สวัสดีครับ คุณเบียร์ ^-^ นกกา ^-^  กนก - นกกา

ผมอ่านความคิดเห็นคุณเบียร์แล้ว นั่งอมยิ้มเลยครับ ^__^ มุมคิดของคุณเบียร์ทำให้เห็นภาพชัดมากขึ้น

ช่วงนี้มีงานที่ต้องสังเคราะห์หลายๆประเด็นด้วยกัน อาจมาตอบบันทึกช้าหน่อย...แต่เข้ามาอ่านบ่อยๆอยู่นะครับ

เริ่มเลยดีกว่าครับ...

"เบียร์นั่งนึกภาพตามว่า เป็นปัญหาที่ดูว่าไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย...การเลื่อนไหลของวัฒนธรรม ส่งผลให้เกิด ผลกระทบทั้งบวกและลบ หรือเกิด "Culture Shock" ที่กลายเป็นเรา ช๊อค!!แทน แต่พวกเค้า "เกิดขึ้นเงียบๆ" เริ่มด้านชา หรือเพราะไม่มีวัคซีนรักษาให้ถูกโรคเป็นได้..."

ผมลองนั่งคิดตามศัพท์ที่คุณเบียร์ยกมาครับ

"การเลื่อนไหลทางวัฒนธรรม" อ่านดูแล้วดูมีชีวิตดีนะครับ ผมกำลังมองว่า วัฒนธรรมมีทั้งผสม และ กลมกลืนกัน

ผสม- - ก็ได้วัฒนธรรมใหม่ รวมถึงการผลิตซ้ำทางวัฒนธรรม

กลมกลืน- - วัฒนธรรมที่มีอำนาจสูงกว่า ก็ครอบงำได้มากกว่า หรือถึงขั้นเบ็ดเสร็จ

"ผสม" ยังพอพัฒนาไปได้ครับ เรียกว่า "พหุวัฒนธรรม" - Multiculturalism

ส่วน "กลมกลืน" ดูยังไงก็น่ากลัวกว่าในสังคมโลกานุวัตรที่ก่อให้เกิดความฉาบฉวยชั่วแล่น

กลมกลืน เพราะ ??  หากอ่านตามที่ผมวิเคราะห์เล็กๆในบันทึกนี้

v  “โครงสร้างของชุมชนอ่อนแรง”  ผมหมายถึง ระบบโครงสร้างทางสังคมของชนเผ่าที่ถูกลดบทบาทลงไป ผู้อาวุโสได้รับการยอมรับน้อยลง ผู้รู้ต่างๆในชุมชนถูกหลงลืม ทำให้ผู้คนเหล่านี้ไม่มีพลังเพียงพอที่จะฉุดรั้งวิถีดีงามของตนเองได้

v  “การยอมรับการศึกษาสมัยใหม่”  ที่ละเลยภูมิปัญญาเดิมของชุมชน การพึ่งพาองค์ความรู้ใหม่ โดยขาดฐานการคิดต่อจากทุนเดิม(องค์ความรู้เดิม) และการศึกษาสมัยใหม่ ก็ขาดความลุ่มลึกในมิติภูมิปัญญา เป็นความรู้เพียงเปลือก ต้องอาศัยเวลายาวนานกว่าจะตกผลึกเป็นภูมิปัญญา...ไม่ทันต่อปัญหาใหม่ๆที่ท้าทายตลอดเวลา

v  ขาดเวทีหรือขาดพื้นที่สำหรับ ความรู้ดั้งเดิม รวมไปถึงขาดการจัดการความรู้ การรื้อฟื้นองค์ความรู้เดิม เพื่อยกระดับให้ทันต่อปัญหาใหม่ๆ “ความรู้ที่ขาดพลัง”

v  “ความล้มเหลวของสถาบันครอบครัว” สามีชนเผ่าไม่สามารถดูแลครอบครัวได้ดี นอกจากปัญหายาเสพติด ปัญหาการดื่มสุราของผู้ชาย และภาวะสินค้าเกษตรตกต่ำ เมื่อระบบเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งทุนข้างนอกมากขึ้น ส่งผลให้ความเครียดในครอบครัวชุมชนมีสูง เกิดการทะเลาะ ครอบครัวแตกแยก ผู้หญิงต้องเปลี่ยนบทบาทเพื่อดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ ...การเดินทางออกไปขุดทรัพย์ในเมืองหลวง เป็นทางเลือกใหม่ของเธอ และด้วยความรู้ที่ไม่มากนัก จะมีอาชีพสักกี่มากน้อยที่จะรองรับแรงงานอย่างพวกเธอ

v  “ค่านิยมใหม่ของกลุ่มชาติพันธุ์” การชักชวนจากหญิงสาวที่ทำงานเป็นหมอนวดอยู่ก่อนแล้ว เมื่อหญิงสาวในชุมชนได้รับข้อมูล พร้อมกับปัจจัยสนับสนุน เช่น ระบบเศรษฐกิจของครอบครัว รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันในครอบครัวไม่ดี เธอพร้อมที่จะเปิดรับอาชีพใหม่ในเมือง “งานสบาย ได้เงินดี”

ฯลฯ

โจทย์ชัด???

ปัญหาชัด??

อยู่ที่การคิดหายุทธศาสตร์ เพื่อแก้ไขปัญหาและต้องอาศัยคนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย คือ "กลุ่มชาติพันธุ์" นั่นเองครับงานนี้ยาก และใช้เวลา อาศัยการจัดการความรู้ดีๆ ระดมพลังกัน คิดว่าพอที่จะฉุดรั้งได้

ถึงแม้ว่า เยาวชนที่เป็นพลังใหม่ของการแก้ไขปัญหาปฏิเสธวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเองทั้งหมด พร้อมๆกันนั้น กระแสโลกานุวัตรและกระบวนการทำให้ทันสมัย (modernization) ได้ทำให้สายใยแห่งการพึ่งพากันของ ชุมชนคลายตัวลง ระยะห่างระหว่างผู้คนเพิ่มมากขึ้น

แต่ผมยังคิดว่าพอมีทางครับ...

 

 

ขอบคุณมากครับ คุณเบียร์ที่มาเติมความคิด จากบันทึกครับ

:)