หลักสูตร ว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด (Survival Swimming)

ขอทราบรายละเอียดของหลักสูตร และมีความแตกต่างจากการว่ายน้ำแบบเดิมๆ อย่างไร
คำตอบ
not yet answered

8 สิงหาคม 2552

ต้องขออภัยท่านที่สอบถามผมเข้ามา ผมไม่ค่อยจะได้เข้ามาดู web นี้ จึงอาจจะตอบช้าไป อาจจะช้ามากเกินไปด้วย และหลังจากตอบท่านในครั้งนี้ไปแล้ว อาจจะอีกนานกว่าจะได้เจอะคำถามอีก เพราะการเชื่อมต่อกันตรงนี้ยังไม่ค่อยดีนัก ผมยังใช้ web ไม่ค่อยเก่งครับ หากอยากได้คำตอบเร็วๆ ถามตรงไปที่ e-mail ก็ได้ครับ แต่หากผมตอบใน web นี้ น่าจะกว้างขวางกว่านะครับ (หากใครมีคำแนะนำดีๆ ช่วยแจ้งผมด้วยนะครับ)

ข้อแตกต่างของการว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด (Survival Swimming) กับการว่ายน้ำเพื่อการแข่งขัน (Competition Swimming)

ก่อนอื่นผมขออนุญาตพูดถึงการเรียนการสอนว่ายน้ำเสียก่อน คือ ความปลอดภัยทางน้ำไม่ใช่การว่ายน้ำเป็นแต่เพียงอย่างเดียว ความปลอดภัยทางน้ำจะต้องครบถ้วนสมบูรณ์คือ จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับ

1) ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับความปลอดภัยทางน้ำ (Water Safety Knowledge) ซึ่งก็คือเรื่องทั่วๆ ไปเกี่ยวกับภัยอันตรายทางน้ำที่มีและที่อาจเกิดขึ้นได้ภายในบ้านพัก (จมน้ำในถังสี กะละมังซักผ้า โอ่งน้ำ)รอบๆ บริเวณบ้าน (แอ่งน้ำใต้ถุนบ้าน) แหล่งน้ำเสี่ยงในชุมชน (ฝาท่อระบายน้ำชำรุด ไม่ได้ปิด ขุดบ่อเพื่อทำการก่อสร้าง คันคอนกรีตขอบลำรางระบายน้ำในชุมชน) จนถึงอันตรายทางน้ำจากการเดินทางและท่องเที่ยว รวมทั้งการทำกิจกรรมทางน้ำต่างๆ (การเล่นเรือใบ ตกปลา พายเรือ ดำน้ำฯ) เป้าหมายเพื่อให้ทุกคนรู้ว่า ภัยอันตรายทางน้ำนั้นอยู่ที่ไหน ตรงไหน จุดใดเป็นจุดเสี่ยง จะได้เตรียมการป้องกันไว้ก่อน รวมทั้งการดูแลความปลอดภัยทางน้ำสำหรับเด็กเล็กๆ ตั้งแต่แรกเกิด - 4 ขวบ (เด็กเล็กๆ เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ผู้ปกครองต้องดูแลใกล้ชิดตลอดเวลา การจัดกิจกรรมค่ายพักแรมต่างๆ) พออายุ 5 ขวบก็ให้หัดว่ายน้ำด้วยหลักสูตรที่ดีๆ (หลักสูตรการว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด Survival Swimming) แล้วต่อด้วยการว่ายน้ำเพื่อการแข่งขัน (Competition Swimming) นอกจากนี้ยังเป็นแนวคิดสำหรับการออกแบบก่อสร้างอาคาร สถานที่ต่างๆ เพื่อจะลดความเสี่ยงเมื่อเกิดอุบัติภัยทางน้ำ รู้จักว่าจะต้องจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับช่วยชีวิตตนเองไปจนถึงอุปกรณ์สำหรับให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ ทั้งระยะใกล้ ระยะไกล และถึงขนาดต้องลงน้ำว่ายน้ำออกไปช่วย ฯลฯ

เมื่อมีความรู้เหล่านี้แล้ว ก็จะแสวงหาหนทางที่เหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นได้ ก็จะลดอันตรายจากอุบัติภัยทางน้ำให้แก่สังคมได้อีกเยอะ

2) การเอาชีวิตรอดจากอุบัติภัยทางน้ำ (Self Rescue) ทักษะแรกก็คือ ว่ายน้ำให้เป็น จะว่ายได้ 25 - 100 - 200 หรือ 1,000 เมตรก็แล้วแต่หรือจะเคลื่อนที่ไปในน้ำด้วยท่าอะไรก็ได้ ทักษะการว่ายน้ำมาตรฐานมี 4 ท่า คือ ฟรีสไตล์ กบ กรรเชียง ผีเสื้อ (Competition Swimming)อีกส่วนหนึ่งของการเอาชีวิตรอดในน้ำหรือ การว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด (Survival Swimming)คือ สุดยอดวิชาที่จะทำให้คนเราไม่จมน้ำตาย ได้แก่ ทักษะการลอยตัวแบบต่างๆ รวมทั้งการรู้จักนำเอาอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่กับตัวเรามาเป็นชูชีพ เช่น รองเท้าแตะฟองน้ำ ขวดน้ำดื่มพลาสติกเป็นต้นฯ

3) การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ (Water Rescue) ก็คือ การช่วยคนตกน้ำหรือคนจมน้ำ ด้วยวิธีที่ถูกต้องและปลอดภัย สำหรับทุกคน ทุกระดับอายุ ตั้งแต่เด็กเล็กๆ คนว่ายน้ำไม่เป็นไปจนถึงผู้ใหญ่ที่ว่ายน้ำเก่งๆ ให้รู้จักวิธีการช่วยผู้ประสบภัยทางน้ำ ซึ่งได้แก่ การร้องเรียกให้คนอื่นหรือผู้ใหญ่ช่วย การช่วยด้วยการโยนอุปกรณ์ การช่วยด้วยการยื่นอุปกรณ์ การลงน้ำว่ายน้ำออกไปช่วยผู้ประสบภัย เราช่วยอย่างไรจึงจะรอดและปลอดภัยทั้ง 2 ฝ่าย ฯ

4) การปฐมพยาบาล การกู้ชีพด้วยการผายปอดและนวดหัวใจ (Cardio-Pulmonary Resuscitation) จะกล่าวถึงทฤษฎีและฝึกปฏิบัติให้รู้และเข้าใจเหตุและผลว่า ทำไมการผายปอดจึงสามารถช่วยเพิ่มโอกาสให้แก่ผู้ประสบภัย มีใครบ้างที่เราช่วยเขาได้ด้วย CPR และที่ว่า CPR นั้นทำอย่างไรถึงจะถูกต้องตามขั้นตอน หัวข้อนี้แบบว่า หมอเรียนอย่างไรเราก็เรียนอย่างนั้น นอกจากจะทำบนบกแล้วในน้ำทำอย่างไร ทำไมต้องทำในน้ำ?

การเรียนการสอนว่ายน้ำแบบเดิมๆ ที่สอนกันอยู่จะเน้นสอนเฉพาะท่าว่ายหลัก 4 ท่ามาตรฐาน คือ ท่าฟรีสไตล์ ท่ากบ ท่ากรรเชียง ท่าผีเสื้อ ท่าที่ใช้ในการแข่งขันหรือ Competition Swimming สอนกันมาเช่นนี้ 40 - 50 ปีมาแล้ว แต่คนของเราก็ยังเอาตัวรอดในน้ำไม่ได้ แม้จะว่ายน้ำเป็นก็ช่วยคนตกน้ำไม่เป็น ถูกคนตกน้ำกอดจมน้ำตายไปด้วยก็เยอะ ไม่รู้จักวิธีที่จะดูแล ป้องกันอุบัติภัยทางน้ำเมื่อต้องทำกิจกรรมทางน้ำหรือเดินทางท่องเที่ยว ฯลฯ นี่ล้วนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากอุบัติภัยทางน้ำ เราเอาท่าว่ายน้ำมาตรฐานเพื่อการแข่งขันมาจากต่างประเทศ แล้วก็สอนเฉพาะท่าว่ายน้ำมาตรฐาน ลูกศิษย์ว่ายได้ 4 ท่าแล้ว ครูบอกว่า เรียนจบแล้ว ว่ายน้ำเป็นแล้ว ปลอดภัยแล้ว ไม่จมน้ำแล้ว ใครจะไปเถียงคุณครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมทั้งลูกศิษย์ก็จะเชื่อคุณครู ทำให้ทุกคนในสังคมเชื่อไปด้วยว่า ความปลอดภัยทางน้ำมีเพียงแค่การว่ายน้ำเป็นก็เพียงพอแล้ว เราไม่ได้สอนเรื่องอื่นๆ ให้ลูกศิษย์ของเราเลย 40 - 50 ปี มาแล้ว

การว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด (Survival Swimming) จะไม่เน้นการสอนท่าว่ายน้ำ 4 ท่ามาตรฐาน แต่เราจะเน้นวิธีการเอาชีวิตรอดในน้ำก่อน ได้แก่ การลอยตัวท่าต่างๆ ทั้งแบบนอนหงาย นอนคว่ำ ลูกหมาตกน้ำ สร้างความคุ้นเคยกับน้ำ ทักษะการหายใจสำหรับการว่ายน้ำ (Bobbing หรือ Proper Breathing) การเคลื่อนที่ไปในน้ำด้วยการเดิน การลอยตัวเคลื่อนที่ การเคลื่อนที่ไปในน้ำด้วยท่าคว่ำตัวและท่าหงายตัว (ท่าเตะเท้าคว่ำ ท่าเตะเท้าหงาย) ใช้เวลาเรียนตั้งแต่ 3 – 10 ชั่วโมง

การว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอดควรจะใช้เป็นหลักสูตร Pre - beginner ของหลักสูตรว่ายน้ำเพื่อการแข่งขัน เพราะลูกศิษย์ที่มีทักษะในกีฬาทางน้ำดีๆ สามารถจะเรียนรู้ที่จะลอยน้ำได้ภายใน 2 – 3 ชั่วโมงแรกที่เรียน หมายความว่า เรียนเพียงแค่ 2 – 3 ชั่วโมง ก็จะไม่จมน้ำแล้ว ต่อไปก็จะเรียนทักษะอื่นๆ ได้ง่ายและมีความปลอดภัย (เมื่อฝึกจนมั่นใจแล้ว จะลอยได้เป็นชั่วโมงโดยไม่เหนื่อย)

หลักสูตร การว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด (Survival Swimming) ใช้เวลาเรียน 20 ชั่วโมง ได้มาจากหลักสูตร “ว่ายสวย ช่วยเป็น เล่นปลอดภัย” (Swim, Save and Survive) ตลอดหลักสูตรใช้เวลา 80 ชั่วโมง ซึ่งนักเรียนจะได้รับความรู้ทั้งเรื่อง 1) ความปลอดภัยทางน้ำ 2) การเอาชีวิตรอด 3) การช่วยคนตกน้ำและ 4) การผายปอดและนวดหัวใจ ซึ่งผมได้ปรับปรุงมาจากหลักสูตรว่ายน้ำของสมาคม YMCA เติมความรู้เรื่อง การเอาชีวิตรอด การช่วยคนตกน้ำและการผายปอดและนวดหัวใจ เสริมเข้าไป เพื่อให้นักเรียนได้มีความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยทางน้ำที่ครบสมบูรณ์

จากการที่ทำงานเรื่องนี้ ผมแทบจะตอบได้เลยว่า ผมมีวิธีป้องกันการจมน้ำได้เกือบ 100 % แล้ว

ด้วยความเคารพ

พันเอกอดิศักดิ์ สุวรรณประกร

ผู้ช่วยเลขาธิการ / ผู้อำนวยการหลักสูตร การว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด

สมาคมเพื่อช่วยชีวิตทางน้ำ

Mobile: 081-286-6864 E-mail: [email protected]