ภาค 2ของชีวิตพยาบาล..เมื่อไปอยู่รพ.เอกชนในกทม.

 ขยัน อดทน ยิ้มแย้มและพร้อมบริการทุกคนและทุกสถานการณ์ไปอยู่เอกชนได้คะ 

       เนื่องด้วยอุบัติเหตุของอารมณ์และหัวใจ ทำให้เราต้องระหกระเหินไปอยู่กทม. ทั้งที่ชีวิตที่มช.ก็แสนสุข  ...ก็ไปหลบเลียแผลซักเล็กน้อย ครั้งนั้นก็ได้โอกาสเล่นเส้นกับอาจารย์ที่เคยสอนมาสมัยอยู๋มช...ขอไปสมัครทำงานอยู่รพ.เอกชนชื่อดัง แห่งหนึ่งในกทม..(ขอไม่ประสงค์ออกนามเพราะจะนินทาเขาต่อคะ...โอ้โห...ก็เป็นยายพยาบาลขาเม้าท์น่ะ) ซึ่งต้องบอกว่าใช้เส้นสาย เนื่องด้วยตามปกติที่รพ.เอกชนแถวๆนั้นจะมีแต่คนสวยๆทั้งนั้นแถมดูมีอันจะกิน แต่เราไปแบบบ้านนอกเข้ากรุงไปเลยคะ หอบข้าวของกันไป 1 คันรถพร้อมญาติพี่น้องไปส่งขึ้นห้องพักที่อยู่ชั้นดาดฟ้าของรพ. นอนรวมกัน 4 เตียง/ห้อง ห้องกว้างดีคะ มีโทรศัพท์และห้องน้ำให้ใช้รวมกันทุกห้อง วิวสูงน่าตื่นเต้นดี

     ไปถึงวันแรกเขาก็พานิเทศงานโดยให้พนักงานฝ่ายบุคคลมานิเทศ พร้อมแจ้งว่า

1. ห้ามพูดคุยกันเรื่องเงินเดือน รายได้

2. ให้เรียกหมอทุกท่านว่าอาจารย์

3. ลุกยืนต้อนรับ และยกมือสวัสดีทักทายทุกคนที่เข้ามาในรพ.

4. เวลาชี้บอกทางห้ามใช้การชี้นิ้ว ให้ผายมือแทน

5. ไม่ให้อธิบายการรักษาให้กับคนไข้ เว้นให้เป็นหน้าที่ของแพทย์เท่านั้น

แล้วก็บรรยายเกี่ยวกับโรคต่างๆให้ฟังพร้อมกับพนักงานท่านอื่นๆ ทั้ง แม่บ้าน พนักงานเปล พนักงานบัญชี  ตรงนี้ไม่ติดใจเท่าไหร่หรอกคะ มาติดใจตรงที่คนบรรยายไม่ได้เรียนทางการแพทย์หรือพยาบาลมาซักหน่อยเลยนะสิคะ บรรยายไปก็หันมาพยักเพยิดกับเราที...แปลกดี

แล้วมีการเก็บค่ามัดจำไว้ 2000 บาท ถ้าอยู่ครบ 4 เดือนจึงจะได้รับเงินนี้คืน มิฉะนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์ไป  ก็ ok นะคะ

    พอไปเริ่มทำงานตอนแรกก็ปรับตัวมากนิดนึง เพราะเราเคยอยู่ห้องผ่าตัดมา ไม่เคยชินกับการทำงานตามแผนกที่มีคนไข้นอน  ก็ทำได้พยายามไม่ให้ใครมาว่าได้   ...เรื่องแปลกๆที่เจอก็มีอยู่ว่า

     คุณพยาบาลส่วนหนึ่งที่เราเจอต่อหน้าคนไข้พูดดีมากเลย แต่ลับหลังพี่ท่านนินทากันเสียหาย  คงอยากระบายความอัดอั้นและฝึกการละครอยู่

    คุณหมอส่วนหนึ่งไม่บอกความจริงกับคนไข้ แถมถ้าแกถามอาการชั้นมากชั้นก็จะคิดค่า df คือค่ามาเยี่ยมในครั้งนี้มากเป็นพิเศษ

    คนไข้แปลกๆก็มีมาก เลยอดสงสัยไม่ได้ว่าคนมีกะตังส์เนี่ยเขาช่างหาโรคแปลกให้ตัวเองจังเลยนะ  

- ก็มีรายนึงเขาบอกว่าเขาแพ้น้ำเกลือที่ติดสติกเกอร์สีแบบนี้ ให้ไม่ได้เพราะจะสั่นถ้าให้ เราก็เอ้!! มันไม่น่าเกี่ยวกันนะ เพราะน้ำเกลือที่เขาบอกว่าเขารับได้เนี่ยมันก็ส่วนประกอบคล้ายกันต่างกันแค่ความเข้มข้นเท่านั้นเอง ส่วนไอ้ขวดที่เขาเคยได้มาแล้วสั่นน่าจะเกิดจากการที่น้ำเกลือไม่สะอาดมากกว่า แล้วทำให้เชื้อโรคเข้ากระแสเลือดเขา แต่ไม่ต้องอธิบายคะ เสียเวลาเขาไม่เชื่อเรา เพราะเขาเชื่อมาแบบนั่นแล้ว หมอก็ไม่อธิบายให้ไปอย่างที่คนไข้ต้องการ

- อีกรายที่เจอเวลาแจกยาต้องแจกแกตรงเวลาแป๊ะ  จะเกินกว่า5 นาทีไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องจำไว้ว่าคนนี้ต้องเข้าแจกตรงเวลา ไม่งั้นแกโวยทันที..

- อีกรายเป็นอาม้าน่ารัก  เราไปแจกยาให้ ถูกใจให้ tip มาซะด้วย 200 แน่ะไม่เอาก็ไม่ยอม งงไปเลยไม่เคยได้มาก่อนในชีวิต

อีกเรื่องที่เจอแล้วตกใจ คือพยาบาลแอบเบิกยากับคนไข้ โดยไม่มีใครรู้เพราะเขาจะพูดดี ผู้บริหารชอบ แต่พวกกันเองรู้..ก็ไม่พูด ไม่ใช่เรื่องของตัว

"สุดท้ายเราอยู่แล้วอึดอัดใจมากทั้งด้วยไม่ถนัดกับงานแบบนี้ ทั้งไม่ถนัดกับสังคมแปลกๆ ก็เลยอดทนอยู่เก็บประสบการณ์มา 4เดือนรอรับเงินมัดจำคืนก็อำลา"...มาอยู่บ้านนอกของเราดีกว่า

  

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

 คำสำคัญ: พยาบาล 
 หมายเลขบันทึก: 142277
 เขียน:  
 ดอกไม้:  ความเห็น: 11  อ่าน: คลิก 
 สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ
 แจ้งลบ
 
 แจ้งลบ
บันทึกก่อนนี้
บันทึกใหม่กว่า

ความเห็น

ต้นกล้า
เขียนเมื่อ Sat Oct 27 2007 12:11:51 GMT+0700 (ICT)

กรุงเทพฯ เป็นเมืองของคนมีหางครับ ... นรกบนดินที่ผมเคยไปเหยียบแล้วสัมผัสได้ว่านี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่านรก มีอยู่ 2 ที่ครับ หนึ่งคือพัทยา สองคือกรุงเทพฯ

ฟังจากที่เล่ามา น่าเห็นใจมากครับ ยังไม่ตายแต่คนก็ตกนรกในใจกันซะแล้ว ... ไม่มีที่ไหนสุขใจเท่าบ้านเรา กลับบ้านเรามีความสุขที่สุดแล้วครับ ... แต่ความสุขนี้ก็อาจจะอยู่ไม่นาน เชียงใหม่ก็น้องๆ กรุงเทพฯ แล้วครับ

ว่าแต่ "พยาบาลเบิกยากับคนไข้" อันนี้จะเป็นอย่างที่ผมเข้าใจไหมครับ หุหุ

โรงเรียนพ่อแม่
เขียนเมื่อ Sat Oct 27 2007 17:44:54 GMT+0700 (ICT)

- น้องต้นกล้าคะ ขออนุญาตเรียกน้องเลยล่ะ อยากเป็นคนกันเอง...ชื่อคล้ายลูกสาวเลยจ้ะ ลูกพี่ชื่อกอหญ้า..เหตุผลก็คล้ายๆกัน

- ก็แอบตามไปอ่านประวัติน่ารักจังเลยคะ อ่านไปยิ้มไป เพราะท่าจะเป็นคนประเภทคล้ายกัน ..เป็นเป็ดแต่พี่นะเป็ดไทย..ที่เดินเหยียบอึตัวเองไม่ฝ่ออีกตั้งหาก

- เรื่องพยาบาลฯ..ก็อย่างที่คิดแหล่ะคะ คนไข้ไม่รู้ราคา รู้แต่ใช้ยาอะไรเท่านั้น ก็สบายไปสำหรับคนแอบเบิก

พลับพลึง
IP: xxx.123.235.195
เขียนเมื่อ Mon Oct 29 2007 20:37:11 GMT+0700 (ICT)
เดี๋ยวนี้ พยาบาลแอบเบิกยา กับผู้ป่วยไม่ได้แล้วนะครับ เพราะมีระบบ Copy Order คือต้องส่งสำเนา คำสั่งแพทย์ให้เภสัชกรตรวจสอบด้วยนะครับ
โรงเรียนพ่อแม่
เขียนเมื่อ Tue Nov 13 2007 20:58:07 GMT+0700 (ICT)

ยินดีด้วยคะคุณพลับพลึง...ที่เดี๋ยวนี้เราพัฒนาระบบไปดีกันหมดแล้ว...ขอให้พยาบาลจงเจริญ  ..เย้

น้ำผึ้งค่ะ
IP: xxx.173.195.64
เขียนเมื่อ Tue Jan 13 2009 18:08:31 GMT+0700 (ICT)

ปีนี้อยู่ ม.6 แล้วค่ะ ได้ทุนต่อพยาบาลด้วย อยากมีชีวิตที่ทวีคูณ เอ๊ะเป็นไง รบกวนช่วยๆกันแนะนำหน่อยนะคะ โลกข้างนอกซับซ้อนจัง สอนได้ทุกเรื่องเลยค่ะ อะไรที่ทำแล้วทำให้อะไรดีขึ้นยินดีค่ะ มีอะไรที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำก็บอกได้นะคะ

โรงเรียนพ่อแม่
เขียนเมื่อ Tue Jan 13 2009 19:28:12 GMT+0700 (ICT)
  • การเป็นพยาบาลไม่ยากหรอกนะคะลูกน้ำผึ้ง
  • สิ่งที่ขอคือ ใจชอบช่วยเหลือ และดูแลคนที่ลำบากกว่าเราเสมอ
  • ทุกอาชีพมีข้อดีข้อเสีย
  • ข้อดีของพยาบาล คือ ได้ทำบุญทุกวันโดยไม่ต้องไปแสวงหาวัดที่ไหน  รายได้ดีมั้ยในระบบราชการ ถ้าเทียบกับเอกชนแทบไม่แตกต่างแล้ว เพราะลำพังเงินเดือน เงินค่าเวรบ่ายดึก เงินค่าล่วงเวลา ซึ่งถ้าขยันก็ไปสะสมรายได้ตามรพ.เอกชนเพิ่มเติมได้
  • ข้อเสีย คือ การอดหลับอดนอน ไม่ได้กินนอนตามเวลาเหมือนคนอื่น  แล้วเทศกาลที่เขาไปเที่ยวกันเราก็อดต้องขึ้นเวรไปก่อนในระยะที่เป็นพยาบาลรุ่นน้องจ้ะ
แม่น้องเกน
IP: xxx.67.103.125
เขียนเมื่อ Thu Jun 04 2009 15:27:05 GMT+0700 (ICT)

หวัดดีค่ะ อยากเข้ามาระบายความรู้สึกเกี่ยวกับชีวิตพยาบาล อยู่รพช.ค่ะ เรื่องการทำงานดูแลคนไข้ก็ถือว่าได้ทำบุญนะคะ เป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าตอนนี้มีครอบครัวอยากย้ายกลับไปอยู่pcuหรือรพ.ในตัวเมืองนครสวรรค์ อยากมีเวลาให้ครอบครัวบ้าง เสียความรู้สึกมากเวลาที่ลูกป่วยแล้วต้องมาขึ้นเวรไม่ได้ดูแลลูกตัวเอง แต่กลับต้องไปดูแลลูกใครก็ไม่รู้ ไปนั่งเช็ดตัวให้ยาคนไข้ แต่ลูกตัวเองไม่ได้ดูแล ขอผอ.ย้ายกลับบ้าน ท่านก็ให้หาคนมาอยู่แทน แล้วใครจะมาอยากอยู่รพช.ล่ะคะ ยิ่งถ้าไม่ใช่บ้านเกิดของตัวเอง ขอความเห็นใจจากหัวหน้าฝ่ายการ ท่านก็บอกว่าให้ย้ายบ้านมาอยู่ใกล้รพ.แทน(ซึ้งไหมคะ) ทำงานที่รพช.มาเกือบ10ปี มีความสุขดี ถ้าไม่มีปัญหาคงไม่เขียนขอย้ายหรอก แต่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ ไม่เมตตา จนทุกวันนี้หมดแรงที่จะทำอะไรเพื่อรพ.แห่งนี้แล้ว ตอนนี้ลูกก็จ้างเค้าเลี้ยง ถ้ามาขึ้นเวรคุณพ่อก็รับบทหนักดูแลคุณลูกคนเดียว (ครอบครัวเราไม่มีปู่ย่า ตายายช่วยเลี้ยงเหมือนบ้านอื่นค่ะ)ทุกวันนี้ก็ขึ้นเวรด้วยความเศร้าหมอง 4-5วันถึงจะได้กลับไปหาลูก นี่แหละชีวิตพยาบาล

โรงเรียนพ่อแม่
เขียนเมื่อ Fri Jun 05 2009 20:04:30 GMT+0700 (ICT)
  • แม่น้องเกน 10 ปีเลยเหรอ เศร้านะ แต่น่าจะโชคดีมากๆที่มีสามีที่แสนดี เข้าใจและอดทนเลี้ยงลูกได้ลำพัง สุดยอดสามีเลย
  • แถมด้วยสุดยอดคุณแม่ที่เข้มแข็งมากๆ
  • เหนื่อยนะคะที่เราต้องแบกทุกข์ไว้ถึง 4-5 วันในเวลาหลายๆปี สุขภาพกายใจเราจะแย่เปล่าๆ แล้วเราก็อาจจะเผลอแบกความเซ็งกลับไปบ้านทุกวันหยุดอีกหรือเปล่า
  • ทิ้งก่อนกลับบ้านนะคะ
  • ซักวันหนึ่งอาจมีช่องทางดีๆเกิดขึ้นกับชีวิตเราก็ได้ ลองคุยกับพี่ที่สสจ.ดูซิค่ะ เผื่อเจอคนที่อยากมาอยู่รพช.แทนเราก็ได้
น้องค่ะ
IP: xxx.17.211.118
เขียนเมื่อ Sat Jan 28 2012 13:02:36 GMT+0700 (ICT)

น้องก้อเคยอยู่เอกชนค่ะ แต่ออกมาอยู่รัฐบาลแล้ว รู้สึกตนเองมีค่าความเปนคนมากขึ้นเยอะเรยยย แรกก็คิดน่าว่าบ้ามั้ยเราเงินลดลงตั้งเยอะแต่เด๋วนี้คิดว่าสุขที่ใจจริงๆค่ะ

โรงเรียนพ่อแม่
เขียนเมื่อ Thu Feb 16 2012 20:50:15 GMT+0700 (ICT)

ยินดีต้อนรับกลับมาเป็นข้า-ราช-การ ค่ะคุณน้อง เผอิญส่วนตัวตัวเองเป็นประเภทบ้าศักดิ์ศรีวิชาชีพ แล้วรู้สึกว่าเรา"เอางาน" จากในหลวงแล้ว ก็ต้องทำหน้าที่ตามที่ปฏิญานตนไว้นะค่ะ

คนบ้านไกล
เขียนเมื่อ Thu Feb 16 2012 21:30:22 GMT+0700 (ICT)

พี่สาว พี่สาวภรรยา พี่สะไภ้พี่เมีย เป็นพยาบาลกันหมด

ตอนนี้พี่สะไภ้พี่เมีย ปลดเกษียณจากอเมริกาไปซื้อที่ทำสวนที่เมืองไทย ห้าเอเคอร์ทำสวนทำไร่  มีเงินมากมายไม่ต้องทำก็ได้

ตากแดด ขุดดิน พรวนดิน รดน้ำต้นไม้ ทุกวัน  แต่ก็มีความสุขดีท้ังพี่ภรรยา และพี่สะไภ้

ไม่มีอยากจะพูดถึงเรื่องงานเลยครับ

ทุกคนต้องมีความฝันเอาไว้หล่อเลี้ยงใจ  คิดว่าทำงานแล้วได้ความสุข  เงินเป็นผลพลอยได้

อ่านความฝันของคนบ้านไกลได้ที่นี้ครับ

 อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
 ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น
{{ kv.current_user.preferred_name }} - เพิ่มความเห็นเพิ่มความเห็น
 ใส่รูปหรือไฟล์