ความเห็นล่าสุด


สวัสดีค่ะ อาจารย์ ขอแนะนำตัวก่อน สุวิมล ไวยารัตน์ นิสิต มมส.ศูนย์อุบล เรียนวิชาสารสนเทศกับอาจารย์ เลยแวะเข้ามาในบล็อกของอาจารย์สนใจเกี่ยวกับทฤษฎีการเรียนรู้ที่ผู้เรียน สร้างสรรเอง ทั้งสามเงื่อนไขที่สามารถให้ผู้เรียนเข้าสามารถนำความรู้ที่ตัวเองมีอยู่ ออกมาอย่างสร้างสรรค์นั้น ดิฉันเห็นด้วยและสนใจค่ะ และมีความคิดเห็นว่า ประสบการการทานอาหารของคนเราไม่เหมือนกัน อาหารบางอย่างที่มีดีมีประโยชน์แต่ไม่เคยรับประทานก็ไม่คิดหาวิธีการที่หาอาหารนั้นมารับประทาน บางทีเราก็ควรจะหาอาหารนั้นมาให้เขาได้ชิมก่อน ก่อนที่เขาจะคิดหามารับประทานเอง.. ขอบคุณนะคะอาจารย์ที่ทฤษฎีมาและสามารถทำให้เราได้..คิดพัฒนา..ต่อไป

                     

                      ธรรมชาติของมนุษย์นั้น 1. เห็นแก่ตัว 2. อกตัญญู 3.ลืมง่าย 4. เปลี่ยนใจง่าย แต่คุณประกอบกิจอย่าลืมนะคะว่าธรรมชาติของมนุษย์ สิ่งหนึ่งที่อันตรายทั้งต่อตัวเองและคนรอบข้าง คือ ความอิจฉาริษยา ค่ะ..อยากกำจัดให้สิ้นซากไปจากโลกนี้..อยากให้ทุกคนคิดเชิงบวก..พูดเชิงบวก..มองเชิงบวก..มอบความรักความห่วงใยและปราถนาดีให้กันและกัน..โลกคงสงบสุขนะ

                                    

ขอบคุณทุกความคิดเห็น นะคะ..โดยเฉพาะลูกสาวคนเล็ก(แต่ตัวโต๊..โต)อย่างน้องสิทธิเดช..เเหม.รอตั้งนานนะคะกว่ามี

โอกาสเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหนะ..

น้องรจนา คนสวย น้องนิลุบล นี่ก็เสน่ห์ไม่เบานะเรา.น้องกาญจนา ก็ทั้งสวยทั้งเก่ง.คุณครูก็ชื่นชมนะ..อยากให้พวกเราให้มาบ่อย ๆ กิจกรรมนี้ก็เป็นอีกเวทีหนึ่งนะที่ เปิดโอกาสให้ทุกคนฝึกทักษะการคิด..เปิดหู เปิดตา..เปิดความคิด..ทำให้เราได้รับอะไรดีดี มีประโยชน์มากเลย..แล้วพบกันอีกนะคะ..

คุณข้าวหอมก็เป็นแฟนพันธ์แท้จริง ๆ ชื่นชม.ยินดี และขอบคุณทุกความคิดเห็นค่ะ

 น้องอุ๊  ใช่มั๊ยคะ ดีใจจังได้เขามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกัน..ยินดีต้อนรับนะคะ..ยังงัยถ้าว่าง ก็เข้ามาทักทายกันได้ตลอดเวลา.. 

 มีญาติพี่น้องที่นั่น เยอะเลย..เช่นพี่ชายชื่อตะวัน..น้องสาวชื่อธนวันต์(น้องฟิล์ม) ไวยารัตน์ ค่ะ..

            

                   

สาธุ..อ่านแล้วทำให้มองหันกลับหลังไปมอง.ที่ผ่านมาภาพการทำงานของเราเป็นอย่างไรบ้าง.นำจุดแข็งไปพัฒนา..นำจุดบกพร่องไปแก้ไข..ขอบคุณ.บันทึกที่ให้ข้อคิดดีดี..อ่านอ่านดูอีกที..คล้ายๆคนเขียนจะเข้าถึงรสพระธรรมได้เป็นอย่างดีนะคะ.จริงปะ.พ่อหมู..

                                              

ได้รู้จักการสร้างความสุขด้วยตนเอง ให้มีความสุขในการดำเนินชีวิตในวัยเรียนขอบคุณสำหรับความรู้ดี ๆ นาย สิทธิเดช เสมอภักดิ์

นางสาว กรรณิกา บุราชรินทร์ นางสาว สุนารี สีทา นางสาว ขัวญใจ สุริยา

ขอบคุณทุกคนที่ร่วมเเลกเปลี่ยนรู้กันและกันค่ะ

  เห็นด้วยค่ะ.. คนเรียนน้อยความรู้น้อยแต่มีความคิดดี คิดที่จะทำให้ตนได้ทำในสิ่งที่ดีและเคยขลาดกลัวในสิ่งที่ยังไม่ได้ลงมือกระทำ..และมีแต่คำว่า สู้ สู้ และคิดหาวิธีที่จะทำให้ชีวิตดำเนินไปในทางที่ดี ค่ะ ..อยากให้ทุกคน ...ฝึกคิดเชิงบวก...แล้วจะมีชีวิตจะสงบสุข... form..."leejung"

           การปฏิรูปการศึกษาครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่ในอดีดถึงปัจจุบันยังไม่ประสบ     ผลสำเร็จเท่าที่ควร โดยเฉพาะด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน และด้านพฤติกรรมการสอนของครูในยุกต์เก่า ๆ แต่ทางกระทรวงศึกษาธิการก็ไม่ย่อท้าพยายามปรับกลยุทธ์ในการปฏิรูปการศึกษาให้ประสบผลสำเร็จ..วันนี้ขอนำเสนอ นโยบายการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 ของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ ที่ต้องขอความร่วมมือในการขับเคลื่อนให้บรรลุผลสำเร็จในปี 2553 มีดังนี้
1.การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 (พ.ศ. 2552-2561) เป้าหมาย คนไทยทุกคนต้องได้เรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งในระบบการศึกษา และนอกระบบ การศึกษา หรือการศึกษาตามอัธยาศัย
กรอบการปฏิรูปในทศวรรษที่ 2 มี 3 เรื่อง สำคัญ
1. คุณภาพ
2. ขยายโอกาสทางการศึกษา
3. เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
แนวในการพัฒนา 4 ด้าน (4ใหม่)
1. พัฒนาคุณภาพของคนไทยให้มีนิสัยเรียนรู้ตลอดชีวิต
2. พัฒนาคุณภาพของครูยุคใหม่โดยยกเครื่องอบรมครูและผู้บริหารกว่า 400,000 คน
3. พัฒนาสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่
4. พัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการยุคใหม่ โดยมุ่งกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา เขตพื้นการศึกษา และ อปท. รวมทั้งสนับสนุนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
2. นโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ (5 ฟรี)
1. เรียนฟรีอย่างมีคุณภาพ 15 ปี (ฟรี 5 เรื่อง คือ ค่าเล่าเรียน หนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพ)
2. Tutor chanel
3. อาหารเสริม “ดื่มนม” ทุกคน
4. อาหารกลางวันฟรี
5. คนพิการให้เรียนฟรี จนถึง ป. ตรี ทุกคน

      วันครูเหรอ..น้องถือว่าเป็นวันสำคัญมากสำหรับน้อง..เพราะทำให้รู้สึกรักและศรัทธาในอาชีพครูมากขึ้น รู้สึกว่าตัวเองก็เป็นครูที่มีครูเหมือนกัน..เข้าร่วมงานวันครูทุกปีไม่เคยขาด..และปีนี้ก็คิดว่าจะให้ความร่วมมือในกิจกรรมวันครูอย่างเต็มที่.. และน้องถือโอกาสนี้นำเสนอเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของวันครูให้ทุกคนทราบละกันนะคะ...

ความหมาย
      ครู หมายถึง ผู้อบรมสั่งสอน; ผู้ถ่ายทอดความรู้ ผู้สร้างสรรค์ภูมิปัญญา และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของสังคมและประเทศชาติ ความเป็นมา วันครูได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๐ สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า คุรุสภาเป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครูในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ให้ความเห็นเรื่องนโยบายการศึกษา และวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษา ควบคุมจรรยาและวินัยของครู รักษาผลประโยชน์ ส่งเสริมฐานะของครู จัดสวัสดิการให้ครูและครอบครัวได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้และความสามัคคีของครู ด้วยเหตุนี้ในทุก ๆ ปี คุรุสภาจะจัดให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูจากทั่วประเทศแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา และซักถามปัญหาข้อข้องใจต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานของคุรุสภาโดยมีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ตอบข้อสงสัยสถานที่ในการประชุมสมัยนั้นใช้หอประชุมสามัคคยาจารย์ หอประชุมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในระยะหลังใช้หอประชุมคุรุสภา ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้กล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า“ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือว่า เนื่องจากผู้เป็นครูมีบุญคุณเป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าวันครูควรมีสักวันหนึ่งสำหรับให้บันดาลูกศิษย์ทั้งหลาย ได้แสดงความเคารพสักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณทั้งหลาย เพราะเหตุว่าสำหรับคนทั่วไปถ้าถึงวันตรุษ วันสงกรานต์ เราก็นำเอาอัฐิของผู้มีพระคุณบังเกิดเกล้ามาทำบุญ ทำทาน คนที่สองรองลงไปก็คือครูผู้เสียสละทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากที่ประชุมไว้ด้วย ลองปรึกษาหารือกันในหลักการ ทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง” จากแนวความคิดนี้ กอปรกับความคิดเห็นของครูที่แสดงออกทางสื่อมวลชนและอื่น ๆ ที่ล้วนเรียกร้องให้มีวันครูเพื่อให้เป็นวันแห่งการรำลึกถึงความสำคัญของครูในฐานะที่เป็นผู้เสียสละ ประกอบคุณงามความดีเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันมาก ในปีเดียวกันที่ประชุมคุรุสภาสามัญประจำปีจึงได้พิจารณาเรื่องนี้และมีมติเห็นควรให้มีวันครูเพื่อเสนอคณะกรรมการอำนวยการต่อไป โดยได้เสนอหลักการว่า เพื่อจะได้ประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครูและเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างครูกันประชาชน ในที่สุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๙ ให้วันที่ ๑๖ มกราคมของทุกปีเป็น “วันครู” โดยเอาวันที่ประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๘ เป็นวันครูและให้กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดังกล่าวได้ การจัดงานวันครู การจัดงานวันครูได้จัดเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ในส่วนกลางใช้สถานที่ของกรีฑาสถานแห่งชาติเป็นที่จัดงาน งานวันครูนี้ได้กำหนดเป็นหลักการให้มีอนุสรณ์งานวันครูไว้แก่อนุชนรุ่นหลังทุกปี อนุสรณ์ที่สำคัญคือ หนังสือประวัติครู หนังสือที่ระลึกวันครู และสิ่งก่อสร้างที่เป็นถาวรวัตถุ การจัดงานวันครูได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกิจกรรม ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมตลอดเวลา
ในปัจจุบันได้จัดรูปแบบการจัดงานวันครู จะมีกิจกรรม ๓ ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้
1. กิจกรรมทางศาสนา
2. พิธีรำลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ ประกอบด้วยพิธีปฏิญาณตน การกล่าวคำระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์
3. กิจกรรมเพื่อความสามัคคีระหว่างผู้ประกอบอาชีพครู ส่วนมากเป็นการแข่งขันกีฬาหรือการจัดงานรื่นเริงในตอนเย็น ปัจจุบันการจัดงานวันครู ได้มีการกำหนดให้จัดพร้อมกันทั่งประเทศ สำหรับในส่วนกลางจัดที่หอประชุมคุรุสภาโดยมีคณะกรรมการจัดงานวันครู ซึ่งมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน ประกอบด้วยบุคคลหลายอาชีพร่วมกันเป็นผู้จัด สำหรับส่วนภูมิภาคมอบให้จังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ โดยตั้งคณะกรรมการจัดงานวันครูขึ้นเช่นเดียวกับส่วนกลางจะจัดรวมกันที่จังหวัดหรือแต่ละอำเภอก็ได้ รูปแบบการจัดงานในส่วนกลาง (หอประชุมคุรุสภา) พิธีจะเริ่มตั้งแต่เช้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภา คณะกรรมการอำนวยการคุรุสภา คณะกรรมการจัดงานวันครู พร้อมด้วยครูอาจารย์และประชาชนร่วมกันใส่บาตรพระสงฆ์ จำนวน ๑,๐๐๐ รูป หลังจากนั้นทุกคนที่มาร่วมงานจะเข้าร่วมพิธีในหอประชุมคุรุสภา นายกรัฐมนตรีเดินทางมาเป็นประธานในงาน ดนตรีบรรเลงเพลงมหาฤกษ์ นายกรัฐมนตรีบูชาพระรัตนตรัย ประธานสงฆ์ให้ศีล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวรายงานต่อนายกรัฐมนตรี เสร็จแล้วพิธีบูชาบูรพาจารย์โดยครูอาวุโสนอกประจำการจะเป็นผู้กล่าวนำพิธีสวดคำฉันท์รำลึกถึงประคุณบูรพาจารย์
มารยาทและวินัยตามระเบียบประเพณีของครู
1. เลื่อมใสการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ
2. ยึดมั่นในศาสนาที่ตนนับถือ ไม่ลบหลู่ดูหมิ่นศาสนาอื่น
3. ตั้งใจสั่งสอนศิษย์และปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เกิดผลดีด้วยความเอาใจใส่ อุทิศเวลาของตน ให้แก่ศิษย์ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่การงานไม่ได้
4. รักษาชื่อเสียงของตนมิให้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว ห้ามประพฤติการใด ๆ อันอาจทำให้เสื่อมเสียเกียรติและชื่อเสียงของครู
5. ถือปฏิบัติตามระเบียบและแบบธรรมเนียมอันดีงามของสถานศึกษา และปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่การงานโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแบบแผนของสถานศึกษา
6. ถ่ายทอดวิชาความรู้โดยไม่บิดเบือนและปิดบังอำพราง ไม่นำหรือยอมให้นำผลงานทางวิชาการของตนไปใช้ในทางทุจริตหรือเป็นภัยต่อมนุษย์ชาติ
7. ให้เกียรติแก่ผู้อื่นทางวิชาการ โดยไม่นำผลงานของผู้ใดมาแอบอ้างเป็นผลงานของตน และไม่เบียดบังใช้แรงงานหรือนำผลงานของผู้อื่นไป เพื่อประโยชน์ส่วนตน
8. ประพฤติตนอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต และปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความเที่ยงธรรมไม่แสวงหาประโยชน์สำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบ
9. สุภาพเรียบร้อยประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ รักษาความลับของศิษย์ ของผู้ร่วมงานและของสถานศึกษา
10. รักษาความสามัคคีระหว่างครูและช่วยเหลือกันในหน้าที่การงาน
คำปฏิญาณตนของครู
ข้อ 1. ข้าจะบำเพ็ญตนให้สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นครู
ข้อ 2. ข้อจะตั้งใจฝึกสอนศิษย์ให้เป็นพลเมืองดีของชาติ
ข้อ 3. ข้าจะรักษาชื่อเสียงของคณะครูและบำเพ็ญตนให้เป็น

อ้างจาก http://www.zabzaa.com/event/teacher.htm

กลัวจัง ผมหงอก ทำให้ดูแก่ แต่ผู้ชายบางคนมักทำให้ตัวเองดูแก่ โดยการถอนผมดำออก เก็บผมหงอกไว้ ใช้ตบตายายแก่ที่บ้านได้ว่าตัวเองแก่แล้ว หมดไฟแล้ว แต่ที่ไหนได้..ยังมีไฟซ่อนอยู่เยอะเลย...ขอบคุณนะไก่สำหรับเคล็ดลับดีดีที่ทำให้ผมดำดูดีไม่แก่..

ขอบคุณค่ะหมูอวยที่เข้ามาทักทาย จะพยายามทำใจให้สนุกกับงานจะได้มีความสุขจ้า

เห็นด้วยค่ะ การยิ้มเป็นการให้กำลังใจ ทำให้คนอื่นรู้สึกอบอุ่น และยังทำให้โลกทั้งโลกสดใสขึ้นมาก

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี