กฎหมายกับพระธรรมวินัย ทางออกของพุทธศาสนาและสังคมไทย

เมื่อได้อ่านบทความนี้ จบแล้ว อาจจะทำให้ผู้ที่ได้ศึกษาทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์ โดยยึดหลักการบริหารจัดการอย่างสงบสันติ และตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่กล่าวไว้ “เดินสายกลาง” และประชาชนไม่น้อยที่สนใจต้องการให้เกิดเปลี่ยนแปลงซึ่งทางออกที่เป็นไปได้ที่สุดต่อการปรับตัวศาสนาพุทธให้เข้ากับยุคสมัยของสังขารโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างสันติ การเอาใจเค้ามาใส่ใจเรา ตามหลักการสันติธรรม โดยมีประเด็นร้อนสะเทือนขวัญคณะสงฆ์พระพุทธศาสนาในประเทศไทย ไม่มีอะไรคงอยู่ถาวร และไม่มีอะไรถาวรตลอดกาล ทุกสิ่งอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เป็นได้ทั้งบวกและลบสุดแต่จะมองกัน ถามว่า (ประเด็นการบังคับใช้พระธรรมวินัยต่อคณะสงฆ์ และการบังคับใช้กฎหมายของทางภาครัฐเพื่อบังคับให้คณะสงฆ์ต้องทำตามหลักพระธรรมวินัย) ประเด็นไหนจะมีบทบาทมากกว่ากันและมีอำนาจใช้อย่างชัดเจนกว่ากัน ถ้ามองในมุนของนักบริหารและนักวิชาการหลายท่านอาจมองว่าต้องใช้กฎหมายถึงจะสามารถให้คณะสงฆ์ปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยได้ แต่อีกจำนวนไม่น้อยที่เห็นว่าเป็นการก้าวข้ามและดูถูกพระธรรมวินัยอย่างสิ้นเชิงจึงเป็นต้นเหตุแห่งการเกิดประเด็นปัญหาความขุ่นมัวในภาพรวมของคณะสงฆ์และทำให้เป็นสาเหตุของความขัดแย้งกันเองระหว่างระบบการบริหารจัดการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกันและที่สำคัญคือ การเหมารวมของภาพลักษณ์พระพุทธศาสนากับพุทธศาสนิกชนซึ่งถูกมองไม่ดี สุดท้ายจุดจบอยู่ตรงไหนไม่มีหน่วยงานไหนจะทราบได้ แล้วทางออกละมีทางไหนบ้าง จะออกทางประตูที่เคยเข้าออกหรือออกทางหน้าต่างดูเหมือนจะลำบาก จะออกทางประตูหลังดูเหมือนจะไม่ถูกต้องนัก ตามหลักการบริหารต้องย้อนไม่ดูว่าอะไรคือต้นเหตุของประเด็นนี้ ไม่ยากครับ พระธรรมวินัยที่มีมาแต่สมัยพุทธกาล เป็นตัวเหตุที่ทำให้การบริหารจัดการและการพัฒนาพระพุทธศาสนาไม่สอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงทางสังคมยุคปัจจุบัน ไม่ได้กล่าวว่าไม่ดีนะครับ แต่ไม่ทันต่อเหตุการณ์เท่านั้น ขอให้ผู้อ่านมีสติมีความเป็นกลางและมองหลักความจริง อย่าไปยึดติดกับคำว่าตัวกูของกู อ้างถึง (ท่านพุทธทาสภิกขุ) ได้กล่าวไว้ เปิดใจให้กว้างเพราะประชากรไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ 94.6% (2557) ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่ามีคนดูหนังเรื่องนี้มากที่สุดในประเทศไทย และจะมีประชากรในกลุ่มนี้สักกี่คนที่สนใจอย่างจริงจังพร้อมช่วยกันหาทางออกได้อย่างสันติ ไม่ขวาจัดและไม่ซ้ายจัด ดำเนินทางวิถี ทางสายกลาง ผมเชื่อแน่นอนว่าทุกคนต้องการสร้างพลังให้พระพุทธศาสนาเข้มแข็งสืบทอดต่อไปให้นานที่สุด แล้วอะไรคือตัวเลือกที่ดีทึ่สุดทุกอย่างมีได้และมีเสีย และสิ่งที่ได้มามันตอบสนองต่อจริตของทุกคนหรือไม่ ตอบเลยว่าไม่ครับ ลองย้อนกลับไปมองดูว่า พระธรรมวินัย กับกฎหมาย สิ่งไหนจะตรงกับจริตทุกคนมากที่สุด ผมตอบได้เลยว่า ไม่ตรงจริตทั้งสอง กฎหมายบังคับให้ใช้ให้ทำตามพระธรรมวินัย ส่วนพระธรรมวินัยที่มีอยู่มาช้านานนั้น ก็ไม่สามารถตอบสนองหลักความเป็นจริงได้ เราควรจะไปทางไหนทางออกมีแต่จะออกได้หรือไม่นั้นอยู่ที่สติปัญญา และตามหลักความจริงที่เป็นอยู่ ถ้าทุกฝ่ายยอมรับซึ่งกันและกัน ทางออกอยู่ใกล้แค่เอื้อม พระพุทธศาสนาอยู่ในกำมือท่านแล้ว (ร่วมกันปรับร่วมกันสร้างนักวิชาการหนึ่งคนไม่มีน้ำยาในการเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากมายถ้าหากทุกฝ่ายไม่ร่วมมือกันอย่างสันติ อย่างเป็นธรรม ให้โอกาสซึ่งกันและกันทำศูนย์กลางให้ได้ ทุกอย่างทำได้แก้ไขได้ เพราะคนคือผู้กำหนด ไม่มีอะไรแก้ไขไม่ได้บนโลกใบนี้) ผมขอเสนอทางออกตามแนวคิดของผมไม่มีถูกและผิดถือเป็นสิ่งที่ดีอีกทางหนึ่งของประเด็นร้อง ทางพระพุทธศาสนานี้ เปลี่ยนแปลงเพื่อสะท้อนกับสภาพความจริงที่ปรากฎในสังคมยุคปัจุบัน การปรับปรุงพระธรรมวินัยให้สอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบันตามความเหมาะสม ถือเป็นทางเลือกที่ควรนำมาวิเคราะห์ แล้วทุกอย่างก็จะปกติสุข..พระพุทธศาสนาของพุทธศาสนิกชน 94.6% ของประชากรไทยทั้งหมด จะดำเนินไปตามจริตที่พึ่งมีพึ่งได้ตลอดไป (พัสกร อุ่นกาศ รักและศรัทธาในพระพุทธศาสนา 100%)

วิกิเพจหมายเลข: 321