น้อมนำหลักคำสอนของพ่อหลวงสู่การปฏิบัติจริงในการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

สวัสดีท่านผู้อ่าน ทุกท่าน ในวิถีเพจนี้ ผมขอหยิบยกในเรื่อง หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในราชกาลที่ ๙ ท่านได้ให้หลักการและแนวคิดทฤษฎีให้ราษรฏรณ์ ของพระองค์ได้นำหลักการและแนวคิดที่พระองค์ได้ทดลองและปฏิบัติจนเห็นผลเป็นที่ประจักษ์ว่าสิ่งที่พระองค์คิดและทำแนวทางที่พระองค์่ได้ทำไว้เป็นหลักการและแนวคิดที่ถูกต้องที่จะทำให้คนไทยเราอยู่รอดในสังคมโลกได้อย่างยั่งยืน วันนี้ผมขอเล่าประสบการณ์หลักกสิกรรมธรรมชาติ ที่ผมได้ทำตั้งแต่จำความได้ โดยขออ้างอิ่งกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวราชกาลที่ ๙ พอเป็นสังเขป ดังนี้ ผมชื่อ นายอุเทน นุตรกลาง ปัจจุบัน รับราชการครู ที่โรงเรียนบ้านโป่งเกตุ สำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาสระบุรี เขต ๒ เป็นโคราช หรือจังหวัดนครราชสีมา อำเภอชุมพวง ตำบลตลาดไทร สมัยยังเด็กเป็นลูกชาวนา พ่อ แม่มีลูก ๕ คน ผมเป็นคนที่ ๔ ฐานะครอบครัวเป็นเกษตรกร มีอาชีพทำนาเป็นหลัก มีอาชีพเสริม คือปลูกมันสำประหลัง ปลูกปอ (สมัยก่อน) อาหารหลักคือ จับปลูกตามทุ่งนา หากบ หาเขียด นามาประกอบอาหาร มีปลูกพืชผัก นำมาประกอบอาหาร มีเลี้ยงควายเป็นหลัก ตั้งแต่สมัยเด็กๆ ยังจำความได้ พ่อกับแม่ก็จะพาผมไปนา ซึ่งระหว่างนากับที่บ้านก็จะห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งตอนนำผมนาจะอายุประมาณ ไม่ถึง 3 ปี ก็จะเดินไปกับพ่อบ้างแม่บ้าง สวนพ่อจะเป็นคนตื่นเช้านำควายไปไถ่นา หลังจากเข้าโรงเรียนสมัยปี 2525 จะเข้าโรงเรียนในระดับ ป.1 จะไม่มีอนุบาลหรือปฐมวัยศูนย์เด็กเล็กเหมือนสมัยปัจจัน ชีวิตของผมก็จะซึมซับวิถีชีวิตของชาวนาตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกข้าว จนถึงการเก็บเกียวข้าว การทำนาสมัยก่อนตอนเด็กๆ ผมยังจำความได้โดยพ่อจะนำควายตัวผู้ชื่อไอนวน ซึ่งเป็นควายหนุ่มและตัวเมียอีก 2 ตัวและลูก 1 ตัวนำออกไปไถ่นาแต่เช้า ซึงควายสมัยก่อนก็จะผูกกระดิ่งติดไว้ ที่คอเวลามันจะเดินไปทางไหนก็จะมีเสียงกระดิกดังทำให้เรารู้ว่าควายอยู่ในทิศทางไหน ผมได้ฝึกไถ่นาตอนยังเด็กซึ่งตอนนั้นกำลังเข้าวัยหนุ่นอายุประมาณ 15 ปี เริ่มไถ่นาเป็นจากการสอนของพ่อ หลังเลิกเรียนผมก็จะกลับบ้านไปช่วยเหลืองานบ้าน ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็จะไปนาเลี้ยงควาย ถ้าเป็นหน้าแล้งก็จะสนุนเพราะจะมีเพื่อนทั้งหญิงและชายมาเลืี้ยงด้วยกันเราก็จะมาเห็น เช่น ลิงไต่ต้นไม้ เล่นน้ำนำดินมาขว้างกัน สนุนสนานกันตามประสาเด็ก ซึ่งหนึ่งที่ผมยังจำขึ้นใจมาถึงทุกวันนี้ ที่ทุกวันนี้ ว่าทำไมพ่อถึงเป็นแก่ชาวนา ฐานะทางการเงินก็ไม่ดี ขึ้นอยู่กับราคาพืชผล ปีไหนข้าวดีน้ำทาอุดมสมบูรณ์ก็จะได้ข้าวมากแต่ขายก็ไม่ได้ราคาดี แต่พอก็ยังทำนาหาเลี้ยงลูกส่งเงินลูกจนเติบโต และประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งพ่อไม่เคยบนว่าอาชีพที่พ่อทำจะมีรายได้สูง แต่พ่อทำด้วยใจ กลัวอย่างเดียวคือกลัวลูกไม่มีข้าวกิน ผมยังจำความได้ในสมัยเด็กๆ พ่อเคยผมขุดดินปั้นคันนาเพื่อลับน้ำ ผมก็จะช่วยพ่อทำทุกอย่าง “ วันนี้เมื่อพ่อจากไป” อยู่บนสวงสวรรค์ ผมได้มองพื้นดินและพื้นนาที่พ่อได้พรั่งสอนและถ่ายทอดการทำนา การปลูกพื้ช การให้น้ำการบำรุงดำ การเลื้ยงสัตว์ อื่นๆ จึงได้หวนนึกถึงคำสอนของพ่อ “นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่การดำเนินชีวิต”ในวันที่ไม่มีพ่อ เมื่ออายุมากขึ้น ผมได้ซึมซับและได้เรียนรู้จากหลักทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในราชกาลที่ ๙ โดยได้รับการอบรมจากหน่ายงานราชการและเอกชน จนได้ความรู้่และเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการอบรมและทดลองด้วยตนเองสู้การนำหลักพอเพียงของพ่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน “คำสอนของพอมีค่ายิ่ง”เมื่อผมได้มีงานทำที่มั่นคง ผมหวนคำนึงถึงคำพ่อสอนที่ยังคิดอยู่ในใจสมัยเด็กนั้นคือ ผมกับพ่อได้ขุดสระเก็บกักน้ำไว้ใช้และลองรับน้ำที่ไหลมาจากโคกนำมากักน้ำไว้แล้วปล่อยลงในนาข้าว ซึ่งตอนน้้นผมไม่เข้าใจว่าพ่อขุดสระทำไมขุดทั้งวันด้วย จอบ เสียม และมือเปล่า ขุดวันละนิด ไม่ยอมหยุด จนเกิดบ่อน้ำ ขนาดไหญ่ ลองรับน้ำที่ไหลมาจากป่า จนถึงเมื่อวันที่พ่อไม่อยู่ผมกลับมาที่นาหลังจากไม่ได้มาหลายปี ผมยื่นมองท้องทุ้งที่แห้งแล้ง และมองสระพ่อที่ขุดไว้ ผมนึงถึงความทรงจำรอยยิ้ม หยาดเหงื่อของพ่อที่ทำไว้ ทั้งความรักและความผูกพันธ์ก้เกิดขึ้น.. “สืบสานปณิทานเดินตามรอยเท้าพ่อ”ผมจึงตั้งกิจอธิฐานว่า จะดำเนินตามรอยเท้าพ่อ โดยจะนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพ่อเพียงมาใช้กับพื้นดินที่พ่อได้มอบให้และการได้เข้าอบรม ได้ศึกษาจากสถานที่ต่างๆ นำมาใช้และพัฒนาพื้นดินแห่งนี้ให้พ่อที่อยู่บนสวรรค์ได้ยิ้มได้ และปรึมใจ ภาคภูมิใจ ในตัวลูกให้ได้… “สู่แนวทางการปฏิบัตจริง”ในพื้นที่ ๙ ไร่ ของการทำเกษตรของแปลงผม ได้ปลูกต้น ไม้มีต้นสัก ต้นพระยุง ต้นมะฮอกกานี บนกันนา รวมประมาณ 100 คน และขุดข้างบนโคกที่เป็นทางน้ำไหล ประมาณ 1 บ่อเพื่อรับน้ำผมและปล่อยปลา ดุก ปลาช้อน ปลาอื่นๆ ข้างบนมีพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ ไว้ปลูก ต้นไม้ผลผสมผสานมีต้นฝรั่ง ต้นกล้วย ต้นทุเรียน และปลูกป่าสามอย่างประโยชน์ 4 อย่าง พืชเป็นไม้ใช้สอย และไม้อยู่อาศัย ข้างริมสระมีปลูกมะพร้าว หญ้าแผก พื้ช ผัก นานาชิด ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แนวทางที่พ่อหลวงในราชกาลที่ ๙ จะเป็นบันได้สู่ๆควาสำเร็จ นั้น คือ มั่นคง มั่นคั่ง และยั่งยืน และนำความเป็นอยู่ที่ดีมาสู่ตัวกระผมและครอบครัว และนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกร และผู้สนใจต่อไป ขอบขอบคุณท่าน ที่ได้อ่านและติดตาม การเขียนในครั้งนี้อาจจะไม่สมบูรณ์ ผมจะนำไปแก้ไขต่อไป ขอบคุณครับ….

วิกิเพจหมายเลข: 638