ความเห็นล่าสุด


           ครัวหรือหน่วยงานบริการทางโภชนาการที่ตอบสนองความเป็นอยู่ในด้านอาหาร  เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่ต้องให้การบริการทั้งผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เป็นอาสาสมัครมาทำงานในโรงพยาบาลสนาม และญาติผู้ป่วยหรือผู้มาติดต่อ โดยเฉพาะอาหารของผู้ป่วยที่เป็นผู้สูงอายุและเป็นโรคที่ต้องอาศัยอาหารเฉพาะโรคในการรักษาร่วมด้วย เช่นโรคเบาหวาน ความดันโลหิต โรคไต โรคหัวใจ เป็นต้น ที่ต้องการอาหารมีคุณค่าทางโภชนาการทีครบถ้วน และเพียงพอ การตั้งโรงครัวชั่วคราวที่ทำให้การจัดการมีความยุ่งยากมากขึ้นทั้งเรื่องการหาสถานที่ เครื่องครัว การจ่ายของสดของแห้ง เป็นต้น ในภาวะเช่นนี้ผู้บริหารต้องทำให้เรื่องดังกล่าวนี้ให้ง่าย โดยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่และเป็นภารกิจขององค์กรอื่นที่ทำด้านนี้อยู่แล้ว(ในขณะเกิดภัยพิบัติ) เช่น มูลนิธิ สมาคม วัดต่างๆ ที่ตั้งใจมาช่วย โรงพยาบาลจะต้องส่งโภชนากรประสานการบริการเพื่อทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย สถานที่อาจจะใช้พื้นที่อื่นๆก็ได้ แต่ให้สามารถจัดส่งได้ตามเวลา

เนื่องจากสถานบริการทางสุขภาพในพื้นที่อาจจะอยู่ในฐานะที่ไม่พร้อมในการดูแลสุขภาพของประชาชนภายใต้สภาวะการณ์นี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และผู้นำท้องถิ่นต้องเป็นแกนนำหลักในการประสานงานและดำเนินการประสานงานเพื่อทำให้เกิดความพร้อมของ สถานที่ตั้งโรงพยาบาลฯ และที่สำคัญได้แก่บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่สนับสนุนต่างๆ ตลอดจนสาธารณูปโภคที่จำเป็น  ได้แก่น้ำสะอาด  ไฟฟ้า เครื่องมือสื่อสารที่จำเป็น เป็นต้น โดยการสื่อสารผ่านทางสื่อมวลชน และองค์กรวิชาชีพต่างๆ หรือองค์กรอื่นๆที่มีการกำหนดไว้ล่วงหน้า เช่นจังหวัดคู่แฝด โรงพยาบาลคู่แฝด อำเภอคู่แฝด[1]  ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ซึ่งได้แก่ เตียงนอนและสิ่งจำเป็นของผู้ป่วย  และครุภัณฑ์ที่สำคัญที่ใช้กับโรงพยาบาลสนาม เช่น เต็นท์สนาม โต๊ะ เก้าอี้ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องมือสื่อสาร ครุภัณฑ์ที่ใช้ในการเก็บรักษาครุภัณฑ์และวัสดุประเภทต่างๆ เป็นต้น ที่ผู้บริหารโรงพยาบาลสนามต้องวางระบบไว้ล่วงหน้า



[1] หน่วยงาน องค์กรที่มีภารกิจเหมือนกันและมีข้อตกลงที่จะช่วยเหลือกันเมื่อพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งได้รับอุบัติภัย หรือภัยพิบัติจนไม่สามารถให้การบริการของประชาชนได้ตามปกติได้ก็จะมาชวยเหลือในระยะเวลาสั้นๆและเข้าสู่ภาวะปรกติก็ส่งมอบภารกิจคืนให้หน่วยงาน องค์กรในพื้นที่

ครัว คลัง ช่าง หมอ หัวใจของการดำเนินงาน

การเตรียมความพร้อมก่อนเปิดดำเนินการ  ครัว คลัง ช่าง หมอ หัวใจของการดำเนินงาน รวมถึงพลังจิตอาสาของผู้ประกอบวิชาชีพสาขาต่างๆและอาสาสมัครอื่นๆ  การตัดสินใจว่าจะดำเนินการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามขึ้นมานั้นต้องได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ว่าระบบบริการตามปกตินั้นไม่สามารถตอบสนองต่อการเจ็บป่วยและการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในพื้นที่ในระดับจังหวัด ป้องกันภัยและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สาธารณสุขอำเภอ นายอำเภอ องค์กรภาคประชาชนที่ทำงานสาธารณกุศล เช่นมูลนิธิ สมาคมสงเคราะห์ต่างๆ ตลอดจนหน่วยงานราชการหลักต่างๆ ช่วยกันประเมินสภาวการณ์และร่วมกันพิจารณาร่วมตัดสินใจในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามพร้อมทั้งพิจารณาหาสถานที่ที่มีความปลอดภัยของคนทำงานและผู้ป่วย ผู้มาติดต่อ เป็นจุดศูนย์กลางหากเลือกได้  และสามารถเข้าถึงได้ง่าย  โรงพยาบาลสนามที่เกิดขึ้นต้องมุ่งไปในประเด็นที่อาจจะเป็นปัญหาสุขภาพและผู้จะเป็นภาระทางสาธารณสุขในพื้นที่หลักๆ[1] โดยการเชื่อมโยงข้อมูล สารสนเทศที่สำคัญกับระบบสุขภาพ  และอาสาสมัครสาธารณสุขในพื้นที่ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล  เป็นต้น พร้อมวางระบบการเคลื่อนย้ายประชากรกลุ่มดังกล่าวก่อนภัยพิบัติจะมาถึง



[1] ผู้ที่สมควรได้รับหารดูแลช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน หากไม่ได้รับการช่วยเหลือกลุ่มนี้จะเป็นภาระของประชาชนในพื้นที่เมื่อเกิดอุบัติภัย หรือภัยพิบัติและทำให้เกิดการสุญเสียในทรัพยากรมาช่วยเป็นอย่างมากเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ได้แก่ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ช่วยเหลือตนเองได้น้อยหรือช่วยตนเองไม่ได้ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก สตรีโดยเฉพาะที่ตั้งครรภ์ ู้พิการ ผู้ที่มีภาวะทางจิตผิดปกติ เป็นต้น

การบริหารจัดการโรงพยาบาลสนาม

           การบริหารจัดการโรงพยาบาลสนามที่ต้องทำงานแข่งขันกับเวลาหัวใจที่สำคัญจะอยู่ที่การประสานงานกับหน่วยงานหลักในพื้นที่อย่างมีเป้าหมาย โดยกระทรวงสาธารณสุข (หากพื้นที่กว้างหลายจังหวัด) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงาน  สถานพยาบาลหลักๆ  โรงพยาบาลประจำจังหวัด โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อประเมินความพร้อมในด้านต่างๆ ทั้งทีมงาน สถานที่ เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น การกำหนดกรอบการบริการ และการประสานทรัพยากรต่างๆ ในพื้นที่ หน่วยงานองค์กรสนับสนุนต่างๆ เช่นมูลนิธิ สถานบันการศึกษาโดยเฉพาะที่เปิดสอนทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ  และองค์กรวิชาชีพต่างๆ ตลอดจนข้อมูลสารสนเทศที่สำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งรายชื่อ ที่อยู่ วิธีการติดต่อของอาสาสมัครสาธารณสุข ผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆ ผู้พิการในพื้นที่  เด็กและผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ เป็นต้น ที่ไม่สามารถจะช่วยเหลือตนเองได้เมื่อเกิดภัยพิบัติ  ผู้ป่วยและผู้ด้อยโอกาสกลุ่มนี้สมควรได้รับการดูแลเป็นกลุ่มแรกๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเคลื่อนย้าย การจัดการเรื่องที่พักอาศัยในพื้นที่อพยพ ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดภารการช่วยเหลือเมื่อต้องเผชิญกับภัยดังกล่าว  การระดมทรัพยากรด้านต่างๆในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัคร สถานที่ พาหนะการขนส่ง อาหารและน้ำ เป็นต้น โดยแกนนำในการประสานงานหลัก และสาธารณสุขอำเภอ ตลอดจนผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นต้น

ศักยภาพของโรงพยาบาลสนาม

          โดยปกติโรงพยาบาลสนามจะมีภารกิจของตนเองชัดเจน เช่นโรงพยาบาลสนามที่อยู่ส่วนหน้าพื้นที่ทำการรบ ในภาวะสงคราม หรือโรงพยาบาลสนามในพื้นที่การเกิดการจลาจลก็จะเน้นหนักไปทางศัลยกรรมทั่วไป และศัลยกรรมกระดูก ในสมัยก่อนการคมนาคมยังไม่สะดวกก็จะเป็นโรงพยาบาลเฉพาะโรคทางศัลยกรรม   โรงพยาบาลสนามที่จะรองรับประชาชนในขณะเกิดสงคราม ซึ่งจะมีศักยภาพลดลงจากโรงพยาบาลสนาม/โรงพยาบาลศัลกรรมที่อยู่ในส่วนหน้าของทหาร  หรือโรงพยาบาลสนามสำหรับการเกิดอุทกภัย วาตภัย ก็จะเน้นที่จะให้การดูแลผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บทั่วไปที่เกิดจากน้ำ เช่นน้ำกัดเท้า ท้องร่วงที่เกิดจากการบริโภคน้ำที่ไม่สะอาด เป็นต้น  หรือโรงพยาบาลที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับการเกิดโรคระบาดก็จะมุ่งจัดการบริการในกรณีของการเกิดโรคนั้นๆ เช่น การจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม(Non-traditional site)[1] เพื่อรองรับการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ระบาด  เป็นต้น และโดยปกติของโรงพยาบาลสนามในทุกภารกิจจะมีการเพิ่มเติมศักยภาพการให้บริการทางจิตเวชในทุกๆโรงพยาบาลสนามที่ตั้งขึ้นมา ศักยภาพของโรงพยาบาลสนามแต่ละแห่งจะมีศักยภาพ[2] ในระดับที่ไม่น้อยกว่า 2.1 กล่าวคือจะต้องมีผู้ประกอบวิชาชีพหลักๆทางการแพทย์ครบทุกสาขา(เวชกรรม เภสัชกรรม พยาบาล) โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางเวชกรรมจะมีแพทย์ทั่วไปให้บริการเป็นหลัก หรืออาจจะมีศักยภาพถึงระดับ 2.2 ที่เพิ่มเติมผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมบางสาขาหลักเข้ามา ได้แก่ทางอายุรกรรม สูติ-นรีเวชกรรม และกุมารเวชกรรม หรือระดับ F1[3] เพื่อทำให้ศักยภาพของโรงพยาบาลฯเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่พบมากกับประชากรของประเทศ เช่นผู้ป่วยโรคเบาหวาน หัวใจและหลอดเลือด โรคไต หรือโรคมะเร็ง เป็นต้น ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผู้ด้อยโอกาสก็มีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องจากผู้ประกอบวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญเป็นการเฉพาะเช่นกัน การให้บริการดังกล่าวที่เป็นการให้บริการในการเจ็บป่วยแบบปกติที่ผู้ป่วยมีอาการเจ็บป่วยคงที่ ดังนั้นการตั้งโรงพยาบาลสนามในกรณีนี้จึงมักจะตั้งอยู่ในศูนย์พักพิงที่อพยพประชาชนออกมาจากพื้นที่ที่ได้รับภัยพิบัติดังกล่าว และหากเกิดภาวะเร่งด่วนฉุกเฉินของผู้ป่วยโรงพยาบาลสนามต้องวางระบบการส่งต่อให้เชื่อมโยงกับสถานบริการที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่เกิดภัย หรืออยู่ในพื้นที่และให้บริการได้ตามปกติ (Referral Hospital Cascade)



[1] โปรดดูรายละเอียดใน “แนวทางการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม (Non-traditional site)”. กระทรวงสาธารณสุข.

[2] โปรดดูรายละเอียดใน “ศักยภาพโรงพยาบาล” ในหนังสือ การบริหารโรงพยาบาล 1  

[3] โปรดดูรายละเอียดใน “คณะกรรมการอำนวยการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ”.

          โรงพยาบาลสนามนี้จัดว่าเป็นองค์กรบริการสุขภาพที่เข้ามามีบทบาทในการเติมเต็มในการดูแลสุขภาพของประชาชนเสริมให้แก่โรงพยาบาลหลักๆ ในพื้นที่ที่ไม่สามารถทำภารกิจดังกล่าวได้ดีเท่าที่ควรหรือทำไม่ได้เลยเมื่อเกิดภัยพิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้น เช่นโรงพยาบาลถูกน้ำท่วม โรงพยาบาลอยู่ในพื้นที่ของการรบซึ่งอาจจะเกิดอันตรายต่อเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลนั้นๆ และประชาชนที่มารับบริการใน โรงพยาบาล

         สนามที่ตั้งขึ้นแต่ละครั้งจะมีการกำหนดนโยบายอย่างมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะในระดับพื้นที่  และเป้าหมายตลอดวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์สถานการณ์ของภัยพิบัติที่เกิดขึ้น  การบริหารจัดการที่ละแต่ครั้งก็ต้องให้ตอบสนองและสอดคล้องกับอุบัติภัยดังกล่าวนั้น เช่นในกรณีน้ำท่วมก็จะเน้นการดูแลผู้ป่วยโรคทั่วไป และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ตลอดจนทางจิตเวชที่มีความจำเป็นในทุกครั้งของการตั้งโรงพยาบาลสนาม หรือกรณีเกิดสงครามก็จะเน้นทางศัลยกรรม เพิ่มขึ้นในพื้นอยู่ใกล้พื้นที่รบ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยทางสุขภาพระดับหนึ่งที่จะดูแลปะชาชนที่ได้รับการบาดเจ็บจากสงครามและอุบัติเหตุจากการเดินทางเพื่อหนีภัยดังกล่าว  ซึ่งทางการทหารก็มักจะจัดตั้งโรงพยาบาลสนามของตนเองเพื่อรองรับการเจ็บ การบาดเจ็บจากการปฏิบัติภารกิจด้วย[1]  หรือการตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อรองรับการเจ็บป่วยอันมีเหตุมาจากการรั่วไหลของสารเคมีของโรงงานที่เกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้าง หรือการประท้วงที่เกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้างเกิดการเจ็บป่วยและบาดเจ็บจำนวนมาก เป็นต้น



[1] เมื่อเกิดการรบระหว่างประเทศ หรือการรบในประเทศที่เป็นบริเวณกว้าง ฝ่ายทหารโดยกองทัพ และกรมการแพทย์ทหารจะตั้งโรงพยาบาลขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อดูแลการเจ็บป่วยของทหารที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่และการบาดเจ็บจากการทำการรบ การต่อสู้กับศัตรู/ข้าศึก เรามักจะเรียกโรงพยาบาลที่ตั้งขึ้นในลักษณะนี้ว่า โรงพยาบาลสนาม หรือโรงพยาบาลศัลยกรรม

ความหมายและความสำคัญ

          โรงพยาบาลสนาม หมายถึงสถานพยาบาลที่มีเตียงไว้สำหรับรับผู้ป่วยไว้ค้างคืน เป็นที่ทำงานของบุคลกรทางการแพทย์วิชาชีพต่างๆ ให้การบริการทั้ง 4 มิติ  ทั้งการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นในสภาพปกติ และเกิดจากอุบัติเหตุ ที่เชื่อมโยงการดูแลผู้ป่วยทั้งที่โรงพยาบาล และที่บ้าน ในช่วงเวลาสั้นที่เกิดภัยพิบัติต่างๆ (พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541, องค์การอนามัยโลก, วิศิษฎ์ พิชัยสนิธ. 2536) ดังนั้นโรงพยาบาลสนาม จึงได้แก่สถานบริการสุขภาพที่มีเตียงไว้รับผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บค้างคืนที่ตอบสนองต่อการเจ็บป่วยและอุบัติเหตุในยามที่ไม่ปกติ โดยมีผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์วิชาชีพต่างๆ ที่มาจากหลายแห่งหลายหน่วยงาน ผ่านกลไกการอาสาสมัครเข้ามาทำงาน ในกรณีที่มีเหตุการณ์ ทำให้กลไกการทำงานของสถานพยาบาลที่มีอยู่ไม่สามารถทำงานได้ตามจุดมุ่งหมายได้ อันมีเหตุมาจากภัยธรรมชาติ หรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ บางครั้งก็อาจจะเรียกว่าโรงพยาบาลรองรับภัยฉุกเฉิน โรงพยาบาลเฉพาะกาล โรงพยาบาลเฉพาะกิจ    เป็นต้น โรงพยาบาลในลักษณะนี้จะเปิดให้บริการตลอดเวลา (24 ชม.) ในช่วงสั้นๆตั้งแต่ 10 วัน จนถึง 2-3 เดือน และเมื่อเสร็จภารกิจแล้วก็ส่งมอบภารกิจหรือพื้นที่คืนให้แก่สถานพยาบาลหลักๆ ที่ดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่นั้นๆ การจัดตั้งโรงพยาบาลสนามขึ้นมาโดยทั่วไปภาคราชการโดยกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหรือเอกชน[1]  หรือเป็นการบูรณาการทั้งภาคราชการ เอกชน มูลนิธิซึ่งจะเห็นความร่วมมืออย่างเต็มใจ จริงใจของผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆ ที่แสดงบทบาทเป็นอาสาสมัครเข้ามาทำงานในโรงพยาบาลสนามนั้นๆ



[1] ในกรณีโรงพยาบาลสนามสร้างขึ้นโดยภาคเอกชนต้องอยู่ภายใต้การดูแลประสานงานของกระทรวงสาธารณสุขในส่วนภูมิภาคได้แก่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ในกรุงเทพมหานครได้แก่สำนักงานแพทย์ทั้งนี้เนื่องจากโรงพยาบาลสนามจะต้องดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง และในความรับผิดชอบแง่กฎหมายขาดความชัดเจน

          โรงพยาบาลสนาม (Field Hospital)/รองรับภัยฉุกเฉิน/เฉพาะกิจ โรงพยาบาลที่ตั้งขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อรองรับการการเจ็บป่วย บาดเจ็บของประชาชนที่เกิดขึ้นมาก่อนแล้ว และจากการเกิดเหตุการณ์ที่เป็นภัยพิบัติทั้งที่เป็นธรรมชาติ เช่น อุทกภัย วาตภัย แผ่นดินไหว สึนามิ เกิดโรคระบาด เป็นต้น และเกิดขึ้นจากการดำเนินการของมนุษย์โดยตรง สงคราม จลาจล ภัยจากการรั่วของสารเคมี ภัยจากการขนส่ง การดำเนินงานของโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น  ที่ส่งผลถึงสุขภาพและการดำรงชีวิตปกติของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆ หรือขยายผลออกไปในวงกว้างออกไปทั่วทั้งจังหวัด หรือภูมิภาค ระบบบริการสุขภาพเดิม หรือสถานบริการสุขภาพที่มีอยู่ไม่สามารถทำงานให้ตอบสนองต่อพันธกิจ ให้บรรลุเป้าหมายได้อันเนื่องมาจากอุปสรรคดังกล่าว หรือต้องทำการอพยพออกจากที่ตั้งเพื่อความปลอดภัย หรือการดำเนินงานที่มากเกินกำลังอันเนื่องจากปริมาณงานของโรงพยาบาลในพื้นที่นั้นๆเพิ่มมากขึ้นเกินกว่าศักยภาพของโรงพยาบาลที่มีอยู่เป็นอย่างมาก ระบบการส่งต่อไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างเช่นภาวะปกติ จึงมีความจำเป็นต้องจัดตั้งโรงพยาบาลสนามขึ้นมาเพื่อรองรับการเจ็บป่วยของประชาชนที่เกิดขึ้นอยู่ก่อนหน้านี้อยู่แล้ว เช่นผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆที่ต้องการดูแลอย่างต่อเนื่อง และเกิดการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บจากภาวะเหตูการณ์ดังกล่าว ตลอดจนเด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุที่มีข้อกำกัดในการช่วยเหลือตนเอง และจะเป็นภาระอุปสรรคเป็นอย่างมากเมื่อเกิดภัยดังกล่าว  โรงพยาบาลสนาม จะตั้งขึ้นในช่วงระยะเวลาส้นๆไม่เกิน 60-90 วัน และส่งมอบภาระงานให้แก่สถานบริการสุขภาพหรือโรงพยาบาลพื้นที่เมื่อเข้าสู่ภาวะปกติ เราเรียกโรงพยาบาลที่ตั้งขึ้นในลักษณะนี้ว่า โรงพยาบาลสนาม หรือโรงพยาบาลรองรับภัยฉุกเฉิน หรือโรงพยาบาลเฉพาะกิจ...


 

ติดตามการทำงานอย่างมีคุณภาพอย่างต่อเนื่องแล้วรู้สึกอุ่นใจแทนชาวบ้าน ที่มองเห็นความปลอดภัยในแต่เรื่องที่อาจารย์ได้ทำมา ดีมากเลยให้กำลังใจทุกท่านนะครับ

อาผมมีอาชีพเจาะยางทำอย่างที่อาจารย์ว่าไว้ เพื่อเอาน้ำยางมาทาฝาบ้าน (30 กว่าปีมาแล้ว)ท่านเสียไปเมื่อ 20 ปีที่แล้วบ้านแม่ผม ก็เลยมาใช้สีของบริษัทดังๆมีทาฝาบ้านเพื่อรักษาเนื้อไม้ฝาบ้าน ที่จริงไม้ฝาบ้านแม่ก็เป็นไม้ยางนาเช่นกัน บ้านแม่หลังนี้ก็ เกือบ 40 ปีแล้วไม้ยางเริ่มกรอบ (น่าจะหมดอายุ) สีที่นำมาทาใหม่ก็หลุดออกเป็นชิ้นๆ แม่ท่านบอกเหมือนอย่างที่ท่านพุทธทาสกล่าวไว้ "มันก็เป็นของมันเช่นนั้น"

เรื่องอารูปขึ้น ผมก็มีปัญหาอยู่หมือนกันเป็นความลำบาก ท่านอาจารย์ขจิต ฝอยทอง ท่านเมตตาผมในการสอนเอารูปขึ้น ท่านช่วยอาจารย์ได้แน่นอนเพื่อเอาสิ่งดีๆมาแบ่งปันกัน

http://www.gotoknow.org/profiles/users/khajitfoythong

อาผมมีอาชีพเจาะยางทำอย่างที่อาจารย์ว่าไว้ เพื่อเอาน้ำยางมาทาฝาบ้าน (30 กว่าปีมาแล้ว)ท่านเสียไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว บ้านพ่อ-แม่ผม ก็เลยมาใช้สีของบริษัทดังๆมีทาฝาบ้านเพื่อรักษาเนื้อไม้ฝาบ้าน ที่จริงไม้ฝาบ้านพ่อ-แม่ก็เป็นไม้ยางนาเช่นกัน บ้านหลังนี้ก็ เกือบ 40 ปีแล้วไม้ยางเริ่มกรอบ (น่าจะหมดอายุ) สีที่นำมาทาใหม่ก็หลุดออกเป็นชิ้นๆ แม่ท่านบอกเหมือนอย่างที่ท่านพุทธทาสกล่าวไว้ "มันก็เป็นของมันเช่นนี้"

เรียนท่านผู้รู้ที่เคารพทุกท่าน ช่วยกรุณาให้ความกระจ่างคุณนัท ด้วยครับผมเองก็รู้แบบผู้สนใจและมีประสบการณ์ตามที่อาผมที่เคยมีอาชีพรับซื้อน้ำยางได้เล่าให้ฟัง ส่วนธรรมชาติของต้นยางนานั้นก็ไม่ทราบมากนั้นว่าระบบรากเป็นอย่างไรและทนทานต่อน้ำท่วมได้หรือไม่ ผู้ที่มีประสบการณ์ช่วยให้ความรู้ผมและคุณนัท ด้วยครับ 

ทีมงานใช้เวลา 2 อาทิตย์ที่ประสานงานกับโรงงานที่ให้ความสนใจและในอาทิตย์นี้เราเริ่มประสานงานกับภาคีที่เป็นส่วนหนึ่งในการการทำให้เกิดความปลอดมาขึ้นในการทำงานของโรงงานอุตสาหกรรม และชุมชนที่อยู่รอบๆโรงงานและจะได้ร่วมกันจัดทำยุทธศาสตร์ร่วมกันของโรงงานและภาคีหุ้นส่วน ซึ่งประกอบด้วย  ฝ่ายสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม สมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนันและผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุข และผู้ที่ให้ความสนใจที่เป็นมิตรต่อการดำเนินการดังกล่าว ประมาณ 15 ท่านรวมอาจารย์จากมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ อีก 4-5 คน รวมแล้วน่าจะ 20 คน

ใช้พื้นที่ของโรงงานที่อยู่ในตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ในวันที่ 16 สิงหาคม 2554

        ผมเริ่มชวนให้ผู้เข้าร่วมประชุมให้ทำความรู้จักกันเสียก่อนโดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที่ที่มีประธานเปิดงานและผู้ติดตามและอาจารย์ที่มาร่วมการเรียนรู้ร่วมด้วย ซึ่งสิ่งนี้หากทำได้ดีทุกคนที่ไม่เคยรู้จัดและได้คุยกันอย่างสบายๆก็ทำให้งานเราเดินไปได้ด้วยดีทั้งวัน ทั้งหมดประมาณ 30 คน รวมด้วยของผมด้วย การแนะนำด้วยผ่านผู้แทนของกลุ่มที่พึงรู้จัดกันผ่านกิจกรรมดังกล่าว กิจกรรมนี้มาจบลงตรงที่ผู้อาวุโสในห้องกล่าวอวยพรวันเกิดผู้ที่เกิดในอาทิตย์นี้ 3 ท่าน

        การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ไม่ว่าจะทำยุทธศาสตร์องค์กรไหนหรือบางครั้งก็เป็นองค์กรร่วมอย่างเช่นครั้งนี้ก็เป็นการจัดทำยุทธศาสตร์ความร่วมมือของโรงงานอุตสหกรรมและชุมชนชุมชนที่อาศัยอยู่รอบโรงงานและได้รับผลกระทบการการดำเนินงานของโรงงาน ดังนั้นหน่วยศึกษาก็ต้องขยายออกไปให้ครอบคลุมทั้ง 2 ประการต่อมาต้องวิเคราะห์สภาวการณ์ก่อนว่าปัจจุบันเราอยู่ตรงไหน ผลที่ได้ออกมาก็เป็นจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคที่สท้อนให้เห็นทั้งในหน่วยศึกษาและภายนอกที่ห่อหุ้มโรงงานและชุมชน

 

มีสิ่งดีงามที่ผู้ใหญ่ท่านเมตตาให้รับใช้สังคมในเรื่องการดูแลสุขภาพของนักศึกษาที่มหาวทยาลัยฯครับ พอหน่วยงานนั้นตั้งตัวได้โดยไม่ต้องเอาเงินจากมหาวิทยาลัยฯมาบริหารแล้วผมต้องกลับมาทำหน้าที่เป็นอาจารย์และนักศึกษาเพื่อเร่งทำวิทยานิพนธ์ให้แล้วเสร็จ เวลาที่องค์กรภายนอกมาประเมินปริญญาโทที่เรียนมามันใช่อะไรไม่ได้เลยต้องเร่งที่จะเพิ่มคะแนนให้กับคณะฯ ที่สังกัดอยู่ครับ

งานบริการวิชาการก็เป็นอีกบทบาทหนึ่ง ก็ได้อาศัยพื้นที่อย่างนี้เปิดชุมชนให้โรงงานอุตสาหกรรม และชุมชนได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันได้ด้วยความวางใจ

ตรงนี้เป็นการทำงานเสมือนจริง การฝึกงานในวิชานี้ก็เหนื่อยหน่อยเป็นความรับผิดชอบงานในหน้าที่นั้นๆ งานเยอะและหนักเวลาที่ทำงานจริงๆก็จะเป็นอย่างนี้แหละ

ผมอยากให้พิจารณาในคุณค่างานที่เราทำในวนนี้มันส่งผลไปถึงใครบ้าง ตัวเราเอง (ได้เรียนรู้ ประสบการณ์)ผู้ป่วย (ความสดวกสบาย ความปลอดภัย)โรงพยาบาล (ได้ความไว้วางใจจากผู้ป่วย ญาติ สงคม) และสังคมที่เราได้อาศัยอยู่ (การเกื้อกูลซึ่งกันและกันตามภารหนาที่) นั้นรวมถึงมหาวิทยาลัยของเราด้วย (ได้ตอบแทนผู้ที่มีความเมตตาบริจาคเงินมาสร้างมหาวิทยาลัยแห่งนี้ให้เราได้ศึกษา) ก็เห็นความเชื่อมโยงงานที่เราทำที่เหนื่อย งานเยอะมากและเห็นว่าหนักนั้นมันมีคุณค่ามากเหลือเกิน นี้เป็นการรับใช้สงคมอย่างหนึ่งจากงานที่เราได้ทำ นี้เป็นความจริงที่ก่อให้เกิดความดี และความงาม

สวัสดีครับอาจารย์ เช่นเดียวกันครับ ผมไม่มีโอกาศไปที่ป่าติ้วอีกเลย ผ่านไป  ผ่ามมาที่ยโสธรบ้าง อำนาจ มุกดาหาร อุบล แบบเช้าทำงาน เย็นกลับ เลยเสียโอกาสได้พบกันครับ

ที่ผ่านมาผมเปลี่ยนเครื่องคอม ทำให้ผมจำรหัสไม่ได้ เข้าระบบไม่ได้ เลยหายหน้าไปพักใหญ่ฯ มีอะไรที่ผมช่วยแต่งเดิมความสมบูรณ์ในภารกิจของอาจารย์ หน่วยงาน โรงพยาบาล และสังคมได้ยินดีนะครับ

ฝากความระลึกถึงทุกท่านครับ

มาร่วมกันให้ชีวิตแก่ตัวเราเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่งต่างๆ

ด้วยการปลูกและรักษาต้นไม้ เพื่อผลิตอากาศให้เราได้หายใจ

ดีครับใครมีและต้องการแบ่งปันให้คนอื่นเอาไปใช้ก็ที่คุณกฤช ติดต่อที่ 087 - 1414 345 หรือ 086 - 8211 511 หรือเก็บเอาไว้เพื่อลดความร้อนก็ดี

ในวันที่ 18 สิงหาคม 2553 ผมต้องเดินทางกลับไปที่หาดใหญ่อีกครั้งที่จริงจะต้องไปบ่อยมากยิ่งขึ้นเมื่อโครงการธรรมาภิบาลได้เริ่มเดินแล้ว ครั้งนี้มีเป้าหมายของภาระกิจอยู่ 3 อย่าง ได้แก่ สรุปเกณฑ์ที่ใช้ในการคัดเลือกโรงงานที่เข้าร่วมโครงการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ริมลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา และคลองสำโรง ประการที่ 2 ประกาศชื่อโรงงานที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดคัดเลือกมาอยู่ในโครงการฯและมาร่วมงานในวันนี้ ทั้งสิ้น 10 โรงงาน และประการที่ 3 คือการนำพาเรียนรู้เรื่องเกณฑ์ธรรมภิบาลสิ่งแวดล้อมของโรงงาน และประการที่ 3 นี้เองที่มีเป้าหมายย่อยๆ 2 อย่างได้แก่ ทำให้สมาชิกที่เข้ามาเรียนรู้ รู้และเข้าใจเกณฑ์ธรรมมาภิบาลสิ่งแวดล้อมที่เป็นเครื่องมือในการทำงาน และวิธีใช้เครื่องมือดังกล่าว

ในภาระกิจครั้งนี้มีคนเข้ามาร่วมเรียนรู้อยู่ 2 กลุ่มได้แก่โรงงานอุตสาหกรรม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ในอนาคตองคฺการปกครองส่วนท้องถิ่นจะได้เข้ามาดูแลในส่วนนี้ ผมดูจากแบบประเมินมีอยู่ทั้งสิ้น 18 คน และใช้เวลาในการเรียนรู้ประมาณ 3 ชั่วโมง

หลักการของเกณฑ์การประเมินธรรมภิบาลสิ่งแวดล้อม จะมีอยู่ 7 ประเด็นซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1. ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

1.1  ข้อมูลการจัดการมลภาวะที่เหมาะสม

1.1.1        มีข้อมูลการจัดการมลภาวะ น้ำ อากาศ กาก เสียง สารเคมี กลิ่น

1.2  ช่องการในการเปิดเผยข้อมูลและการเข้าถึงข้อมูล

1.2.1        เปิดเผยข้อมูล ณ สถานประกอบการ พื้นที่ชุมชน วัด โรงเรียน สถานีอนามัยและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยผ่านเว๊บไซต์

2. ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

2.1  แจ้งข้อมูลเมื่อการประกอบการ ก่อ อาจก่อให้เกิดผลกระทบ

2.1.1        แจ้งหน่วยงานราชการ สถานประกอบการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

2.2  ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

2.2.1        ชุมชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น เสนอแนะแนวทางในการแก้ปัญหาสถานประกอบการ

3. ความโปร่งใส

3.1  มีข้อมูลมลภาวะ

3.1.1        มีข้อมูลการจัดการมลภาวะทางน้ำ อากาศ กาก เสียง สารเคมี

3.2  เปิดเผยข้อมูล

3.2.1        มีการเปิดเผยข้อมูล ณ สถานประกอบการ พื้นที่ชุมชน

 4. ความรับผิดชอบต่อสังคม

4.1  แสดงความรับผิดชอบเมื่อกิจการก่อผลกระทบต่อสังคม

4.1.1        ปรังปรุงแก้ไขและรับผิดตามกฎหมาย

4.2  มีช่องทางในการแสดงความคิดเห็นและมีกระบวนการในการตอบสนองข้อร้องเรียน

4.2.1        มีช่องทางรับฟังข้อร้องเรียนที่สถานประกอบการ

4.2.2        มีการนำเรื่องร้องเรียนเข้าสู่กระบวนการแก้ไขป้องกัน

4.2.3        ผู้ร้องเรียนได้รับข้อชี้แจง

5. นิติธรรม

5.1  มีการจัดการด้านมลภาวะเป็นไปตามกฎหมาย

5.1.1        มีข้อมูลตรวจวัดมลภาวะ

5.2  มีการจัดการด้านความปลอดภัยเป็นไปตามกฎหมาย

5.2.1        มีเอกสารรับรองความปลอดภัย

6. ความยุติธรรม

6.1  การจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม

6.1.1        การอนุรักษ์พลังงานและการประหยัดทรัพยากร

6.2  คืนประโยชน์ให้สังคม

6.2.1        มีการตอบสนองทางด้านที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่นจัดนิทรรศการ สาธารณประโยชน์ต่างๆ โดยเน้นชุมชนที่โรงงานตั้งอยู่

7. ความยั่งยืน

7.1  ผู้ประกอบการประกอบกิจการอย่างมีสำนึก ไม่มีผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

7.1.1        ผู้ประกอบการประกอบการโดยยึดหลักธรรมาภิบาล

7.2  ลดปัญหาการร้องเรียน

7.2.1        การร้องเรียนน้อยลงหรือไม่มี

7.3  ผู้ประกอบการและชุมชนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

7.3.1        ผู้ประกอบการและชุมชนร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมและสังคมอย่างยั่งยืน

ที่จริงก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากนัก และต้องทำความเข้าใจภายใต้บริบท(context) ของโรงงานที่ผมต้องปรับตัวที่จะหาองค์ความรู้มาประกอบการยกตัวอย่างให้เห็นความปลอดภัยองคนทำงานและชาวบ้านที่อยู่รอบๆโรงงาน และผ่านพ้นไปได้ด้วยดีโรงงานก็มีความเข้าใขเกณฑ์ และน่าจะนำเกณฑ์ไปใช้ได้ผมดูข้อมูลจากแบบประเมิน และผมต้องตามลงไปสร้างกระบวนการเรียนรูที่โรงงานและภาคีเครือข่ายอีกและก็ได้ลงไปมาแล้วเมื่อ 9 สิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา

อาทิตย์สุดท้ายของการฝึกงานสหกิจศึกษาแล้ว เป็นสัปดาห์แห่งการชื่นชมยินดีที่เอาผลงานไม่ว่าจะเป็นผลการดำเนินงานตามโครงการพัฒนา หรือผลการวิจัยนำเสนอท่านผู้บริหารโรงพยาบาล และการลาอาจารย์พี่เลี้ยง พี่ๆทุกคนที่ช่วยทำให้งานของเราบรรลุความสำเร็จ

นอกจากเอกสารที่เราต้องจัดทำส่งโรงพยาบาลแล้ว ผมอยากเห็นนักศึกษาของสาขาวิชาบริหารโรงพยาบาลบันทึกเรื่องราวที่ได้เรียนรู้ทั้งในเรื่องงาน ชีวิตความเป็นอยู่ตอดเวาล เกือบ 4 เดือน ที่ได้รับความเมตตาจากผู้ที่คิดดีและหวังดีต่อเราเหมือนอย่างที่นักศึกษาเคยบันทึกเรื่องราวดีๆที่หัวเฉียวฯเมื่อปีที่แล้ว มาเป็นเรื่องราวดีๆที่โรงพยาบาล...  ที่เราได้เข้าไปเรียนรู้และส่งมอบให้กับโรงพยาบาลพร้อมเอกสารโครงการ/งานวิจัดที่จะส่งให้โรงพยาบาล.....

นักศึกษาทุกคนเดินทางมาถึงอาทิตย์สุดท้ายแล้ว อาทิตย์หน้านำเสนอผลการดำเนินงานตามโครงการพัฒนา หรืองานวิจัยที่นักศึกษาได้ทำไว้พร้อมทั้งจัดทำรูปเล่มเพื่อกลับมานำเสนอให้คณาจารย์ที่สาขาวิชาอีกครั้งหนึ่ง

เก็บเอาประสบการณ์การทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล การให้บริการลูกค้าผูรับบรอการ ความรู้สึกดีๆ ความประทับใจเอาไว้ในความทรงจำและเขียนเป็นบันทึกเรื่องราวต่างๆเหล่านั้นเพื่อเอามาเรียนรู้ต่อไป

ขอให้ทุกคนเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

พบกันที่มหาวิทยาลัยในวันที่ 20 กันยายน 2553

ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมที่นำมาใช้เป็นโครงการนำร่องของกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งจังหวัดสงขลา โดยอุตสาหกรรมจังหวัดเป็นผู้ดูแลโครงการ ผ่านบริษัทที่ปรึกษาขึ้นทะเบียน พร้อมทั้งมอบหมายให้ทีมงานคณะสาธารณสุขศาสตร์และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และทีมงานในการนำพาให้ภาคีหุ้นส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วยโรงงานอุตสาหกรรม สถานบันการศึกษา ผู้นำชุมชนที่อยู่รอบๆโรงงาน ผู้แทนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น

รางวัลธรรมาภิบาลองค์กรนั้นหน่วยราชการผมคิดว่า กพร.ของกรมโรงงานฯ จะเป็นผู้ออกมาประเมิน เกณฑ์มารตฐานนั้นมีองค์ประกอบหลักๆ มีอยู่ 7 ประเด็น และยังมีประเด็ยย่อยๆอีกผมจะค่อยๆแจ้งให้ทราบ ความขลังนั้นก็ไม่ค่อยแน่ใจหรอกครับ แต่ที่เน้นมากก็คือการมีส่วนร่วมของภาคีหุ้นส่วนหลักต่างๆตรงนี้ก็น่าจะเป็นหลักประกันว่าประชาชนจะอยู่ร่วมกับชาวบ้านได้อย่างปรกติสุขระดับหนึ่ง  เจ้าของโรงงานนั้น ตอนนี้ทีมงานเราพึ่งได้รายชื่อโรงงานหลังจากที่เอาเกณฑ์ที่ทุกคนช่วนกันคิดให้ทางจังหวัดใช้คัดเลือกมา และเจ้าของโรงงานคงจะค่อยรายงานให้ทราบ การมีประโยชน์อื่นแอบเอาไว้นั้น ในเบี้องต้นเราต้องยอมรับระบบราชการที่ทำหน้าที่แทนประชาชนตรงนี้

ภารกิจแรกของทีมงานก็คือการกำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือกโรงงานที่ตั้งอยู่ริมน้ำคลองอู่ตะเภอ และคลองสำโรง ที่รับน้ำจากอำเภอสะเดา อำเภอหาดใหญ่ และอำเภอเมืองสงขลา ลงสู่อ่าวไทย

ในวันที่ 18 สิงหาคม 2553 ณ.ห้องประชุมทับทิมสยาม โรงแรมสยามเซ็นเตอร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยมีภาคีหุ้นส่วน ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนจากสถาบันการศึกษา ผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนจากส่วนราชการ ผู้แทนจากโรงงาน และประชาชนทั่วไป จำนวน  71 คน

ผู้แทนภาคีหุ้นส่วนได้เรียนรู้ร่วมกันในเรื่องที่มา ความหมาย ความสำคัญ และเกณฑ์ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมหลักในเบื้องต้น และได้ร่วมกันเรียนรู้ ในการดำเนินงานของสถานประกอบการ/โรงงาน ตลอดจนการดำเนินงานของโรงงานอย่างไรที่ทำให้เกิดความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่โรงงาน และประชาชนที่อาศัยอยู่ในท้องที่ที่โรงงานตั้งอยู่ โดยผ่านกิจกรรมการร่วมกันกำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือกโรงงานเข้าร่วมโครงการ และผู้ที่ส่งเกณฑ์ที่ตนเองเห็นว่ามีความเหมาะว่าจะให้เกณฑ์เหล่าใช้ในการคัดเลือกโรงงานอุตสหกรรมเข้าร่วมโรงการ “การเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมของโรงงานสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลาปี 2553” จำนวน 58 คน พร้อมนำข้อมูลที่ได้มาประมวลผล ดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

เกณฑ์

ภาคีหุ้นส่วน

รวม

การศึกษา

อปท

ร.ง.

ราชการ

อื่นๆ

 

1. มีระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพ

23

4

6

1

3

37

2. มีระบบการกำจัดขยะที่ถูกต้อง

16

4

6

2

-

28

3. มีการจัดการเรื่องกลิ่นไม่พึ่งประสงค์

15

2

9

-

-

26

4. การจัดการเรื่องฝุ่น ควัน ละออง

7

5

9

2

3

18

5. มีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ได้มาตรฐาน

2

5

2

1

3

11

6. คุณภาพน้ำทิ้งได้มาตรฐาน

3

2

2

-

2

9

7. ประชาชนที่ส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมรอบๆ และในโรงงาน

3

3

1

1

1

9

8. เคยมีการร้องเรียน

-

2

1

2

2

7

9. มีระบบการเฝ้าระวังสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อเจ้าหน้าที่ในโรงงาน และประชาชนรอบๆโรงงาน

-

3

1

-

2

6

10. มีความรับผิดชอบทางสิ่งแวดล้อมต่อชุมชนที่ชัดเจน

1

2

1

1

2

6

11. มีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

4

1

1

-

-

6

12. มีการตรวจสุขภาพพนักงานทุกปี และนำเอาผลการตรวจมาใช้ในการปรับปรุงระบบฯ

2

-

2

1

1

6

13. มีอุบัติเหตุจากการทำงานบ่อยๆ

2

4

-

-

-

6

14. มีระบบการนำของที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่

3

1

1

-

-

5

15. มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยประจำโรงงาน

1

-

4

-

-

5

16. มีระบบในการควบคุมสารเคมีที่นำออกนอกโรงงาน

1

1

3

-

-

5

17. มีระบบการจัดการของเสีย

1

-

3

-

-

4

18. ปฏิบัติตามกฎหมาย

2

1

-

1

-

4

19. มีการเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพประชาชนที่อาศัยอยู่รอบโรงงาน

1

2

-

-

-

3

20. มีระบบที่ไวพอในการจัดการปัญหาสิ่งแวดที่เกิดขึ้น ทั้งในโรงงาน และชุมชน

1

1

-

1

-

3

21. มีโครงการประหยัดพลังงาน

-

-

2

-

-

2

22. มีสวนสุขภาพในโรงงาน

-

-

2

-

-

2

23. มีระบบการจัดการทรัพยากรนำเข้าอย่างมีประสิทธิภาพ

1

-

1

-

-

2

24. มีสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อการทำงาน

-

-

1

-

-

1

25. มีนโยบายสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยที่ชัดเจน

-

-

1

-

-

1

26. ไม่ให้สินบนผู้นำชุมชน ท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่รัฐ

-

1

-

-

-

1

27. ไม่ใช้อิทธิพล

-

1

 

-

-

1

28. มีการน้ำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วมาใช้ให้เป็นประโยชน์

-

-

1

-

-

1

29. มีการตรวจสอบความปลอดภัยจากภายนอกอยู่เสมอ

-

-

1

-

-

1

30. มีกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

 

 

1

-

-

1

31. มีการเผยแพร่จำนวนเครื่องจักร และพนักงาน

1

-

-

-

-

1

32. มีการพัฒนาความรู้พนักงานและชุมชน

-

-

1

-

-

1

33. มีการประชาสัมพันธ์การดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ

1

-

-

-

-

1

34. ไม่มีเสียงดัง

1

-

-

-

-

1

 เกณฑ์เหล่าเกิดขึ้นมาจากภาคีฯที่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน และทางจังหวัดก็เอาเกณฑ์เหล่านี้คัดเลือกโรงงานจำนวน 10 แห่ง เข้าร่วมโครงการธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมของโรงงานในปีนี้ ...

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี