พระมหาคารม อุตฺตมปญฺโญ

พระมหาคารม อุตฺตมปญฺโญ
  • ประธานมูลนิธิสุวรรณโคมคำ
  • มูลนิธิสุวรรณโคมคำ / วัดยานนาวา
  • สมาชิกเลขที่ 60184
  • Username komcome
  • เป็นสมาชิกเมื่อ Mon Oct 13 2008 13:35:21 GMT+0700 (ICT)
  • เข้าระบบเมื่อ Sun Aug 29 2010 10:58:06 GMT+0700 (ICT)
ประวัติย่อ

พระมหาคารม อุตฺตมปญฺโญ

เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2517

ที่หมู่บ้านท่าไม้ ตำบลท่าชัย อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท

เป็นบุตรของร้อยตำรวจตรีมานิต และนางพยิน เกิดมี

บรรพชาและอุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดหัวยาง อ.เมือง จ.ชัยนาท

(บรรพชา ๑ เมษายน ๒๕๓๖, อุปสมบท ๑๙ มิถุนายน ๒๕๓๗)

เดิมเป็นคนจังหวัดชัยนาทบ้านเดียวกับหลวงปู่ศุข  วัดปากคลองมะขามเฒ่า (หนึ่งในบูรพาจารย์สุวรรณโคมคำ)  

การศึกษา

พ.ศ.๒๕๕๐ -  ปัจจุบัน  กำลังศึกษาต่อระดับปริญญาเอก

สาขาหลักสูตรและการสอน   

คณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

•       พ.ศ.๒๕๔๗       ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต (จิตวิทยาการศึกษา)

                             คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

•       พ.ศ.๒๕๔๕       ปริญญาศึกษาศาสตร์ (คณิตศาสตร์)

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

                             ประกาศนียบัตรโหรตพุทธศาสตร์ (โหราศาสตร์แนวพุทธ)

คัมภีร์สุวรรณโคมคำ    จิตตภาวันวิทยาลัย

•       พ.ศ.๒๕๔๔       ปริญญาพุทธศาสตร์บัณฑิต (จริยศึกษา) เกียรตินิยมอันดับ 1

                             คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

•       พ.ศ.๒๕๓๙       เปรียญธรรม ๔ ประโยค

•       พ.ศ.๒๕๓๘       นักธรรมชั้นเอก

                             มหาเปรียญ ๓ ประโยค

•       พ.ศ.๒๕๓๗       นักธรรมชั้นโท

                             อนุเปรียญ ๒ ประโยค

•       พ.ศ.๒๕๓๖       นักธรรมชั้นตรี

 http://www.komcome.com/pmcarom/pcarom.htm

ในทางด้านศาสนา ท่านสอบได้นักธรรมเอกกับเปรียญธรรม 4  ประโยค และท่านหยุดเพียงเท่านั้น  เพื่อจะได้ใช้เวลาทุ่มเทให้กับการสร้างธรรมสถานสุวรรณาภา  รวมถึงสงเคราะห์ประชาชน และเผยแผ่วิชาสุวรรณโคมคำได้อย่างเต็มที่    นอกจากนี้ ท่านพระอาจารย์ได้จัดให้มีการเปิดสอนกรรมฐานปฐวีกสิณควบคู่กับวิชาโหราศาสตร์คัมภีร์สุวรรณโคมคำขึ้นเป็นครั้งแรก   ซึ่งต้องอาศัยความเพียรอย่างมากที่จะทำให้ทัศนคติผิด ๆ ด้านโหราศาสตร์ที่มีในเชิงลบได้เปลี่ยนไปในจิตวิญญาณของคนปัจจุบัน  โดยชี้ให้เห็นความจริงว่า   เป็นเรื่องของการคำนวณและพยากรณ์บุญกรรมตามหลักพุทธศาสนา  เพื่อสร้างสัมมาทิฏฐิ (ความเห็นถูกต้อง)ให้เกิดขึ้น

 

ประวัติชีวิตของท่านพระอาจารย์มหาคารม

ครูผู้สอนกสิณกรรมฐานและโหราศาสตร์อันมหัศจรรย์

คัมภีร์สุวรรณโคมคำ (คัมภีร์มหาจักรพรรดิราช) สืบมาถึงพระอาจารย์ดร.ธรรมบาล  ปรมาจารย์แห่งสุวรรณโคมคำหนึ่งเดียวในปัจจุบัน  พระอาจารย์ด๊อกเตอร์ได้เดินทางไปรอบโลก  ครั้งหนึ่งได้จาริกมาจนพบกับ “พระมหาคารม    อุตฺตมปญฺโญ  ที่วัดยานนาวา  กรุงเทพฯ  แล้วได้ถูกอัธยาศัยกัน  ท่านจึงได้ถ่ายทอดวิชาสุวรรณโคมคำให้  จากนั้นก็จาริกต่อไปอีก

 พระอาจารย์มหาคารม เป็นพระนักปราชญ์ผู้สมถะ สงบ สำรวมอินทรีย์ เคร่งครัด สมบูรณ์ด้วยหลักปริยัติ (วิชาการ)หลักปฏิบัติ (ชำนาญกสิณกรรมฐาน) และหลักปฏิเวธ (พัฒนาจิตและพัฒนาสังคม) แตกฉานในวิชาคัมภีร์สุวรรณโคมคำอย่างเอกอุ          

ท่านพระอาจารย์มหาคารม  ถือเป็นศิษย์ที่มีสติปัญญาล้ำเลิศ มีบารมีสูงและอายุพรรษากาลมากกว่าใครเพื่อน  เป็นผู้นำในการฝึกฝน ค้นคว้า  เรียบเรียงและเผยแผ่คัมภีร์สุวรรณโคมคำ เป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิสุวรรณโคมคำ และธรรมสถานสุวรรณาภา  อันเป็นสถานที่ปลูกสมุนไพรและสอนกสิณสมาธิทั้ง  10  ชนิด

ท่านพระอาจารย์มหาคารม มีลักษณะเป็นวิญญูชนผู้คงแก่เรียนตั้งแต่วัยเด็ก   ท่านได้เล่าว่า พอเกิดมาลืมตาดูโลก เห็นหน้าผู้คนก็รู้สึกไม่ชอบใจ รู้สึกเบื่อหน่าย ไม่อยากพูดจาคบหาสมาคมด้วย  ชอบที่จะแยกตัวเองไปอยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่ยุ่งกับใคร    ถ้าไม่ดูหนังสือเรียน ก็จะใช้หัวคิดสังเกตสังกาพิจารณาดูโลก ดูชีวิตผู้คนทั้งหลายว่า  เกิดมาทำไม  มีชีวิตเหมือนมดตัวแดงตัวดำพากันวิ่งวุ่นหากินไปวันๆ ช่างไร้สาระแก่นสารน่าเวทนา ความรู้สึกนึกคิดนี้ ทำให้ตัวเองตกตะลึง  เข้าใจว่าตัวเองเป็นผู้เฒ่าหรือเป็นนักบวชไม่ใช่เด็กวัย 6-7  ขวบ …

เมื่ออายุครบเข้าโรงเรียนประชาบาลที่บ้านเกิด “บ้านท่าไม้ ต.ท่าชัย อ.เมือง จ.ชัยนาท” ก็สร้างความประหลาดใจให้ครูทั้งหลาย ด้วยการไม่พูดจาเล่นหัวกับใคร  ชอบแยกตัวไปนั่งดูหนังสือเรียนในที่เงียบๆลำพังคนเดียว ชอบคิดเกี่ยวกับสัจธรรมของชีวิตและการช่วยเหลือมหาชนครูจึงทดสอบด้วยการตั้งให้เป็นหัวหน้าห้องเรียน ปรากฏว่าได้แสดงอัตลักษณ์ของตัวเองออกมาโดยไม่รู้ตัว นั่นคือ ความเป็นคนรับผิดชอบต่อหน้าที่  เสียสละเพื่อส่วนรวม  เจ้าระเบียบเคร่งครัดในวินัย  พูดน้อยแต่เด็ดขาดและทรงคุณธรรม  ทำให้เพื่อนๆ ร่วมชั้นเกิดความยำเกรง ให้ความนับถือ ไม่กล้าขัดขืน  เพื่อนๆ หลายคนถึงกับยกมือไหว้เรียก “ครู” ไปตาม ๆ กัน  

            เมื่อเรียนถึงมัธยมต้นที่โรงเรียนชัยนาทพิทยาคมซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดก็เริ่มฉายแววโดยบางปีสอบได้อันดับ 1 ของระดับชั้น และเริ่มศึกษาปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังด้วย พอถึงมัธยมปลายได้เข้ามาศึกษาต่อที่โรงเรียนวัดสุทธิวราราม กรุงเทพฯ ก็ได้พบกับครูดี(ท่านเรียกว่าอาจารย์แม่)คอยสั่งสอนจนภูมิจิตภูมิธรรมก้าวหน้าเป็นอันมากและได้ตัดสินใจสละทุกสิ่งเข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัตร์ในที่สุด จากนั้นได้เที่ยวจาริกศึกษาปฏิบัติธรรมทั่วประเทศและเผยแผ่ธรรมตามโอกาส แม้หมู่ภิกษุที่วัดบ้านเกิดจังหวัดชัยนาทของท่านก็เลื่อมใสถึงกับนิมนต์ให้เป็นเจ้าอาวาส(ตั้งแต่ปีพ.ศ.2538) แต่ท่านไม่รับนิมนต์ เพราะประสงค์จะช่วยเหลือมหาชนให้กว้างขวางยิ่งกว่านั้นและได้เที่ยวเผยแผ่พุทธศาสนาในรูปแบบต่าง ๆ เช่นเป็นครูสอนวิชาพระพุทธศาสนาในโรงเรียนหลายแห่ง อบรม ปาฐกถา ฯลฯ

จวบจนปีพ.ศ. 2539 พระอาจารย์มหาคารม ได้เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ในกรุงเทพฯ โดยสอบเข้าได้เป็นอันดับ1 ของรุ่นและจบออกมาด้วยเกรดเฉลี่ยสูงที่สุดของคณะครุศาสตร์รุ่นนั้น หลังจากจบปริญญาตรีแล้ว ก็เริ่มสนใจวิชาโหราศาสตร์อยู่ในทีเพราะเห็นว่าเป็นวิชาที่จะช่วยเหลือผู้คนได้และการที่วิชาดังกล่าวสืบทอดมาถึงปัจจุบัน แสดงว่า“ต้องมีหลักสัจธรรมแฝงอยู่ในนั้น” แต่ยังไม่มีเวลาศึกษาอย่างจริงจังเพราะต้องเรียนปริญญาโท (จบโดยได้เกรดอันดับ1ของรุ่น)จนถึงช่วงปิดเทอมก็ได้ลองหาหนังสือโหราศาสตร์มาอ่านในขณะที่ท่านเริ่มศึกษาด้วยตนเองนั้น ก็ได้มีโอกาสเจอกับพระอาจารย์ใหญ่ดร.ธรรมบาลที่วัดยานนาวา กรุงเทพฯและได้ชอบพอในอัธยาศัยภูมิจิตภูมิธรรม ได้สนทนาแลกเปลี่ยนกันเนือง ๆวันหนึ่ง พระอาจารย์มหาคารม ได้ปรารภถึงพระรุ่นน้องรูปหนึ่ง (พระอาจารย์มหายงยุทธ ซึ่งกำลังเที่ยวธุดงค์อยู่) ว่า จาริกไปนานแล้ว เปิดเทอมก็ยังไม่กลับมาไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร ทันใดนั้น พระอาจารย์ดร.ธรรมบาลก็มองดูนาฬิกา ตอบโป้งออกมาทันทีว่า “ตอนนี้เป็นอย่างนี้ ๆ”  พระอาจารย์มหาคารมเพียงแต่รับฟังไว้ตามวิสัยวิญญูชนของท่าน ยังไม่ด่วนเชื่อ จนพระรุ่นน้องรูปนั้นกลับมาและเล่าให้ฟังว่าไปทำอะไรมาบ้าง คำบอกเล่าของพระรุ่นน้องทำให้พระอาจารย์มหาคารมหวนระลึกถึงคำพระอาจารย์ใหญ่เพราะคำที่พระอาจารย์ใหญ่พยากรณ์สอดคล้องกับคำบอกของพระรุ่นน้องทุกประการ  ทำให้พระอาจารย์มหาคารม คิดว่าพระอาจารย์รูปนี้ต้องมีดีในวิชาพยากรณ์ด้วยเป็นแน่ ท่านจึงเข้าไปสนทนาพูดคุยกันจนแจ่มแจ้งในทุกเรื่อง (เรื่องลึก ๆ ทั้งนั้น) และได้ชวนสหธรรมิกอีกสองท่านกราบฝากตัวเป็นศิษย์แต่นั้นมา   ท่านพระอาจารย์มหาคารมได้รับการถ่ายทอดวิชาสุวรรณโคมคำในคัมภีร์มหาจักรพรรดิราชบางส่วน แล้วพระอาจารย์ดร.ธรรมบาลก็จรไปในที่อื่นตามปกติวิสัย  

แล้ววันหนึ่ง พระอาจารย์มหาคารมก็ได้รับข่าวดีจากพระอาจารย์ดร.ธรรมบาลที่แจ้งข่าวมาว่าจะสอนต่อยอดเพิ่มเติมให้ที่ต่างจังหวัดพระอาจารย์มหาคารมจึงดั้นด้นไปเรียนพร้อมสหายธรรม พระอาจารย์ด๊อกเตอร์เห็นถึงความตั้งใจและอุดมการณ์พร้อมทั้งภูมิปัญญาบารมีที่ประกอบพร้อมด้วยความเสียสละของพระอาจารย์มหาคารมที่ต้องการนำวิชาไปใช้เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนจึงเมตตาถ่ายทอดวิชาให้จนหมดหีบห่อ (วิชาที่ท่านถ่ายทอดให้มี 3 ส่วนหลัก ๆ คือ โหราศาสตร์แนวพุทธ   กสิณสมาธิ พร้อมด้วยพุทธาคม และสมุนไพร)

          จากการทุ่มเทฝึกฝนค้นคว้าอย่างอุกกฤษ์ชนิดเอาชีวิตเข้าแลกและการเสียสละสงเคราะห์มหาชนอย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย จวบจนถึงวันนี้  พระอาจารย์มหาคารมได้กลายมาเป็นผู้นำสุวรรณโคมคำ เป็นศูนย์รวมใจของศิษย์สุวรรณโคมคำ ได้เผยแผ่วิชาสุวรรณโคมคำอย่างต่อเนื่องกว้างขวางในนามมูลนิธิสุวรรณโคมคำ เพื่อให้คนไทยและชาวต่างชาติได้รู้จักและนำวิชาสุวรรณโคมคำไปใช้ให้เกิดความเจริญแก่ตน สังคม ประเทศชาติ และพระศาสนาสืบไป

 

เรียบเรียงโดย   ลูกศิษย์สุวรรณโคมคำ