการศึกษาตามมาตรา 29 นั่นเอง           ต่อมา โรงเรียนได้ร่วมกับชุมชนในการสร้างแนวป้องกันไฟป่าและพื้นที่ปลอดไฟป่าให้เป็น "แหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียน มีการสร้างจุดศึกษาธรรมชาติระหว่างเส้นทาง 2,500 เมตรและการสื่อความหมายธรรมชาติ การฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีด้านการรักษาป่า เป็นกระบวนการที่นักเรียนจะศึกษาเองก็ได้ หรือมีวิทยากรชาวบ้านนำก็ได้ นับเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ได้ลงมือปฏิบัติจริง บนฐานความรู้ความต้องการของท้องถิ่น ซึ่งไม่ว่าทางโรงเรียนวัดหนองหล่มจะเรียกกระบวนการนี้ว่าเป็นวิธีกรณีศึกษา"ก็ตาม แต่นี่คือกระบวนการเดียวกันกับการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น" ที่ให้ผลลัพธ์คือ การผสานภูมิปัญญา ความรู้ การปฏิบัติ และการถักทอสายใยของท้องถิ่นที่มีมาแต่อดีต อย่างบ้าน วัด โรงเรียน ให้กลับมามีบทบาทเข้มแข็งอีกครั้ง             คุณูปการสำคัญของหลักสูตรการศึกษาที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเช่นนี้คือ การได้มาซึ่งตัวความรู้
( Knowledge ) ที่มิใช่ความรู้สำเร็จรูป หากแต่เป็นความรู้ที่ก่อเกิดขึ้นจาก ฐานของปัญหาจริงหรือความต้องการร่วม (Problem base ) แตกต่างจากความรู้ในห้องเรียนที่เน้นตำรา ( Content base ) จึงเป็นความรู้ที่มีลักษณะเป็นสมบัติส่วนรวมร่วมกันของคนจำนวนมาก และเป็นความรู้ที่หล่อเลี้ยงดำรงอยู่ได้ในชีวิตจริง โดยตัวความรู้นี้ก็แยกไม่ออกจากความสัมพันธ์ทางสังคม หรือกระบวนการปฏิสัมพันธ์ของผู้คนในพื้นที่นั้นๆ และนี่คือกระบวนเดียวกับการสร้างและการจัดการความรู้ของชุมชน ( Local knowledge ) ที่ธำรงอารยธรรมไทยมายาวนาน ก่อนหน้าระบบการศึกษาสมัยใหม่

                 ดังที่กลุ่มโรงเรียนในโครงการวิจัยการพัฒนาหลักสูตรเพื่อท้องถิ่นระดับโรงเรียนในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ได้สรุปความคิดรวบยอดในการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นตามกระบวนการเช่นนี้ว่าเป็นการทำหลักสูตรแบบย้อนกลับ เริ่มต้นจากศูนย์ เป็นการฉีกออกจากระบบราชการ หลักสูตรของเราเกิดขึ้นหลังจากทำการเรียนการสอนจบแล้ว คือลงมือปฏิบัติแล้วจึงประมวล สังเคราะห์ขึ้นเป็นองค์ความรู้ของหลักสูตรนั้นๆผลจากการสังเคราะห์หลักสูตรท้องถิ่นสู่หลักสูตรสถานศึกษา ทำให้กลุ่มโรงเรียนในโครงการได้เอกสารหลักสูตรท้องถิ่นฉบับสมบูรณ์ ที่นำไปใช้จัดการเรียนรู้ตามหลักสูตร 44 และยังมีการพัฒนา ต่อยอดหลักสูตรนั้นต่อไปได้เรื่อยๆ และเช่นกันกับที่ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดหนองหล่มเอ่ยปากว่าหลักสูตรท้องถิ่นที่เกิดจากกรณีศึกษาของท้องถิ่น ทำให้ครูเองได้เรียนรู้จากชาวบ้านไปพร้อมๆกับเด็ก ครูไม่ใช่พระเอกอีกต่อไป

ที่มา : คุณนงค์นิตย์

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 หมายเลขบันทึก: 200272
 เขียน:  
 อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ

ความเห็น

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์
 
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า