ความเลื่อมล้ำทุก ๆ ทาง เกิดจากความเห็นแก่ตัวของมนุษย์เราเองครับ ไม่ว่าจะเป็นความเลื่อมล้ำทางการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาวะ สังคมใดมีความเห็นแก่ตัวน้อยมีความเอื้ออาทร ช่วยเหลือตนเองร่วมกัน มาก มองความมั่งคงที่อยู่นอกระบบเงินตรา เช่น ความเป็นพี่เป็นน้อง ความเมตตากรุณาต่อเพื่อนในชุมชน การรู้จักให้การแบ่งปันสิ่งของและน้ำใจ การเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ความสามัคคีของหมู่คณะ การรู้จักให้อภัยอย่างมีเหตุผล ถ้าชุมชนใดสังคมใด พยายามสะสมความมั่งคั่งที่ไม่ใช่ระบบเงินตรา สังคมนั้นก็จะมีความเหลื่อมล้ำน้อยลง ความขัดแย้งก็น้อยเช่นกัน แต่สังคม ชุมชน คน ปัจจุบัน ส่วนใหญ่ถูกสอน ให้เป็นผู้เอาตัวรอด สอนให้ชนะ สอนให้แข่งขันกันอย่างเสรี จนในที่สุดก็ขาดคุณธรรม สั่งสมความมั่งคั่งในรูปของเงินตรา และวัตถุ ขาดน้ำใจ ขาดความเมตตา ธุระไม่ใช่ ทำงานที่มีผลตอบเป็นเงินตรา ไม่ได้เงินไม่ทำ หรือได้น้อยก็ไม่อยากทำ จนกลายเป็นสังคมตัวใครตัวมัน บูชาทฤษฎีของชาลดาวิน ผู้ชนะเท่านั้นที่จะอยู่รอด(ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล จนถึงขั้นทุจริต คดโกง และทำร้าย และทำลายล้างก็มี) และผสมผสานกับทฤษฎีของอาดัม สมิธ ทางเศรษฐกิจทุนนิยม+เสรีนิยม คนมีทุนเงินและทรัพย์สิน รวมถึงปัจจัยการผลิตเท่านั้นที่จะได้รับความนิยม และมีความเสรี ที่จะทำอะไรก็ได้ที่ตนคิดจะทำ บางคนร่ำรวยมาก ๆ สามารถทำสิ่งผิดให้เป็นถูก ทำสิ่งถูกให้เป็นผิดก็มีให้เห็นในสังคม จากเหตุผลส่วนหนึ่งที่กล่าวมา ทำให้คนยิ่งสะสม เงินทอง วัตถุ เพื่อความสนุก สะดวก สบาย คิดว่าเงินเท่านั้นที่จะทำให้มีความสุข แต่ส่วนใหญ่เป็นความสุขที่ตามมาด้วยปัญหามากมาย ครับ สิ่งที่ผมเจออยู่ในชีวิตประจำวันขณะนี้ก็คือ
อาหารแพง
ที่อยู่อาศัยแพง
พลังงานแพง
ค่าเรียนพิเศษแพง กลัวลูกสู้คนเมืองไม่ได้
ตำรา หนังสือ ดี ๆ แพง
ห้องสมุดสาธารณะมีหนังสือน้อย หนังสือเก่าๆ แย่งกันยืมอ่าน
ห้องสมุดมหาวิทยาลัย มีตำรา หนังสือดี ๆ ค่าบำรุงแพง ประชาชนทั่วไปเข้าไม่ถึง
เด็กที่อยู่ในวัยเรียน ต้องออกมาช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน ไม่ได้เรียนต่อมีเยอะ
เด็กและคนไทยที่ยังเข้าไม่ถึงสื่อ คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนต ยังมีอีกมาก
และเด็ก ๆ เข้าถึงสื่อเหล่านี้ได้ส่วนมากก็คือ ติดเกม และถูกมอมเมา
ค่าแรงต่ำสำหรับผู้ไม่มีการศึกษา ไม่มีวุฒิ ทำงานกันทั้งบ้าน เดือนหนึ่งได้รายได้น้อยกว่าผู้มีความรู้ทำคนเดียว คนงานรับจ้างแรงงานทำขนมทั้งวัน 8 ชั่วโมง ได้รายได้วันไม่เกิน 180 บาทอาจารย์มาบรรยายให้ความรู้เรื่องทำขนม ชั่วโมงละ 2000 บาท ผู้มีความรู้ นักวิชาการ อาจารย์ นักธุรกิจ มีรายได้หลายทาง รายได้ห่างกันมากครับ สังคมบ้านเรา
อ่านข้อความข้างล่างนี้แลัวทำให้ผมสบายใจขึ้นครับ
"สิ่งที่ติดตามร่างผู้ตายไปนั้นมีอยู่สามประการ
หนึ่งคือลูกเมีย
หนึ่งคือทรัพย์สิน
และอีกหนึ่งคือผลแห่งกรรมที่ทำไว้
สองในสามหันหลังกลับและเหลือไว้เพียงหนึ่งเดียว
ที่หวนกลับคือลูกเมียและทรัพย์สิน
ส่วนที่คงอยู่คู่คนตาย
เพียงหนึ่งเดียวย่อมเป็นผลแห่งกรรมของตน”
(บุคอรีและมุสลิม)
มนุษย์เรามักชอบสะสมและแก่งแย่ง ชิงดี เพื่อให้ได้ซึ่งทรัพย์สินเงินทอง
ลาภ ยศ ตำแหน่ง สรรเสริญ และสุขทางโลก (กิน กาม เกียรติ)
บางคนถึงกับทำลายล้างผู้อื่น คิดทำทุจริต คดโกง ทำในสิ่งที่ผิดทำนองครองธรรม
ขาดสติ และจิตสำนึกที่ดี ต่อสังคมส่วนรวม บางคนทำไม่ได้สมดังใจหวัง
ที่อยากจะได้ ก็ถึงกับทำร้ายตนเองก็มี นับวันแต่จะมีทุกข์
สังคมวุ่นวายมาขึ้นถ้าทุกคนคิดแต่จะได้ ไม่ยอมเสียสละบ้าง
การเสียสละคือการรู้จักให้ เป็นการให้อย่างมีสติ คือมีศรัทธาก็ทำบุญทำกุศลโดยไม่เกิดกำลังทรัพย์ปัญญาของตน
รู้จักคำว่าพอ รู้จักคำว่าให้ รู้จักคำว่าแบ่งปัน ค่อยทำ ค่อยฝึก
ชีวิตจะเป็นสุขเย็น มากกว่าความสุขจากการสะสม เพราะความสุขที่แท้จริงคือความสุขที่ไม่ตามมาด้วยความทุกข์และปัญหา
เงิน ทรัพย์สมบัติ ส่งเราได้แค่เพียงโรงพยาบาล ร้านหมอ
ลูกคู่สมรส ญาติ เพื่อน ส่งเราได้แค่เพียง เชิงตะกอน หรือหลุมฝังศพ
การกระทำกรรมดี หรือกรรมไม่ดีต่างหากที่เราทำ
จะติดตามไปส่งเราและอยู่กับเรา
“เศรษฐี ตามอุดมคติทางศาสนาพุทธ แปลว่า มีความประเสริฐที่สุด
ประเสริฐตรงเศรษฐีนั้นมีธรรมะ รู้ว่าการงานนี้เป็นธรรมะ ก็สนุกในการทำงาน
ก็เลยผลิตได้มาก ครั้นได้มาก แต่กิน - ใช้แต่พอดี มันก็เหลือมาก
เมื่อเหลือมากก็เอาไปช่วยผู้อื่น
สรุปว่า ผลิตมาก กินใช้แต่พอดี เหลือช่วยผู้อื่น
ฉะนั้น ชาวไร่ชาวนาก็เป็นเศรษฐีได้
ถ้าทำนาทำไร่เต็มความสามารถ
มันก็กินไม่หมด กินแต่พอดี ยิ่งไม่หมด เหลือก็ช่วยผู้อื่น”
(ท่านพุทธทาส)