บทสัมภาษณ์คุณครูภัทรพล สิริมุสิกะ โรงเรียนแสงทองวิทยา

สารบัญ

การสัมภาษณ์ผู้สอนสำหรับโครงงาน : การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานในระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะและดนตรี

(Project-based learning)

อาจารย์ชื่อ

ภัทรพล สิริมุสิกะ ครูนก (ครูผู้สอน หัวหน้าฝ่ายปกครอง)

โรงเรียน

แสงทองวิทยา

สอน

วิชาศิลปะ

ระดับชั้น

ม4 ม5

จำนวนนักเรียน

ม.ปลาย ประมาณ 300 คน จาก 700 คน

เหตุผลและผลลัพธ์ที่คาดหวัง

ให้เด็กในเรียนรู้ เด็กต้องศึกษา ล้วงลึกข้อมูล เด็กรู้จริง เด็กสามารถมีความรู้ที่ตกผลึก และเด็กสามารถถ่ายทอดออกมาได้ ไม่ได้การันตีว่าเด็กทุกคนสามารถถ่ายทอดออกมาได้สมบูรณืแบบ แต่ที่เห้นคือกระบวนการคิดของเด้กที่เป็นระบบมากขึ้น ผลงานไม่ได้สำคัญแต่ที่แฝงไว้คือกระบวนการทำงานของเด็ก สอนให้รู้ที่มาที่ไป แล้วไปบูรณาการในวิชาอื่นได้

(ให้นักเรียนได้เรียนรู้ ศึกษา ล้วงลึกข้อมูล ทำด้วยตัวนักเรียนเอง)\ (นักเรียนได้ความรู้จริงที่ตกผลึกแล้ว ให้นักเรียนมีกระบวนการคิดที่มีระบบมากขึ้น)

ตัวชี้วัดตามวัตถุประสงค์

ที่เห็นเด่นชัดคือตัวชิ้นงาน ผ่านมาเกณที่กำหนดให้ 1 ประชุมนัดหมาย เด็กนำเสนอต้นแบบแบบร่าง ดูผ่านตามเกร ผลงานที่สำเร็จจริงที่ผ่าน ตั้งเงื่อนไข องคืประกอบเนื้อหา ต่างๆ ส่วนอีกหนึ่งอย่างคืออารมณืความรู้สึก ซึ่งเด้กที่ได้ศึกษาเขาจะมีความมั่นใจ รู้สึกสนุก เด้กจะมาถามคุณครู และมีการถามเรื่อยๆ เขารู้ว่าเกิดปัญหาอะไร นี้เป็นตัวชี้วัดว่าเรากระตุ้นให้เด็กเกิดทักษะการเรียนรู้ของเด้ก

วัดจากตัวชิ้นงาน ว่าผ่านตัวตามเกณฑ์รึป่าว เช่น นัดประชุม เตรียมความพร้อม นำเสนองาน ถ้าผ่านก็คือผ่านตามเกณฑ์ (ดูองค์ประกอบผ่าน การให้สี อื่นๆ) จริงๆไม่มีเกณฑ์ตายตัวมักจะตัดสินด้วยอารมณ์

แนวทางการดำเนินการจัดการเรียนการสอน

ไปดูงานที่ศิลค์โปทำให้รู้ว่าการเรียนการสอนนั่นผิดทาง ทางสิงค์โปจะให้เด้กสนุกกับการเรียน มาปรับใช้เพื่อความสนุก เปลี่ยนใช้กับเด้ก ม.ปลาย ตามหลักสูตร ปีแรกๆก็ล้มลุกคลุกคราน ตัวครูเองทำโครงงานมั้ยจานก็เคยทำ แต่จะปรับความยากง่ายให้เหมาะสมกับเด้ก

(มีการเตรียม มีการดูงานที่ประเทศสิงคโปร์ แล้วนำมาปรับใช้)

ขั้นตอนการทำโครงงาน

ครูกำหนดหัวข้อให้ทำเรื่องการผูกมัดเด็กจะไปตีว่านิยามในการผูกมัดเป็นแบบไหน และมีครูที่ปรึกษา ซึ่งเด้กต้องหาเอง ก็เอามาดูผ่านเกณการออกแบบในเรื่องการผูกมัด ก็ให้เด็กไปดูงานของศิลปินที่เขาชอบ 1 คน 1 ศิลปิน และศึกษาเป็นรายงาน และลอกผลงานของเขา 1 ชิ้น ให้รู้กระบวนการรู้เทคนิค ครูจะนำสองอย่างนี้มาคุยกับเขา ว่ามีความแตกต่าง ความเหมือนอย่างไร และให้เด็กคิดว่าจะมิกสองอย่างอย่างไร แล้วไปเด็กไปออกแบบว่า ซึ่งให้ทำ 2 สไต คือ การลงสีค่าน้ำหนักเดียว 2 คือกระบวนการการลงสี แล้วให้เขาใส่ในสิ่งที่เขาอยากจะเป็นอยากจะถ่ายทอด งั้นตัวงานมี 1. ตัวข้อการผูกมัด 2.ผลงานศิลปินที่เขาชอบ 3. สิ่งที่เขาคิด ก็เลยได้เป็นสเตปสามขั้นตอน

(1. อาจารย์จะตั้งหัวข้อ 2. ให้นักเรียนหานิยามของนักเรียนเอง 3. สเกทภาพ 4. หาครูที่ปรึกษาแล้วให้ครูตรวจเช็คงาน 5. คุณครูก็กำหนดหัว ให้นักเรียนไปศึกษาผลงานของศิลปินที่นักเรียนชอบ ศึกษาเป็นรายงานออกมา 6. วาดรูป ลอกผลงานศิลปินที่เขาชื่นชอบ 7. นำมาคุยเกี่ยวกับผลงาน 8. ให้นักเรียนไปออกแบบมาใหม่ 9. มาดูมาคุยกันอีก 10. ให้เขานำสิ่งที่เป็นตัวเขาลงในผลงาน)

เทคนิคการเลือกหัวข้อ

ดูความยากงานบางครั้งก็ต้องโหวตกับตัวเด็ก การเรียนเด็กต้องสนุก เด้กอยากทำหัวข้ออะไรที่สุดเ แรกๆเราก็ไปกำหนดเพราะเราต้องเป็นไกดราย พอหลังจากนั่นให้เด้กเริ่มโหวตว่าให้เด้กต้องทำอะไร ซึ่งเราดุอยุ่ห่างๆ

(ดูจากความยากง่าย ใช้การโหวตจากตัวนักเรียน)

เทคนิคการสืบค้นข้อมูล

ก็แนะนำ 1 คูรครูศิลปะในโรงเรียน 2 ศิลปินในท้องถื่น ซึ่งก็มี เดิมครูก็เป็นช่างเขียนวาดรูปของเทสบาล สามารถแนะนำไปหาคนเหล่านี้ ค้นหาทางเน็ต ตามหนังสือ ตำรา google

(คุณครูศิลปะของโรงเรียน ศิลปินท้องถิ่น และค้นหาจากอินเทอร์เน็ต)

เทคนิคการเขียนโครงงาน

ก็เขียนโดยไม่ต้องอะไรมากมาย คือโครงงานของศิลปะของครู ให้เด็กเป็นรายงานแบบโครงงานภาษาไทย จ้า!! ไม่ได้ เป็นโครงงานของการปฏิบัติ ให้เด็กรู้จักกระบวยการคิด การทำงานที่เป็นระบบ ตัว papper เป็นเป็นส่วนประกอบ แต่ main หลักคือทักษะในกระบวานการทำในการทำงานตั้งหาก บางครั้งเขียนไม่ถูกต้องก็ต้องรบกวนคุณครูภาษาไทย เราก็แนะนำไปกระบวนการเขียนการทำบทความมาเชื่อมโยง ก็ต้องให้ครูท่านอื่นแนะนำมา บางครั้งเราก็ไม่ชำนายก็ขอช่วยครูท่านอื่น เขาก็ยินดีที่ช่วยเหลือ

(เขียนรายงานโดยไม่ยึดติด (อาจารย์ไม่ได้เน้นในส่วนนี้ จะเน้นการปฏิบัติ) )

เทคนิคให้นักเรียนทำโครงงานให้สำเร็จ

เทคนิคืที่สำคัยเมื่อเด้กมีใจในการทำงานมีความตั้งใจ ทุกอย่างไม่น่ามีปัยหา มีอะไรให้มาพูดคุยกับ เด้กสามารถพูดคุยได้เสมอ เราก็ตามดูตลอดเวลา การกำหนดระยะเวลา เช่นการส่งแบบร่างอีก 2 อาทิตยืน่ะ อีกอาทิตย์ส่งเป็น paper คือการกำหนดเด็ก ไปเรื่อยๆ พอสิ้นเทอมรูปแบบของชิ้นงานรายงานก็จะเสร็จสมบูรณื

(เริ่มจากความชอบ พอชอบก็จะตั้งใจ มีอะไรก็พูดคุยกัน มีการติดตามผลงานนักเรียน (การกำหนด))

กระประเมิน

การตรวจชิ้นงาน ซึ่งการตรวจเราก็สอนเด็กไปอีกขั้นนึง ให้เด้กมีส่วนร่วมในการประเมินชิน้งาน เด็กบางคนสงสัยว่าตัวเองได้คะแนนได้ยังไง เราก็จัดให้เด้กเอาผลงานทั้งหมดมาวางหน้าชั้นเรียน โดยที่คุณครูนั่ง ให้เด้กเรียงชิ้นงาน สมมุติ ชิ้นงานมี 30 ชิ้น คุณคิดว่าชิ้นไหนดีสุดก็ให้เด็กเรียงมา ชิ้นที่ 29 30 ชิ้นไหนดีกว่า ก้เรียงมา 30ดีกว่าก้ขึ้นมา 30 กีบ 28 ก็เรียงมา จนได้ 1 2 และ 3 ซึ่งเด้กมีส่วนร่วมในการประเมินคุณค่า และจากนั่นคุณครูก็เขาไป comment อีกทีว่าทำไม เพราะอะไร แรกๆเด้กประเมินด้วยพวกมากลาภไปตามความรู้สึก ข้อเท็จจริงก็เปลี่ยนความงามก็โดยเปิดเผย คนที่สวยจริงๆกับตกรอบเราก็เข้าไปแก้ปัญหา เราก็ต้องมาบอกชี้นำ วิจารงานให้เขารู้ เพื่อนำไปสู่กระบวนการการประเมิน ว่าคุณทำอย่างงี้ จนถึงคุณได้ระดับ a b c d

(ใช้การตรวจชิ้นหา ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการประเมิน นำชิ้นงานเรียงหน้าห้อง แล้วให้นักเรียนโหวตว่าชิ้นไหนดีที่สุด จนได้อันดับ 1 2 3 หลังจากนั่นคุณครูจึงมาแนะนำว่าทำไมจึงเป็นแบบนี้ บางครั้งเจอโกงการโหวต อาจารย์ก็มาชี้แจ้งว่าทำไมชิ้นงานที่ดีกว่าจริงๆ ให้นักเรียนเข้าใจเหตุผล)

การแก้ปัญหา

เด็กที่ทำไม่สำเร็จ 1 ด้วยเรื่องของตัว paper ไม่สมบูรณ์ตามที่เราตั้งไว้ พอไปดูตัวชิ้นงานเด็กผ่านกระบวนการทำงาน ก็ โอเคร คือการเรียบนรู้ของแต่ละคน ขีดความสามารถของแต่ละคนต่างกัน ครูก็ช่วยให้ผ่านตามเกณ เมื่อเด็กผ่านก็โอเคร คนไหนมีทักศะดีก็ส่งเสริมสู่ความเป็นเลิศใครต่ำกว่าเกณก็ช่วยเขา ดึงให้เขาผ่าน แนะนำเขา บางคนก็ต้องถึงขั้นลงไปทำให้ดู เราจะมาสอนอย่างเดียวไม่ใช่ บางครั้งเราบอกๆ เด็กสมัยใหม่เขารู้รุปแบบเป็นแบบไหน แต่ประสบการไม่มี เทคนิคบางอย่างเราก็ถ่ายทอดทางลัดให้

(กลับไปดูกระบวนการคิดกระบวนการทำของนักเรียน (กรณีผลงานไม่ผ่านเกณฑ์) มีการแนะนำ ลงมือทำให้ดู )

จุดแข็ง

ให้นักเรียนมามีส่วนร่วม มีคึวามคิดมีความสุขกับมัน บสงครั้งเด้กก้เอางานมาให้ดูว่าเป้นแบบไหน ทั้งๆที่ว่าเด้กก็ต้องไปเรียนพิเศา ก็น้อยมากที่เด้กจะเอาดีทางด้านสิลปะ ถ้าพวกสายศิลก้ วจก บัญชี การตลาด พวกนุ้น สายวิทก็แพท สถาปัต หลังๆก็มีมากขึ้น เราก็ได้สอนเขามากขึ้น เด็กสนใจสิลปะมากขึ้น จากที่เรียนตามหลักสูตร เด้กก็มากขึ้น แต่ชมรมงานศิลปะ ไม่มีของที่นี้ เพราะวิชาการนั่นเยอะมากเลยทีเดียว

(ให้นักเรียนมามีส่วนร่วม)

ปัจจัยที่ทำให้เกิด

อย่างถือว่าสำเร็จเนอะ เพราะสอนได้ 2 - 3 ปี พอมาถึงปีนี้ครูยังไม่ได้เริ่ม ด้วยบริบทของโรงเรียนความพร้อมไรเงี่ย แต่ที่ปัจจัยอย่างนึงในการสอนแบบโครงงานเราเกิด คือ 1 เราตั้งหัวข้อที่ให้เด้กมีส่วนร่วมในกระบวนการคิด ไม่ใช่ว่าครูคิดแบบบุพเพ คือแบบสำเร็จรูปให้เขา คือให้เขามีส่วนร่วมในการเรียนการสอน

(ให้เด็กมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน กระบวนการคิด จนให้นักเรียนทำเป็น ทำให้นักเรียนมีความรับผิดชอบ)

วิกิเพจหมายเลข: 194