สาระดี วิถีครูสังคม

สภาไทยต่อจากนี้ไปเห็นจะกร่อยเอาการ ขาดสีสัน เพราะบุคคลเหล่านี้ต่างก็เคยได้รับฉายาว่าเป็นขุนทัพคนสำคัญในการต่อรบด้วยวาจาอันห้าวหาญชาญชัยในสภา จนเรียกแฟนานุแฟนติดงอมแงมมาไม่น้อย ขุนทัพการเมืองที่ผมคอยฟังลีลาการพูดจาปราศรัยอยู่เสมอ ก็จะมี 1. รตอ เฉลิม อยู่บำรุง ดาวสภาที่มีวลีเด็ดประจำตัวว่า ไปทะเลเจอฉลาม มาสภาต้องเจอเฉลิม ต่อมาคุณชูวิทย์เติมวลีใหม่ว่า เดี๋ยวชูวิทย์จะจับเฉลิมโยนให้ฉลาม ด้วยลีลาการพูด การอภิปรายในสภานับว่า ดุเดือดเลือดพล่าน ขึงขัง จริงจัง แถมยังหยอดมุกตลกให้หัวร่อขบขันอยู่เนืองๆ ผสมกับคุณเฉลิมมักอ้างตัวบทกฎหมาย มีภาษิตละตินมาเป็นระยะๆทำให้การพูดของคุณเฉลิมดูอินเตอร์ขึ้นมา แถมยังเคยสปิคอิงลิสแบบฉบับเฉลิมอีกด้วย การอภิปรายครั้งประวัติศาสตร์ของคุณเฉลิมที่ทำเอารัฐบาลยุบสภามาแล้ว คือ กรณีทุจริต สปก 4-01 สมัยรัฐบาลชวน 1 2. ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ จัดว่าเป็นนักพูดตัวยงคนหนึ่งไม่แพ้ ดร.เฉลิม เพราะผ่านเวทีการพูดมาตั้งแต่ระดับมัธยมโตคารม กระทั่ง รายการสภาโจ๊ก จนมาตกผลึกกลายเป็นนักการเมือง นักเคลื่อนไหว ปราศรัยปลุกระดมคนเสื้อแดง วลีเด็ด เผาเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง การพูดของคุณณัฐวุฒิ ไสยเกื้อนั้น นับว่ามีความต่อเนื่อง ตรึงผู้ฟังได้ดี ด้วยน้ำเสียง ลีลา อักขระ ควบกล้ำ ร เรือออออ กระดกลิ้น ล ลิง ลิ้นกระด้าง นับว่าชัดเจน ลำดับเนื้อเรื่องที่จะพูดได้อย่างเป็นลำดับ ผสมกับออกท่าแอคติ้งไปบ้าง สำเนียงการพูดแบบปักษ์ใต้ จนกระทั่งคุณณัฐวุฒิ ได้ขยับขยายจากไพร่ มาเป็นอำมาตย์ คือ รัฐมนตรี ฝ่ายค้านในสภาเวลาอภิปรายพาดพิงไปถึง ตลอดจนตั้งกระทู้ถาม มักบอกว่า เอาตรงประเด็นๆๆนะครับ ไม่เอาโวหาร ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของคุณณัฐวุฒิ ที่ชื่อ ชกข้ามรุ่น ซึ่งได้เผยเคล็ดลับอย่างหนึ่งของการพูดคือ สังเกตจากนักพูดตัวอย่างอย่างคุณสมัคร สุนทรเวช ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ซึ่งบุคคลเหล่านี้ต้องเรื่องการพูดต้องนับได้ว่า กินขาด 3. จตุพร พรหมพันธุ์ ทั้งในสภาและนอกสภา คุณจตุพร มีลีลาการพูดที่ไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน ชัดเจน เน้นๆ ลีลาการพูดของคุณจตุพร ชวนให้นึกถึง จอมพลสฤษฏิ์ ธนะรัตน์ อดีตนายกรัฐมนตรี ผมเกิดไม่ทันหรอกครับ แต่เคยได้ฟังจากยูทูปกรณี การปราศรัยเรื่อง เขาพระวิหาร น้ำเสียง ศัพท์แสงที่ใช้ ล้วนคล้ายคลึงกัน การพูดของคุณจตุพร มักพูดตรงๆ โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับคุณสุเทพ เทือกสุบรรณนั้น เป็นอันว่า พากันเงี่ยหูฟัง ตั้งตารอ ใจจดใจจ่ออยู่กับหน้าจอทีวีเลยทีเดียว 4. สมัคร สุนทรเวช ที่จริงท่านได้ลาลับจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ด้วยความเป็นอมตะของท่าน ก็ทำให้อดไม่ได้ที่จะนึกถึง ท่านสมัคร สุนทรเวช อดีตหัวพรรคประชากรไทย อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ตำแหน่งหลุดลอยไปเพราะ ชิมไปบ่นไป แต่ความเป็นอมตะของท่านคือ การเป็นนักพูด ที่พูดเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก ผสมกับข้อมูลทางสถิติ ตัวเลขโน่นนี่นั่น ที่ท่านมักนำมาประกอบการอภิปราย ทำให้เห็นได้ชัดว่า มีการเตรียมตัวมาดี และท่านมักจะมีโครงการ ข้อสเนอต่างๆ ในการพัฒนาชาติบ้านเมืองมาเสนอต่อสภา และสือมวลชนอยู่เสมอ ทำให้สื่อมวลชนตั้งฉายาท่านว่า จอมโปรเจคบ้าง ที่หนักกว่านั้น คือ สิงห์จอมโว ก็มี บุคลิกของท่าน ยุคตลกคาเฟ่ ต่างก็นำไปเลียนแบบกันเสมอ

โบราณว่าไว้ ปากเป็นเอก เลขเป็นโท คงจะจริง ถ้าหากมองลึกๆแล้วนั้น นักพูดที่ว่ามาทั้งหมดนี้ ต่างมีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกันคือ การสันทัดจัดเจนในการพูด ที่ตรึงตาตรึงใจมหาชนได้อย่างล้นหลาม ส่วนเรื่องของตัวเลข ข้อมูล ความน่าเชื่อถือ ก็ยังคงเป็นรอง แต่บุคคลเหล่านี้ก็มีชื่อเสียงได้ด้วยการพูด อย่างไรก็ตามโลกยุคปัจจุบัน เป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร สังคมแห่งฐานความรู้ พูดเก่งอย่างเดียวคงไม่พอซะแล้ว ที่เพิ่มเติมคือต้องมีกึ๋น ถ้าจะขยายความต่อไปคือ ต้องมีวิสัยทัศน์ที่เป็นไปได้ ข้อมูลต้องแน่น เมื่อข้อมูลแน่นต้องนำไปสู่การปฏิบัติที่บังเกิดผลอย่างเป็นรูปเป็นร่างได้ ฉะนั้นนักการเมืองยุคนี้ ปากต้องเอก เลขต้องเอก แล้วคุณจะได้เป็นพระเอกสมใจ
วิกิเพจหมายเลข: 462